เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 9.ชุมนุมมังกรพยัคฆ์ (3)

            แส้เหล็กเทวราชเห็นอยู่ว่า นางกำลังจู่โจมจอมดาบล่าวิญญาณ มิคาดจู่ ๆคมกระบี่ตวัดใส่ตัวมัน อารามตกใจ ถึงกับมือไม้ปั่นป่วน รีบใช้แส้ใยเหล็กม้วนวนป้องกันรังสีกระบี่ทันที

     

           แต่ไม่ทันเสียแล้ว! ทั้งแส้ทั้งร่างมัน ผงะหงายไปด้านหลัง มันแผดร้องขึ้นเสียงโหยหวนยิ่ง!

     

           แส้ใยเหล็กขาดเป็นชิ้น ๆ โลหิตแดงฉาน พุ่งดุจน้ำพุจากทรวงอกมัน!

     

           จอมดาบล่าวิญญาณ และป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก ตื่นตระหนกยิ่งพวกมันคิดไม่ถึงกระบี่ของนาง ถึงกับตัดแส้ใยเหล็กขาดได้!

     

           วูบนั้น พลันบังเกิดเสียงเปรี้ยง! ดังขึ้นครั้งหนึ่งจากหลังคาเรือนรับรองตระกูลหลิน

     

           แทบเป็นจังหวะเวลาเดียวกัน เสียงแผดร้องดังขึ้นเศษผ้าแพรปลิวว่อนนับร้อยชิ้น

     

           เทพธิดาเมฆโรจน์ล้มฟุบ อยู่บนหลังคาเรือนรับรองตระกูลหลิน!

     

           จอมดาบล่าวิญญาณกับป้ายมรณะดรรชนีเหล็ก ตะลึงงันต่อการเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นเพียงวูบ รังสีกระบี่คมกริบพลันพุ่งวาบขึ้น เบื้องหน้าพวกมันทันที

     

            จอบดาบล่าวิญญาณยังไม่หายตื่นตระหนกดาบเก้าห่วงไม่อาจยกขึ้น ป้องกันคมกระบี่ทัน ทรวงอกของมันปรากฏโลหิตสายหนึ่งพุ่งออกมาล้มลงสิ้นใจอีกคน!

     

           ป้ายมรณะดรรชนีเหล็กเห็นดังนั้น กลับไม่คิดต่อสู้อีก มันหมุนร่างโผกายคิดหนีจากไป ทว่าเพียงเท้าของมัน พ้นจากหลังคา รังสีกระบี่ดุจจันทร์เสี้ยวพลันวาบขึ้นเบื้องหน้า

     

           มันรีบแทงป้ายเหล็กออก ต้านปะทะอย่างลนลาน แต่ป้ายของมันพอกระทบคมกระบี่ร่างพลันร่วงลงบนหลังคาดังเดิม ป้ายเหล็กหักเป็นสองเสี่ยงโลหิตหลั่งไหลจากทรวงอกเป็นทางยาว สิ้นใจทันทีเช่นกัน!

     

           ซ่างกวนหมิงจูมองร่างไร้วิญญาณ ของบุรุษทั้งสามอย่างเย็นชาก่อนชำเลืองสายตาไปยัง หลังคาเรือนรับรองอีกหลังหนึ่ง

     

           หลินจวี๋ฮวากับสองบุรุษที่เหลืออยู่ กลับยืนนิ่งมิเคลื่อนไหว...

     

           นางที่ไม่เคลื่อนไหว เนื่องเพราะบุรุษทั้งสอง กำลังอยู่ในอาการตื่นตระหนกยิ่ง!

     

           บุรุษทั้งสองที่ตื่นตระหนก เนื่องเพราะพวกมันเห็นการลงมือเมื่อครู่ของหลินจวี๋ฮวา!

     

           ความจริงผ้าแพร ในมือเทพธิดาเมฆโรจน์ ต้านรับดรรชนีของหลินจวี๋ฮวาได้อย่างไม่เป็นรองอยู่นาน

     

           พลันเซียนแพทย์ตระกูลหลินแค่นเสียง “เฮอะ” คำหนึ่งจังหวะนั้นร่างหลินจวี๋ฮวา พลิ้วไหววูบ จู่ ๆกลับเข้าตวัดข้อมือคว้าจับแพรผืนนั้นไว้ นิ้วของนางจี้ใส่ผ้าแพรด้วยลีลาฉับไวอย่างเหลือเชื่อ

     

           เทพธิดาเมฆโรจน์รีบเกร็งลมปราณ เข้าต้านปะทะพลังดรรชนีทันทีพลังกล้าแข็งสองสายพอปะทะ ผ้าแพรพลันขาดสะบั้นเป็นหลายร้อยเสี่ยง!

     

           ร่างหลินจวี๋ฮวา พลิ้วไหววูบอีกครั้ง จี้นิ้วตรงใส่ทรวงอกเทพธิดาเมฆโรจน์

     

           วูบนั้นเทพธิดาเมฆโรจน์ทราบ หลบเลี่ยงไม่ทันแล้ว ได้แต่ต้องวาดฝ่ามือเข้าต้านรับพลังดรรชนี เมื่อนิ้วกับฝ่ามือปะทะกันเทพธิดาเมฆโรจน์กระอักโลหิตสิ้นใจทันที!

     

           หลินจวี๋ฮวากล่าวอย่างราบเรียบว่า

     

           “ข้าพเจ้าจะลงมือแล้ว”

     

           พลันร่างวูบไหวราวร่ายรำ จี้นิ้วใส่จุดชีวิตของบุรุษทั้งสอง!

     

           บุรุษทั้งสองรีบใช้ทวนและมีดสั้น ต้านปะทะพร้อมกัน ทว่าทันทีเมื่ออาวุธพวกมันกระทบพลังดรรชนีพลันบังเกิดเสียงเปรี้ยง!

     

           ทั้งทวนทั้งมีดสั้น หักสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!

     

           เหล่าชาวยุทธ์นับร้อยซึ่งยืนดูอยู่ ณ เรือนอาคันตุกะ ส่งเสียงฮือฮาอื้ออึงด้วยความตื่นตะลึง

     

           ชาวยุทธ์ทุกคนล้วนทราบดี ดรรชนีพิรุณคลุมฟ้ามีปมเด่นที่ ความฉับไวแม่นยำเน้นความแยบยล ในการใช้พลังลมปราณ ทำร้ายชีพจรคู่ต่อสู้เหตุนี้เองความกล้าแข็งของพลังดรรชนี ไม่อาจเทียบกับดรรชนี ซึ่งอยู่ในแนวแข็งกร้าวเช่นดรรชนีวชิระแห่งเส้าหลินได้

     

           ดังนั้นสิ่งอันประจักษ์ ต่อสายตาทุกคนขณะนี้ จึงนับว่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง!

     

           หลินจวี๋ฮวากลับใช้พลังดรรชนีของนาง จี้ทำลายอาวุธกล้าแข็งสองชนิดลงได้ในพริบตา!

     

           ความแข็งกล้าของพลังดรรชนี นับว่าสูงส่งจนน่าตระหนก!

     

           เพียงอาวุธทวน และมีดสั้นหักสะบั้น เสียงฉี่ฉี่ดังเบา ๆ ต่อเนื่องอีกเพียงสองครั้งร่างเจ้าทวนอสรพิษกับกระเรียนคู่มือประณีต ต่างล้มลงบนหลังคาเรือนรับรอง!

     

           หลินจวี๋ฮวาและซ่างกวนหมิงจูยืนนิ่ง...

     

           ปอยผมสตรีทั้งสองปลิวไสว สตรีทั้งสองหันหน้า มองกันเนิ่นนาน...

     

           ปลายนิ้วของซ่างกวนหมิงจู คล้ายเลื่อนเข้าใกล้ด้ามกระบี่...

     

           นิ้วทั้งห้าของหลินจวี๋ฮวา ก็คล้ายเริ่มงอเข้าหากันเล็กน้อย...

     

           เงียบกริบ...รอบด้านปราศจากสุ้มเสียงใดทั้งสิ้น ทั้งไม่มีผู้ใดกล้ากระทั่งส่งเสียงเพียงเล็กน้อย...

     

           ทว่าสุ้มเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น ทำลายบรรยากาศสุดอึดอัดลงเป็นเสียงไออย่างรุนแรงของบุรุษผู้หนึ่ง

     

           เป็นเสียงของฟางเสวี่ยเฟย...

     

           สองสตรีหันไปมองบุรุษหนุ่มพร้อมกัน พลันทั้งคู่โผร่างลงจากหลังคาเรือนรับรอง มายืนข้างน้องของพวกนาง

     

           หลินจวี๋ฮวารีบเข้าไป ดูอาการฟางเสวี่ยเฟย บุรุษหนุ่มยังสลบไม่ได้สติแววตานางมองบุรุษหนุ่ม ด้วยความห่วงใยยิ่ง

     

           ซ่างกวนหมิงจูคล้ายเหลือบมอง ร่างไร้สติของบุรุษหนุ่มแวบหนึ่งนางกล่าวกับทุกคนว่า

     

            “ข้าพเจ้าขอตัวก่อน...”

     

           กล่าวจบพาซ่างกวนจึงเหม่ย เดินเข้าไปในเรือนรับรองตระกูลซ่างกวน

     

           ติงฝูหรงทอดถอนใจ กล่าวสั่งเสียงกังวานว่า

     

           “บริวารตระกูลกงซุน จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย ซ่อมแซมสถานที่ตระเตรียมให้พร้อม สำหรับงานชุมนุม ผู้มีหน้าที่ต้อนรับรีบเชื้อเชิญเหล่าชาวยุทธ์ผู้มาถึง เข้าพำนักในเรือนอาคันตุกะ จัดสุราอาหารต้อนรับอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”

     

           นางหันไปประสานมือ กล่าวกับเหล่าชาวยุทธ์จำนวนมากซึ่งเฝ้าดูอยู่บริเวณเรือนอาคันตุกะอย่างสุภาพ

     

           “เชิญทุกท่านเข้าพำนักกันก่อน...”

     

           เวลานี้สุ้มเสียงฮือฮา วิพากษ์วิจารณ์ค่อยดังเซ็งแซ่จากเหล่าชาวยุทธ์ทางเรือนอาคันตุกะ

     

           ผู้คนในสังกัดตระกูลกงซุน แยกย้ายกันไปจัดการเก็บกวาด ซ่อมแซมสถานที่เรือนรับรองสะพานที่ชำรุด มีส่วนหนึ่งออกไปช่วยกันดับไฟ ซึ่งยังไม่มอดสนิทในบางจุดรอบหมู่ตึก อีกกลุ่มออกไปต้อนรับเหล่าชาวยุทธ์

     

           ติงฝูหรงรอจนสถานการณ์เรียบร้อย ค่อยเตรียมโผร่างลงมาด้านล่าง นางหันไปยิ้มกับมู่หยงไฉ่จิ่งชวนดรุณีน้อยลงไปข้างล่างด้วยกัน

     

           ทว่าก่อนทั้งหมด จะลงจากหลังคาเรือนรับรอง สุ้มเสียงกังวานเปี่ยมลมปราณพลันดังก้องจากเรือนอาคันตุกะ

     

           “ห้าตระกูลคลี่คลายสถานการณ์ ได้หมดจดจริง ๆ ครั้งนี้เราห้าสำนักสอดมือยุ่งเกี่ยวมากความไปแล้ว” เป็นสุ้มเสียงของนักพรตอันจิ้ง

     

           ติงฝูหรงยืนคารวะอย่างสำรวม กล่าวตอบน้ำเสียงกังวานไม่แพ้กัน

     

           “ท่านนักพรตกล่าวหนักไปแล้ว ครั้งนี้ห้าสำนักอุตส่าห์ยื่นมือช่วยเหลือข้าพเจ้าขอเป็นตัวแทนคารวะขอบคุณ”

     

           กงซุนจินผิงรีบกล่าวอย่างนอบน้อม เช่นกันว่า

     

           “ไม่ทราบว่าท่านนักพรตมาถึงแล้ว เสียมารยาทยิ่งที่ไม่ออกไปต้อนรับข้าพเจ้าเป็นตัวแทนตระกูลกงซุน ขอเชิญท่านนักพรตทั้งสองเข้าพำนักในเรือนรับรองชั้นใน”

     

           “คุณชายกงซุนมิต้องเกรงใจ น้ำใจของท่านเราขอรับไว้ด้วยใจ เราจะให้ศิษย์น้องเข้าพำนักในเรือนรับรองของท่าน ส่วนตัวเรายังมีเรื่องต้องหารือกับเหล่าต้าซืออีกมาก ขอพักในเรือนอาคันตุกะนี้จะดีกว่า...”

     

           กงซุนจินผิงสะดุ้งเฮือกรีบกล่าวว่า

     

           “หรือ...ที่แท้สามมหาสมณะก็มาถึงแล้ว! ข้าพเจ้าขอเชิญท่านต้าซือทั้งสามและท่านนักพรตเข้าพำนักในเรือนรับรองตระกูลกงซุน”

     

           สุ้มเสียงการุณย์ หากเปี่ยมพลังลมปราณเสียงหนึ่ง กล่าวตอบว่า

     

           “น้ำใจของประสก อาตมาทั้งสามขอรับด้วยใจ แต่บรรพชิตพำนักที่ไหนก็ไม่แตกต่างพวกเราต้องการพำนักกับเหล่าศิษย์ ในเรือนอาคันตุกะมากกว่า...”

     

           กงซุนจินผิงรีบกล่าวว่า

     

           “มิกล้า สุดแล้วแต่ท่านต้าซือเถอะ”

     

           สุ้มเสียงการุณย์นั้นยังกล่าวต่อว่า

     

           “หลานศิษย์ปู้เอี้ยน ท่านเจ้าอาวาสมีจดหมายถึงเจ้า...”

     

           ปู้เอี้ยนต้าซือรีบรับคำ ก่อนออกเดินท่านยังหัน ไปมองฟางเสวี่ยเฟยแวบหนึ่งทอดถอนใจแล้วรีบเดิน ตรงไปยังเรือนอาคันตุกะทันที

     

           พลันสุ้มเสียงกังวาน เปี่ยมความทระนงถือดี กล่าวอย่างเฉื่อยชาทว่ากลับไม่มีผู้ใดเห็นว่าผู้พูดอยู่ที่ใด

     

           “ครั้งนี้ห้าสำนักคงหมายมั่นว่า ต้องเป็นผู้ชนะแน่ใช่หรือไม่?”

     

           เพียงได้ยินประโยคนั้น มู่หยงไฉ่จิ่งรีบลุกขึ้นยืน เหลียวมองรอบกายพลางตะโกนออกไปว่า

     

           “ศิษย์พี่ท่านอยู่ที่ไหน!”

     

           สุ้มเสียงหนักแน่นกังวานนี้ กลับเป็นเสียงจอมยุทธ์กระบี่เหล็กอี่ไป๋เฮ่อ

     

           อี่ไป๋เฮ่อยังคงไม่ปรากฏตัว มันเพียงส่งเสียงตอบกลับว่า

     

           “เรามาถึงแล้ว...”

     

           เสียงของซ่างกวนหมิงจู พลันดังสอดขึ้น จากภายในเรือนรับรองตระกูลซ่างกวน

     

           “ตระกูลซ่างกวนขอเชิญจอมยุทธ์อี่ เข้าพักในเรือนรับรองของเรา...”

     

           ทุกคนในที่นั้นต่างงงงัน! หันมองกันด้วยความประหลาดใจทุกคนล้วนบังเกิดความคิดคล้ายกัน

     

           ‘ซ่างกวนหมิงจูเชิญจอมยุทธ์อี่ เข้าพักในเรือนรับรองของตนไม่ทราบมีแผนการใดแอบแฝง?’

     

           นั่นเพราะทุกคนล้วนทราบดี หลังเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อนตระกูลซ่างกวนกับจอมยุทธ์อี่ กลับกลายเป็นศัตรูคู่แค้นซึ่งมิอาจอยู่ร่วมแผ่นดิน

     

           วันนี้ประมุขตระกูลซ่างกวน กลับเชิญอี่ไป๋เฮ่อเข้าพัก ในเรือนรับรองของตนไหนเลยมีเจตนาดี

     

           กงซุนจินผิงกับซ่างกวนจึงเหม่ย สบตากันวูบ ทั้งสองงุนงงเช่นกันไม่เข้าใจว่าเหตุใด ซ่างกวนหมิงจูกล่าวเช่นนั้นออกไป...

     

           น้ำเสียงซ่างกวนหมิงจูยังสดใส หากกล่าวอย่างเยือกเย็นยิ่ง

     

           “หรือท่านไม่กล้า...”

     

           อี่ไป๋เฮ่อตอบกลับอย่างห้าวหาญ

     

           “เหตุใดข้าพเจ้าจะไม่กล้า?...เพียงแต่ขณะนี้ข้าพเจ้ายังมีบางสิ่งต้องกระทำ...”

     

           ซ่างกวนหมิงจูแค่นเสียงประชดประชัน

     

           “อ้อ...ท่านยังมีเรื่องลับลมคมในเช่นเดิม ไม่ทราบครั้งนี้จะแอบหายไปจากเรือนรับรอง กลางดึกอีกหรือไม่?”

     

           ทุกคนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นเงียบกริบลงอีกครั้ง ไม่ว่าผู้ใด ย่อมไม่คิดว่าจู่ๆ ซ่างกวนหมิงจูจะรื้อฟื้น เหตุการณ์หนหลังขึ้นมาหาเรื่องโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้

     

           อี่ไป๋เฮ่อกล่าวตอบอย่างหนักแน่นว่า

     

           “เหตุใดเราต้องรีบร้อนเข้าพัก เรามิต้องการคัมภีร์มากมายปานนั้นอย่าว่าแต่ครั้งนี้กลับมีคนหมายมั่นว่า คัมภีร์ต้องตกเป็นของหนึ่งในห้าสำนักใหญ่อย่างแน่นอน...”

     

           สุ้มเสียงหนึ่ง สวนกลับอย่างขุ่นเคือง

     

           “ท่านหมายถึงผู้ใด!” เป็นนักพรตเฉินซื่อนั่นเอง มันเดินช้า ๆข้ามสะพานเข้ามา ประสานมือคารวะตอบทุกคนในที่นั้น มันกล่าวอย่างจริงจัง

     

           “ใครจะกล้าดูแคลนผู้อื่นปานนั้น พลังฝีมือทายาททั้งห้าตระกูลมีแต่จะสูงขึ้นทุกวัน จุดประสงค์คราวนี้ เพียงต้องการแสดงความก้าวหน้าของห้าสำนักให้ทุกคนได้ประจักษ์”

     

           ติงฝูหรงยิ้มตอบกลับอย่างรู้ทัน

     

           “ท่านนักพรตออกจะประเมินพวกเรา เหล่าทายาทสูงเกินไปผู้คู่ควรเป็นเจ้าของคัมภีร์ ไหนเลยมีเฉพาะพวกเรา ท่านโยชิอิแห่งหมู่ตึกบูรพาจอมโจรเสเพลเสี่ยวเซียนและพี่ไป๋เฮ่อ ต่างมีพลังฝีมือก้ำกึ่งทัดเทียมกัน”

     

           อี่ไป๋เฮ่อส่งเสียงอืมม์ เห็นด้วยกับติงฝูหรง

     

           “เราประเมินพลังฝีมือของนาคามูระ โยชิอิ โดดเด่นเหนือผู้อื่นอยู่บ้าง”

     

           นาคามูระ โยชิอิ แม้ได้ยินผู้คนกล่าวถึงมัน แต่ยังยืนนิ่งไม่กล่าวสิ่งใด

     

           นักพรตเฉินซื่อกล่าวอย่างจริงจังว่า

     

            “ยี่สิบแปดปีนานเกินไปแล้วคัมภีร์พันอักษรสมควรเปลี่ยนผู้ครอบครองบ้าง”

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.87M 2416
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400