(นิยายลงทุกวัน)Ghost CEO:ผีสร้างฉันให้เป็นเศรษฐี ฮาเร็ม

    ตอนที่ 131 เรื่องหนักใจของน้อง…พี่ชายแสนดีคนนี้จะปล่อยผ่านได้ยังไง

     

    ตอนที่ 131 เรื่องหนักใจของน้อง…พี่ชายแสนดีคนนี้จะปล่อยผ่านได้ยังไง

     

     

    ในช่วงที่พีทได้เดินทางไปที่ประเทศจีน เขา ฝ้ายและรดา ที่ทั้งสามนอนห้องเดียวกัน เตียงเดียวกันมาตลอดทริป หนึ่งในหัวข้อที่พูดกันนอกจากเรื่องหวานๆ รักใคร่ๆ ระหว่างทั้งสามคนแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่พีทได้ปรึกษากับฝ้ายและรดา ถึงเรื่องที่เขาควรจะหาที่อยู่ใหม่นั่นเอง

    อย่างที่รู้กันพีทและแชมป์ ต่างพักอาศัยอยู่ที่ร้านไก่ทอดสาขาแรกข้างมหาลัย ในตอนแรกมันก็เป็นที่พักที่ดี เพราะตื่นนอนพวกเขาก็สามารถลงมาดูแลร้านกันได้เลย ประกอบกับอยู่ข้างๆ มหาลัย มันก็ทำให้พีทและแชมป์ ไม่ต้องเดินทางไกล สามารถเข้าเรียนได้สะดวก

     

    แต่จากปัจจุบันนับตั้งแต่ร้านไก่ทอดของเขา เริ่มเป็นที่รู้จักและเริ่มมีลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่เข้ามาซื้อที่หน้าร้านหรือสั่งแอปฯส่งอาหาร ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ทำให้ที่นี่ไม่เหมาะกับการเป็นที่อยู่อาศัยอีก

     

    พีทเริ่มรู้สึกเช่นนี้มาสักพักแล้ว แต่การได้อยู่กับฝ้าย ได้นอนร่วมกันกับฝ้ายมันทำให้เขาไม่กล้าตัดสินใจที่จะย้ายออก

     

    ถึงอย่างนั้นแม้มันจะมีความสุขมากแค่ไหน ที่ได้นอนและใช้ชีวิตอยู่กับฝ้าย แต่มันก็ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องย้ายที่พักแห่งนี้

     

    พีทมีภาระงานที่เยอะมากขึ้น เขามีงานที่ต้องดูแลการพักผ่อนและการเดินทางต้องจัดระเบียบให้เหมาะสม ดังนั้นเขาไม่ควรพักอยู่ที่ร้านไก่ทอดอีกต่อไป ส่วนในเรื่องมหาลัย พีทแทบไม่มีอะไรที่ต้องเข้าเรียนอีกแล้ว หลังจากที่เขาได้ส่งโปรเจกต์จบไปแล้ว ซึ่งจะเหลือก็แต่เพียงการสอบ ที่บางวิชาไม่อาจทำเรื่องขอสอบก่อนล่วงหน้าได้ ดังนั้นพีทจึงต้องรออีก 1-2 เดือน ที่จะถึงเวลาสอบใหญ่ของมหาลัย

     

    “ฉันคิดว่าด้วยวัยของเธอ ควรหาซื้อคอนโดสักที่หนึ่งเพื่ออยู่อาศัยไปก่อน เธอยังตัวคนเดียวไม่สิ ฉันหมายถึงเธอยังไม่ได้คิดจะสร้างครอบครัว ฉันหมายถึงแต่งงาน ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงหลักปักฐานซื้อบ้านขนาดนั้น…เฝ้ารอวันที่ตัวเองพร้อม ฝ้ายพร้อม ฉันพร้อม วันนั้นเธอจะได้เลือกซื้อบ้านได้ถูกดีกว่าไหม” รดานั้นมีประสบการณ์มากกว่า เพราะตัวเธอเองแม้จะมีบ้านที่ซื้อเอาไว้อยู่แล้ว แต่ก็แทบไม่ได้กลับบ้านเลย

    เธออาศัยนอนคอนโดที่ซื้อเอาไว้มากกว่า เพราะมันใช้ชีวิตได้สะดวกมากกว่าอยู่บ้านที่มีแค่เธออาศัยอยู่คนเดียว

     

    ส่วนบ้านของทางครอบครัวของรดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึง การได้ออกจากบ้านมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองมานานหลายปีแล้ว บ้านของพ่อกับแม่มันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยเหมือนกับอยู่คนเดียวอีก

     

    แน่นอนรดาก็มีแวะกลับบ้านไปบ้านของพ่อกับแม่บ้าง ตามวาระและโอกาส แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยอยู่ค้างคืนเกิน 2-3 วันเลยมาหลายปีแล้ว

     

    ดังนั้นพอได้ยินคำแนะนำของรดาที่ใช้ประสบการณ์ของตัวของ บอกเล่าให้กับพีท ตัวของชายหนุ่มและฝ้าย ก็รู้สึกเห็นด้วยกับความคิดนี้

     

    จึงตั้งใจว่าหลังจากจัดการกับการรีโนเวทบ้านใหม่ให้กับแม่ของเขาแล้ว ตัวของพีทเองก็จะถือโอกาสนี้ไปหาซื้อคอนโดไว้สักห้องหนึ่ง

     

    “พีทแม่คิดว่าเงินที่ใช้รีโนเวทบ้านอะไรนั้น เอาไว้ที่หลังเถอะ…พีทเองก็รู้ว่าพลอยเองก็ใกล้จะสอบเข้ามหาลัยแล้วเหมือนกัน พีทเอาเงินนี้ไปจ้างติวเตอร์ให้กับพลอยน่าจะดีกว่า” ส่วนใหญ่แล้วแม่ของแต่ละคนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ตัวเองลำบากได้ แต่ลูกห้ามลำบาก

    บ้านอยู่ไปอีกหลายปีมันก็ไม่ได้ถล่มลงมาเสียวันนี้พรุ่งนี้เสียหน่อย ตัวเธอเองก็ยังเดินเหินขึ้นบันไดไปนอนที่ห้องชั้นสองได้ ดังนั้นจึงบอกให้พีทเอาเงินนี้ไปจ้างครูพิเศษมาสอนให้กับพลอยน้องสาวที่กำลังจะเข้ามหาลัยดีกว่านั่นเอง

     

    “เรื่องรีโนเวทบ้านพีทวางมัดจำกับผู้รับเหมาไปครึ่งหนึ่งแล้ว คงเปลี่ยนอะไรไม่ได้…แต่แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวพีทจะหาครูสอนพิเศษให้กับพลอยเอง ไม่ลำบากเรื่องเงินแน่นอนครับ” ช่วงนี้เขาได้ละเลยน้องสาวเข้าไปมากจริงๆ ทั้งที่พลอยก็อยู่ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตแล้ว

    ใครบอกว่าการเรียนให้ตรงสายไม่สำคัญ สำคัญที่เรียนจบไปแล้วมีงานทำถึงจะถูก ในประเทศไทยมีคนที่ทำงานไม่ตรงสายที่เรียนมาก็เยอะ แต่กระนั้นมันจะดีกว่าไหม ถ้าได้ทำงานตรงสายที่เรียนมาและเป็นสายงานที่ตัวเองชอบและรักมันเช่นเดียวกัน มันจะไม่ดีกว่าเหรอ?!

     

    แม่ได้ยินพีทพูดว่าเขาไม่ลำบากเรื่องเงิน ก็เบาใจไปได้เปลาะหนึ่ง แต่อีกใจหนึ่งก็ดูจะเป็นห่วงลูกกลัวว่าพีทต้องใช้เงินเยอะ

     

    ถึงกระนั้นในระหว่างที่แม่ปอกผลไม้เสร็จ ทางด้านของพลอยที่เรียนเสร็จแล้วก็กลับมาถึงบ้านพอดิบพอดี น้องสาวที่แสนร่าเริงของพีท คอยมักจะหยอกล้อกับพีทเสมอๆ วันนี้เธอดูเครียดๆ

     

    เธอถอดรองเท้าและจัดรองเท้าให้เป็นระเบียบเหมือนเช่นที่ผ่านมา พลางเปิดประตูเข้ามาและเอ่ยทักทายกับแม่ “แม่หนูกลับมาแล้ว” อาจจะดูไม่มีสัมมาคารวะสักหน่อย เพราะพลอยไม่ได้ยกมือไหว้

    แต่หลายๆ คนอาจจะไม่ทราบ ในครอบครัวของพีทที่มีเชื้อสายไทย-จีน การทักทายเวลากลับบ้านไม่จำเป็นต้องยกมือไหว้ ขอแค่ทักทายกันแบบที่พลอยทำ แค่นี้มันก็ทำให้คนเป็นแม่และคนในครอบครัวสุขใจแล้ว

     

    ผิดกับบางครอบครัว แค่ยกมือไหว้ก็ยังไม่มี…ยิ่งไม่ต้องมองถึงบทสนทนาต่อ พอกลับมาบ้านก็เดินกลับเข้าห้อง ไม่เห็นหน้ากันอีกเลย

     

    พีทเองก็ไม่รู้ว่าแบบไหนมันดีกว่ากัน ระหว่างทักทายกันกับทำตัวมีมารยาท แต่กระนั้นพีทก็คุ้นชินกับอย่างแรกมากกว่า “กลับมาแล้วเหรอลูก? เหนื่อยไหมมาๆ แม่ปลอกแอปเปิลเอาไว้ให้แล้ว” แม่เรียกน้องสาวตัวน้อยของพีทมากิน ก่อนที่เธอจะวางกระเป๋าเป๋ที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากลงกับพื้น พลางเดินไปล้างมือและกลับมานั่งลงข้างๆ พีท

     

    เอาหมอนอิงมาวางไว้ที่ตักของพีทและนอนทิ้งตัวลงมา “วันนี้ไม่ร่าเริงเลยเป็นอะไรมา?” พีทมองน้องสาวที่นอนอยู่บนตักของเขา ใจหนึ่งอยากจะแกล้ง แต่ใจหนึ่งก็เป็นห่วง เลยถามออกไปว่าน้องสาวของเขามีเรื่องอะไรในใจหรือเปล่า

     

    “. . .” พลอยไม่ตอบ เธอแค่นอนหลับตาหันหน้าหนีพีทไปอีกทาง “เครียดเรื่องเรียนต่อเหรอ?” พีทคาดเดา ซึ่งวัยของพลอยก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องที่ทำให้ตัวเองเครียดได้ หนึ่งเรื่องความรัก สองก็เรื่องเรียน

     

    เรื่องความรักตัดออกไปเลย ถึง ม.6 จะเป็นช่วงวัยแห่งความรักแบบป๊อปปี้เลิฟ แต่สำหรับพลอยไม่ได้เด็ดขาด ไอ้หนูคนไหนคิดมาจีบน้องสาวของเขาต้องผ่านศพพี่ชายคนนี้ไปเสียก่อน ฉะนั้นเรื่องที่ทำให้พลอยเครียดต้องเป็นเรื่องเรียน…ใช่เรื่องเรียนเท่านั้น

     

    “พี่พีทหนูจะเรียนต่อคณะไหนดี หนูยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าชอบอะไร?” ฝ้ายลุกขึ้นนั่ง พลางดึงมองที่อยู่บนตักของพีทที่เธอหนุนหนอนมากอดไว้ ด้วยหน้ามุ่ยๆ ดูน่ารักน่าชัง สมกับเป็นที่น้องสาวของเขาอยู่ไม่น้อย

    “แล้วได้ปรึกษาอาจารย์แนะแนวหรือยัง?” พีทถาม “ถามแล้ว ครูได้ให้ทำบททดสอบอยู่หลายข้อ จนสุดท้ายประเมินออกมาว่าหนูควรเข้าเรียนคณะแพทย์” พลอยจิ้มแอปเปิลมากิน แต่ก็ยังคงหน้าเป็นตูดอยู่

     

    “แล้วพลอยอยากเรียนมันไหม? ถึงผลประเมินจะชี้ว่าพลอยควรเรียนแพทย์ แต่ถ้าใจของพลอยไม่ชอบ ต่อให้ได้เข้าเรียนไปพลอยก็จะไม่มีความสุขและที่สำคัญ มันยังทำให้เด็กคนอื่นๆ ที่สนใจในคณะนี้ ที่อาจจะมีคะแนนสอบน้อยกว่าพลอยและต้องพลาดโอกาสในชีวิตที่จะได้เรียนคณะนี้ไปด้วยเช่นกัน” พีทพูดให้พลอยเข้าใจถึงการตัดสินใจ เขาไม่ได้บังคับ

     

    ต่อให้น้องเขาจะเรียนอะไร พลอยก็ยังเป็นน้องของเขา…แน่นอนพีทรู้ว่าพลอยรู้เรื่องของพี่แพรที่ได้มาทำงานให้กับบริษัทของพีท

     

    ตัวของพลอยที่เป็นน้องก็อยากทำงานกับครอบครัวเหมือนกัน แต่เธอไม่ชอบการบริหาร เธอชอบและสนใจที่จะอยากเป็นหมอ ดังนั้นมันเลยกลายเป็นความขัดแย้งในใจ ใจหนึ่งก็อยากเรียนหมอ แต่ก็กลัวว่าคณะที่เธอเรียนมันไม่ได้ช่วยธุรกิจอะไรของพีทเลย

     

    ส่วนอีกใจหนึ่งเธอก็อยากทำงานกับพี่ชายของเธอ ส่งเสริมธุรกิจของพี่ชาย ที่ตอนนี้มันกลายเป็นธุรกิจที่ใครๆ ก็พูดถึงและขนาดพี่แพรที่มีการงานที่ดี เป็นถึงพนักงานบริษัทระดับประเทศยังละทิ้งการงานที่ดีมาช่วยบริหารธุรกิจของพีทเลย ฉะนั้นจะไม่ให้พลอยขัดแย้งในตัวเองได้ยังไง

     

    “เธออยากเรียนแพทย์ งั้นก็เรียนสิ เดี๋ยวพี่ส่งเธอเอง” พีทพูด ซึ่งในระหว่างนั้นเขาก็ได้มองเข้าไปในระบบ มองดูเหล่าภูตผีที่แต่ละคน ไม่มีสักคนเลยที่มีความรู้ในเรื่องของแพทยศาสตร์

    ยกเว้นก็แต่เอไอ.อัลฟ่าเท่านั้นที่มีความรู้ ครอบคลุมศาสตร์ไปทั่วโลกและผนวกกับการที่พีทได้ยกระดับความฉลาดของเอไอ.อัลฟ่าขึ้นเป็นอีกขั้นหนึ่งแล้ว ก็ทำให้เจ้าเอไออัลฟ่าเรียนรู้เรื่องที่มันต้องการได้อย่างรวดเร็ว

     

    คิดได้ดังนั้นพีทก็ผุดลุกขึ้น “แม่เดี๋ยวพีทไปข้างนอกนะครับ ขอออกไปข้างนอกแป๊บหนึ่ง” พี่คว้ากุญแจรถกระบะและวิ่งออกจากบ้านทันที ปล่อยให้แม่และพลอยยืนงง กับความรีบร้อนของพี่ชายคนนี้ ที่จู่ๆ ก็วิ่งออกจากบ้านไปเสียอย่างนั้น

     

    พีทขับรถไปยังคลินิกที่อยู่ใกล้บ้าน คลินิกคือสถานพยาบาลขนาดเล็กที่ใช้รักษาโรคทั่วไปๆ โรคที่ไม่ได้หนักอะไรมากนัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นอาจารย์หมอจากโรงพยาบาลใหญ่ที่ออกมาหารายได้เพิ่มเติม

     

    ‘คลินิกธาราบุรี’

    พีทขับรถมาจอดคลินิกที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านของเขาประมาณ 5 นาที มันเป็นคลินิกเล็กๆ จำนวนสองคูหา ที่เมื่อก่อนพีทและคนในครอบครัวมักจะใช้บริการยามเจ็บปวด ที่ไม่ได้หนักหนาอะไร

     

    ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาหรือไม่สบายทั่วๆ ไป พีทเปิดประตูเข้ามาด้านใน พยาบาลที่อยู่ในคลินิกก็จำพีทได้แม้พีทจะไม่ได้มาใช้บริการหลายปีแล้วก็ตาม “ช่วงนี้เครียดนิดหน่อยครับ เลยอยากเข้ามาปรึกษาคุณอา” อย่างที่บอกไปพีทและครอบครัวของเขาเข้ามาใช้คลินิกแห่งนี้จนสนิทกันพอสมควร คำเรียกหมอยังเรียกเป็นคุณอาอีกด้วย

     

    รอไม่นาน พีทก็ได้เข้าห้องตรวจ…คุณหมอคนเดิมที่เคยตรวจพีทเมื่อยังเป็นเด็ก ได้แก่ลงไปตามกาลเวลา ผมขาวเต็มหัวแล้ว แต่รอยยิ้มของอาหมอก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง “ไม่ได้เจอกันตั้งนาน โตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้ว เรียนอยู่ปีไหนแล้ว?” อาหมอยิ้มเมื่อเห็นเด็กตัวน้อยในวันวานเติบโตมาเป็นหนุ่มใหญ่ “ปี 4 แล้วครับกำลังจะจบ ช่วงนี้เลยเครียดกับโปรเจกต์จบอยู่ครับคุณอา” พีทตอบกลับพลางแกล้งทำเป็นบอกว่าตัวเองเครียดจากเรื่องของโปรเจกต์จบ

     

    โดยขณะเดียวกันคุณอาหมอก็ลุกขึ้น แม้ตอนที่ลุกขึ้นคุณอาหมอจะดูปวดหลังเล็กน้อย แต่เขาก็เข้ามาจับและบีบนวดขมับของพีทตามการตรวจปกติของหมอด้วยความเป็นห่วงและในทันทีที่มือของอาหมอสัมผัสที่ร่างกายของเขา ‘ติ้ง~!’ เสียงของระบบก็พลันแจ้งเตือนขึ้นมา

     

    [เอไออัลฟ่าตรวจพบองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อโฮสต์ ต้องการเปิดระบบเรียนรู้เรื่องการแพทย์เลยหรือไม่]

    เป็นอย่างที่พีทคิดไว้ เจ้าเอไออัลฟ่ากระหายที่จะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มันสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในสิ่งที่เขาต้องการได้ทุกเมื่อ ขอเพียงแค่พีทอยู่ในระยะขององค์ความรู้นั้น

     

    ดั่งเช่นที่พีทไปเรียนรู้เรื่องแร่แรร์เอิร์ธที่ประเทศจีน ขอเพียงแค่พีทอยู่ในโรงงานมันก็ทำการศึกษาความรู้ของเรื่องนั้นมาทั้งหมดแล้ว และจะยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเมื่อได้ไปอยู่ในที่ๆ ถูกจำกัดการเข้าถึง เฉกเช่นห้องวิจัยเป็นต้น

     

    ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งเช่นเดียวกัน ทันทีที่พีทถูกคุณอาหมอสัมผัสตัว เจ้าเอไออัลฟ่าก็ได้เริ่มเรียนรู้การแพทย์ทันที [ความรู้ทางด้านการแพทย์แขนงต่างๆ เริ่มเพิ่มขึ้น] ซึ่งภายในชั่วพริบตาเดียว

     

    องค์ความรู้ตลอดชีวิตของคุณอาหมอที่สั่งสมมาทั้งหมดก็ได้ถูกเอไออัลฟ่าเรียนรู้ไปหมดแล้ว แต่ถึงกระนั้น ความรู้ของคุณอาหมอก็ใช้ว่าจะถูกต้องเสมอไป มันยังเป็นความรู้ดิบที่ต้องให้เอไออัลฟ่ากลั่นกรองออกมาก่อน จึงทำให้การเรียนรู้ที่ได้มามีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

    อย่างไรก็ตามในขณะที่เจ้าเอไออัลฟ่ากำลังดูดซับความรู้ดิบของคุณอาหมอและกลั่นกรองมาเป็นความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำ ตัวของมันก็แจ้งกับพีทว่า หมอตรงหน้าของพีทมีอาการบางอย่างที่ผิดปกติกับร่างกายอยู่เช่นกัน

     

    มันไม่ใช่โรคร้ายแรง ไม่ใช่โรคน่ากลัว แต่มันเป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นโดยที่ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ

     

    ซึ่งมันคือโรค ‘ข้อกระดูกสันหลังอักเสบเรื้อรัง’ อาการของมันเริ่มจากอาการปวดหลังในตอนเช้าเล็กน้อย ลุกนั่งอาจมีติดขัดได้ ตามที่คุณอาหมอลุกขึ้นมาตรวจพีทและมีอาการปวดหัวเล็กน้อย ซึ่งอาการนี้เผินๆ อาจเป็นการปวดหลังตามประสาผู้สูงอายุ ที่คุณอาหมอก็มีอายุเกือบจะ50-60 ปีแล้ว

    แต่จริงๆ แล้วความเจ็บป่วยนี้คือโรคชนิดหนึ่ง หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา ข้อกระดูกอาจแข็งตัวถาวรได้ ดังนั้นที่รู้เรื่องนี้จากเอไออัลฟ่า จึงอยากที่จะแจ้งคุณอาหมอให้นึกถึงโรคนี้ขึ้นมาสักหน่อย

     

    “คุณหมอครับ แม่ของผมช่วงนี้ก็ปวดหลังเหมือนกันและมักจะปวดมากในตอนเช้าๆ ผมเลยไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตและพบเจอว่ามันอาจเป็นโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ คุณหมอว่าผมควรพาแม่ไปตรวจที่โรงพยาบาลดีไหมครับ” พีทแสร้งเอานิ้วไขว้กัน ตามความเชื่อว่าถ้าหากกำลังพูดโกหกอยู่และเอานิ้วไขว้กัน จะไม่ถือว่าตั้งใจโกหกนั่นเอง

     

    คุณอาหมอได้ยินก็สะดุ้งไปเล็กน้อย เพราะตัวเองก็มีอาการแบบเดียวกัน แต่นึกว่าเป็นแค่การปวดหลังธรรมดา ตามอายุและพฤติกรรมที่ต้องนั่งตรวจคนไข้นานๆ แต่ทว่าโรคนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับแม่ของพีทได้หรอก เพราะโรคนี้มักจะเป็นเฉพาะผู้ชายเท่านั้นและตนเองต่างหากที่สมควรไปตรวจอย่างจริงจังที่โรงพยาบาล

     

     

    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

     

    วันนี้ไม่มีตอนแถม เพราะเดี๋ยวจะยกไปแถมให้ช่วงปีใหม่แทนครับ

     

    นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ

    สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ

    www.facebook.com/WritelazyV2

    นามปากกา.Writelazy

     

    คล้ายกับเรื่อง(นิยายลงทุกวัน)Ghost CEO:ผีสร้างฉันให้เป็นเศรษฐี ฮาเร็ม ที่คุณอ่าน