เวลาล่วงผ่านไปเนิ่นนาน แสงแดดยามเช้าทอดตัวผ่านม่านเมฆบางเบา ประกายสีทองอ่อนตกกระทบลงบนพื้นหินแกะลายของลานเบื้องหน้า ดั่งพรมแสงจากสวรรค์ที่โปรยปรายลงมาอย่างเงียบงัน ศิษย์ใหม่ทั้งสิบเจ็ดคนค่อย ๆ ทยอยมารวมตัวกันจนเต็มครบ พวกเขาสนทนาแลกเปลี่ยนกันอย่างออกรส บ้างหัวเราะ บ้างชี้ชวนมองไปยังสถาปัตยกรรมของตำหนักที่งามวิจิตรเกินบรรยาย ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นและความหวังที่กำลังผลิบานอยู่ในดวงใจของแต่ละคน
พลันนั้น เสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นกลางลานประลอง ราวเสียงวสันต์ต้องใบไม้ในฤดูเปลี่ยนผัน
"ศิษย์ใหม่ทั้งหลาย จงตั้งใจฟังให้ดี" เสียงนั้นมิได้ดังเกรี้ยวกราด แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจแห่งผู้ผ่านพ้นกาลเวลา เสียงนั้นคือของผู้อาวุโสเหอจิ้งหลาน บุรุษชราในชุดผ้าแพรย้อมสีฟ้าหม่น ปักลายมังกรทะยานด้วยด้ายทองอย่างวิจิตร ขณะเขาก้าวเดินออกมาจากเงาวิหาร ทุกย่างก้าวแม้จะดูเชื่องช้า ทว่าเปี่ยมไปด้วยความมั่นคงดั่งหินผาฤดูแล้ง เส้นเคราสีขาวสะอาดของเขาปลิวไหวตามลม ดวงตาลึกล้ำราวเวิ้งเหวาของคืนเดือนดับ ทว่าทอประกายอ่อนโยนยามทอดมองศิษย์รุ่นใหม่เหล่านี้
"วันนี้ เป็นวันลงทะเบียนเข้าสำนักอย่างเป็นทางการของพวกเจ้า จากนี้ไป พวกเจ้าคือศิษย์แห่งตำหนักมังกรเมฆา" เขากล่าวต่อ พลางยกมือข้างหนึ่งชี้ไปยังโต๊ะหินยาวที่ตั้งอยู่ใต้ร่มไม้ ซึ่งมีบุรุษวัยกลางคนในชุดประจำตำหนักนั่งประจำอยู่
"ที่โต๊ะนั้น พวกเจ้าทุกคนจะได้รับป้ายหยกประจำตัวคนละหนึ่งอัน เมื่อได้รับแล้ว จงหยดเลือดของตนลงบนป้ายหยกเพื่อเปิดใช้งาน มันจะเชื่อมโยงกับวิญญาณของพวกเจ้าโดยสมบูรณ์ ป้ายหยกนี้มิใช่เพียงสัญลักษณ์ประจำศิษย์ แต่มันยังมีคุณสมบัติมากมายภายใน"
เสียงของเขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงมั่นคง
"ภายในป้ายหยก จะมีมิติขนาดเล็ก สามารถใช้เก็บวัตถุ ยารักษา อาวุธ หรือแม้แต่เคล็ดวิชาได้ และยังสามารถรับฟังประกาศของตำหนัก ข่าวสารต่าง ๆ ตลอดจนรับภารกิจจากหอภารกิจได้อีกด้วย นอกจากนี้ หากพบอันตรายเฉียบพลัน สามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้หนึ่งครั้งต่อเดือน"
จากนั้น เขายกป้ายหยกสองอันขึ้นมาให้ทุกคนเห็น
"ป้ายหยกแบ่งเป็นสองระดับ คือ ป้ายหยกศิษย์ทั่วไป มีสีเขียวหยกอ่อน สลักอักษร ‘มังกรเมฆา’ ไว้กลางแผ่น และป้ายหยกศิษย์หลัก มีสีทองเรืองรอง ขอบสลักลายเมฆหมอกเปล่งประกาย สามารถเข้าถึงพื้นที่บางส่วนของตำหนักที่ศิษย์ทั่วไปเข้าไม่ได้"
เมื่อเสียงกล่าวถึงตรงนี้ ศิษย์หลายคนเริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นเต้น
ผู้อาวุโสเหอจิ้งหลานยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยต่อ
"สิ่งสำคัญที่สุดในตำหนักมังกรเมฆา คือ แต้มคะเเนน! ไม่ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นวิชา อาวุธ โอสถ ทรัพยากรฝึกฝน ล้วนต้องใช้แต้มคะเเนนแลกเปลี่ยน ทว่าพวกเจ้าซึ่งยังเป็นศิษย์ใหม่ ย่อมยังไม่มีแต้มคะเเนนในครอบครอง ตำหนักจึงมอบแต้มคะเเนนเริ่มต้นตามลำดับผลการประลอง"
เสียงของเขาเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนประกาศอย่างชัดเจน
"อันดับหนึ่ง ห้าหมื่นแต้ม อันดับสองสองหมื่นแต้ม อันดับสาม หนึ่งหมื่นแต้ม ไล่ลงไปจนถึงอันดับที่สิบเจ็ด ซึ่งได้รับห้าร้อยแต้ม"
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีในหมู่ศิษย์ใหม่ บางคนตาเบิกกว้าง บางคนกลับหน้าหม่นหมอง
อวี้เหวินยืนสงบนิ่ง ทว่าในใจพลันสะดุ้งเล็กน้อย ห้าหมื่นแต้ม… มันมากเกินกว่าที่เขาคิดไว้ เสี้ยววินาทีนั้น เขาเห็นบางคนหันมามองตนด้วยแววตาแตกต่าง ทั้งชื่นชม ทั้งริษยา ทั้งเคารพปนระแวง
เหอจิ้งหลานกล่าวต่อ "หลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้น ตำหนักจะเปิดคลังวิชาให้พวกเจ้าเลือกเคล็ดวิชาบ่มเพาะหรือเคล็ดวิชาต่อสู้ได้หนึ่งอย่าง ยกเว้นอันดับหนึ่งที่เลือกได้ถึงสามวิชา และอันดับสองเลือกได้สองวิชา"
"ทุกคนจะได้รับโอสถเลื่อนขั้นตามระดับพลังของตน คนละหนึ่งเม็ด ยกเว้นอันดับหนึ่งที่ได้สามเม็ด และอันดับสองที่ได้สองเม็ด ส่วนอาวุธนั้น พวกเจ้าสามารถเลือกได้ตามความถนัด โดยแลกแต้มกับคลังอาวุธ"
เสียงเงียบลงชั่วครู่ ก่อนชายชราจะกล่าวถามด้วยสายตาเปี่ยมความหมาย
"มีใครมีคำถามหรือไม่"
ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดธรรมดาก้าวออกมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงกล้า "หากพวกเราต้องการเป็นศิษย์หลัก จะต้องทำเช่นไรขอรับ"
ผู้อาวุโสมองชายผู้นั้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาที่เปี่ยมด้วยวายุแห่งประสบการณ์ฉายแววขบคิดก่อนจะตอบอย่างแจ่มชัด
"ผู้ใดต้องการเป็นศิษย์หลัก จำต้องบรรลุระดับหลอมรวมกายขั้นต้น จากนั้น ทุกสามปีจะมีการประลองศิษย์ทั่วไปเพื่อคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งศิษย์หลัก และปีนี้เป็นวาระของการประลองนั้น ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งปีข้างหน้า จงเตรียมตัวให้พร้อม!"
คำประกาศนั้นเหมือนจุดไฟในหัวใจของหลายคน บางคนดวงตาเปล่งประกาย บางคนกำหมัดแน่นด้วยแรงปรารถนา
อวี้เหวินกวาดตามองทั่วบริเวณ ก่อนจะคิดเงียบ ๆ ในใจ 'ศิษย์หลักงั้นรึ… ข้าจะต้องยืนอยู่ตรงนั้นให้จงได้'
หญิงสาวหน้าตาเรียบร้อยผู้หนึ่งยกมือขึ้นเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาเจือเขินอาย
"ท่านผู้อาวุโส… แล้วพวกเราจะได้รับแต้มคะเเนนเพิ่มได้อย่างไรบ้างเจ้าคะ…?"
เหอจิ้งหลานยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ "แต้มคะเเนนสามารถได้มาหลายทาง เช่น รับภารกิจจากหอภารกิจ นำสมบัติมีค่ามาแลกเปลี่ยน ช่วยเหลือศิษย์ผู้อื่น สังหารสัตว์อสูร แล้วนำแกนอสูรกลับมา หรือแม้แต่เข้าร่วมแข่งขันต่าง ๆ ภายในตำหนัก ทุกความกล้าและความเพียร ล้วนสามารถแลกเป็นแต้มคะเเนนได้ทั้งสิ้น"
เมื่อเขากล่าวจบ เขามองทั่วทั้งศิษย์ใหม่สิบเจ็ดคนอีกครั้ง ก่อนถามอย่างเงียบขรึม "มีผู้ใดมีคำถามอีกหรือไม่"
บัดนี้ บรรยากาศเริ่มเงียบลง ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดอีก ศิษย์ใหม่แต่ละคนยืนนิ่งในความคิดของตน ใครตื่นเต้น ใครหวาดหวั่น ใครกระหายความแข็งแกร่ง… ล้วนแตกต่าง
ผู้อาวุโสพยักหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวสั้น ๆ ด้วยเสียงเรียบ "หากไม่มีใครถามแล้ว จงไปลงทะเบียนที่โต๊ะด้านข้าง รับป้ายหยกของตน แล้วข้าจะนำพาไปเลือกเคล็ดวิชา"
ทันใดนั้น ศิษย์ใหม่ทั้งสิบเจ็ดคนต่างเคลื่อนไหวราวสายธารไหลเอื่อย มุ่งหน้าไปยังโต๊ะลงทะเบียนทีละคน ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว สายตาที่มุ่งมั่น และความฝันที่กำลังรอคอยเบื้องหน้า
ท่ามกลางลานกว้างอันเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหอบเบา ๆ พลิ้วพัดใบไม้ริมเขาที่ลู่ลมอยู่เป็นระยะ เหล่าศิษย์ใหม่ทั้งสิบแปดคนต่างยืนเรียงแถวด้วยสีหน้าหลากหลาย บ้างตื่นเต้น บ้างสงบนิ่ง บ้างก็ยังไม่อาจปิดบังความลิงโลดในแววตาได้
อวี้เหวินยืนอยู่กลางหมู่คน ใบหน้าเรียบนิ่งไม่อาจอ่านใจ ทว่าในดวงตากลับแล่นเรื่อเป็นประกายอย่างยากจะสังเกต เขาเงยหน้ามองป้ายหยกในมือขวา หยกเนื้อใสราวหยดน้ำเขียวอ่อน บริสุทธิ์ประหนึ่งประกายเมฆเหนือฟ้า สลักอักษร 'มังกรเมฆา' ไว้กลางแผ่นอย่างงดงาม ลายสลักดูลุ่มลึกและสง่างามราวกับมีชีวิต เคลื่อนไหวตามจิตที่แน่วแน่ของผู้ครอบครอง
เขาไม่กล่าวอันใด เพียงแค่หลุบตาลง สะบัดปลายนิ้วเบา ๆ แล้วหยดเลือดหยดหนึ่งจากปลายนิ้วก็ไหลริน ตกกระทบบนแผ่นหยกโดยไร้เสียง ทว่าทันใดนั้นเอง
ฟุ่บ!
แสงเรืองรองสีเขียวสว่างจ้าขึ้นวาบ ละมุนตาเย็นเยียบประหนึ่งแสงดาวแรกแย้มในค่ำคืนสงัด ล้อมรอบร่างอวี้เหวินเป็นวงแสงราวกับเทพเทวาสถิตอยู่เหนือปลายนิ้วเขา
ดวงตาเขาเบิกกว้างวูบหนึ่งไม่ใช่ด้วยความตื่นตกใจ แต่เป็นความตกตะลึงอันเงียบงันที่ไหลลึกเข้าไปในจิตใจ
“นี่มัน...”
เขารู้สึกได้ร่างกายของตนราวกับเชื่อมประสานเข้ากับป้ายหยกเบื้องหน้า คล้ายแขนขาอีกข้างที่เชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้น สัมผัสได้ถึงมิติหนึ่งเบื้องใน ปรากฏขึ้นท่ามกลางจิตที่มุ่งมั่นของเขาเอง
มิตินั้นมิได้กว้างใหญ่ ทว่าภายในเงียบงัน สะอาดหมดจด ประหนึ่งโลกเล็ก ๆ อันเป็นส่วนตัวพำนักเพียงเดียว... เพียงพอที่จะเก็บวัตถุล้ำค่าไม่กี่ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโอสถ อาวุธ หรือเคล็ดวิชา
“ช่างเป็นของล้ำค่าที่มิอาจประเมินราคา...” เขาครางในใจอย่างช้า ๆ สายตายังคงแนบแน่นอยู่กับป้ายหยกในมือ
ทว่าไม่ทันที่เขาจะได้เพ่งจิตสำรวจต่อ เสียงทุ้มชราของเหอจิ้งหลานก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มบางบนใบหน้าอันเปี่ยมด้วยประสบการณ์
“เมื่อทุกคนผนึกโลหิตกับป้ายหยกเรียบร้อยแล้ว… จงตามข้ามา
ข้าจะพาพวกเจ้าไปยัง หอคัมภีร์”
“หอคัมภีร์!”
คำกล่าวนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางจิตใจของเหล่าศิษย์ใหม่!
เสียงซุบซิบเริ่มกระซิบแผ่วในหมู่ผู้คน
“หอคัมภีร์งั้นหรือ? นั่นคือสถานที่ที่ว่ากันว่ายอดศิษย์ในอดีตล้วนได้รับเคล็ดวิชาอันไร้เทียมทานจากที่นั่น!”
“ไม่แน่ว่า... เราอาจได้เคล็ดวิชาเฉพาะตัว!”
“บางคนเคยได้ยินว่าสามารถเลือกเคล็ดวิชาตามแนวทางที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด…”
แววตาของทุกคนลุกโชน ไม่เว้นแม้แต่อัจฉริยะผู้เย็นชาอย่างไป๋หยุนเซิง หรือหลัวเทียนอี้ผู้สงบเสงี่ยม ต่างก็มีแววตาเคร่งขรึมระคนรอคอย
อวี้เหวินเองก็รู้สึกหัวใจเต้นถี่เล็กน้อย เขาหลุบตาลงลูบแผ่นหยกในมือช้า ๆ
“เคล็ดวิชาที่แท้จริง… เคล็ดวิชาที่จะผลักดันข้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น…”
เสียงซ่งเหยียนเฟยในสร้อยคอยังเงียบงัน มีเพียงลมหายใจลึกล้ำของผู้ที่รู้จักการรออย่างผู้มากประสบการณ์
เงียบงันแต่ไม่ไร้จุดมุ่งหมาย
เหอจิ้งหลานยกมือขึ้นพลางกล่าวเสียงดังกังวาน
“หอคัมภีร์ คือหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักมังกรเมฆา
ภายในมีเคล็ดวิชานับร้อย พันสายทางให้เลือก
แต่จงจำไว้ให้ดี… จงเลือกด้วยจิตอันบริสุทธิ์ของตน
อย่าเพียงเลือกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หากมิใช่เส้นทางของเจ้าเอง
วิชานั้นย่อมไม่อาจแสดงศักยภาพได้โดยแท้จริง”
จากนั้นเขาก็หันหลัง เดินนำไปเบื้องหน้าอย่างสงบ
เหล่าศิษย์ใหม่ล้วนก้าวตามไปทีละคน บ้างสีหน้าครุ่นคิด บ้างจิตใจร้อนรนเร่งเร้า
ทางเดินทอดยาวเป็นบันไดหินเลาะเลียบไปตามเชิงเขา
สองข้างทางปลูกต้นสนโบราณสูงชะลูดราวกับจะทะลุฟ้า กิ่งใบแกว่งไหวเบา ๆ กลางสายลมพลิ้ว นกน้อยสองสามตัวโผบินผ่านยอดไม้ทิ้งเงาบางเบาทาบพื้นหิน
ระหว่างก้าวเดิน อวี้เหวินไม่เอื้อนเอ่ยคำใด เพียงทอดตามองเบื้องหน้า ร่างกายของเขาเปี่ยมด้วยความสงบแต่จิตใจนั้นเปล่งร้อนดั่งเปลวเพลิง เขารู้… ว่าเส้นทางต่อจากนี้ คือบททดสอบสำคัญอีกประการ
เคล็ดวิชาที่เขาจะได้รับจะเปลี่ยนทุกอย่าง
และเมื่อก้าวผ่านพ้นบันไดหินสายสุดท้าย
เบื้องหน้าก็คือ
“หอคัมภีร์”
อาคารสูงสามชั้นทรงเจดีย์แปดเหลี่ยม ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางลานศิลาขนาดใหญ่ ตัวหอสร้างจากศิลาเนื้อแน่นสีม่วงเข้มแซมทองที่ดูคล้ายจะเรืองแสงในยามต้องแดด เสาแต่ละต้นนั้นสลักอักขระโบราณที่แฝงพลังเร้นลับ ลายเส้นอักขระเหมือนจะไหวระริกเล็กน้อยราวกับมีชีวิต แผ่กระแสปราณประหลาดออกมาท่ามกลางบรรยากาศสงบเย็นจนขนลุก กลิ่นอายของวิชานานานับพันปีแผ่ซ่านอยู่ทั่วบริเวณนี้ ราวกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สวรรค์ตั้งใจหย่อนลงมาไว้ในโลกมนุษย์
เบื้องหน้าอาคาร บานประตูไม้สลักลวดลายมังกรทะยานขนาดใหญ่ตั้งปิดอยู่ มังกรทั้งสองดูราวกับจะจ้องมองผู้มาเยือนอย่างแฝงความหมาย
เหอจิ้งหลาน ผู้อาวุโสเจ็ดแห่งตำหนักมังกรเมฆา ก้าวขึ้นไปยังเบื้องหน้าประตูใหญ่ ทุกฝีเท้าของเขานั้นสงบนิ่ง แต่นุ่มลึกมั่นคงดุจขุนเขาที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อกาลเวลา
แม้อายุล่วงเลยมากกว่าเเปดสิบปีแห่งปุถุชนธรรมดา หากกายของเขายังเหยียดตรง ไหล่ไม่เคยลู่ต่ำ ผิวหนังแน่นตึงประหนึ่งไม้แก่ ดวงตาคู่นั้นลึกซึ้งเย็นชา ทว่าแฝงไว้ด้วยแววเมตตาและภูมิปัญญา
เมื่อถึงเบื้องหน้าประตูเหอจิ้งหลานหยุดลง ยกมือประสานคารวะพลางโน้มกายเล็กน้อย เสียงของเขาดังขึ้น ชัดเจนและเปี่ยมไปด้วยความเคารพ
“ท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยเหอจิ้งหลาน นำศิษย์ใหม่มารับเคล็ดวิชา ขอความเมตตาให้ท่านเปิดทางให้ด้วย”
ทันใดนั้น พลังปราณสายหนึ่งแผ่ออกมาจากภายในบานประตู คล้ายแสงที่มองไม่เห็น หากสัมผัสได้ด้วยจิต กระแสนั้นหมุนวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงดังกึกก้อง ปัง!
ประตูไม้หนาหนักกลับเปิดออกด้วยตนเองอย่างเงียบงัน ราวกับรับรู้และตอบรับการมาของผู้อาวุโส
สายลมเย็นแผ่วเบาพัดออกมาจากภายใน บรรยากาศคล้ายเปลี่ยนไปโดยพลัน
“ตามข้ามา” เหอจิ้งหลานกล่าวสั้น ๆ แล้วก้าวเข้าไปเป็นคนแรก
ศิษย์ใหม่สิบเจ็ดคนที่เหลือ ไม่เว้นแม้แต่อวี้เหวิน ต่างกลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น เขาก้าวตามไปอย่างมั่นคง แม้จิตภายในจะแปรปรวนเล็กน้อย
เมื่อพ้นธรณีประตูเข้าไป สิ่งแรกที่กระทบสายตา คือความกว้างขวางโอ่โถงของชั้นล่างสุด สถานที่นี้แม้ดูจากภายนอกจะสูงใหญ่ แต่เมื่อย่างกรายเข้ามาจึงพบว่าภายในกลับกว้างขวางเกินกว่าจะประมาณได้ ราวกับเป็นอีกมิติหนึ่ง
เพดานสูงจรดยอด เจิดจ้าด้วยโคมไฟผลึกวิญญาณเรียงราย แสงสว่างนั้นไม่เพียงส่องให้เห็น แต่ยังแผ่กระแสปราณเบาบางปลุกเร้าหัวใจให้สงบและใฝ่รู้
ผนังทั้งแปดด้านเต็มไปด้วยชั้นไม้สีเข้มประดับลวดลายทองคำ ที่วางเรียงรายหนังสือคัมภีร์ และหยกเล่มหนาไว้จำนวนมาก เคล็ดวิชาต่าง ๆ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามระดับความยากง่าย แต่ละม้วนล้วนมีอักขระสะท้อนแสงจาง ๆ ป้องกันมิให้ผู้ไร้คุณสมบัติแตะต้อง
ตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้จันทน์เก่าแก่รูปทรงกลมขนาดใหญ่ วางวัตถุประหลาดคล้ายคริสตัลใสไว้หนึ่งก้อน แสงสลัวภายในคริสตัลหมุนวนช้า ๆ ราวกับจิตของผู้คนที่แสวงหาหนทาง
“ที่นี่คือชั้นล่างของหอคัมภีร์” เสียงของเหอจิ้งหลานดังขึ้น “เปิดให้ศิษย์ใหม่เช่นพวกเจ้า หรือศิษย์ทั่วไปของตำหนักเข้าเลือกศึกษาได้ตามปรารถนา แต่ละเคล็ดวิชาล้วนต้องผ่านการจารึกด้วยจิตที่มุ่งมั่น หากจิตไม่แน่วแน่ ไม่เพียงไม่อาจศึกษาสำเร็จ แต่ยังอาจสูญเสียพลังเดิมไปด้วยซ้ำ จงระวังให้ดี”
อวี้เหวินเหลือบตามองไปยังคัมภีร์นับร้อย พลันรู้สึกได้ว่าที่นี่คือคลังสมบัติทางปัญญาอย่างแท้จริง กลิ่นหมึกเก่าแก่ลอยแผ่วเคล้ากับปราณจาง ๆ สะกิดใจให้สั่นไหว
‘ชั้นนี้แม้จะเป็นเพียงเคล็ดวิชาพื้นฐาน แต่หากศึกษาด้วยจิตที่แท้จริง ย่อมกลั่นกรองเป็นรากฐานที่มั่นคงได้…’ เขาคิดในใจ พลางก้าวเข้าไปด้านในด้วยแววตามุ่งมั่น
เสียงจังหวะก้าวของศิษย์ใหม่แต่ละคนต่างประสานกันเป็นระลอก ดวงตาของแต่ละคนเปี่ยมด้วยความใฝ่รู้ ความหวัง และเปลวเพลิงในจิตวิญญาณที่เพิ่งจะเริ่มเบิกบานบนเส้นทางแห่งยอดยุทธ์
และ ณ สถานที่แห่งนี้ หอคอยที่เต็มไปด้วยปัญญาและความลับแห่งยุทธภพ บางที ศิษย์ใหม่บางคน อาจได้พบกับโชคชะตาที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของตนไปตลอดกาล
---
แสงเรืองรองของปราณเร้นที่ฝังอยู่ตามม้วนคัมภีร์หยกบนชั้นไม้ประดับลวดลายทองคำส่องสะท้อนเป็นริ้วแสงแผ่วเบา กลิ่นหอมจางจากไม้หอมชั้นดีที่ใช้สร้างหอเคล็ดวิชาเจือจางอยู่ในอากาศ คล้ายจะช่วยเปิดประสาทสัมผัสของเหล่าศิษย์ใหม่ให้ไวว่องยิ่งขึ้น
ผู้อาวุโสเหอจิ้งหลาน ยืนประสานมืออยู่เบื้องหน้า สายตาลึกล้ำราวสามารถมองทะลุเข้าไปในก้นบึ้งของหัวใจผู้คน เขาเป็นชายชราผิวหนังเหี่ยวย่นดุจเปลือกไม้เก่า แต่กลับตั้งตรงดุจไม้เท้ายอดหยก กายสูงโปร่ง ร่างดูอ่อนแรงหากแต่เต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจมองข้าม
"ในบรรดาพวกเจ้า ศิษย์ใหม่ทั้งสิ้นสิบเจ็ดคน… ข้าจะให้เวลาหนึ่งชั่วยามในการเลือกเคล็ดวิชาหนึ่งอย่างที่พวกเจ้าจะฝึกฝนต่อจากนี้ไป"
เสียงของผู้อาวุโสเหอจิ้งหลานเปล่งออกมาแผ่วเบาแต่หนักแน่นดุจเสียงระฆังในหุบเขา ใครที่ได้ยินล้วนรู้สึกราวถูกกระแสปราณสะกิดปลุกขึ้นมาจากภายใน
ผู้อาวุโสเหอยกมือเหี่ยวย่นขึ้นเบา ๆ นิ้วเรียวยาวขยับเพียงน้อย ก่อนที่แสงสีทองจะพุ่งวาบขึ้นกลางอากาศ กลายเป็นก้านธูปที่ลอยนิ่งตรงใจกลางหอ บนปลายธูปมีเปลวไฟสีฟ้าลุกไหม้อย่างช้า ๆ เวลาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นชี้ไปยังอวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวก่อนกล่าวต่อ
"ส่วนศิษย์ใหม่ลำดับหนึ่ง อวี้เหวิน เจ้าสามารถเลือกได้สามวิชา ส่วนลำดับที่สอง เซี่ยชิงหลัว ได้เลือกสองวิชา"
ทันทีที่เสียงนั้นขาดหาย บรรยากาศในหอเคล็ดวิชาก็พลันเปลี่ยนแปร กลุ่มศิษย์ใหม่พากันแตกกระจาย รุดหน้าเข้าหาชั้นไม้สีเข้มที่เรียงรายตามผนังทั้งแปดด้าน ราวกับฝูงผึ้งที่โผเข้าใส่ดอกไม้เบ่งบาน
อวี้เหวินยืนสงบนิ่งครู่หนึ่ง ดวงตาคมลึกทอดมองไปยังเหล่าคัมภีร์บนชั้นไม้แต่ละแถบก่อนจะก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าไปใกล้ กลิ่นหมึกเก่าและพลังอักขระเร้นลับที่แผ่ออกมาจากคัมภีร์แต่ละม้วนช่างน่าตื่นตา กลิ่นอายแห่งเคล็ดวิชานับร้อยแผ่ซ่านเต็มห้อง
'ข้ามีเตาอัสนีวิบัติไว้เร่งพลังและปรับสภาพร่างกาย… มีหมัดอัคนีสังหารไว้ปลดปล่อยพลังโจมตีอย่างรุนแรง…' อวี้เหวินคิดในใจขณะปลายนิ้วไล้ผ่านม้วนคัมภีร์หยกเล่มแล้วเล่มเล่า '…แต่ข้ายังขาดเคล็ดวิชาในการเคลื่อนไหว และวิชาที่ใช้ป้องกัน'
เขาเดินพิจารณาทีละชั้น สายตากวาดมองม้วนคัมภีร์ที่ล้วนเปล่งแสงอักขระแผ่วเบา สีของแสงและพลังที่แผ่ออกมาแตกต่างกัน บางเล่มแฝงไว้ด้วยพลังอ่อนโยน บางเล่มแฝงกลิ่นอายสังหารจาง ๆ
จนในที่สุด เขาก็หยุดอยู่หน้าม้วนคัมภีร์หยกที่มีอักษรจารึกว่า “เกราะเหล็กสังวาลย์” พลังของมันดูหนักแน่นมั่นคง เป็นวิชาที่เสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย เปรียบได้กับเกราะที่สวมอยู่ภายใน
เขาพึมพำเบา ๆ พลางเปิดอ่านบางส่วน ดวงตาเปล่งประกายขึ้นทันที
“นี่ล่ะ…เหมาะกับข้าโดยแท้” เขาเก็บม้วนหยกนั้นไว้ แล้วเดินต่อไปยังมุมอีกด้าน
ถัดจากนั้นไม่นาน เขาพบอีกหนึ่งเคล็ดวิชาชื่อว่า “ชิงกายตะวันคำรณ” เป็นวิชาที่เน้นการต้านทานต่อแรงกระแทกและเพิ่มความอึดของร่างกาย เสริมจากเตาอัสนีวิบัติได้เป็นอย่างดี
เขารวบรวมสองวิชาไว้ในอก ทว่าเมื่อมองหาวิชาเคลื่อนไหว เขากลับไม่อาจพบสิ่งใดที่ดึงดูดใจได้เลย แม้จะพลิกอ่านม้วนแล้วม้วนเล่า เขากลับรู้สึกว่า ไม่มีสิ่งใดเหมาะกับแนวทางที่เขาเดิน…
ขณะยืนสงบนิ่ง สายตาเขาเผลอเหลือบไปยังชั้นไม้เตี้ยมุมหนึ่งที่ถูกละเลย ไม่มีใครชายตาแล ใต้กองคัมภีร์ที่วางซ้อนกันอย่างไร้ระเบียบ มีม้วนกระดาษเก่าผืนหนึ่งถูกกดทับไว้
อวี้เหวินก้าวเข้าไปใกล้ ดึงมันขึ้นมาพิจารณา กลิ่นหอมของหมึกโบราณคลุ้งขึ้นมาเบา ๆ ม้วนกระดาษนี้ไม่มีชื่อ ไม่มีอักขระใดสะท้อนแสง แต่มันกลับแผ่กลิ่นอายเร้นลับบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
เมื่อคลี่มันออก ดวงตาของอวี้เหวินเบิกกว้างเพียงเล็กน้อย ในนั้นเขียนไว้เพียงไม่กี่ประโยค บรรยายถึงแนวทางแห่งเงา การเคลื่อนไหวที่ราวล่องอยู่ในหมอก เคลื่อนไปอย่างไร้เสียง เฉกเช่นเงาไร้ตัวตนใต้จันทร์
“นี่มัน…” เขาเอ่ยในใจอย่างลุ่มลึก พลังบางอย่างในจิตเขาขานรับกับเคล็ดวิชานี้โดยไม่รู้ตัว แม้ไม่มีผู้ใดสนใจ แต่ในยามนี้…สำหรับเขา มันคือสิ่งที่ค้นหามาโดยตลอด
เขารวบรวมม้วนกระดาษลึกลับนั้นไว้กับตน ดวงตาเปล่งแสงแห่งความแน่วแน่ ก่อนจะหยุดพักนิดหนึ่ง สูดลมหายใจยาวปล่อยอารมณ์ให้สงบ…