The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

    ตอนที่ 30 เจ้าสังกะสี(รีไรท์)

    “ เฮ้  เจ้าหนู  นี่คือม้าศึกของเหล่าขุนพล มือใหม่อย่างเจ้าเอาไม่อยู่หรอก ” ชายร่างยักษ์ร้องเตือนด้วยความหวังดี


    “ ไม่เอา  ยังไงชั้นก็จะเอาม้าตัวนี้ ” มาวินยังงอแงไม่เลิก  คราวนี้ไม่แค่ร้องเปล่า  แต่ถึงขั้นล้มตัวลงไปนอนกลิ้งเกลือก นับว่าเป็นการทุ่มทุนสร้างที่ปัญญาอ่อนสุดๆ



         จางสินมองเหมยลี่เป็นเชิงปรึกษา  เด็กสาวเลยพยักหน้าให้แทนคำตอบ  ชายร่างยักษ์จึงถอนหายใจยาว แล้วตรงไปจูงอาชาพ่วงพี


    “ ฮี้…ฟี้ด…” ม้าขาวสะบัดหัวไปมาจนจางสินต้องคอยกดคอไว้  เพื่อป้องกันไม่ให้อาละวาด


    “ โห  ท่าทางจะดุกว่าที่คิด ” เมื่อเห็นม้าขาวในระยะประชิด  มาวินก็เริ่มแหยง


    “ อารมณ์ของมันไม่ค่อยดีน่ะ  เพราะแทนที่จะได้โลดแล่นในสนามรบ กลับมาติดแหง็กอยู่ในโรงเลี้ยงม้าโทรมๆแบบนี้ ” จางสินแจง  น้ำเสียงระรื่นกว่าปกติ


    “ ฮะๆ  อย่างนี้นี่เอง  พี่ชายคนนี้เก่งนะ  อ่านใจม้าได้ด้วย ” มาวินยิ้มแห้งๆ  พลางสัพยอก


     

         ทันใดนั้นเอง  เหมยลี่ก็เอาศอกกระทุ้งเอวของมาวิน  พร้อมร้องแหย่


    “เห็นอย่างนี้แล้ว  ยังจะเอาอีกมั้ย ”


      

         เหมือนมาวินจะจับแววประชดประชันของเหมยลี่ได้  อารมณ์จึงเริ่มขึ้นตามสันดานของคนที่แพ้ไม่เป็น  เลยหันมาทำตาเขียวใส่ 


    “ ก็เอาสิ  แค่ขี่ม้าเอง  มันจะยากอะไรนักหนา ”


     

         เหมยลี่ยิ้มมุมปาก  ก่อนหันไปพยักหน้าให้จางสิน  ชายร่างยักษ์จึงเปิดทางให้มาวินเข้ามาทดลอง


    “ ม้าขาวจ๋า  อย่าร้อง  อย่าดื้อ  อย่าซนนะจ๊ะ ” มาวินวิงวอนม้าขาว  ราวกับว่ามันจะฟังภาษาคนรู้เรื่อง


     

          มาวินค่อยๆย่องเข้าไป  ในที่สุด  เขาก็หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของม้าขาว  มันมีทีท่ากระสับกระส่าย  หน้ายาวๆสะบัดไปมา  ดวงตาเรียวและแข็งกร้าวจับจ้องมายังเด็กหนุ่ม



           มาวินรู้ด้วยสัญชาตญาณว่า “ต้องเจ็บตัวแน่  ถ้าคิดจะขี่ม้าตัวนี้” แต่ด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ  เขาจึงไม่อาจถอย ทั้งที่ใจจริง  อยากหนีไปให้ไกล  พอเด็กหนุ่มเอื้อมมือไปจับต้นคอของอาชาขาว  มันก็แสดงอาการคลุ้มคลั่งด้วยการกระโดดสูง  พร้อมยืนด้วยสองขาหลัง  ปากก็คำรามดัง 


    “ ฮี้……….. ”


     

          เหมือนจางสินรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้  เขาจึงรีบรุดเข้าไปกอดคออาชาขาวได้ทันท่วงที  แต่ก็แทบจะทานกำลังเอาไว้ไม่อยู่ 


    “ ใจเย็นๆ  เจ้าขาวหยุด ” จางสินออกแรงกดหัวของอาชาขาว  เพื่อสยบความคลุ้มคลั่ง  ซึ่งต้องใช้เวลาอยู่นานพอดู



         หลังจากจางสินข่มม้าขาวลงได้  เขาก็หันมาทางมาวิน ที่บัดนี้  นั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น  ดวงตาเหลือกโปนด้วยความตกใจ  เลยทำให้ชายร่างยักษ์ขบขันอยู่หน่อยๆ


    “ ไง  ไอ้หนู  ถึงกับหมดสภาพเลยเหรอ ก็บอกแล้วไงว่าเจ้าตัวนี้เป็นอาชาสำหรับออกศึก  ต่างจากม้าทั่วไป  ว่าแต่เจ้ามีสกิลขี่ม้าในระดับไหนล่ะ ”  


    “ เอ่อ….อะไรคือสกิลขี่ม้า ” มาวินตอบซื่อๆ  น้ำเสียงยังไม่หายสั่น 


    “ ฮ่าๆ  ยิ่งไปกันใหญ่  นี่ไม่รู้แม้กระทั่งสกิลขี่ม้า  แสดงว่าอยู่ระดับ0 แน่นอน  เจ้าไม่โดนมันเหยียบตาย  ก็บุญแล้วนะ  ไอ้หนู ” จางสินยิ่งหัวเราะดัง  เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มผู้อวดดีไม่รู้เรื่องอะไรเลย 


    “ เหอๆ ” เด็กหนุ่มหัวเราะแห้งๆ พลางแอบคิดในใจ…..ต่อไปนี้  จะไม่ขอยุ่งกับไอ้ม้าโหดอีกแล้ว


    “ ว่าแต่จางสินไปได้ม้าตัวนี้มาจากไหน ” เหมยลี่ถาม  จางสินจึงยิ้มมุมปาก  ก่อนตอบกลับ


    “ ไม่กี่วันก่อน  มีนักรบจากแคว้นฉานผ่านมา  เขาขายม้าตัวนี้ให้  ข้าจำเป็นต้องซื้อไว้  เพราะสงสาร  อีกอย่าง  นักรบผู้นั้นก็เป็นคนบ้านเดียวกับเรา ”


     

         เหมยลี่พยักหน้ารับ  ส่วนมาวินเริ่มจับใจความได้บางส่วน  เด็กสาวร่างสูงและจางสินน่าจะมาจากแคว้นฉาน 


    “ แล้วท่านจะยกมันให้ข้าได้มั้ย ” เหมยลี่พยักพเยิดไปยังอาชาขาวที่ส่ายหัว  ท่าทางดุร้าย 


    “ ยกให้ก็ได้  แต่มันจะดีเหรอ  อง  เอ่อ…เหมยลี่ ” สีหน้าของจางสินฉายแววกังวล 


    “ ไม่เป็นไร  จางสิน  ข้าเริ่มถูกชะตากับมันแล้ว ” เหมยลี่มองไปที่ม้าศึกไม่วางวาย  ดวงตาเปล่งประกายแวววาว 


    “ เฮ้อ…ข้าน้อย  เฮ้ย ข้าเตือนท่านแล้วนะ ” จางสินถอนหายใจ  จากนั้นก็หลีกทางให้เด็กสาว



         เหมยลี่เดินเข้าไปหาอาชาขาว  แต่ละย่างก้าวดูเชื่องช้าและมั่นคง  ดวงตาคมเข้มประสานกับดวงตาแข็งกร้าว  ทำให้ม้าศึกร่างใหญ่เริ่มสงบลง  ถึงกระนั้น  ใบหน้ายาวๆของมันก็ยังส่ายไปส่ายมา



         มาวินซึ่งดูเหตุการณ์อยู่ไม่ห่าง  ร้องเตือนด้วยอาการร้อนรน 


    “ ยัยโย่งอย่าเข้าไป  ไอ้ม้าตัวนั้นมันโหดสุดๆ ”


     

         แต่ไม่ทันที่มาวินจะได้พูดต่อ  มือใหญ่ๆก็เอื้อมมาปิดปาก  เด็กหนุ่มหันไปมอง  ก็พบว่าเจ้าของมือข้างนั้นคือจางสิน  ยักษ์ใหญ่เคราดกจึงกระซิบบอก  ใบหน้าแย้มยิ้ม


    “ อย่าโวยวาย  เจ้าหนู  อง…เอ่อ  เหมยลี่กำลังผูกมิตรกับม้าศึก ลองเป็นแบบนี้  เธอน่าจะเอาอยู่  ไม่ต้องห่วงหรอก ”


     

        มาวินไม่ตอบคำ  เขาหันหน้าไปมองเหมยลี่  ในใจนึกภาวนาให้จางสินคิดถูก


     

        เหมยลี่อยู่ห่างจากม้าขาวในระยะหนึ่งก้าว  ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากอาชาพ่วงพี  เธอจึงค่อยๆเอื้อมมือไปจับแผงคอ  ทันทีที่สัมผัสถูก  ประกายตาของมันก็วาวโรจน์ พร้อมยืดคอขึ้นแผดเสียง


    “ ฮี้…….. ”


     

          วินาทีนั้นเอง  เหมยลี่ก็กระโจนขึ้นไปนั่งบนหลังของอาชา ทำให้มันคลั่งหนักกว่าเดิม  เด็กสาวจึงกุมบังเหียนเอาไว้แน่น  พร้อมกดร่างแนบลำตัวที่ใหญ่โต  นั่นยิ่งทำให้ม้าศึกพยายามโยกสุดกำลัง หวังสลัดให้หลุดออก


    “ ฮี้………. ” 


    “ ยัยโย่งไม่ไหวแล้ว  พี่จางรีบเข้าไปห้ามไอ้ม้าบ้าเลือดนั่นที ” มาวินขอร้องจางสิน  น้ำเสียงดูร้อนรน 


    “ ฮ่าๆ  ไม่จำเป็น  ลองเข้าท่านั้นได้  อง  เอ่อ…เหมยลี่ต้องเอาอยู่แน่ ” จางสินกอดอก  ท่าทางมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม  ทว่ามาวินยังเคลือบแคลง


    “ ไหวจริงเหรอ…… ”


               

         ม้าศึกดิ้นพล่านอยู่พักใหญ่  ก็อ่อนแรงลง  เหมยลี่เห็นจังหวะดี  เธอจึงตวาดดัง  พร้อมตบฝ่ามือขวาลงไปที่หัวของมัน


    “ ย่าห์! ”


      

         ทันทีที่เจอกระบวนท่านี้เข้าไป  มันก็พลันสงบลงและยืนนิ่งให้เหมยลี่ขี่ ดวงตาที่เคยแข็งกร้าว  ก็กลับกลายเป็นสงบนิ่ง 


    “ เย้…เยี่ยมไปเลย  ยัยโย่งสุดยอดที่สุด ” พอเห็นว่าเพื่อนสาวทำสำเร็จ  มาวินก็กระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ เด็กสาวจึงยิ้มนิดๆ  ก่อนจะกล่าวกับจางสิน 


    “ ขอบใจมาก ” 


    “ ไม่เป็นไร  อง…เอ่อ  เหมยลี่ ” จางสินยิ้ม  พร้อมก้มหัวให้เล็กน้อย


     

         มาวินสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของอาชาขาว  เขาจึงรู้สึกโล่งอก 


    “ ฮะๆ  แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย  ในที่สุดก็เชื่องแล้วสินะ ” เมื่อกล่าวจบ  เด็กหนุ่มก็เอื้อมมือออกไป  หมายสัมผัสกายของอาชา  แต่ก่อนจะแตะถูก  มันก็พุ่งงับมือด้วยอาการดุร้าย 


    “ ฮี้……. ” 


    “ เหวอ!  ไอ้ม้าบ้า  แกจะกัดชั้นเรอะ! ” มาวินรีบชักมือหลบและถอยหลังหนี 


    “ ฮ่าๆ ” จางสินและเหมยลี่หัวเราะพร้อมกัน  เพราะรู้สึกขบขัน


    “ จะขำอะไรนักหนา  ชั้นไม่ใช่จำอวดนะเฟ้ย ” มาวินโวยดัง  แต่กลับทำให้ทั้งสองหัวเราะหนักกว่าเดิม


     

         เหมยลี่นั่งอยู่บนม้าศึกได้พักหนึ่ง  เธอก็นึกสนุก  อยากลองความเร็วของอาชาขาว  จึงหันไปมองหน้าจางสิน  ชายร่างใหญ่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายดี  เลยสนองตอบทันควัน 


    “ ไปเถอะขอรับ  แล้วอย่ากลับดึกล่ะ ”


      

         เหมยลี่ยิ้มนิดๆ  แต่ก่อนจะโลดแล่น  เธอก็ฉุกคิดบางอย่าง  จึงหันกลับไปสั่งจางสิน 


    “ ฝากเจ้าลิงหัวเขียวด้วยนะ ” 


    “ ได้เลย  ระหว่างนี้ข้าจะฝึกเจ้าหนูให้พอมีสกิลขี่ม้าเบื้องต้น ว่าแต่ท่านจะตั้งชื่อมันว่าอะไร ” จางสินยิ้มรับ  เหมยลี่เลยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตบไปที่แผงคอของมันเบาๆ  พร้อมขนานนามใหม่ให้อาชาขาวที่องอาจ


    “ ม้าขาว  ต่อไป  ชั้นจะเรียกเจ้าว่า “วายุ” นะ ”


     

         อาชาขาวผงกหัวเล็กน้อย  คล้ายจะรับรู้  เหมยลี่จึงชักบังเหียนให้วายุหันไปยังทิศทางที่ต้องการ  จากนั้นก็ถีบส้นเท้าเข้าไปที่สีข้าง  เพื่อกระตุ้นให้พุ่งทะยาน  ซึ่งมันก็วิ่งได้เร็วสมชื่อ  เพียงพริบตาเดียว  ก็นำพาเด็กสาวให้หายไปจากจุดสตาร์ท ราวกับเสก


     

        หลังเหมยลี่จากไป  จางสินก็หันกลับมามองมาวิน  ที่ตอนนี้  ได้แต่ยืนตะลึงกับความเร็วของวายุ 


    “ เอาล่ะ  ถึงตาของพวกเราแล้ว  ไปฝึกขี่ม้ากัน  เจ้าหนู ” 


    “ เอ่อ  ได้เลย  พี่จาง ” มาวินตอบกลับแบบตื่นๆ 


    ………………………..


        เวลาต่อมา  จางสินและมาวินได้มายืนอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้าง มือขวาของชายร่างยักษ์จูงม้าอ้วนเตี้ยที่ดูน่าเกลียด  แถมขนของมันยังกระดำกระด่าง  เด็กหนุ่มจึงถามเบาๆ ท่าทางไม่แน่ใจ 


    “ เดี๋ยวนะ พี่จาง อย่าบอกนะว่าจะให้ชั้นฝึกกับเจ้าตัวนี้ ”


     

         จางสินพยักหน้ารับ  เขาลูบหัวม้าแคระสีประหลาด ปากก็กล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


    “ ใช่แล้ว  เจ้าตัวนี้มีชื่อว่าสังกะสี ขอเพียงมีสกิลขี่ม้าระดับหนึ่ง  ก็ขี่ได้แล้ว  มันเป็นม้าอารมณ์ดี  แต่ออกจะอ้วนและขี้เกียจอยู่หน่อยๆ  ฮะๆ ” จางสินหัวเราะร่า มือลูบหัวสลับเกาคาง  ซึ่งเจ้าสังกะสีก็ดูชอบใจ  เพราะมันกำลังแยกเขี้ยวกว้าง  ท่าทางคล้ายคนแย้มยิ้ม 


    “ เหอๆ  ดูจากสภาพ  ไม่ใช่แค่อ้วนแล้วล่ะมั้ง  อย่างนี้แถวบ้านเรียกว่าท้อง  ส่วนที่ว่าขี้เกียจไปนิด น่าจะไม่ใช่  เพราะเมื่อกี้เห็นว่ามันแอบหาวอยู่หน่อยๆ ” มาวินนึกสมเพชอยู่ในใจ  


    “ เอาล่ะ  เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ” จางสินเปิดฉาก 


    “ เอาเลยครับ  ลูกพี่ ” มาวินรับคำเบาๆ  ท่าทางตื่นเต้น


    “ เริ่มจากท่าขึ้นม้าก่อน ” จางสินพูดจบ  ก็เหยียบบังโกลน  ก่อนตวัดร่างขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอย่างชำนาญ  จากนั้นก็เอ่ยถามเด็กหนุ่ม 


    “ มองทันมั้ย  เจ้าหนู ” 


    “ ทันสิ  ให้ชั้นลองเลยมั้ย  พี่จาง ” มาวินพยักหน้ารับคำ


    “ ขึ้นมาได้เลย  เจ้าหนู ” จางสินร้องบอก  มือก็รั้งบังเหียนไว้ เพื่อบังคับม้าให้ยืนนิ่งๆ


     

         เด็กหนุ่มหัวเขียวเอาเท้าเหยียบบังโกลน ส่วนมืออีกข้างก็รั้งสายบังเหียน  แล้วเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตามแบบจางสิน


    “ โอ้  ไม่เลวนี่  เจ้าหนู  เห็นเพียงครั้งเดียว  ก็ขึ้นม้าได้ถูกวิธี ” จางสินโห่ร้องชมเชย 


    “ ฮะๆ  ไม่เท่าไหร่หรอก  พี่จาง ” มาวินหัวเราะเขินๆ เพราะถูกชมในระยะประชิด (มาวินนั่งหน้า จางสินนั่งหลัง)  


    “ ฮะๆ  หัวไวดีนี่ งั้นไปต่อเลย  คราวนี้ข้าจะสอนวิธีบังคับม้า  ดูให้ดีล่ะ ” จางสินตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ


    “ จัดมาเลย  ลูกพี่จาง ” มาวินร้องบอกเสียงดัง


     

         หลังจากนั้น  จางสินก็เริ่มทำให้ดู  ซึ่งก็เข้าทางมาวิน  เพราะการเรียนรู้ที่เด็กหนุ่มทำได้ดีที่สุดก็คือปฏิบัติ ชายเคราดกสาธิตการบังคับพื้นฐานทุกรูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็นเดินหน้า  หันซ้าย  หันขวา  ถอยหลัง  หยุด 


    “ เอาล่ะ  ต่อไปนี้คือการควบม้า ” จางสินบอกยิ้มๆ  เหมือนจะให้มาวินเตรียมใจแต่เนิ่นๆ 


    “ เย้ รออยู่เลยลูกพี่  ควบให้สุดฝีเท้าเลยนะ ” มาวินร้องตอบ  ท่าทางร่าเริง  โดยส่วนตัว เขาถนัดอะไรที่มันเกี่ยวกับความเร็วอยู่แล้ว 


    “ เอาล่ะ  ย่อตัวไปข้างหน้าอีกนิด เวลาควบต้องทิ้งน้ำหนักแบบนี้ ” พอจางสินพูดจบ  มาวินก็ปฏิบัติตาม 


    “ จากนั้นก็กระทุ้งส้นเท้าเข้าที่สีข้าง มันจะเริ่มวิ่ง ” จางสินทำอย่างที่สอน  ทันทีที่ถูกกระตุ้น  ม้าแคระก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า


    “ โว้…นี่ขนาดม้าห่วยๆ  ยังวิ่งได้เร็วขนาดนี้  ย้าฮู้  สะใจจริงๆ ” มาวินรู้สึกยินดี


    “ ฮะๆ  สนุกใช่มั้ยเล่า  ถ้าอยากเร่งความเร็ว  ก็แค่กระทุ้งส้นเท้าให้ถี่กว่าเดิม ” จางสินพูดจบ  ก็ทำให้ดู  เจ้าสังกะสีเลยวิ่งเร็วขึ้น 


    “ ฮ่าๆ  สะใจที่สุดเลย  ยิบปี้ ” มาวินโห่ร้องดีใจ ราวกับตนเป็นคาวบอยหนุ่มผู้คึกคะนอง 


    ……………………


          พอได้เห็นการบังคับม้าในรูปแบบต่างๆ  จางสินก็ปล่อยให้มาวินฝึก โดยยืนแนะนำอยู่ห่างๆ  เด็กหนุ่มเลยแสดงอัจฉริยภาพในการเรียนรู้ออกมาอีกครั้ง  เขาสามารถบังคับม้าขั้นพื้นฐานได้อย่างง่ายดาย  ทำให้ชายเคราดกรู้สึกทึ่ง


    “ โห…ข้าสอนขี่ม้ามายี่สิบกว่าปี  ยังไม่เคยเจอใครที่เรียนรู้ได้เร็วขนาดนี้  เพียงชั่วโมงเดียว ก็เข้าใจพื้นฐานจนหมด  เยี่ยมจริงๆ ” จางสินตบมือชมเชย นั่นทำให้มาวินดูจะยืดนิดๆ  เพราะโดยพื้นฐาน เขาเป็นคนบ้ายอขนาดหนักอยู่แล้ว


     

         จางสินปล่อยให้มาวินทบทวนการขี่ม้าเบื้องต้นอยู่หลายชั่วโมง ช่วงท้ายๆ  เด็กหนุ่มเก่งขึ้นจนถึงขั้นทำให้เจ้าม้าจอมขี้เกียจควบต่อเนื่อง  พออาทิตย์ใกล้ตก ชายร่างยักษ์ก็ยุติการสอน


    “ ฮะๆ  วันนี้โคตรสนุกเลย พี่จางเป็นครูฝึกที่สุดยอด  แค่วันเดียว  ก็ทำให้ชั้นรุดหน้าขนาดนี้ ” มาวินบังคับม้าเดินเคียงจางสิน  ที่ตอนนี้อยู่บนพื้น


    “ ฮ่าๆ  อย่ายกความดีให้ข้าเลย เจ้าต่างหากที่เรียนรู้ได้เร็วอย่างน่าตกใจ” จางสินหัวเราะลั่น


    “ เหอๆ ” มาวินหัวเราะแห้งๆ พลางคิดในใจ  จะไม่เรียนรู้เร็วได้ไง  เพราะสำหรับเขา  การขี่ม้าไม่ได้ยากไปกว่าการขี่มอเตอร์ไซด์เลย



        ทั้งสองเดินกลับทางกลับ  ไม่นาน  ก็ถึงที่พัก  มาวินเลยนึกอะไรขึ้นมาได้


    “ อ้าว  แล้วยัยโย่งกลับมารึยัง  ลูกพี่จาง ”



    สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2