บทที่42. ถึงหมู่บ้านหุบเขาเร้นลับ
จนกระทั่งเดินเข้าสู่ประตูเมืองเจิ้งตูยามที่เดินทางมาถึงนั้นเป็นยามเว่ย(13.00 – 14.59 น.)แล้วเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านในหุบเข้าเร้นลับอีกสามเค่อรถม้าทั้งสามคันก็มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านเร้นลับในที่สุด
ท่านผู้เฒ่าไป๋ตัดสินใจให้ขับรถม้าไปที่บ้านของพ่อบ้านหวังฉีก่อนแล้วค่อยไปพบท่านผู้นำหมู่บ้านกันอีกที
“ฮิ ฮิ ถึงบ้านแย้วววว”เสียงเล็กสดใสเอ่ยขึ้นมาก่อนจะเปิดแง้มหน้าต่างด้านข้างขึ้นมาแอบมองดูสภาพแววล้อมที่นางเติบโตขึ้นมาแม้จะเป็นเพียงสองปีที่ได้อยู่ที่นี่แต่ก็มีแต่ความทรงจำที่ดีและสงบสุข
“ฟืดดด ห๊อม” จมูกน้อยๆ สูดดมกลิ่นอายธรรมชาติที่ลอยอยู่ในอากาศจนเต็มปอดท่าทางนั้นทำให้พี่ชายฝาแฝดทั้งสองคนรีบขยับกายเข้ามาหาใกล้ๆและทำตามน้องสาวบ้างทันที
“ฟืดดด สดชื่นจริงๆ ด้วย”ไป๋ซ่างหลงเอ่ยขึ้นเมื่อขยับมาอยู่ด้านข้างน้องสาวที่หน้าต่างสองมือยึดเกาะขอบหน้าต่างแบบน้องสาวตัวน้อยไปด้วย
“ฟืดดด ที่นี่อากาศดีมากจริงๆ ด้วยน้องเล็ก”ไป๋ซ่างหลางก็คิดไม่ต่างกัน ส่วนเด็กๆ คนอื่นๆที่อยู่ในรถม้าอีกสองคันที่วิ่งอยู่ด้านหน้าเองก็คิดเช่นกันและอดตื่นเต้นกับที่อยู่ใหม่ไม่ได้
รวมถึงผู้ใหญ่ที่เหลือที่ได้มาเยือนยังหมู่บ้านเร้นลับเป็นครั้งแรกล้วนชอบใจในสภาพแววล้อมของหมู่บ้านนี่เป็นอย่างมากส่วนสัตว์อสูรวิญญาณอย่างเจ้าถ่านและเจ้าขนเพลิงก็ลุกขึ้นมาเกาะขอบหน้าต่างอีกด้านเลียนแบบเจ้านายตัวน้อยเพื่อมองดูสภาพแววล้อมด้านนอกด้วยเช่นกัน...
ไม่นานการเคลื่อนตัวของรถม้าก็หยุดและนิ่งสนิทลง
“ถึงแย้ววว” เจ้าสิบสี่ตัวน้อยรีบวิ่งจรู๊ดดออกจากรถม้าก่อนเป็นคนแรกจนผู้เป็นบิดาอย่างไป๋ซ่างจวินที่ทำหน้าที่บังคับรถม้าและพึ่งจะลงไปยืนที่พื้นได้ต้องรีบยื่นมือออกมารับร่างเล็กที่ถลาออกมา
“โอ๊ะ!! ฮึบบ! จิ่วจิวน้อยของพ่อ หึ หึ”แขนแกร่งที่ตอนนี้กลับมามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงแล้วเพราะตลอดการเดินทางได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่นั้นยกร่างกลมๆ ขาวๆราวกับก้อนซาลาเปาชูขึ้นสูงจนได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจของจิ่วจิวน้อยออกมาดังลั่น
“กรี๊ดด ฮ่า ฮ่า ท่านพ่อยกฉิบฉี่ฉูงๆฉูงอีกได้หยือไม่เจ้าค่ะ ฉิบฉี่ชอบมาก ฮิ ฮิ ฮิ ” เจ้าตัวน้อยที่ติดใจการลอยอยู่ในอากาศสูงๆเอ่ยของให้ท่านพ่อยกตัวขั้นสูงอีกทันที
“เอาไว้ก่อนดีหรือไม่ เข้าบ้านกันก่อนเถิดท่านปู่กับท่านลุงท่านป้าและพี่ชายเจ้าจะรอเอาได้”เป็นหงฟางที่ออกมาเห็นสองพ่อลูกเล่นกันอย่างสนุกสนานเอ่ยห้ามขึ้นมาก่อน
“อืมม ก็ได้เจ้าค่ะฉิบฉี่เชื่อฟังท่านแม่” เมื่อถูกท่านพ่อจับวางลงยืนเองแล้วเสียงน่ารักก็เอ่ยบอกว่าเชื่อฟังท่านแม่ทันทีก่อนจะจับมือพี่ชายทั้งสองพากันวิ่งจรู๊ดดเข้าไปในบ้านพร้อมหันมาเอ่ยเรียกลูกน้องของตนเองทันที
“เจ้าถ่านน้อย เจ้าขนเพลิงตามมาเย็ว ๆ”เจ้าถ่านน้อยนั้นเชื่อฟังนายหญิงอยู่แล้วรีบกางปีกบินต่ำพุงทิ่มพื้นตามไปทันทีส่วนเจ้าขนเพลิงนั้นแม้จะรู้ว่าคนพูดเป็นบุตรสาวของนายท่านของมันเองแต่ก็ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เป็นนายที่แท้จริงเสียก่อน
“ไปเถิดขนเพลิง” เพราะรู้ความคิดของมันได้ไป๋ซ่างจวินจึงเอ่ยอนุญาตสัตว์อสูรวิญญาณของตนเองอย่างเอ็นดู
“หงิงๆ” เจ้าขนเพลิงดีใจส่ายหางรีบวิ่งตามหลังเจ้าถ่านน้อยไปทันที
ไป๋ซ่างจวินจึงยื่นมือหนาออกไปกุมมือของหงฟางไว้แล้วพากันเดินเข้าไปในบริเวณลานบ้านเป็นคู่สุดท้าย
ส่วนทางด้านหยางไท่อวิ๋นฟงและอิงเฉิงนั้นไม่ได้ตามเข้าไปด้วยทุกคนไม่รู้ว่าพวกเขาหายไปไหน แต่ก็คิดว่าอยู่ไม่ไกลกันแน่นอนอีกไม่นานก็คงออกมาสมทบเองและเป็นเช่นที่ทุกคนคิดจริงเพราะตอนนี้หยางไท่อวิ๋นฟงอยู่ในป่าชั้นในของหุบเขาเร้นลับ
“เหตุใดไม่ออกไปอยู่ข้างนอกกับคุณหนูน้อยจิ่วจิวเล่าขอรับนายท่าน”อิงเฉิงเอ่ยถามผู้เป็นนายที่ตอนนี้นอนหลับตานิ่งๆ อยู่บนต้นไม้ใหญ่กลางป่า โดยมีสัตว์อสูรวิญญาณในพันธสัญญาอย่างเจ้าจินหลงคอยวนเวียนใกล้ๆรอบกายเพื่อปกป้องผู้เป็นนายอยู่ไม่ห่าง
“ที่นี่มีกลิ่นอายปราณหนาแน่นดี”ร่างสูงโปร่งที่นอนเอนกายเอกเขนกไปกับกิ่งไม้ขนาดใหญ่เอ่ยตอบเสียงนิ่งๆ ออกมาทั้งที่ยังไม่ยอมลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ
“จริงด้วยขอรับ ในป่าชั้นในนี้เหมาะเป็นที่พักของนายท่านกับชินหลงจริงๆแต่หากพักอยู่ที่นี่จริงยามจะเจอกับคุณหนูจิ่วจิวก็ดูจะลำบากนะขอรับเพราะคุณหนูจิ่วจิวยังเป็นเพียงเด็กอยู่เท่านั้นยามที่อยากจะมาเล่นกับนายท่านคงเดินทางมาเองไม่ได้เป็นแน่”
“จริงด้วยสิแม้ข้าจะสามารถออกไปหานางได้ตลอดเวลาแต่หากนางอยากมาหาข้าก็เดินทางลำบากจริงๆ อย่างเจ้าว่า”คำพูดนั้นของคนสนิทข้างกายทำให้ดวงตาสีน้ำตาลทองลืมขึ้นมาในที่สุด
“เช่นนั้นอิงเฉิงเจ้าไปดูว่าคนตระกูลไป๋จะซื้อที่ดินตรงไหนปลูกบ้านกันเจ้าก็ไปซื้อที่ดินที่ติดกันให้ข้า”
“นายท่านจะซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านให้ติดกับบ้านคุณหนูจิ่วจิวใช่หรือไม่ขอรับ”
“อืม”
“ได้เลยขอรับ เช่นนั้นข้าจะรีบไปทันที”
จากนั้นอิงเฉิงก็รีบเร้นกายออกจากพื้นที่ป่าเพื่อไปทำตามที่นายท่านของตนเองสั่งทันทีจนถึงตอนนี้เขาเริ่มแน่ใจแล้วว่านายท่านเอ็นดูคุณหนูจิ่วจิวมาก เอ็นดูมากจริงๆ ตลอดการเดินทางที่ผ่านมานั้นก็แทบจะทะนุถนอมไว้เป็นไข่มุกกลางฝ่ามือเลยด้วยซ้ำตามใจทุกอย่างเลยทีเดียว
แต่ไม่ใช่ความเอ็นดูอย่างที่เขาเข้าใจในตอนแรกเพราะก่อนนี้เขาคิดว่านายท่านอยากรับคุณหนูจิ่วจิวเป็นบุตรบุญธรรมด้วยเพราะอายุที่ต่างกันเป็นพันปีแต่จากที่ดูน่าจะไม่ใช่อย่างที่เขาเข้าใจเป็นแน่ หรือเขาจะคิดไปเองก็คงต้องรอดูต่อไปเพราะถึงอย่างไรก็ต้องรออีกหลายปีมากเลยทีเดียว...
ที่บ้านพ่อบ้านหวังฉีตอนนี้ทุกคนอยู่รวมกันอยู่ในบ้านจนทำให้ดูเล็กแคบไปเลยทีเดียว
“ข้ากับหวังฉีจะไปพบผู้นำหมู่บ้านก่อน”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยบอกทุกคนขึ้นมา
“เช่นนั้นให้ข้าไปด้วยเถิดขอรับท่านพ่อ”ไป๋ซ่างอี้กล่าวขึ้น
“ใช่ขอรับ จะได้ทำความรู้จักและแนะนำตัวกับผู้นำหมู่บ้านด้วยเลย”ไป๋ซ่างเหวินก็เห็นด้วยในเรื่องนี้
“ได้เช่นนั้นสะใภ้สาม สะใภ้สี่ดูแลเด็กๆ อยู่ที่นี่ส่วนพวกเจ้าทั้งสี่คนก็ไปพบผู้นำหมู่บ้านด้วยกัน”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” เมื่อบุตรชายและลูกสะใภ้รับคำแล้วท่านผู้เฒ่าไป๋ก็เดินนำหน้าออกจากบ้านก่อนระหว่างทางพบเจอคนในหมู่บ้านบ้างประปรายพวกเขาเพียงมองดูเท่านั้นไม่ได้เข้ามาสอบถามหรือพูดคุยด้วยโดยตรงถึงแม้ชาวบ้านบางคนจะรู้สึกคุ้นหน้าบุรุษสองคนในกลุ่มที่เดินมาก็ตาม
“เอ่อ นายท่านขอรับ”หวังฉีเหมือนจะนึกสิ่งใดได้จึงเอ่ยเรียกผู้เเป็นนายขึ้นมา
“หื้ม มีอันใดหรือหวังฉี” ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยถาม บุรุษสี่คนที่เดินมาด้วยกันก็รอฟังด้วยว่าพ่อบ้านหวังฉีจะบอกกล่าวสิ่งใด
“คือว่าเรื่องรูปลักษณ์นะขอรับของนายท่านทั้งสี่นั้นไม่มีปัญหาใดอยู่แล้วเพราะพึ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกแต่ของนายท่านผู้เฒ่ากับของบ่าวนั้น...”
“อืม จริงด้วยเช่นนั้นก็บอกว่าเป็นผลมาจากยารักษาพิษก็แล้วกันถึงอย่างไรผู้นำหมู่บ้านก็เป็นผู้ฝึกปราณผู้หนึ่ง เข้าใจเรื่องราวได้ไม่ยากนักอีกทั้งไม่ใช่คนปากเบาพูดไปทั่วออกจะสันโดษไม่ชอบยุ่งเรื่องอื่นที่เกินกว่าหน้าที่และยึดมั่นในคุณธรรมของชาวยุทธมากเสียด้วยซ้ำ”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยลักษณะนิสัยของผู้นำหมู่บ้านที่นี่ที่เขาสัมผัสได้ตลอดสองปีที่เคยอยู่ที่นี่ออกมา
“เป็นเช่นนั้นจริงขอรับ”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องกังวลไป บอกไปตามนี้ก็พอ”
“ได้ขอรับ”
ด้านอิงเฉิงที่ได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนายอย่างหยางไท่อวิ๋นฟงก็เดินทางมาเพื่อสมทบกับคนตระกูลไป๋ได้จังหวะเวลาพอดีและเอ่ยบอกถึงความประสงค์ของผู้เป็นนายให้ท่านผู้เฒ่าไป๋และทุกคนได้รับรู้
“เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนักท่านอิงเฉิงก็ไปพร้อมกันเลยเถิด” ท่านผู้เฒ่าไป๋กล่าวทั้งยิ้มแย้มอย่างยินดีนักที่คุณชายหยางไท่ให้ความสนิทสนมกับตระกูลไป๋ถึงเพียงนี้นี่ก็เป็นผลพวงมาจากที่คุณชายหยางไท่ให้ความเอ็นดูหลานสาวของเขาสินะ
“ขอรับท่านผู้เฒ่าไป๋” อิงเฉิงรับคำก่อนเดินตามทุกคนไป
และก็เป็นอย่างที่ท่านผู้เฒ่าไป๋บอกไว้ก่อนหน้านี้ แม้จะดูเป็นเรื่องน่าแปลกที่จู่ ๆเขาและหวังฉีที่เคยแก่ชราจนผมขาวทั้งหัวเปลี่ยนมาเป็นบุรุษที่หนุ่มขึ้นอายุราวๆ 40-50ปีเท่านั้น
ท่านผู้นำหมู่บ้านที่ได้เห็นก็สามารถจดจำท่านผู้เฒ่าไป๋และพ่อบ้านหวังฉีได้แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามสิ่งใดเพียงแค่มองด้วยแววตาแปลกใจในคราวแรกที่พบเท่านั้นและเมื่อทราบว่าเป็นผลมาจากยารักษาพิษที่พวกเขาเคยได้รับ เท่านั้นก็ไม่มีแววกังขาใดๆต่อไปอีก
เพราะผู้นำหมู่บ้านก็ทราบดีว่าเมื่อสองปีก่อนทั้งสองได้รับพิษมาด้วยตอนนี้ก็คงหายาแก้พิษได้แล้วเป็นแน่ เพราะเรื่องราวของผู้ฝึกปราณในยุทธภพนั้นมีให้ได้ยินมากมายหลากหลายรูปแบบทั้งประหลาดและอัศจรรย์ใจทั้งนั้น เรื่องของท่านผู้เฒ่าไป๋และหวังฉีจึงไม่น่าตกใจมากนักนั้นเอง...