ณ หอประมูลประกายดาว หอประมูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปภาคกลาง
ไป๋ชิงอวิ๋นเปลี่ยนอาภรณ์ที่สวมใส่เป็นอาภรณ์สีม่วงคราม ชุดคลุมตัวนี้เขาเพิ่งซื้อมาจากร้านขายเสื้อผ้าในตลาดที่เขาเดินผ่านมา ผ้าคลุมปิดบังใบหน้าของเขาเอาไว้ทำให้ตัวตนของเขาดูลึกลับเป็นอย่างมาก
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้าไปที่หน้าเคาน์เตอร์ของหอประมูลประกายดาว ด้านในดูโออ่าและงดงามเป็นอย่างมาก โคมไฟระย้าที่ย่อยลงมาจากเพดานรวมทั้งแจกันที่ถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่พอเหมาะ ทำให้ด้านในห้องยิ่งสวยงามล้ำค่า ห้องโถงด้านหน้าของหอประมูลประกายดาวแห่งนี้ ถือว่าเป็นสถานที่รับแขกชั้นแรกที่ออกแบบมาได้ดีเลยทีเดียว
ด้านในห้องโถงด้านหน้ามีผู้คนเลือกชมสินค้าอยู่มากมาย พวกเขาแต่งกายในชุดหรูหราบ่งบอกถึงฐานะที่มั่งคั่งของพวกเขา ไป๋ชิงอวิ๋นชำเลืองมองพวกเขาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
ก๊อก ก๊อก
ไป๋ชิงอวิ๋นเคาะลงที่โต๊ะด้านหน้าเคาน์เตอร์ จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า "ข้ามีของมาร่วมประมูล ในงานประมูลวันพรุ่งนี้"
พนักงานที่แต่งตัวหรูหราหันมาให้ความสนใจบุคคลลึกลับที่สวมใส่ชุดคลุมสีม่วงคราม เขาพิจารณาดูจอมยุทธ์ที่แต่งตัวลึกลับคนนี้ เขาใช้เวลาพิจารณาอยู่นานแต่ก็จนใจที่ดูบุคคลผู้นี้ไม่ออกเลย
"ขออภัยท่านลูกค้า สินค้าที่จะเข้าร่วมการประมูล ทางเราได้บันทึกและส่งบัตรเชิญออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นสินค้าในครั้งนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น เชิญท่านกลับไปก่อนเถอะ เมื่อมีงานประมูลรอบใหม่ก็ขอให้ท่านนำของที่จะใช้ประมูลกลับมา ข้าจะต้อนรับท่านเป็นอย่างดี"
พนักงานที่แต่งตัวหรูหราผายมือเชิญให้ไป๋ชิงอวิ๋นออกไป เรื่องนี้มันช่วยไม่ได้เพราะของประมูลทั้งหมดถูกกำหนดเอาไว้หมดแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อหอประมูลประกายดาวในเชิงลบก็เป็นได้
"อย่าเพิ่งรีบตัดสินเพียงเพราะยังไม่เคยเห็นของที่จะเข้าร่วมการประมูล สินค้าที่ข้านำมาประมูลในครั้งนี้ เชื่อว่ามันมีค่ามากพอให้หอประมูลประกายดาวต้องเปลี่ยนใจอย่างแน่นอน"
ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นมือออกไปกลางอากาศเหมือนกับจะคว้าอะไรเอาไว้ จากนั้นขวดหยกสีขาวก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดฝาขวดหยกสีขาวออก กลิ่นหอมหวลชวนอยากอาหารก็แผ่กระจายออกมาจากขวดหยกสีขาว
พนักงานที่แต่งตัวหรูหราราวกลับถูกกระชากวิญญาณ ดวงตาของเขาเหม่อลอยและแดงก่ำ อีกทั้งน้ำลายยังไหลออกมาจากปากของเขาไม่หยุด ความรู้สึกหิวกระหายถูกกระตุ้นขึ้นจนเขาควบคุมตนเองไม่ได้ เขาอยากจะกระโจนเข้าใส่ขวดหยกสีขาวในตอนนี้เลย แต่ก็เหมือนกับมีพลังบางอย่างกดทับร่างของเขาเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถกขยับร่างกายของตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย
ภายในห้องโถงผู้คนที่กำลังเลือกสินค้ากันอยู่ ในตอนนี้เหมือนจะสัมผัสถึงกลิ่นหอมนั้นได้ พวกเขาหันมองมาทางเคาน์เตอร์ด้วยสายตาแปลกๆ ไป๋ชิงอวิ๋นปิดฝาขวดหยกสีขาวไว้ตามเดิม ทำให้กลิ่นหอมด้านในไม่สามารถแพร่กระจายออกมาอีก
พนักงานที่แต่งตัวหรูหราใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะเรียกสติตัวเองกลับมาได้ เขาหันมองบุคคลลึกลับที่ใส่ชุดคลุมสีม่วงครามด้วยความพิศวง จนลืมเช็ดใบหน้าของตัวเองที่มีคราบน้ำลายติดอยู่
"ในขวดหยกนั้นมีอะไร" พนักงานที่แต่งตัวหรูหราถามขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อสักครู่นี้สัญชาตญาณดิบของเขาถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาคือผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังระดับปรมาจารย์ขั้นที่ห้า การที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เมื่อครู่นี้ อาจทำให้ชีวิตของเขาต้องจบลงอย่างไม่รู้ตัว แล้วจะไม่ให้เขาสงสัยและหวาดกลัวกับสิ่งที่อยู่ด้านในขวดหยกสีขาวนี้ได้อย่างไร
"มันคือโอสถชนิดหนึ่ง ข้าอยากนำมันมาเข้าร่วมงานประมูลในครั้งนี้" กล่าวจบไป๋ชิงอวิ๋นก็เก็บขวดหยกนั้นกลับไปในช่องเก็บของ
พนักงานที่แต่งตัวหรูหราใช้มือเช็ดริมฝีปากและใบหน้าของตัวเอง เขาถอยหลังไปสามก้าวจากนั้นก็โค้งกายคารวะ
"เรียนผู้อาวุโสเรื่องนี้ผู้น้อยไม่มีความสามารถในการตัดสินใจ ขอให้ผู้อาวุโสรอข้าน้อยสักครู่ ข้าน้อยจะนำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อผู้ที่มีอำนาจในการจัดการเรื่องนี้"
"ไปเถอะ" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุขุมลุ่มลึก จากนั้นก็เอามือไพล่หลังวางมาดเป็นจอมยุทธลึกลับต่อไป
พนักงานที่แต่งตัวหรูหราโค้งคารวะอีกครั้ง จากนั้นเขาก็จากไปด้วยความเร่งรีบ ไป๋ชิงอวิ๋นมองแผ่นหลังของพนักงานที่แต่งตัวหรูหรา เขาครุ่นคิดถึงขั้นตอนต่อไป ในโลกของจอมยุทธ์หากเปิดเผยทุกสิ่งออกมาอาจจะทำให้ตายเร็วขึ้น แต่หากเก็บงำเอาไว้อย่างมิดชิดมากเกินไป มันก็น่ากลัวจนยากจะคาดเดา
กาลเวลาผ่านไป ในที่สุดพนักงานที่แต่งตัวหรูหราก็กลับมาด้วยความเร่งรีบ เขากระวีกระวาดรีบเข้ามาต้อนรับไป๋ชิงอวิ๋นด้วยความตื่นเต้น
"เชิญผู้อาวุโสตามข้าน้อยมาทางนี้ขอรับ" เขาผายมือเชื้อเชิญ จากนั้นก็สาวเท้าก้าวนำหน้าออกไป
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินตามไปด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและหนักแน่น พนักงานที่แต่งตัวหรูหราพาเขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นที่สอง จากนั้นก็เดินขึ้นไปยังชั้นที่สาม เมื่อมาถึงชั้นนี้พนักงานที่แต่งตัวหรูหราก็เดินเบี่ยงตัวไปทางซ้าย เดินนำไป๋ชิงอวิ๋นไปยังห้องที่หรูหราห้องหนึ่ง
หน้าห้องมีหมายเลขกำกับเอาไว้ ห้องสามศูนย์หนึ่ง พนักงานที่แต่งตัวหรูหราเปิดประตูแล้วพาไป๋ชิงอวิ๋นเข้าไปด้านใน ภายในห้องหรูหราและงดงามเป็นอย่างมาก ทั่วทั้งห้องถูกตกแต่งให้อยู่ในธีมสีแดง ไม่ว่าจะเป็นพรมที่ปูอยู่กับพื้น โคมไฟที่แขวนอยู่ด้านบน เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างรวมทั้งแจกันที่มีลวดลายสวยงามส่วนใหญ่ล้วนมีโทนออกเป็นสีแดงทั้งสิ้น
ไป๋ชิงอวิ๋นสะดุดตาเข้ากับบุคคลสองคนที่นั่งรอเขาอยู่ตรงโต๊ะรับแขก หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงแน่นกระชับ ตอนนี้กำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างพิจารณา นางมีใบหน้าที่งดงามตามแบบฉบับของชาวจีนโบราณ นางมีใบหน้ารูปไข่ คิ้วคมเข้ม ริมฝีปากเป็นกระจับ ตามความเห็นของไป๋ชิงอวิ๋นหากอยู่ในยุคที่เขาจากมา หญิงสาวคนนี้สามารถหาเลี้ยงชีพตัวเองในวงการบันเทิงได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
ด้านหลังของหญิงสาวมีชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองทองยืนอยู่ข้างๆ เขาเหมือนกับเป็นองครักษ์ผู้มากความสามารถที่คอยปกป้องคุณหนูจากตระกูลใหญ่ ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองดูพวกเขาอย่างพิจารณา และทั้งสองคนที่นั่งและยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็กำลังพิจารณาไป๋ชิงอวิ๋นอย่างละเอียดถี่ถ้วนเช่นเดียวกัน
"เจ้าออกไปได้แล้ว" หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงกล่าวขึ้น แล้วโบกมือให้พนักงานที่แต่งตัวหรูหราออกไป
"ขอรับคุณหนู" พนักงานที่แต่งตัวหรูหราโค้งกายคารวะแล้วจากไปอย่างเชื่อฟัง
ประตูห้องถูกปิดลงพร้อมกับการจากไปของพนักงานที่แต่งตัวหรูหรา ภายในห้องเหลือคนอยู่สามคน ไป๋ชิงอวิ๋นยืนนิ่งไม่ได้ขยับไปที่ไหน เหมือนกับกำลังดูท่าทีของบุคคลทั้งสองเบื้องหน้าของเขา
"เชิญนั่งก่อนเถอะ" หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงผายมือเชื้อเชิญไป๋ชิงอวิ๋น หากมองตามมือที่เรียวงามเหมือนกับหยกของนาง นางตั้งใจเชิญไป๋ชิงอวิ๋นให้นั่งลงที่เก้าอี้ด้านซ้ายของนาง
ไป๋ชิงอวิ๋นมีท่าทางเคร่งขรึมระมัดระวัง เขาสืบเท้าก้าวเดินไปอย่างมั่นคง ท่วงท่าถึงแม้จะแผ่วเบาแต่ทุกย่างก้าวล้วนแล้วแต่หนักแน่น ไป๋ชิงอวิ๋นนั่งลงบนเก้าอี้ที่นางเชื้อเชิญ แต่สายตาของเขายังคงชำเลืองมองอยู่ที่ชายชราที่สวมอาภรณ์สีเหลืองทอง กลิ่นอายที่แผ่กระจายออกมาจากชายชราคนนี้ทำให้ไป๋ชิงอวิ๋นรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก
หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงมองพิจารณาบุคคลลึกลับที่สวมใส่ชุดคลุมสีม่วงครามนี้อีกครั้ง จากนั้นนางก็ยกแก้วและรินน้ำชาก่อนจะยื่นชาแก้วนั้นให้กับไป๋ชิงอวิ๋น นางวางแก้วชาไว้ที่เบื้องหน้าของไป๋ชิงอวิ๋น จากนั้นก็ยกแก้วชาที่เป็นของตัวเองขึ้นมาจิบ
"ข้าขอดูของที่ท่านนำมาประมูลในครั้งนี้หน่อยได้หรือไม่ ข้าอยากรู้ว่ามันวิเศษจริงเหมือนกับที่พนักงานต้อนรับของข้าบอกไว้หรือเปล่า"
'เหมือนนางอยากจะลองเชิงข้าอย่างนั้นเหรอ เอาสิเอาไงก็เอากัน' ไป๋ชิงอวิ๋นครุ่นคิด จากนั้นก็หยิบขวดหยกสีขาวออกมาแล้ววางมันไว้ที่เบื้องหน้าของหญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิง
"เชิญท่านดูได้ตามสบาย" น้ำเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นราบเรียบและสุขุมลุ่มลึก "แต่ท่านพึงระวังให้จงหนัก ด้วยกลิ่นหอมจากโอสถนี้ มันจะกระตุ้นสัญชาตญาณแห่งความหิวโหยของผู้คนที่ได้สัมผัสมันจนควบคุมไม่ได้ สำหรับผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอไม่แข็งแกร่ง อาจจะทำให้โอสถของข้าเสียหายได้"
หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงชำเลืองมองบุคคลลึกลับที่สวมใส่ชุดคลุมสีม่วงครามแว๊บนึง จากนั้นนางก็ยกขวดหยกสีขาวขึ้นมาพิจารณาดู ขวดหยกนี้เป็นแค่ขวดหยกธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษเลยแม้แต่น้อย นางยื่นปากขวดหยกเข้ามาใกล้ๆกับจมูกของนาง เพียงแค่ออกแรงสูดดมกลิ่นหอมหวลชวนให้อยากอาหารก็กระตุ้นประสาทสัมผัสของนางขึ้นมา
ดวงตาของนางเป็นประกาย ดูท่าโอสถที่อยู่ในขวดหยกสีขาวนี้จะไม่ใช่โอสถธรรมดาจริงๆด้วย
"คุณหนูขอให้ชายชราคนนี้ได้รองตรวจสอบดูเสียก่อนเถิด" ชายชราที่ยืนอยู่ด้านหลังกล่าวขึ้นอย่างเคารพนอบน้อม
หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงยื่นขวดหยกสีขาวให้กับชายชราที่ยืนอยู่ด้านหลัง ชายชรารับขวดหยกสีขาวมาพิจารณา จากนั้นก็เปิดฝาขวดหยกสีขาวออกกลิ่นหอมหวลชวนให้อยากอาหาร ก็กระตุ้นสัญชาตญาณแห่งความหิวกระหายของเขาให้ตื่นขึ้น ชายชราดวงตาเคร่งขรึมเหมือนกับกลิ่นหอมของโอสถไม่มีผลกับเขาเลยแม้แต่น้อย
ชายชราก้มมองดูโอสถแต่ละเม็ดด้านใน ในตอนนี้เองที่ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความตื่นตระหนกออกมา หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างควบไม่ได้ โอสถสีชาดม่วงแต่ระเม็ดเป็นโอสถที่มีความบริสุทธิ์สูงที่สุดของโอสถระดับที่สี่ แถมโอสถแต่ละเม็ดยังมีร่องรอยของอักขระสวรรค์ปรากฏขึ้นจางๆอีกด้วย
ของสิ่งนี้คือโอสถล้ำค่าที่ยากจะประเมินราคา แม้จะเป็นเพียงแค่โอสถระดับที่สี่ขั้นสูงสุด แต่หากพิจารณาถึงความบริสุทธิ์ของมันแล้ว มันก็สามารถช่วยเสริมสร้างรากฐานของจอมยุทธ์ระดับเซียนได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ต้องพูดถึงจอมยุทธ์ที่มีระดับต่ำกว่าขั้นเซียน หากพวกเขาได้ใช้โอสถล้ำค่าเหล่านี้ผลลัพธ์ที่ได้จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
"อึก" หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงกลืนน้ำลายลงไปในลำคออึกใหญ่ นางพยายามต้านทานกลิ่นที่หอมหวนชวนให้อยากอาหารของโอสถอย่างเต็มความสามารถ
ชายชราปิดฝาขวดหยกสีขาวเอาไว้ตามเดิม เขาส่งมันคืนให้กับหญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิง จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
"ของสิ่งนี้คือโอสถล้ำค่า มันสามารถช่วยจอมยุทธ์ระดับเซียนเสริมสร้างรากฐานให้มั่นคงมากยิ่งขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น หากให้ข้าประเมินราคาของมัน" ชายชรามีสีหน้าครุ่นคิด "ในขวดนี้มีทั้งหมดสิบเม็ด ด้านในล้วนแล้วแต่เป็นของคุณภาพสูง หากประเมินตามราคาอย่างน้อยต้องใช้หินเซียนระดับสูงห้าร้อยก้อนถึงจะสมน้ำสมเนื้อ"
หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงได้ยินดังนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย นางลูบไล้ขวดหยกสีขาวอย่างหลงใหล จากนั้นนางก็หันไปมองบุคคลลึกลับที่สวมใส่ชุดคลุมสีม่วงคราม
"ไม่ทราบว่าท่านมีของสิ่งนี้มากน้อยเพียงใด" น้ำเสียงของนางมีความเฝ้ารอคอย
พรึ่บ
ไป๋ชิงอวิ๋นกวาดมือออกไปกลางอากาศ ทำให้บนโต๊ะมีขวดหยกสีขาวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าขวด เมื่อนับรวมกับหนึ่งขวดที่อยู่ในมือของหญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิง ทั้งหมดรวมแล้วก็ได้สองร้อยขวดพอดี
หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงตกตะลึงจนต้องลุกขึ้นยืน ชายชราที่ยืนอยู่ด้านข้างเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าก็ตกตะลึงจนลูกตาแทบจะถลนออกมา ทั้งสองคนอ้าปากค้างพูดไม่ออก ใช้เวลาอยู่นานกว่าทั้งสองคนจะตั้งสติกลับมาได้ หญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงจ้องมองบุคคลลึกลับที่สวมใส่ชุดคลุมสีม่วงครามด้วยความยำเกรง
ในคราแรกนางคิดว่าของล้ำค่าเช่นนี้ต่อให้มีมากมายแค่ไหนก็มีไม่เกินสิบขวด แต่ปริมาณของโอสถล้ำค่าที่เห็นอยู่ตรงหน้ากลับมีมากมายถึงเพียงนี้ แบบนี้จะไม่ให้หญิงสาวและชายชราตกใจได้อย่างไร
"เรียนผู้อาวุโสผู้น้อยมีนามว่าจ้าวฉิงเจีย ผู้น้อยรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ร่วมทำการค้ากับผู้อาวุโสในครั้งนี้ ขอให้ผู้อาวุโสวางใจ ผู้น้อยจะจัดการเรื่องงานประมูลในวันพรุ่งนี้ให้ออย่างสุดความสามารถ ไม่ทราบว่าโอสถเหล่านี้มีนามว่าอะไรหรือ"
ในระหว่างที่จ้าวฉิงเจียเอ่ยถาม ชายชราที่ยืนอยู่ด้านข้างก็รีบตรวจสอบขวดหยกทั้งหมดด้วยความรวดเร็ว คุณภาพของโอสถแต่ละเม็ดไม่ด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย ชายชรารู้สึกเคลิบเคลิ้มเป็นอย่างมาก เพียงแค่กลิ่นของโอสถเขาก็ได้รับผลประโยชน์มามากเลยทีเดียว
"มันเรียกว่า โอสถรวมปราณชาดม่วง"
"ชื่อนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน" จ้าวฉิงเจียกล่าวขึ้นอย่างสงสัย
"ตำรับโอสถชนิดนี้ได้สูญหายไปกับกาลเวลาอันยาวนานแล้ว ข้าเพียงโชคดีค้นพบมันในโบราณสถานแห่งหนึ่งก็เท่านั้น" ไป๋ชิงอวิ๋นน้ำเสียงเคร่งขรึม คำโกหกของเขากล่าวได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะมันไม่มีคลื่นอารมณ์ของความลังเลใจอยู่เลยแม้แต่น้อย
ชายชรากลับมายืนอยู่ด้านข้างของหญิงสาวที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงตามเดิม "คุณหนูตรวจสอบเรียบร้อยแล้วขอรับ ของทั้งหมดมีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย"
"ดีมาก" จ้าวฉิงเจียดวงตาเป็นประกาย นางยื่นแผ่นป้ายสีทองแผ่นหนึ่งให้กับไป๋ชิงอวิ๋น บนป้ายสลักหมายเลขห้องและชื่อของเจ้าของป้ายเอาไว้
ไป๋ชิงอวิ๋นรับแผ่นป้ายมาแล้วพิจารณาดู ห้องสามศูนย์หนึ่งจ้าวฉิงเจีย
"ผู้อาวุโสถือว่าเป็นลูกค้าป้ายทองคนแรกของข้า ในงานประมูลวันพรุ่งนี้หากมีสินค้าชิ้นใดที่ท่านต้องการประมูล โดยที่ราคาของมันไม่เกินหนึ่งแสนหินเซียนระดับสูง ทางหอประมูลประกายดาวยินดีออกค่าใช้จ่ายส่วนต่างให้ก่อน จากนั้นทางเราจะนำไปหักลบกับสินค้าของท่านในวันพรุ่งนี้"
"ขอบใจแม่นาง ตอนนี้ข้าหมดธุระแล้วต้องขอตัวก่อน" ไป๋ชิงอวิ๋นลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ท่าทีของเขายังคงสุขุมลุ่มลึก ทุกย่างก้าวไร้ซึ่งความหวาดกลัวและความตื่นเต้น
"ข้าขอถามนามผู้อาวุโสได้หรือไม่" เสียงของจ้าวฉิงเจียดังตามหลังมา
"วิซาร์ด นั่นคือนามของข้า" กล่าวจบร่างของไป๋ชิงอวิ๋นก็หายไป