บทที่ 49 ปิดตายหมู่บ้าน
“เกิดโรคระบาดรึ?” จ้าวผิงตกใจเช่นกัน “ข้าเพิ่งมาจากหมู่บ้านซีผิง ไม่เห็นได้ยินเรื่องโรคระบาดเลย”
“หมู่บ้านซีผิงยังไม่ได้รับผลกระทบน่ะซี”
หวงเฟิงเหนียนบอก “เมื่อครู่มีหัวหน้าหมู่บ้านหลายคนมารายงาน บอกว่าหมู่บ้านพวกเขามีผู้เป็นหวัดจากลมเย็นจำนวนมาก ร่างกายอ่อนแรง ไข้สูงไม่ลด แม้แต่งานก็ทำไม่ไหว”
“ได้แต่นอนอยู่บนเตียง ห่มผ้าห่มหลาย ๆ ชั้น กระนั้นก็ยังรู้สึกหนาวสั่น มีน้ำมูกไหลตลอด ทั้งยังไอไม่หยุดด้วย”
“ข้าให้เฉาชิ่งและหลินหัวไปตรวจดูสถานการณ์แล้ว กำลังคิดว่าจะส่งคนไปเชิญท่าน คิดไม่ถึงว่าท่านจะมาพอดี”
“จ้าวเซียนเชิง ในเมื่อท่านสามารถคาดเดาได้ว่าจะมีโรคระบาด ก็น่าจะมีวิธีรับมือใช่หรือไม่?”
“ไม่มี”
จ้าวผิงส่ายหน้า ใบหน้าดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
อาการเช่นนี้คล้ายเป็นไข้หวัด ก่อนหน้านี้ที่เขาเคยพูดว่าอาจเกิดโรคระบาดได้ อันที่จริงเป็นการกล่าวเกินเหตุไปหน่อย
อย่างไรก็ดี หวัดจากลมเย็นนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากไม่รักษาสุขภาพ เมื่อเจอความเย็นจึงเกิดอาการนี้ขึ้นได้
โดยทั่วไปโรคนี้ก็ไม่ได้มีความสามารถในการแพร่เชื้ออะไรมากมาย
ทว่าเมื่อมีผู้ป่วยหวัดจากลมเย็นมาก ในราชวงศ์ต้าเว่ยจะถูกจัดว่าเป็นโรคระบาดแน่นอน แล้ววิธีการจัดการโรคระบาดในยุคโบราณก็โหดร้ายยิ่งนัก
การจัดการโรคระบาดในยุคโบราณจะส่งทหารเข้าไปปิดตายหมู่บ้าน โดยไม่สนใจว่าใครจะติดเชื้อหรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่อนุญาตให้ใครออกมา จากนั้นก็จุดไฟเผาหมู่บ้านนั้นเสีย
จนกว่าโรคระบาดจะหมดสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น…
ด้วยเงื่อนไขตอนนี้ จ้าวผิงไม่สามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นหวัดจากลมเย็นหรือไข้หวัด จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
เขาเอ่ยกับหวงเฟิงเหนียน “นายอำเภอหวง โรคระบาดนั้นไม่มียารักษาเฉพาะ ตอนนี้ทำได้แค่ป้องกันเป็นหลักเท่านั้น”
“ป้องอันอย่างไรเล่า?” หวงเฟิงเหนียนถาม “ขอแค่ทำได้ ข้าไม่ปฏิเสธแน่นอน”
สวรรค์ต้องการเล่นตลกอันใดกับเขาอย่างนั้นหรือ
มาเกิดโรคระบาดในช่วงเวลาที่เขากำลังจะเลื่อนตำแหน่ง หากจัดการได้ไม่ดี ไม่ต้องพูดถึงได้เลื่อนตำแหน่ง แค่ตำแหน่งปัจจุบันก็ไม่เพียงจะรักษาตำไว้ไม่ได้เท่านั้น แม้แต่ศีรษะก็อาจจะหลุดจากบ่าได้ทีเดียว
ตอนนี้จึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้ที่หมอเหล่านี้แล้ว
ครั้งก่อนจ้าวผิงเอ่ยถึงโรคระบาด หวงเฟิงเหนียนเลยให้เขาเตรียมการแต่เนิ่น ๆ มาตอนนี้จ้าวผิงจึงเปรียบดั่งคนสำคัญที่จะช่วยให้เขารอดพ้นเรื่องนี้ไปได้
“ประการแรก ออกคำสั่งห้ามประชาชนตากฝนเพื่อออกไปเก็บเกี่ยวอีก” จ้าวผิงบอก “ไข้หวัดนั้นแพร่เชื้อรวดเร็วมาก หลังตากฝน ร่างกายจะอ่อนแอ ถ้าประมาทเพียงเล็กน้อยก็จะติดโรคได้”
“เดิมทียาก็มีน้อยอยู่แล้ว ถ้าคนป่วยเพิ่มจำนวนขึ้นอีก คงทำได้แค่รอความตายเท่านั้น”
“ได้ ข้าจะออกคำสั่งเดี๋ยวนี้!”
หวงเฟิงเหนียนก็ไม่เข้าใจนัก กระนั้นก็ทำได้แค่พยักหน้ายอมรับอย่างว่าง่าย
“ประการที่สอง ออกประกาศถึงความรุนแรงของไข้หวัด บอกให้ประชาชนที่ไม่มีธุระพยายามอย่าออกไปข้างนอกจะได้ลดความเสี่ยงในการติดโรค”
จ้าวผิงพูดต่อ “ประการที่สาม ทำหน้ากากอนามัยและผ้าเช็ดหน้า”
“ประชาชนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกวัน หากมีธุระต้องออกจากบ้าน ให้พกผ้าเช็ดหน้าไปด้วย”
“หน้ากากอนามัยคือสิ่งใด?”
หวงเฟิงเหนียนถาม
จ้าวผิงไม่ได้อธิบายมาก เพียงหยิบกระดาษและพู่กันข้าง ๆ ขึ้นมาวาดรูปหน้ากากอนามัย
ยุคราชวงศ์ต้าเว่ยไม่สามารถผลิตผ้าที่ไม่ผ่านการทอได้ จึงต้องใช้ผ้าฝ้ายลินินและผ้าไหมแทน
ในส่วนของยางรัดหน้ากากอนามัยนั้นก็ไม่มีเช่นกัน
ต้องใช้เชือกป่านหรือเชือกถัก
ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรียได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจ
ถ้าครั้งนี้เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาก็ถือเป็นความรู้ให้คนรุ่นหลัง พวกเขาจะได้สามารถเผชิญหน้ากับโรคระบาดได้ถูกต้อง
ไม่ใช่ว่าเมื่อเจอโรคระบาดก็จะจุดไฟเผาทั้งหมู่บ้าน
หวงเฟิงเหนียนจัดการสั่งคนไปเตรียมการทันที แต่กลับโดนเถียนเจิ้นห้ามไว้ “นายอำเภอหวง หน้ากากอนามัยและผ้าเช็ดหน้าสามารถให้ตระกูลเถียนของเราผลิตได้หรือไม่?”
“ท่านคิดจะใช้โอกาสนี้ทำเงินหรือ?” จ้าวผิงเลิกคิ้ว
นี่นับเป็นการหาเงินที่สกปรก หากตระกูลเถียนจะทำจริง ต่อให้จ้าวผิงต้องตบหน้าตัวเองก็จะไม่ร่วมมือกับพวกเขาอีกเด็ดขาด
“ไม่ใช่” เถียนเจิ้นส่ายหน้าอธิบาย “เดิมทีที่จวนเถียนพวกเรามีกิจการผ้าอยู่แล้ว พวกเรามีโรงทอผ้าของตัวเอง”
“คนในอำเภออวิ๋นอันก็มีหลายหมื่นคน แม้ทุกคนจะใส่หน้ากากอนามัยคนละหนึ่งชิ้น นั่นก็ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย โรงทอผ้าในอำเภออวิ๋นอันนั้นเล็กเกินไป เกรงว่าจะผลิตออกมาไม่ได้มากขนาดนั้น”
“พวกท่านวางใจได้ หน้ากากอนามัยพวกนี้พวกเราตระกูลเถียนจะไม่คิดเงินแม้แต่อีแปะเดียว ทั้งหมดจะส่งมอบให้อำเภออวิ๋นอันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย”
จ้าวผิงรู้สึกเหลือเชื่อ
นี่ใช่ผู้ทำการค้าใจดำคนเดียวกันกับที่เห็นเงินแล้วตาลุกวาวผู้นั้นหรือไม่?
ไยอีกฝ่ายถึงเปลี่ยนไปได้มากมายถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ตาม จ้าวผิงไม่ได้พูดอะไรมาก เขาช่วยเช่นนี้ก็ดีแล้ว
หากเกิดโรคระบาดนั่นคือหายนะ
ยิ่งมีคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือมากเท่าไรก็มีความหวังมากขึ้นเท่านั้น
อีกอย่าง ตระกูลเถียนก็มีปัญญาออกเงินจำนวนนี้
ก่อนหน้านี้จ้าวผิงเคยคำนวณค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้แล้ว
ผ้าหนึ่งพับสามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้หนึ่งพันหนึ่งร้อยชิ้น
อำเภออวิ๋นอันมีประชากรเกือบเจ็ดหมื่นคน
หากทุกคนมีหน้ากากอนามัยคนละสามชิ้นใส่ประมาณสิบวัน เท่ากับหน้ากากอนามัยสองล้านหนึ่งแสนชิ้น ดังนั้นจำเป็นต้องใช้ผ้าเกือบสองพันพับ
หากอ้างอิงราคาผ้าในตลาดตอนนี้ ผ้าหนึ่งพับประมาณสามร้อยถึงห้าร้อยอีแปะ
ทว่าตระกูลเถียนทอผ้าเอง
ราคาย่อมถูกกว่า ด้วยทั้งหมดคิดในราคาทุน เมื่อนำมาคิดรวมกันย่อมไม่เกินหนึ่งพันตำลึง เสียเพียงแค่ค่าแรงคนงานเท่านั้น
จวนเถียนสามารถรับค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้แน่นอน
“ต้องขอบคุณคุณชายเถียนแล้ว” หวงเฟิงเหนียนซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจัดการธุระเสร็จแล้ว ถึงค่อยมีโอกาสถามจุดประสงค์ที่มาของทั้งสองคน
ครั้นหวงเฟิงเหนียนรู้ว่าเถียนเจิ้นจะเปิดร้านขายผ้าที่อำเภออวิ๋นอัน และจ้าวผิงจะเปิดสำนักคุ้มภัย เขาก็ยิ่งตื่นเต้นใหญ่
นี่คงเป็นรายได้ก้อนใหญ่อีกแน่
ดังนั้นเขาจึงไม่รีรอประทับตราราชการในหนังสือรับรองทันที
ทั้งสองคนก็ไม่ได้อยู่ต่อ พวกเขาต่างบอกลาหวงเฟิงเหนียน แล้วออกจากจวนว่าการอำเภอ
เถียนเจิ้นกลับไปที่ร้านเพื่อมอบหนังสือรับรองหมักเหล้าให้จ้าวผิง แล้วพาคนติดตามจ้าวผิงไปหมู่บ้านซีผิงด้วยกัน เพื่อไปเอาเหล้าเซียงซือสิบไห
จากนั้นเถียนเจิ้นทิ้งตั๋วเงินสองหมื่นตำลึงไว้ แล้วรีบกลับมณฑลเพื่อรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นที่อำเภออวิ๋นอันกับเถียนฟู่ไห่ผู้เป็นพ่อ
ส่วนจ้าวผิง เมื่อกลับถึงบ้านเขาก็ไปภูเขาด้านหลัง เรียกพวกเซี่ยเฉวียนที่กำลังฝึกฝนร่างกายอยู่
ก่อนเริ่มลงมือทำงาน
อย่างแรกคือ หยุดการฝึกก่อน
ตอนนี้เขายังไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยเป็นหวัดธรรมดาหรือเป็นไข้ จ้าวผิงไม่กล้าเสี่ยงอันตราย ถ้าเกิดเป็นไข้แล้วพวกเขาเกิดติดเชื้อขึ้นมาจะทำงานลำบาก
อย่างที่สอง…
ให้เซี่ยเฉวียนกลับหมู่บ้านเซี่ยชุนและเชิญหัวหน้าหมู่บ้านเซี่ยจี้มา
จากนั้นก็ให้อวิ๋นหม่าน เซี่ยหยาง หลิวมู่อวิ๋น และเกาเหมิ่งทั้งสี่คนไปทุ่งนาในหมู่บ้านซีผิง เรียกคนในหมู่บ้านที่กำลังเก็บเกี่ยวธัญพืชอยู่กลับมาก่อน ถ้าไม่เชื่อฟังก็ใช้ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านบังคับพวกเขา
ส่วนเฉียนลิ่ว จ้าวผิงให้เขาไปกลั่นเหล้า
ตอนนี้เหล้าเซียงซือผ่านมือตระกูลเถียนขายได้ถึงห้าพันตำลึง ส่วนจ้าวผิงก็ได้สองพันตำลึง ต้องฉวยโอกาสนี้หมักเหล้าให้มากไว้เพื่อทำเงิน
มีเงินแล้วถึงจะมีอนาคต
สุดท้าย เขาให้เหวินฮุ่ยไปเตรียมสมุนไพร จ้าวเสียวเสี่ยวก่อไฟ และหลิวเมิ่งหรูต้มยา
ต้มยาครั้งนี้ไม่ได้ใช้ตำรับยาอวี้ผิงเฟิงส่านแล้ว แต่ยาต้มนี้เป็นตำรับยาหมาหวงทังที่ใช้รักษาโรคหวัดจากลมเย็นได้ดี
จ้าวผิงแนะนำส่วนผสมให้เหวินฮุ่ย
“หวัดจากลมเย็นครั้งนี้อาจไม่ใช่โรคระบาด ทว่าเป็นโรคหวัดจากลมเย็นธรรมดา อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการติดเชื้อก็ย่อมไม่เหมือนกัน ทำให้มีอาการแตกต่างกันไป”
“คนที่มีอาการคออักเสบเจ็บคอ ให้ใช้ตำรับยาหยินเชี่ยวซ่าน”
“ตำรับยาหยินเชี่ยวซ่านมีส่วนประกอบหลักคือ ดอกสายน้ำผึ้ง เหลียนเฉียว สะระแหน่ จิงเจี้ย ดอกบอลลูน…”
“คนที่มีอาการไอ ปวดศีรษะ มีน้ำมูกสีเหลือง ให้ใช้ตำรับยาซางจวี๋อิ่น ประกอบไปด้วยใบหม่อน ดอกเก๊กฮวย ซิ่งเหริน...”
จ้าวผิงบอกสูตรยาจีนรักษาโรคไข้หวัดที่จำได้ทั้งหมดให้กับเหวินฮุ่ย
แล้วเหวินฮุ่ยก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เธอเรียนรู้และทำได้ทันที อีกทั้งยังสามารถแยกแยะสมุนไพรเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
และด้วยทำอย่างมีลำดับขั้นตอน ไม่นานจึงทำออกมาได้สิบห่อ
ช่วงขณะเดียวกันนี้ เซี่ยจี้และเซี่ยเฉวียนก็เข้ามาหาอย่างเร่งรีบ พอมาถึงแล้วก็ถามด้วยความสงสัย “พ่อหนุ่มจ้าว รีบเร่งตามคนแก่อย่างข้ามาทำไมหรือ?”
“ผู้ไข้ในหมู่บ้านเซี่ยชุนของท่านมีมากน้อยเพียงใด?”
จ้าวผิงไม่อ้อมค้อม ถามตรงประเด็นทันที
“ผู้ไข้?” เซี่ยจี้ตกใจ “ป่วยโรคอะไรรึ?”
“พวกเขาดื่มยาที่เจ้าส่งมาให้ทุกวันจะป่วยได้อย่างไรเล่า หรือว่ายาที่เจ้าส่งมาไม่ได้ป้องกัน แต่เป็นยาที่ทำให้เกิดโรคอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อพูดมาถึงตอนท้าย สีหน้าเซี่ยจี้ก็หม่นหมองลงทันที
“ท่านคิดอะไรอยู่?” จ้าวผิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้า จ้าวผิง ถึงแม้ว่าจะเสเพลไปบ้าง แต่ไม่มีจิตใจชั่วร้ายเช่นนั้นแน่นอน”
“วันนี้ข้าไปจวนว่าการอำเภอมา นายอำเภอหวงบอกว่าอำเภอเรามีโรคระบาดแล้ว หลายหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้ป่วยหวัดจากลมเย็น ดังนั้นข้าจึงมาถามว่าสถานการณ์ทางนั้นของพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
“ถ้ามีผู้ป่วยจากหวัดลมเย็นให้รีบพามาให้ข้ารักษา อีกอย่าง บอกให้ทุกคนพักผ่อนอยู่บ้านหลายวันหน่อย หากไม่มีธุระอะไรไม่ต้องออกไปข้างนอก และห้ามตากฝนไปทำงานที่ทุ่งนาเด็ดขาด”
“ถึงแม้ว่าการดื่มยาไปแล้วจะช่วยป้องกันได้ ทว่าก็ไม่แน่นอนเสมอไป หากเป็นหวัดลมเย็นขึ้นมา การรักษาจะยิ่งยุ่งมากขึ้น เนื่องจากเชื้อหวัดมีความสามารถในการต้านฤทธิ์ยาแล้ว”
เซี่ยจี้ไม่เข้าใจเรื่องการรักษาแม้แต่น้อย แต่เข้าใจเรื่องที่ห้ามตากฝนไปเก็บเกี่ยวธัญพืชในทุ่งนา
เขาขมวดคิ้วถาม “ไม่ให้พวกเขาไปเก็บเกี่ยว ธัญพืชก็เสียหายหมดสิ เมื่อไม่มีธัญพืชก็จ่ายภาษีไม่ได้”
จ้าวผิงไม่พูดอะไร
เขาคงดูแลไม่ไหวเสียแล้ว
ในสายตาของประชาชน การจ่ายภาษีถือเป็นหน้าที่ลำดับแรก คนที่ไม่จ่าย ถ้าไม่โดนส่งตัวไปเป็นทหารแนวหน้าก็โดนขายไปเป็นทาส
ดังนั้นธัญพืชจึงสำคัญยิ่ง แม้จะต้องต่อสู้ด้วยชีวิตก็ต้องไปเก็บเกี่ยวให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาไม่ได้ร้ายแรงอะไร
“แล้วจะทำอย่างไร ถ้ามีคนป่วยโรคหวัดจากลมเย็นมากขึ้นก็อาจจะกลายเป็นโรคระบาด ถึงตอนนั้นทางการคงจะส่งทหารมาเผาหมู่บ้าน ใครจะห้ามได้เล่า?” จ้าวผิงถามกลับ
“เรื่องนี้ ...”
เซี่ยจี้โดนถามอย่างนั้น ก็จนตรอก
แต่ในใจไม่อาจสลัดความเชื่อในเรื่องโชคที่มีน้อยนิดได้ “ถึงอย่างไร หมู่บ้านพวกเราก็ไม่มีผู้ป่วย...”
ทว่าเซี่ยจี้พูดยังทันไม่จบก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากด้านนอก
“ชาวซีผิงฟังทางนี้ บอกให้ทุกคนหลบอยู่ในบ้าน ห้ามออกมาข้างนอก ใครขัดคำสั่งโดนประหาร!”
“เกิดอะไรขึ้น?”
เซี่ยจี้ตกใจรีบวิ่งออกมาข้างนอก
จ้าวผิงและคนอื่น ๆ ก็วิ่งออกมาเช่นกัน
ที่หน้าหมู่บ้านมีมือปราบสองนายอยู่บนหลังม้า ทั้งคู่ตะโกนเสียงดังไปทั่วทิศทาง
“ชาวซีผิงฟังทางนี้ บอกให้ทุกคนหลบอยู่ในบ้าน ห้ามออกมาข้างนอก ใครขัดคำสั่งโดนประหาร!”
“แย่แล้ว พวกเขากำลังจะปิดตายหมู่บ้าน ข้าต้องรีบกลับไป”
เซี่ยจี้เห็นสถานการณ์นี้ก็รีบวิ่งกลับหมู่บ้านเซี่ยชุนทันที ส่วนจ้าวผิงเดินตรงไปยังมือปราบสองนายนั้น…