บทที่ 164
ส่งมอบหินแสง
โชคดีที่ว่าก่อนหน้านี้ซูฉีใช้กำลังของนางในการสร้างหินแสงเอาไว้มากมาย นางสร้างพวกมันเก็บเอาไว้เผื่อที่ว่าจะทำการส่งขาย
ในตอนนี้เมื่อคนพวกนั้นเดินทางมาเพราะต้องการเห็นแสงนางเองก็จึงใช้พวกของที่เก็บเอาไว้จำนวนมากพวกนี้ส่งให้กับกองทัพ
กองทัพทหารจากเมืองหลวงต้องการที่จะเรียกหินแสงจำนวน 1,000 ก้อนกลับไปที่เมืองหลวงเป็นค่าทดแทนจากภาษี
ซูฉีเองก็มีของที่สำรองพร้อม ก่อนหน้านี้นางได้แรงผลิตเพิ่มขึ้นมา 1 แรงนั่นก็คือพู่กันวิเศษที่นางได้มา
ทำให้การผลิตนั้นรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิมอีก 1 เท่านางจึงผลิตของพวกนี้ได้ทัน เมื่อส่งให้กับคนพวกนั้นกองทัพจากเมืองหลวงก็ถอยทัพกลับไป
สภาพการภายในเมืองแห่งนี้เริ่มกลับเข้าสู่ในช่วงปกติ ประตูเมืองทุกด้านถูกเปิดอีกครั้ง การเดินทางเข้าออกก็กลับมาสู่สภาวะปกติ
การที่ซูฉีรีบส่งของพวกนั้นไปให้กับเจ้าพวกทหารจากเมืองหลวง ก็เพราะว่านางไม่ได้อยากจะทำให้เมืองแห่งนี้เกิดปัญหาเป็นเวลานาน
ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วมันก็ยิ่งทำให้สภาพการภายในเมืองกลับมาได้รวดเร็วมากขึ้น และมันเองก็จะสะดวกกับตัวนางด้วยเช่นเดียวกัน
“ ในที่สุดทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมนะเจ้าคะคุณหนู ”
“ แต่ว่าท่านดูไม่กังวลเลยที่ต้องส่งของที่ท่านอุตส่าห์ผลิตขึ้นมาไปให้กับคนพวกนั้น ” ลี่ถังมองคุณหนูของนางที่กำลังนั่งดื่มชาอย่างสบายใจ
“ กังวลอย่างนั้นหรอก็บ่นเรื่องอันใด”
“ ก็เรื่องที่ของพวกนั้นจะถูกพวกคนภายในเมืองหลวงคัดลอกอย่างไรล่ะเจ้าคะ คุณหนูดูมั่นใจเป็นอย่างมากว่าคนพวกนั้นจะไม่สามารถทำได้”
“ ฮ่าๆๆ ทำไม่ได้หรอกเจ้าเชื่อข้าสิ อีกอย่างถ้าพวกเขาได้รับไปก็คงจะรู้เองข้าคงนึกถึงหน้าของคนพวกนั้นที่ผิดหวังแล้วก็รู้สึกสนุกอยู่ในใจ”
ซูฉีกำลังแสดงรอยยิ้มอย่างสะใจ เมื่อเห็นรอยยิ้มอันสะใจบนใบหน้าของคุณหนูของนาง
ลี่ถังคิดว่านับวันคุณหนูของนางยิ่งดูอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆไม่ได้ดูโหดร้ายเหมือนเมื่อก่อนแต่กลับเป็นคนที่ใช้สติปัญญาเป็นอาวุธ
“ ข้าใจรอไม่ไหวแล้ว”
“ คงจะต้องใช้เวลาสักประมาณ 1 เดือนกระมังกว่าที่ของพวกนั้นจะถูกส่งกลับไปถึงเมืองหลวง ”
“ ก็คงจะเช่นนั้นเจ้าค่ะทั้งต้องขนของแถมยังมีคนภายในกองทัพอีกมากมายขนาดนั้น ”
“ การเดินทางคงจะไม่เร็วนักก็น่าจะสักประมาณ 1 เดือนกระมังเจ้าคะ ” ลี่ถังพยักหน้า
“ เอาล่ะข้านั่งพักมาม่ากพอแล้วเดี๋ยวขอไปทำงานของตนเองสักหน่อย ” ซูฉีลุกขึ้นก่อนที่นางจะเดินเข้าไปภายในห้องนอนเพื่อเก็บตัวทำงานอีกครั้ง
นางเริ่มคิดค้นอักขระของตนเองและพัฒนาอักขระพวกนั้นต่อ สำหรับหินแสงพวกนั้นมันกลายเป็นสิ่งที่นางนั้นประสบความสำเร็จไปแล้ว
เรียกได้ว่าเห็นแสงนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ล้าหลังสำหรับนางไปแล้ว แต่สิ่งที่ซูฉีกำลังสนใจและกำลังพัฒนาอยู่ในตอนนี้คือเครื่องยนต์พลังวิญญาณ
นางพัฒนาอักขระพวกนี้มาสักพักใหญ่ๆแล้ว แต่ว่ามันเองก็ต้องใช้เวลาอีกสักพักในการพัฒนาอักขระพวกนี้
ถ้าเกิดว่านางสามารถทำมันได้สำเร็จละก็ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือกลายเป็นหลังมือเลยทีเดียว
กิจการของนางที่กำลังเจริญก้าวหน้าอยู่ในตอนนี้มันเองก็คงจะเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นไปเอง และการใช้ชีวิตภายในชายแดนอย่างสงบของนางมันก็จะประสบความสำเร็จ
“ พัฒนาต่ออีกลวดลายตรงนี้ยังคงขาดอยู่ ”
ซูฉีหมกมุ่นกับพวกอักขระมาเป็นเวลานาน นางศึกษามันไปเรื่อยๆจนตอนนี้นางแทบจะไม่ได้รู้เลยว่าตนเองนั้นบรรลุเข้าไปสู่แก่นแท้ของคู่ฝึกฝนอักขระระดับสูงไปแล้ว
ความรู้ในด้านอักขระของนางภายในดินแดนแห่งนี้คงจะกล่าวได้ว่าเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้
….
สถานการณ์ภายในเมืองกลับเข้าสู่ในช่วงยามปกติ
แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาบ้างแต่เมื่อชี้แจงกับชาวเมืองเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเองก็ถูกคลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว
เมืองชายแดนแห่งนี้ยังคงเป็นเมืองที่มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมมากมายเช่นเดิม เป็นเพราะว่าการพัฒนาในหลายๆด้านโดยมีกองทัพเกราะดำเป็นผู้ที่ช่วย
ความน่าสนใจภายในเมืองหลายๆอย่าง สินค้าที่เริ่มมีคุณภาพมากขึ้น เลยทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นอีกสถานที่แห่งหนึ่งที่ผู้คนเลือกที่จะเดินทางมา
การค้าระหว่างเมืองเองก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เมืองชายแดนแห่งนี้ที่มีสงครามเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานยามนี้ในที่สุดก็เริ่มเข้าสู่การพัฒนา
แม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่เข้าสู่การพัฒนาที่ช้าไปสักนิด แต่อย่างไรเสียมันเองก็ถือว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดี
…
ผ่านไปร่วมเดือน
เวลานั้นผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดสิ่งของที่ถูกส่งมาจากเมืองชายแดนตะวันออกก็ได้ถูกส่งไปถึงเมืองหลวง
การมาถึงของสินค้าพวกนี้มันเป็นสิ่งที่พวกขุนนางกำลังเฝ้ารออยู่เลย แน่นอนว่าเป็นแผนการที่พวกมันวางเอาไว้ตั้งแต่ในตอนแรก
ของพวกนี้พวกขุนนางคิดจะนำเอามาสร้างผลประโยชน์ให้กับตนเองแล้วก็เมืองหลวงแห่งนี้
กลุ่มขุนนางที่วางแผนเกี่ยวกับเรื่องนี้พากันเดินทางมาที่โกดังเก็บของอย่างรวดเร็ว
“ นี่อย่างนั้นหรอแสงที่ผู้คนมากมายเล่าลือกัน ” ขุนนางร่างกายอ้วนท้วนผู้หนึ่งหยิบหินแสงขึ้นมา
มันมองดูหินแสงภายในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย แน่นอนในยามนี้มันคงกำลังคิดอยู่ภายในใจว่าของเช่นนี้จะสามารถกล่าวได้ว่าเป็นของวิเศษจริงๆอย่างนั้นหรอ
เพราะว่าจากที่ใช้ดวงตาปกติในการมองมันก็ไม่ได้แตกต่างจากพวกก้อนหินธรรมดาทั่วไปที่ไร้ค่า
เพราะแบบนั้นมันเองก็ไม่คิดว่าเจ้าของสิ่งนี้จะกลายเป็นของวิเศษได้
หัวหน้าทหารที่เป็นคนขนส่งพวกของเหล่านี้มาถึงเมืองหลวง มันก้าวเท้ามาด้านหน้าของขุนนางร่างกายอ้วนท้วนก้มศีรษะของตนเองแล้วกล่าวขึ้น “ แน่นอนขอรับท่านขุนนางกู่ ”
“ นี่เป็นของที่พวกข้านั้นตรวจสอบมาแล้วทั้งหมด ”
“ มันเป็นของวิเศษอย่างแน่นอนพวกค่าทดสอบการใช้งานมาแล้ว ”
“ ถ้าเช่นนั้นข้าขอทดสอบของสิ่งนี้ให้กับท่านดูนะขอรับ ” หัวหน้าทหารผู้นั้นนำเอาหินภายในมือของขุนนางมาไว้ภายในมือของตน
ก่อนที่มันจะแสดงวิธีการใช้งานให้ดู กลไกการใช้งานถูกทำงานหินปริศนาที่เหมือนกับหินไร้ค่าอยู่ๆก็เปล่งแสงสว่างไสวขึ้นมา
ทำให้พวกขุนนางภายในสถานที่แห่งนี้พากันตกตะลึง “ ว้าว!!! ยอดเยี่ยมไปเลย ”
“ ถ้าแบบนี้ก็เทียบเท่ากับว่าพวกเราสามารถผลิตของพวกนี้เองได้แล้วสินะถ้าเกิดว่าสามารถลอกเลียนอักขระพวกนี้ขึ้นมาได้ ”
ขุนนางกู่พยักหน้า มันแสดงรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ออกมา “ แน่นอนก็ต้องได้ ”
“ ถ้าพวกเราสามารถสร้างขึ้นมาได้ล่ะก็พวกเราจะสามารถทำเงินได้จำนวนมหาศาล ”
“ มันเป็นของพิเศษที่หายากเป็นอย่างมากคนพวกนั้นส่งของพวกนี้มาให้กับเราเทียบเท่ากับว่าโยนทองทั้งภูเขามาให้ ”
“ นั่นสินะนั่นสินะพวกคนชายแดนอย่างไรเสียก็มีสติปัญญาที่โง่เขลาอยู่ดี”
“ สุดท้ายแล้วพวกมันเองก็ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของพวกเรา ” ขุนนางผู้หนึ่งส่งเสริม
“ เอาล่ะพวกเจ้ารีบขนของพวกนี้ไปให้กับท่านผู้อาวุโสหม่า ”
“ ถ้าเกิดว่าเป็นท่านคงจะสามารถสร้างอักขระในแบบเดียวกันออกมาได้อย่างแน่นอน ”
“ เพียงแค่นี้พวกเราเองก็สามารถทำกำไรได้จำนวนมหาศาลแถมยังนำเอาของพวกนี้มาใช้ประโยชน์ภายในเมืองหลวงได้อีก ”
“ เพียงเท่านี้ชื่อเสียงของเมืองชายแดนตะวันออกก็คงจะหายไปอย่างแน่นอน ”
“ ฮ่าๆๆๆ ” พวกขุนนางพากันคิดแบบนั้น พวกมันไม่รู้เลยว่าสิ่งที่จะรอพวกมันอยู่มันคือความเสียหายอันใหญ่หลวง
จบบท