*เนื้อหาในนิยายต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานเขียน
บุคคลและสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ขอให้ผู้อ่าน อ่านด้วยความสนุก ไม่คิดมากถึงความไม่สมเหตุผลในบางกรณี
บทที่ 4 : สุ่มสกิลฟรี
ลั่วซือหานมองไปยังข้อความที่ปรากฏอยู่ด้านล่างสุด มันถูกเขียนเอาไว้ว่า
[ต้อนรับผู้ใช้งานใหม่กดปุ่มเพื่อสุ่มสกิลฟรี]
ลั่วซือหานถูมือตัวเองเล็กน้อย เขาไม่สามารถอดใจรอได้ การสุ่มกาชาถือว่าเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าคนชอบเล่นเกม
ลั่วซืหานเองก็มีเกมที่ชอบเล่นเช่นกัน มันเป็นเกมที่เขาใช่ฆ่าเวลาตอนที่เข้าห้องน้ำเท่านั้น
แต่ถึงแบบนั้นเขาก็ยังคงเติมเงินไปเป็นจำนวนมาก เพื่อสุ่มกาชาอยู่ดี
นิ้วเรียวยาวของลั่วซือหาน กดที่หน้าจอโปร่งใส ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
นี่ไม่ใช่แค่การสุ่มกาชาธรรมดา แต่มันสามารถตัดสินอนาคตของเขาได้เลย
จากนั้นหน้าจอระบบก็ทำการหมุนเพื่อสุ่ม
ลั่วซือหานไม่กล้าแม้แต่จะมอง เขาหลับตาลงแน่นด้วยความรู้สึกลุ้นละทึก หัวใจเต้นโครมครามจนได้ยินเสียงมันอย่างชัดเจน
เมื่อคิดว่าระบบสุ่มเสร็จแล้ว เขาจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
ลั่วซือหานค่อย ๆ อ่านข้อความบนหน้าจอโปร่งใสในใจ
‘ยินดีด้วย คุณได้รับสกิลตรวจสอบค่าสถานะ สกิลนี้เป็นสกิลติดตัว จะมีหน้าจอสถานะขึ้นโชว์ตลอดเวลา เพื่อบอกชื่อสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แว่นขยาย’
นอกจากข้อมูลของสกิล มันยังมีอย่างอื่นอยู่อีก
ลั่วซือหานอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะกลัวว่าตัวเองจะตาฝาดไป
[ราคาที่สามารถขายได้ 10,000 หยวน]
‘สกิลนี้สามารถขายได้!’ ลั่วซือหานอุทานในใจ
แต่เขายังไม่ได้กดขายทันที
ลั่วซือหานมีความคิดดี ๆ อย่างหนึ่ง นั้นคือการเปรียบเทียบราคา จากราคาขายของจริง
ลั่วซือหานเข้าไปที่ระบบร้านค้า จากนั้นก็กดไปที่หมวดทักษะสกิล
เมื่อกดเข้าไป เขาไม่ต้องไปเลื่อนหาดูเลย เนื่องจากสกิลตรวจสอบสถานะมันอยู่ในหน้าแนะนำ จัดอยู่ในลำดับแรก เขาเจอมันได้ทันทีที่เปิดหน้าทักษะสกิล
ราคาสกิลตรวจสอบมันถูกขายอยู่ที่ราคา 10ล้านหยวน!!
ลั่วซือหานสูดหายใจเข้าด้วยความตกตะลึง! เขาตกใจที่ราคาของมันแพง และที่ตกใจไปมากกว่านั้นคือ ราคาที่เขาสามารถขายได้กลับน้อยมาก
เทียบราคาแล้ว หนึ่งหมื่นหยวน เป็นเพียงแค่ 0.1% ของราคาขายจริง!?
ราคามันไม่ต่างกันมากจนเกินไปหรือไง?
แค่เห็นความต่างของราคา ลั่วซือหานก็รู้สึกปวดใจแล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะขายมันอย่างแน่นอน!
สกิลนี่ลั่วซือหานจะเป็นคนใช้มันเอง! ส่วนเรื่องเงิเขามั้นใจว่า เขาสามารถหามันได้แน่นอน ถ้าเขาไม่ตายไปก่อนละนะ!
เมื่อตัดสินใจได้ว่าเขาจะไม่ขายแน่ ๆ ลั่วซือหานจึงกดใช้งานสกิลทันที
หลังจากที่ใช้งานสกิลไปแล้ว ในสายตาของลั่วซือหาน ได้มีหน้าจอขนาดเล็ก ลอยอยู่ตามทุกคนที่เดินผ่านไปมา มันมีชื่อของคนหรือของสิ่งของเหล่านั้นเขียนไว้
นอกจากนั้น มันยังสามารถเปิดดูข้อมูลส่วนตัวอย่างอื่นได้ด้วย
ลั่วซือหานมองไปยังผู้ป่วยชายคนหนึ่ง เพื่อทดลองการใช้งาน เขาลองใช้จิตสำนึกเพื่อเปิดดูค่าสถานะของชายคนนั้น
แล้วหน้าจอสถานะก็ปรากฏขึ้นมา
[หัวจือเปา อายุ : 27 ปี อาชีพ : ทหารยศสิบเอก ฉายา : ผู้เที่ยงธรรม สถานะ : แต่งงานแล้ว (มีอาการป่วยมีเนื้องอกในสมองระยะแรกเริ่ม)]
ลั่วซือหานรู้สึกแปลกใจ หัวจือเปาอายุยังไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ แต่เขาได้เป็นถึงสิบเอก! น่าเสียดายที่มีอาการป่วยตั้งแต่ยังหนุ่ม
ถ้ารักษาดี ๆ อนาคตของหัวจือเปาต้องไปได้อีกไกลแน่
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเขา จากนั้นลั่วซือหานก็หันไปมองคนอื่น ๆ บ้าง ซึ่งข้อมูลที่แสดงขึ้นมาไม่ได้ต่างจากของหัวจือเปาเลย
นอกจากข้อมูลบุคคลแล้ว เขายังสามารถดูข้อมูลของอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย
ลั่วซือหานจึงลองดูสถานะของใช้บางชิ้นเพื่อดูตัวอย่าง จากนั้นหน้าต่างสถานะก็ปรากฎขึ้นมาไม่ต่างจากข้อมูลบุคคล
[เก้าอี้ อายุการใช้งาน : 8 ปี สถานะ : ดี (สามารถใช้งานไปได้อีกหลายปี)]
สกิลตรวจสอบนี้ดีมาก มันยังสามารถบอกสถานะการใช้งานของสิ่งของได้ด้วย
นอกจากข้อมูลอุปกรณ์ บางทีพวกพืชผักอาจจะใช้ได้ผลด้วย!?
น่าเสียดายที่แถวนี้ไม่มีต้นไม้ ดูเหมือนว่าเขาต้องออกไปทดลองดูข้างนอกโรงพยาบาล?
ลั่วซือหานตัดสินใจเดินออกมาจากโรงพยาบาล จากนั้นเขาก็เจอกับต้นหลิว ซึ่งมันอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลพอดี ดังนั้นเขาจึงได้ลองใช้สกิลตรวจสอบดูอีกครั้ง
[ต้นหลิว อายุ : 13 ปี สถานะ : ดี (ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี)]
แม้แต่ต้นไม้ก็สามารถใช้งานสกิลได้!
ลั่วซือหานอารมณ์ดี ดูเหมือนว่าเขาสามารถใช้สกิลตรวจสอบ ตรวจสอบสถานะได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่พืชและสิ่งของ
ลั่วซือหานได้คิดคำนวณดูแล้วว่า จะใช้สกิลนี้ยังไงเพื่อหาเงิน
ในตอนนั้นเอง ขณะที่ลั่วซือหานกำลังยืนคิดอยู่กับตัวเอง หัวหน้าหมู่บ้านอย่างฟางเจียงหรานได้เดินเข้ามาหาเขาพอดี
“ลั่วซือหานนายจะกลับหมู่บ้านพร้อมฉันเลยไหม?”
ลั่วซือหานมองไปยังดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เวลานี้คงจะประมาณสี่โมงเย็นแล้ว
เขาเดาเวลาจากองศาของดวงอาทิตย์ แต่ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากมีนาฬิกาข้อมือสักเรือน
ส่วนเรื่องของซูเหม่ยหลิง ฟางเจียงหรานคงจัดการให้แล้วเรียบร้อย
ในเมื่อคนก็ถึงมือหมอแล้ว งั้นปล่อยให้พวกเขาจัดการไปก็แล้วกัน
“แล้วหลิวผิงอันละครับ?” ลั่วซือหานถามด้วยความอยากรู้
“ฉันให้หลิวผิงอันอยู่เฝ้าซูเหม่ยหลิง แต่ฉันไม่ได้ให้อยู่เฝ้าฟรี ๆ หรอกนะ พอไปถุงหมู่บ้านแล้ว นายชวนไปบอกคนบ้านหลิวด้วย ว่าซูเหม่ยหลิงจ้างเธอไปดูแลที่โรงพยาบาล” ฟางเจียงหรานบอกเหตุผลที่หลิวผิงอันไม่ได้กลับไปพร้อมพวกเขา
“งั้นผมกลับพร้อมลุงฟางเลยดีกว่า ลุงบอกหลิวผิงอันแล้วใช่ไหม ว่าจะกลับหมู่บ้านเลย” ลั่วซือหานกล่าว
ฟางเจียงหรานผงกหัวตอบ “ใช่”
ดังนั้นลั่วซือหานจึงไม่ได้เข้าไปกล่าวลากับหญิงสาวทั้งสอง
ฟางเจียงหรานและลั่วซือหาน ได้นั่งรถแทรกเตอร์กลับไปกันสองคน
เรื่องนอนค้างที่โรงพยาบาลของหลิวผิงอัน ฟางเจียงหรานเป็นคนบอกกับทางโรงพยาบาลไว้แล้ว จึงไม่เป็นปัญหาหากหลิวผิงอันจะค้างคืนที่นั่น
ระยะทางจากตัวอำเภอไปหมู่บ้านใช้เวลาโดยประมาณสามสิบนาที แต่สามสิบนาทีนั้นคือการนั่งรถแทรกเตอร์ไป!
ถ้าเดินจากหมู่บ้านไปตัวอำเภอ เขาคงต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง แล้วแต่ความเร็วในการเดิน
ลั่วซือหานคำนวณเวลาการไปกลับ เพราะครั้งหน้าเขาคงต้องไปเองคนเดียว
หลังจากกลับมาถึงหมู่บ้าน ฟางเจียงหรานได้ขับรถไปจอดที่บ้านตัวเองไม่ได้แวะไปส่งลั่วซือหานก่อน เพราะบ้านเขาถึงก่อนบ้านลั่ว แต่ลั่วซือหานไม่ได้ว่าอะไร
“ขอบใจนายมากนะที่ช่วยเหม่ยหลิง ไม่งั้นคงเกิดเรื่องใหญ่” ฟางเจียงหรานกล่าวขอบคุณจากใจจริง
เนื่องจากเหม่ยหลิงเป็นยุวชนที่มาจากปักกิ่ง ปัญหาที่ตามมาคงจะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่บังเอิญไปเจอเท่านั้น”
“ว่าแต่นายรู้ไหม ทำไมซูเหม่ยหลิงถึงตกน้ำ?” ฟางเจียงหราน มองลั่วซือหานด้วยความสงสัย
ลั่วซือหานรู้ถึงความคิดของหางเจียงหราน แต่ใครใช้ให้เขามาเกิดใหม่ในร่างของอันตพาลกันล่ะ?!
“ตอนนั้นผมกำลังนั่งเล่นอยู่ริมแม่น้ำ จากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนอะไรน้ำ ต่อมาก็มรเสียงคนร้องไห้ช่วย พอไปถึงจึดที่ซูเหม่ยหลิงจมน้ำ ผมเห็นหลังของผู้หญิงวิ่งหนีไปทางป่า” ลั่วซือหานกล่าวความจริง
ฟางเจียงหรานหลี่ตาลงอย่างจับผิด แต่ต่อให้เป็นลั่วซือหานจริง
แล้วเขาจะทำแบบนั้นไปทำไม? เขาจะได้อะไรจากการทำให้คนตกน้ำ? อีกอย่างถ้าช่วยไม่ดีเผลอ ๆ อาจจะจมน้ำตายไปทั้งคู่!
คิดได้ดังนั้นฟางเจียงหรานจึงไม่ได้สงสัยในตัวลั่วซือหานอีก
“อืม ยังไงก็ขอบใจมาก!” ฟางเจียงหรานพูดขอบคุณอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรครับ” แล้วลั่วซือหานจึงเดินกลับบ้านไป
ฟางเจียงหรานมองตามหลังของลั่วซือหานไป เขารู้สึกว่าวันนี้ลั่วซือหานแตกต่างไปจากทุกวัน นอกจากจะช่วยคน เขายังดูสงบลงมากกว่าแต่ก่อน?
ลั่วซือหานที่กำลังเดินกลับบ้าน เขาบังเอิญได้ยินเสียงชาวบ้านกำลังพูดคุยกันเรื่องของเขา ส่วนเรื่องที่คุยนั้น…
“จริงหรือเปล่า! ฉันได้ยินมาว่าลั่วซือหานช่วยยุวชนชื่อซูเหม่ยหลิงตอนกำลังจมน้ำ?” หญิงแก่วัยห้าสิบกล่าวถามเพื่อนบ้านของเธอ
“จริงสิ! ฉันบังเอิญเห็นตอนที่ลั่วซือหานกำลังกระโดดไปช่วยเองกับตา ตอนแรกฉันคิดว่าจะจมไปทั้งสองคนเลยด้วยซ้ำ! พวกเธอก็รู้ว่าแม่น้ำสายนั้นคลืนใต้น้ำแรงขนาดไหน!” เพื่อนบ้านพูดอย่างออกรสออกชาติ แต่สิ่งที่เธอพูดมาคือความจริงทั้งหมด
เวลานั้นเธอออกไปซักผ้าที่แม่น้ำพอดี จึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ลั้วซือหานช่วยคนไว้ได้
แต่เพราะเธออยู่ไกล จึงไม่ทันเห็นว่าเป็นคนจมน้ำ ตอนนั้นเธอคิดว่าเป็นเสียงก้อนหิน
จนกระทั้งเธอเห็นลั่วซือหานลุกวิ่งออกไป จากนั้นก็กระโดดลงไปช่วยซูเหม่ยหลิงไว้ได้
“ก็จริง! ดูเหมือนลั่วซือหานจะเป็นคนดีกว่าที่คิด อย่างน้อยเขาก็ยังรู้จักช่วยชีวิตคน” หญิงแก่กล่าวชื่นชมลั่วซือหาน
ลั่วซือหานหยุดฟัง และกำลังจะเดินออกไป แต่ว่ามันยังไม่จบแค่นั้นนะสิ
“ใครว่าเป็นคนดี! เขาช่วยหล่อนขึ้นมาก็จริง! แต่ฉันเห็นกับตาเลยนะ ลั่วซือหานจับหน้าอกของยุวชนคนนั้น นอกจากนั้นเขายังจูบปากหล่อนอีกด้วย โชคดีที่หล่อนตื่นขึ้นมาก่อน ไม่อยากจะคิดถ้าหล่อนไม่ตื่นขึ้นมา เขาจะทำอะไรหล่อนต่อ!” เพื่อนบ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและรังเกียจ
“ตายจริง! เขาทำแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?!” หญิงแก่ถามอย่างไม่แน่ใจ
“จริงสิ! ฉันเห็นกับตานอกจากฉัน ยังมีหนิงลี่ไงที่เดินผ่านไปเจอพอดี กับยุวชนอีกคนหนึ่งชื่อว่าอะไร… อ่อจางชิงชิง ใช่จางชิงชอง!” เพื่อนบ้านพูดเสียงดัง เพราะกลัวว่าหญิงแก่คนนี้จะไม่เชื่อเธอ!
“ถ้างั้นที่หนิงลี่พูดก็จริงนะสิ!” หญิงแก่ตกใจ จากนั้นสายตาของเธอก็บังเอิญเห็นลั่วซือหานพอดี
“ฉันทำแกงไว้ยังไม่เสร็จฉันไปก่อนนะ!” หญิงชรารีบหนีเข้าบ้านไปทันที
“นี่ยายแก่หวงเธอจะรีบไปไหน!” เพื่อนบ้านตะโกนถาม แต่หญิงแก่คนนั้นได้ปิดบ้านไปเรียบร้อยแล้ว
เธอจึงหันไปจะกลับเข้าบ้านบ้าง แต่เธอหันมาเจอกับลั่วซือหานพอดี
เธอสดุ้งตกใจ!
จากนั้นก็รีบวิ่งหนีเข้าบ้านตัวเองด้วยเช่นกัน
ลั่วซือหานส่ายหัว จากนั้นเขาจึงเดินตรงกลับไปบ้านตัวเอง
เขาไม่ได้สนใจกับสิ่งที่คนพวกนั้นพูด เพราะสิ่งที่เขาทำคือการช่วยชีวิตคน ไม่ได้คิดจะล่วงเกินเธอเลยสักนิดเดียว!
อีกอย่างตลอดทั้งชีวิตลั่วของซือหานไม่เรียนก็ทำงาน ด้วยปัญหาของครอบครัวเขาจึงไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องความรัก จนกระทั่งตายไปเขาก็ยังไม่เคยคบหากับหญิงสาวคนไหนเลย