แส้เหล็กเทวราชเห็นอยู่ว่า นางกำลังจู่โจมจอมดาบล่าวิญญาณ มิคาดจู่ ๆคมกระบี่ตวัดใส่ตัวมัน อารามตกใจ ถึงกับมือไม้ปั่นป่วน รีบใช้แส้ใยเหล็กม้วนวนป้องกันรังสีกระบี่ทันที
แต่ไม่ทันเสียแล้ว! ทั้งแส้ทั้งร่างมัน ผงะหงายไปด้านหลัง มันแผดร้องขึ้นเสียงโหยหวนยิ่ง!
แส้ใยเหล็กขาดเป็นชิ้น ๆ โลหิตแดงฉาน พุ่งดุจน้ำพุจากทรวงอกมัน!
จอมดาบล่าวิญญาณ และป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก ตื่นตระหนกยิ่งพวกมันคิดไม่ถึงกระบี่ของนาง ถึงกับตัดแส้ใยเหล็กขาดได้!
วูบนั้น พลันบังเกิดเสียงเปรี้ยง! ดังขึ้นครั้งหนึ่งจากหลังคาเรือนรับรองตระกูลหลิน
แทบเป็นจังหวะเวลาเดียวกัน เสียงแผดร้องดังขึ้นเศษผ้าแพรปลิวว่อนนับร้อยชิ้น
เทพธิดาเมฆโรจน์ล้มฟุบ อยู่บนหลังคาเรือนรับรองตระกูลหลิน!
จอมดาบล่าวิญญาณกับป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก ตะลึงงันต่อการเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นเพียงวูบ รังสีกระบี่คมกริบพลันพุ่งวาบขึ้น เบื้องหน้าพวกมันทันที
จอบดาบล่าวิญญาณยังไม่หายตื่นตระหนกดาบเก้าห่วงไม่อาจยกขึ้น ป้องกันคมกระบี่ทัน ทรวงอกของมันปรากฏโลหิตสายหนึ่งพุ่งออกมาล้มลงสิ้นใจอีกคน!
ป้ายมรณะดรรชนีเหล็กเห็นดังนั้น กลับไม่คิดต่อสู้อีก มันหมุนร่างโผกายคิดหนีจากไป ทว่าเพียงเท้าของมัน พ้นจากหลังคา รังสีกระบี่ดุจจันทร์เสี้ยวพลันวาบขึ้นเบื้องหน้า
มันรีบแทงป้ายเหล็กออก ต้านปะทะอย่างลนลาน แต่ป้ายของมันพอกระทบคมกระบี่ร่างพลันร่วงลงบนหลังคาดังเดิม ป้ายเหล็กหักเป็นสองเสี่ยงโลหิตหลั่งไหลจากทรวงอกเป็นทางยาว สิ้นใจทันทีเช่นกัน!
ซ่างกวนหมิงจูมองร่างไร้วิญญาณ ของบุรุษทั้งสามอย่างเย็นชาก่อนชำเลืองสายตาไปยัง หลังคาเรือนรับรองอีกหลังหนึ่ง
หลินจวี๋ฮวากับสองบุรุษที่เหลืออยู่ กลับยืนนิ่งมิเคลื่อนไหว...
นางที่ไม่เคลื่อนไหว เนื่องเพราะบุรุษทั้งสอง กำลังอยู่ในอาการตื่นตระหนกยิ่ง!
บุรุษทั้งสองที่ตื่นตระหนก เนื่องเพราะพวกมันเห็นการลงมือเมื่อครู่ของหลินจวี๋ฮวา!
ความจริงผ้าแพร ในมือเทพธิดาเมฆโรจน์ ต้านรับดรรชนีของหลินจวี๋ฮวาได้อย่างไม่เป็นรองอยู่นาน
พลันเซียนแพทย์ตระกูลหลินแค่นเสียง “เฮอะ” คำหนึ่งจังหวะนั้นร่างหลินจวี๋ฮวา พลิ้วไหววูบ จู่ ๆกลับเข้าตวัดข้อมือคว้าจับแพรผืนนั้นไว้ นิ้วของนางจี้ใส่ผ้าแพรด้วยลีลาฉับไวอย่างเหลือเชื่อ
เทพธิดาเมฆโรจน์รีบเกร็งลมปราณ เข้าต้านปะทะพลังดรรชนีทันทีพลังกล้าแข็งสองสายพอปะทะ ผ้าแพรพลันขาดสะบั้นเป็นหลายร้อยเสี่ยง!
ร่างหลินจวี๋ฮวา พลิ้วไหววูบอีกครั้ง จี้นิ้วตรงใส่ทรวงอกเทพธิดาเมฆโรจน์
วูบนั้นเทพธิดาเมฆโรจน์ทราบ หลบเลี่ยงไม่ทันแล้ว ได้แต่ต้องวาดฝ่ามือเข้าต้านรับพลังดรรชนี เมื่อนิ้วกับฝ่ามือปะทะกันเทพธิดาเมฆโรจน์กระอักโลหิตสิ้นใจทันที!
หลินจวี๋ฮวากล่าวอย่างราบเรียบว่า
“ข้าพเจ้าจะลงมือแล้ว”
พลันร่างวูบไหวราวร่ายรำ จี้นิ้วใส่จุดชีวิตของบุรุษทั้งสอง!
บุรุษทั้งสองรีบใช้ทวนและมีดสั้น ต้านปะทะพร้อมกัน ทว่าทันทีเมื่ออาวุธพวกมันกระทบพลังดรรชนีพลันบังเกิดเสียงเปรี้ยง!
ทั้งทวนทั้งมีดสั้น หักสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
เหล่าชาวยุทธ์นับร้อยซึ่งยืนดูอยู่ ณ เรือนอาคันตุกะ ส่งเสียงฮือฮาอื้ออึงด้วยความตื่นตะลึง
ชาวยุทธ์ทุกคนล้วนทราบดี ดรรชนีพิรุณคลุมฟ้ามีปมเด่นที่ ความฉับไวแม่นยำเน้นความแยบยล ในการใช้พลังลมปราณ ทำร้ายชีพจรคู่ต่อสู้เหตุนี้เองความกล้าแข็งของพลังดรรชนี ไม่อาจเทียบกับดรรชนี ซึ่งอยู่ในแนวแข็งกร้าวเช่นดรรชนีวชิระแห่งเส้าหลินได้
ดังนั้นสิ่งอันประจักษ์ ต่อสายตาทุกคนขณะนี้ จึงนับว่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง!
หลินจวี๋ฮวากลับใช้พลังดรรชนีของนาง จี้ทำลายอาวุธกล้าแข็งสองชนิดลงได้ในพริบตา!
ความแข็งกล้าของพลังดรรชนี นับว่าสูงส่งจนน่าตระหนก!
เพียงอาวุธทวน และมีดสั้นหักสะบั้น เสียงฉี่ฉี่ดังเบา ๆ ต่อเนื่องอีกเพียงสองครั้งร่างเจ้าทวนอสรพิษกับกระเรียนคู่มือประณีต ต่างล้มลงบนหลังคาเรือนรับรอง!
หลินจวี๋ฮวาและซ่างกวนหมิงจูยืนนิ่ง...
ปอยผมสตรีทั้งสองปลิวไสว สตรีทั้งสองหันหน้า มองกันเนิ่นนาน...
ปลายนิ้วของซ่างกวนหมิงจู คล้ายเลื่อนเข้าใกล้ด้ามกระบี่...
นิ้วทั้งห้าของหลินจวี๋ฮวา ก็คล้ายเริ่มงอเข้าหากันเล็กน้อย...
เงียบกริบ...รอบด้านปราศจากสุ้มเสียงใดทั้งสิ้น ทั้งไม่มีผู้ใดกล้ากระทั่งส่งเสียงเพียงเล็กน้อย...
ทว่าสุ้มเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น ทำลายบรรยากาศสุดอึดอัดลงเป็นเสียงไออย่างรุนแรงของบุรุษผู้หนึ่ง
เป็นเสียงของฟางเสวี่ยเฟย...
สองสตรีหันไปมองบุรุษหนุ่มพร้อมกัน พลันทั้งคู่โผร่างลงจากหลังคาเรือนรับรอง มายืนข้างน้องของพวกนาง
หลินจวี๋ฮวารีบเข้าไป ดูอาการฟางเสวี่ยเฟย บุรุษหนุ่มยังสลบไม่ได้สติแววตานางมองบุรุษหนุ่ม ด้วยความห่วงใยยิ่ง
ซ่างกวนหมิงจูคล้ายเหลือบมอง ร่างไร้สติของบุรุษหนุ่มแวบหนึ่งนางกล่าวกับทุกคนว่า
“ข้าพเจ้าขอตัวก่อน...”
กล่าวจบพาซ่างกวนจึงเหม่ย เดินเข้าไปในเรือนรับรองตระกูลซ่างกวน
ติงฝูหรงทอดถอนใจ กล่าวสั่งเสียงกังวานว่า
“บริวารตระกูลกงซุน จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย ซ่อมแซมสถานที่ตระเตรียมให้พร้อม สำหรับงานชุมนุม ผู้มีหน้าที่ต้อนรับรีบเชื้อเชิญเหล่าชาวยุทธ์ผู้มาถึง เข้าพำนักในเรือนอาคันตุกะ จัดสุราอาหารต้อนรับอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”
นางหันไปประสานมือ กล่าวกับเหล่าชาวยุทธ์จำนวนมากซึ่งเฝ้าดูอยู่บริเวณเรือนอาคันตุกะอย่างสุภาพ
“เชิญทุกท่านเข้าพำนักกันก่อน...”
เวลานี้สุ้มเสียงฮือฮา วิพากษ์วิจารณ์ค่อยดังเซ็งแซ่จากเหล่าชาวยุทธ์ทางเรือนอาคันตุกะ
ผู้คนในสังกัดตระกูลกงซุน แยกย้ายกันไปจัดการเก็บกวาด ซ่อมแซมสถานที่เรือนรับรองสะพานที่ชำรุด มีส่วนหนึ่งออกไปช่วยกันดับไฟ ซึ่งยังไม่มอดสนิทในบางจุดรอบหมู่ตึก อีกกลุ่มออกไปต้อนรับเหล่าชาวยุทธ์
ติงฝูหรงรอจนสถานการณ์เรียบร้อย ค่อยเตรียมโผร่างลงมาด้านล่าง นางหันไปยิ้มกับมู่หยงไฉ่จิ่งชวนดรุณีน้อยลงไปข้างล่างด้วยกัน
ทว่าก่อนทั้งหมด จะลงจากหลังคาเรือนรับรอง สุ้มเสียงกังวานเปี่ยมลมปราณพลันดังก้องจากเรือนอาคันตุกะ
“ห้าตระกูลคลี่คลายสถานการณ์ ได้หมดจดจริง ๆ ครั้งนี้เราห้าสำนักสอดมือยุ่งเกี่ยวมากความไปแล้ว” เป็นสุ้มเสียงของนักพรตอันจิ้ง
ติงฝูหรงยืนคารวะอย่างสำรวม กล่าวตอบน้ำเสียงกังวานไม่แพ้กัน
“ท่านนักพรตกล่าวหนักไปแล้ว ครั้งนี้ห้าสำนักอุตส่าห์ยื่นมือช่วยเหลือข้าพเจ้าขอเป็นตัวแทนคารวะขอบคุณ”
กงซุนจินผิงรีบกล่าวอย่างนอบน้อม เช่นกันว่า
“ไม่ทราบว่าท่านนักพรตมาถึงแล้ว เสียมารยาทยิ่งที่ไม่ออกไปต้อนรับข้าพเจ้าเป็นตัวแทนตระกูลกงซุน ขอเชิญท่านนักพรตทั้งสองเข้าพำนักในเรือนรับรองชั้นใน”
“คุณชายกงซุนมิต้องเกรงใจ น้ำใจของท่านเราขอรับไว้ด้วยใจ เราจะให้ศิษย์น้องเข้าพำนักในเรือนรับรองของท่าน ส่วนตัวเรายังมีเรื่องต้องหารือกับเหล่าต้าซืออีกมาก ขอพักในเรือนอาคันตุกะนี้จะดีกว่า...”
กงซุนจินผิงสะดุ้งเฮือกรีบกล่าวว่า
“หรือ...ที่แท้สามมหาสมณะก็มาถึงแล้ว! ข้าพเจ้าขอเชิญท่านต้าซือทั้งสามและท่านนักพรตเข้าพำนักในเรือนรับรองตระกูลกงซุน”
สุ้มเสียงการุณย์ หากเปี่ยมพลังลมปราณเสียงหนึ่ง กล่าวตอบว่า
“น้ำใจของประสก อาตมาทั้งสามขอรับด้วยใจ แต่บรรพชิตพำนักที่ไหนก็ไม่แตกต่างพวกเราต้องการพำนักกับเหล่าศิษย์ ในเรือนอาคันตุกะมากกว่า...”
กงซุนจินผิงรีบกล่าวว่า
“มิกล้า สุดแล้วแต่ท่านต้าซือเถอะ”
สุ้มเสียงการุณย์นั้นยังกล่าวต่อว่า
“หลานศิษย์ปู้เอี้ยน ท่านเจ้าอาวาสมีจดหมายถึงเจ้า...”
ปู้เอี้ยนต้าซือรีบรับคำ ก่อนออกเดินท่านยังหัน ไปมองฟางเสวี่ยเฟยแวบหนึ่งทอดถอนใจแล้วรีบเดิน ตรงไปยังเรือนอาคันตุกะทันที
พลันสุ้มเสียงกังวาน เปี่ยมความทระนงถือดี กล่าวอย่างเฉื่อยชาทว่ากลับไม่มีผู้ใดเห็นว่าผู้พูดอยู่ที่ใด
“ครั้งนี้ห้าสำนักคงหมายมั่นว่า ต้องเป็นผู้ชนะแน่ใช่หรือไม่?”
เพียงได้ยินประโยคนั้น มู่หยงไฉ่จิ่งรีบลุกขึ้นยืน เหลียวมองรอบกายพลางตะโกนออกไปว่า
“ศิษย์พี่ท่านอยู่ที่ไหน!”
สุ้มเสียงหนักแน่นกังวานนี้ กลับเป็นเสียงจอมยุทธ์กระบี่เหล็กอี่ไป๋เฮ่อ
อี่ไป๋เฮ่อยังคงไม่ปรากฏตัว มันเพียงส่งเสียงตอบกลับว่า
“เรามาถึงแล้ว...”
เสียงของซ่างกวนหมิงจู พลันดังสอดขึ้น จากภายในเรือนรับรองตระกูลซ่างกวน
“ตระกูลซ่างกวนขอเชิญจอมยุทธ์อี่ เข้าพักในเรือนรับรองของเรา...”
ทุกคนในที่นั้นต่างงงงัน! หันมองกันด้วยความประหลาดใจทุกคนล้วนบังเกิดความคิดคล้ายกัน
‘ซ่างกวนหมิงจูเชิญจอมยุทธ์อี่ เข้าพักในเรือนรับรองของตนไม่ทราบมีแผนการใดแอบแฝง?’
นั่นเพราะทุกคนล้วนทราบดี หลังเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อนตระกูลซ่างกวนกับจอมยุทธ์อี่ กลับกลายเป็นศัตรูคู่แค้นซึ่งมิอาจอยู่ร่วมแผ่นดิน
วันนี้ประมุขตระกูลซ่างกวน กลับเชิญอี่ไป๋เฮ่อเข้าพัก ในเรือนรับรองของตนไหนเลยมีเจตนาดี
กงซุนจินผิงกับซ่างกวนจึงเหม่ย สบตากันวูบ ทั้งสองงุนงงเช่นกันไม่เข้าใจว่าเหตุใด ซ่างกวนหมิงจูกล่าวเช่นนั้นออกไป...
น้ำเสียงซ่างกวนหมิงจูยังสดใส หากกล่าวอย่างเยือกเย็นยิ่ง
“หรือท่านไม่กล้า...”
อี่ไป๋เฮ่อตอบกลับอย่างห้าวหาญ
“เหตุใดข้าพเจ้าจะไม่กล้า?...เพียงแต่ขณะนี้ข้าพเจ้ายังมีบางสิ่งต้องกระทำ...”
ซ่างกวนหมิงจูแค่นเสียงประชดประชัน
“อ้อ...ท่านยังมีเรื่องลับลมคมในเช่นเดิม ไม่ทราบครั้งนี้จะแอบหายไปจากเรือนรับรอง กลางดึกอีกหรือไม่?”
ทุกคนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นเงียบกริบลงอีกครั้ง ไม่ว่าผู้ใด ย่อมไม่คิดว่าจู่ๆ ซ่างกวนหมิงจูจะรื้อฟื้น เหตุการณ์หนหลังขึ้นมาหาเรื่องโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้
อี่ไป๋เฮ่อกล่าวตอบอย่างหนักแน่นว่า
“เหตุใดเราต้องรีบร้อนเข้าพัก เรามิต้องการคัมภีร์มากมายปานนั้นอย่าว่าแต่ครั้งนี้กลับมีคนหมายมั่นว่า คัมภีร์ต้องตกเป็นของหนึ่งในห้าสำนักใหญ่อย่างแน่นอน...”
สุ้มเสียงหนึ่ง สวนกลับอย่างขุ่นเคือง
“ท่านหมายถึงผู้ใด!” เป็นนักพรตเฉินซื่อนั่นเอง มันเดินช้า ๆข้ามสะพานเข้ามา ประสานมือคารวะตอบทุกคนในที่นั้น มันกล่าวอย่างจริงจัง
“ใครจะกล้าดูแคลนผู้อื่นปานนั้น พลังฝีมือทายาททั้งห้าตระกูลมีแต่จะสูงขึ้นทุกวัน จุดประสงค์คราวนี้ เพียงต้องการแสดงความก้าวหน้าของห้าสำนักให้ทุกคนได้ประจักษ์”
ติงฝูหรงยิ้มตอบกลับอย่างรู้ทัน
“ท่านนักพรตออกจะประเมินพวกเรา เหล่าทายาทสูงเกินไปผู้คู่ควรเป็นเจ้าของคัมภีร์ ไหนเลยมีเฉพาะพวกเรา ท่านโยชิอิแห่งหมู่ตึกบูรพาจอมโจรเสเพลเสี่ยวเซียนและพี่ไป๋เฮ่อ ต่างมีพลังฝีมือก้ำกึ่งทัดเทียมกัน”
อี่ไป๋เฮ่อส่งเสียงอืมม์ เห็นด้วยกับติงฝูหรง
“เราประเมินพลังฝีมือของนาคามูระ โยชิอิ โดดเด่นเหนือผู้อื่นอยู่บ้าง”
นาคามูระ โยชิอิ แม้ได้ยินผู้คนกล่าวถึงมัน แต่ยังยืนนิ่งไม่กล่าวสิ่งใด
นักพรตเฉินซื่อกล่าวอย่างจริงจังว่า
“ยี่สิบแปดปีนานเกินไปแล้วคัมภีร์พันอักษรสมควรเปลี่ยนผู้ครอบครองบ้าง”