เทียนมาปรากฏร่างที่หุบเขาแห่งความตาย เทียนมองเห็นค่ายกลที่ท่านเทพสวรรค์ได้สร้างไว้ ครั้งนี้เทียนมองเห็นเป็นค่ายกลที่ธรรมดาสำหรับเทียน เทียนเดินเข้าไปแล้วใช้พลังเปิดเข้าไปอย่างง่ายดาย แล้ว ก็หายวับเข้าไปในวิหารศักดิ์สิทธ์
ขุนพลประจำวิหารศักดิ์สิทธิ์ พุ่งตัวเข้าหาเทียนพร้อมกันทันที แต่เทียนแค่ปล่อยพลังเล็กน้อย ทั้งสิบกับยืนตัวแข็งอยู่กับที่ทันที เจ้าแสงฟ้า กับ ม่านฟ้า ออกมาพอดี
“ พี่เทพ ท่านกลับมาแล้ว” เสียงม่านฟ้าส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ
“ พี่เทพ” เจ้าแสงฟ้าก็ตกใจที่เห็นเทียนโผล่มาแบบนี้
เทียนโบกมือ ให้ทั้งสิบขุนพล ทั้งหมดจึงขยับตัวได้ตามปกติ
“ ม่านฟ้า ครั้งนี้ที่ข้ามาจะพาพวกเจ้าทุกคนไปจากที่นี่ทั้งหมด” เทียนพูดทันที
“ จริงหรือพี่เทพ” เทียนพยักหน้า
“ ม่านฟ้าชาตินี้ข้าชื่อว่าเทียนแล้วต่อไปเจ้าเรียกข้าว่าพี่เทียนเถอะนะ หากคนอื่นได้ยินชื่อนี้ ข้าไม่อยากตอบคำถาม” เทียนบอกม่านฟ้า เพราะฟังแล้วไม่คอยชินเท่าไร
“ ข้าชอบเรียกชื่อเทพ ข้าไม่ชอบชื่อเทียน เหมือนเป็นคนอื่นที่ข้าไม่รู้จัก”ม่านฟ้ายืนยันความคิดตน ในที่สุดเทียนก็ตามใจ แต่ต่อหน้าคนอื่นต้องเรียกเทียน
เทียนเริ่มใช้พลังเพื่อสำรวจหุบเขาแห่งนี้ทั้งหมด แล้วเทียนก็สัมผัสได้ว่าที่นี่เป็นมิติที่ท่านเทพสวรรค์ได้สร้างขึ้นจากแผ่นหินมิติ แผ่นหนึ่งเท่านั้น และวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นกัน เทียนสามารถทำให้มันหดเล็กเท่านฝ่ามือได้โดยง่ายๆ
เทียนปรากฏตัวที่สถานที่ฝังร่างหลวงปู่ แล้วก้มกราบท่านแล้วบอกท่านจะทำการย้ายสถานที่นี้เข้าไปในมิติสีทองทั้งหมด จากนั้นเทียนเรียกท่านโตคินออกมาแล้วแจ้งความประสงค์ว่าจะย้ายมิตินี้เข้าไป ท่านโตคินก็รีบกลับไป จัดสถานที่
เพื่อรองรับหุบเขาแห่งความตายทันที เทียนกลับมาหาม่านฟ้า แล้วเรียกทุกคนเข้ามาอยู่ใกล้กัน แล้วเทียนก็พาทุกคน เข้าไปอยู่ในมิติสีทอง ทันที ม่านฟ้าและพวก ต่างตื่นตะลึงกับสถานที่ในมิติสีทองของเทียน ไม่ว่าจะเป็นปราสาทที่สวยงาม และทะเลสาบที่แสนสวย สิ่งแวดล้อมที่งดงาม อากาศที่สดชื่น ต้นไม้ดอกไม้ที่จัดปลูกอย่างสวยงาม ยังกับแดนสวรรค์ เหล่าคนแคระที่หน้าที่ ของแต่ละคนอย่างมีความสุข ทุกคนเห็นเทียนต่างให้ความเคารพอย่างสูงสุด มองไปไกลๆ เห็นภูเขาเรียงรายหลายสิบลูก มีอยู่หลายลูกเป็นภูเขาหิมะ นี่เป็นไปได้อย่างไร
“ พี่เทพ ข้าชอบที่นี่ข้าขออยู่ที่นี่ตลอดไปเลยนะ” ม่านฟ้าเข้ามาจับแขนเทียนแล้วร้องขอต่อหน้าทุกคน เทียนพยักหน้า
“ ม่านฟ้า ข้ามีบางอย่างจะให้เจ้าดู” เทียนพาม่านฟ้ามาดูต้นดอกบัวสวรรค์ที่ยังเป็นต้นเล็กอยู่ ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 2 ต้น
“ นี่คือต้นดอกบัวสวรรค์ สามารถชุบชีวิต คนที่ตายไปแล้วแต่จิตวิญญานยังอยู่ให้กลับเป็นมนุษย์ได้เช่นเดิม” เทียนพูดให้ม่านฟ้าฟัง
“ จริงหรือ เป็นไปได้หรือ” ม่านฟ้าส่งเสียงดีใจ เทียนเรียกจอมโจรเหินฟ้าออกมา
“ คำนับองค์ราชินีม่านฟ้า” จอมโจรเหินฟ้า เป็นวิญญานเหมือนม่านฟ้าแต่ไม่สามารถสร้างกายหยาบได้ จึงเป็นแค่กลุ่มควันเท่านั้น
“ จอมโจรเหินฟ้านี่แหละ เขาเป็นคนบอกให้ข้าทราบว่า ต้นดอกบัวสวรรค์นี่ชุบชีวิตคนได้และตอนนี้มันได้เติบโตขึ้นมาก ตอนนี้ข้าให้ท่านศึกษาตำราชุบชิวิต ท่านบอกได้หรือไม่ ต้นดอกบัวสวรรค์ สองต้นนี้จะชุบชีวิตได้เมื่อไร” เทียนให้จอมโจรศึกษาวิชาชุบชีวิตก่อน เพราะเทียนช่วงนี้ยุ่งไม่มีเวลาศึกษา
“ ตามปกติต้นดอกบัวสวรรค์ที่ใช้ชุบชีวิต ต้องรอให้โตเต็มวัยซึ่งใช้เวลา หนึ่งพันปีแต่นายท่านใช้พลังเทพบริสุทธิ์ ช่วยกระตุ้นให้มันโตเร็วขึ้น ตอนนี้ไม่น่าเกิน 100ปี ก็น่าจะโตพอที่จะชุบชีวิตได้แล้ว” จอมโจรเหินฟ้ากล่าวด้วยรู้สึกดียิ่ง
“ ข้าจะพยายามถ่ายพลังเทพบริสุทธิ์ เข้าไปบ่อย ข้าเชื่อว่า ไม่น่าถึง100ปี ก็สามารถโตเต็มวัยได้” เทียนพูดด้วยความรู้สึกตัวเอง
“ แล้วพวกน้องชายและเหล่าขุนพลทั้งสิบท่านพอจะช่วยได้ไหม”
“ ได้ซิ อีกไม่นานข้าจะเพาะปลูกต้นดอกบัวสวรรค์ให้เพิ่มขึ้นมากกว่านี้” เทียนให้ความมั่นใจ เทียนสังเกตจอมโจรเหินฟ้าทำท่าผิดปกติ
“ ท่านเป็นอะไร ทำท่านเหมือนอยากจะพูดอะไร” เทียนสงสัย
“ ข้าอยากรู้วิธีสร้างร่างกายหยาบ ราชินีม่านฟ้าช่วยสอนให้ข้าด้วยได้ไหม” จอมโจรเหินฟ้าอยากมีร่างนั่นเอง
“ ได้ซิ ข้าจะสอนให้” จอมโจรได้ฟังคำนี้ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ต่อไปเขาจะได้มีร่างกายแล้ว
เทียนได้นำมิติหุบเขาแห่งความตายย้ายเข้ามาในมิติสีทอง ตามที่ท่านโตคินได้จัดสถานที่ไว้ พวกของม่านฟ้าเทียนให้ย้ายเข้ามาพักที่ปราสาทสีทองของเขา
เวลานี้หุบเขาสีทองได้หายไปจนหมด กลายเป็นพื้นที่ราบ หุบเขาหายไปจนหมด กองกำลังทั้ง3ฝ่ายตอนนี้ต่างก็มองไปที่ลานโล่งๆ แล้วมองหน้ากัน อึ้งไปหมด..
ส่วนวิญญาณจอมโจรเหินฟ้าตอนนี้ไปเฝ้าติดตามม่านฟ้า พาม่านฟ้าไปดูสถานที่ต่างๆ ในมิติสีทอง พาไปชมสมบัติของตัวเอง และบอกว่า ตอนนี้เป็นของม่านฟ้าคนเดียว ทำให้ สิบองครักษ์เกิดอารมณ์หมั่นไส้ จอมโจรเหินฟ้า
เทียนปล่อยให้พวกเขาอยู่กันตามสบายเทียนไปเอาสมบัติของบุเรงนองออกมาเก็บในหยกมิติ แต่ว่าทองเกือบร้อยตันเก็บเอาไว้ จากนั้นเทียนก็ออกไป ที่รอที่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งตอนนี้ลุงใหญ่ได้เชิญ ท่านปู่มาด้วย เทียนรีบไปหาท่านปู่ทันที โดยมีปู่รอง ปู่อินทรีย์ และ ผบ.ตำรวจ ผบ.ฝ่ายมั่นคง และ ผอ.ฝ่ายศิลปากร ก็มากันครบ เทียนคำนับท่านปู่แล้วทุกทุกคน เทียนทำพิธี จุดธูปบอกกล่าวเจ้าของสมบัติเพื่อให้ดู สมจริง พอเทียนทำพิธีเสร็จ ทรัพย์สมบัติมากมายก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน แต่ละคนต่างจ้องมองตาค้าง ไม่คาดคิดสมบัติบุเรงนองจะมากขนาดนี้ โดยเฉพาะท่านผอ.กรมศิลปากร นั้นวิ่งเข้าไปสัมผัส ของแต่ละชิ้นแล้วพูดไม่หยุดผอ.กรมศิลปากรเดินมาหาเทียนอย่างด่วน รีบบอกว่า
” ขออนุญาตให้เขานำลูกน้องมาช่วยแยกแยะ ว่าของแต่ละชิ้นนั้นคืออะไร มีที่มาอย่างไร ได้ไหม” เทียนให้สิทธิท่านผอ. จัดคนมาเท่าไรก็ได้ ชาวต่างชาติที่มีความรู้ด้วย ให้ผอ. ตัดสินใจได้เลย สร้างความยินดีให้กับผอ.เป็นอย่างยิ่ง
แล้วหยิบมือถึอเรียกลูกน้องมากันให้หมดเลย เวลานี้เทียนได้สร้างค่ายกลกับสมบัติทั้งหมดเหล่านี้แล้ว ไม่ว่าสมบัติชิ้นไหนก็ไม่มีทางออกไปจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ ถ้าใครถือออกไปถูกค่ายกลสายฟ้า เรียกสายฟ้าผ่าแน่
“ แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสถานที่แห่งนี้จะปลอดภัย จากผู้ที่ไม่หวังดี” ผอ.ฝ่ายมั่นคงยังคงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัพ
“ ท่านผอ.ลองให้ใครหยิบสมบัติออกจากห้องนี้ไปซักชิ้น แล้วจะได้รู้ว่าปลอดภัยหรือไม่ “ เทียนท้าท่านผบ.ฝ่ายมั่นคง
“ ท่านผู้พันลองดูหน่อยซิ” ท่านผบ. สั่งลูกน้องหยิบสมบัติไปคนละชิ้น ทั้งสองคนลองเดินออกจากห้องไป ยังไม่พ้นประตู ก็โดนฟ้าผ่าลงมาทั้งสองคนล้มหมดสติไป ร่างกายเหมือนโดนไฟช๊อต ควันออกปาก เส้มผมชี้ตั้ง ฟูทั้งสองคน
สมบัติที่ทั้งสองคนถือไปก็ลอยกลับมาที่เดิม
“ สมบัติเหล่านี้เจ้าของท่านหวงมาก ผมไม่ห่วงเรื่องคนคิดจะขโมย” เทียนพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่ทุกคนต่างตกใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่คิดเลยว่ายุคสมัยใหม่ยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก
“ แล้วเรื่องปราสาทที่อยู่นับสิบหลังนี่เธอสร้างมันได้อย่างไร มันเป็นปราสาทที่ไม่เคยเห็นในโลกมาก่อน อย่างเช่นหินและโลหะที่นำมาก่อสร้างทำเอามาจากที่ไหน” ท่านผอ.กรมศิลปากรถามด้วยความสงสัย
“ ท่านเจ้าของสมบัติท่านให้มา ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน” เทียนพูดไปเรื่อย แต่ทุกคนก็ได้แต่หมดคำถาม
“ อาเทียน ปู่เคยเข้าไปดูปราสาทแล้วมันน่าอยู่จริง ปู่จะขอมาอยู่สักหลังจะได้ไหม” ปู่ซูหมิงเห็นแล้วอยากจะมาอยู่
“ เชิญเลยครับ ปราสาทหลังใหญ่ สามารถจุคนได้ตั้ง 500 คน เรื่องนี้ให้ลุงใหญ่จัดการ อยากให้ใครมาอยู่ก็ตามสบายเลยครับ” เทียนปล่อยให้ลุงใหญ่จัดการ
“ ดี ดี พวกเราเห็นทีจะได้อยู่ปราสาทในฝันก็คราวนี้แหละ” ปู่รองหัวเราะชอบใจ
เช่นเดียวกับปู่อินทรีย์ และ ผบ. ตำรวจก็เช่นกัน แต่ผบ. ก็ทำหน้ากล้าๆ กลัวๆ เพราะตัวเองก็ชอบปราสาทเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
“ ทุกคนไม่ต้องห่วง พวกท่านทุกคนก็ทำงานให้กับเมืองซันชายมามากแล้ว ถ้าปราสาทที่สร้างไว้ไม่พอ ผมจะสร้างให้เพิ่มอีก ทุกท่านจะได้พาครอบครัวมาอยู่ได้ไม่ต้องเกรงใจ “ พอฟังเทียนพูดจบ ผบ. ฝ่ายมั่นคงคราวนี้ยิ้มแก้มปริ เดินเข้าไปขอคุยกับลุงใหญ่ทันที แบบไม่เกรงใจแล้ว เทียนกลับไปซื้อ ปราสาทขนาดเล็ก มาเพิ่มอีก 100 หลัง ให้ท่านโตคินสร้างเพิ่ม ไม่นาน พิพิธภัณฑ์ กลายเป็น
สถานที่ท่องเที่ยว แบบมีที่พักเป็นปราสาท หรูหรา คล้ายปราสาทดิสนีย์แลนด์
แต่ว่าจุดประสงค์ส่วนใหญ่กลายเป็นว่ามาเที่ยวและพักที่ปราสาทมากกว่าส่วนพิพิธภัณฑ์นั้น กลายเป็นที่เที่ยวชมอันดับ 2 รองมาจากปราสาทมากกว่า ส่วนปูซูหมิงตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่ปราสาทหลังใหญ่ ไม่กลับไปคฤหาสน์สกุลซู อีกแล้ว
ทำให้ทั้งตระกูลต้องย้ายมาอยู่ที่ปราสาทหลังใหญ่ที่นี่ แล้วใช้ชื่อปราสาทตระกูลซู
ส่วนท่านปู่รอง กับปู่อินทรีย์ ก็ย้ายมาอยู่ปราสาทหลังติดกันและมีท่านผบ. กรมตำรวจ อยู่ติดกันด้วย ทำให้ริษา ต้องย้ายมาอยู่กับพ่อเช่นกัน ส่วนท่านผบ.ฝ่ายความมั่นคง ก็ขอมาอยู่ติดกันกับท่านผบ.ตำรวจ กลายเป็น เพื่อนบ้านกันจนได้
ทุกอย่างเริ่มมีความสุข แต่ใครจะรู้ ว่าสิ่งที่ชั่วร้ายกำลังจะตื่นขึ้น อีกในไม่ช้า....
ณ โบสถ์คริสต์แห่งหนึ่ง
รถแบคโฮได้รับคำสั่งให้ปรับสถานที่ด้านหลังโบสถ์คริสต์ เมืองซันชาย เพื่อที่จะขยายสถานที่ เพื่อสร้างโบสถ์แห่งใหม่ รถแมคโครได้ปรับพื้นดินในขณะนั้น
พล๊วะ ! เสียงเหล็กกระทบกับกระเบื้อง เสียงดังลั่น คนขับเลยลงมาดูว่า เสียงที่กระทบกันนั้นคืออะไร พอคนขับได้เห็น ก็ตกตะลึง แล้ววิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิตทันที
เพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้น คือหลังคาโบสถ์คริสต์ ที่ถูกเจาะแตกเป็นรูใหญ่ ข้างในกับมีแต่หัวกะโหลก นับไม่ถ้วน ถ้าก้มลงไปอีกนิด จะเห็นผนังโบสถ์ ก็ถูกประดับไปด้วยหัวกระโหลกอยู่เต็มข้างฝาเต็มไปหมด ถ้านับหัวกะโหลก ก็คงมีไม่ต่ำกว่าพันหัวไม่นานก็ค่อยๆ มีกลุ่มควันลอยออกมาจากโบสถ์ที่เต็มไปด้วยหัวกระโหลก คล้ายวิญญานที่ถูกกังขังมานาน ได้ถูกปลดปล่อย วิญญานเหล่านี้เริ่มลอยออกไปทั่วเมือง มีเสียงร้องแปลกๆ ดังกระจายไปทั่ว แสงอาฑิตย์ที่ยังสว่างไสว ค่อยๆ มืดลง เหมือนมีเมฆหมอกมาบดบัง แต่ความจริงไม่ใช่ ที่แท้มันคือเหล่าเงาวิญญานอาฆาตที่ถูกกักขังมานับร้อยๆ ปีนี่เอง......