วารีสองพิภพ

    38. ความหวังหรือหายนะ

    ความเดิมตอนที่แล้ว

            เพราะความลำพองใจของหลินซานซานซึ่งตั้งอยู่บนเจตนาหรือความหลงผิดก็หารู้ได้ นางไปที่ค่ายสรรพาวุธเพื่อสร้างความยุ่งยากใจให้กับหลินเพ่ยหนิงทำให้ชายารองผู้เป็นมารดาถูกสามีอย่างเจ้าเมืองหลินตำหนิ สิ่งที่หลินซานซานกระทำไม่เพียงไม่อาจขัดขวางหลินเพ่ยหนิงแต่นางยังถูกพี่สาวต่างมารดาลงมือสั่งสอน นั่นก็เพราะนางได้หมิ่นเกียรติของเจ้าเมืองน้อยเฉินและเกือบทำให้เขาต้องมีอันตรายทางด้านบุรุษปริศนาผู้ซึ่งประมือกับองค์ชายสี่ เขาได้กลับไปยังสถานที่กบดานด้วยอาการบาดเจ็บเหม่ยซิ่นฮวาได้ใช้พลังของนางฟื้นฟูพลังให้กับเขา และการต่อสู้ในครั้งนั้นทำให้ในเวลานี้มีผู้เดินทางไปตรวจสอบณ ที่เกิดเหตุ ซึ่งเขาก็คือเฟิงอี้

    เฟิงอี้ : “ น่าจะเป็นแถวนี้นะ ”

    เขาเดินสำรวจผืนป่าบริเวณที่เกิดการปะทะกันแม้บริเวณนั้นจะถูกเก็บกวาดจนไม่เหลือซากศพให้เห็น แต่ยังคงทิ้งร่องรอยของการต่อสู้เอาไว้โดยเฉพาะรอยไหม้ที่เกิดจากพลังของชายปริศนา

    เฟิงอี้ : “ เพลิงอัคคีจริงด้วย ใครกัน? ”

    เฟิงอี้ยืนอยู่ท่ามกลางผืนป่าที่ถูกพลังซัดจนราบเป็นแนวต้นไม้ใบหญ้ามีรอยถูกไฟเผาไหม้ ทั้งยังพบกองไฟที่มอดดับและมีคราบเลือดไหลกระเซ็นอยู่ที่พื้นเขาจึงนั่งลงและนึกจำลองถึงภาพเหตุการณ์ในขณะนั้น

    เฟิงอี้ : “ มีทั้งรอยเท้าคนกับรอยรถม้า คนกลุ่มหนึ่งเดินทางผ่านที่นี่แล้วหยุดพักบริเวณนี้แต่ถูกคนจำนวนหนึ่งลอบจู่โจม ดูจากรอยเลือด คนพวกนั้นน่าจะมีอาวุธ แต่ว่าแปลก! มีทั้งฝ่ายที่ใช้พลังลมปราณและฝ่ายที่มีพลังวิญญาณแต่ทำไมเหมือนมีสามกลุ่ม? ”

    ขณะที่เฟิงอี้คิดวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กลับมีเสียงใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ

    “ ทำอะไรน่ะ? ”

    เฟิงอี้ : “ เย้ยแหก! ”

    เสียงของเด็กสาวได้เอ่ยทักขึ้นมาในขณะที่เฟิงอี้กำลังใช้ความคิดจึงทำให้เขาสะดุ้งและลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ สองมือคลุมอยู่ที่อกเมื่อหันไปมองเจ้าของเสียงที่เพิ่งกระโดดลงมาจากต้นไม้ โดยที่นางก็คือเสี่ยวม่าน

    เฟิงอี้ : “ ทำบ้าอะไรของเจ้าเนี่ย? ข้าตกใจหมด เฮ้ย.. ขวัญเอ๊ยขวัญมา ”

    เฟิงอี้พูดพลางลูบอกของตน

    เสี่ยวม่าน : “ กลางป่ากลางเขา ในสถานที่น่ากลัวเช่นนี้ เจ้ามาทำอะไร? ”

    เฟิงอี้ : “ ข้าควรถามเจ้าก่อนไหม เจ้าเป็นผู้หญิง มาเที่ยวเดินคนเดียวแบบนี้ไม่กลัวรึยังไง? ”

    เสี่ยวม่าน : “ มีอะไรให้กลัว ผู้ท่องยุทธภพ ใต้ฟ้าบนดินล้วนคือบ้าน อีกอย่างเมื่อครู่ข้าถามเจ้าก่อน ”

    เฟิงอี้ : “ เฮอะ! พิลึกจริง โลกมนุษย์นี่พอจะมีคนปกติ ๆ กันบ้างไหม ”

    คำพูดที่ฟังดูแปลกประหลาดทำเอาเฟิงอี้ถึงกับบ่นพึมพำก่อนจะแต่งเรื่องตอบออกไป

    เฟิงอี้ : “ คือ.. ข้ามีธุระ แล้วบังเอิญผ่านมาทางนี้ เห็นแถวนี้มันผิดปกติก็เลยตรวจสอบดูข้าเฟิงอี้ แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร? ”

    เสี่ยวม่าน : “ ข้าเสียวม่าน แล้วข้าก็อยู่ที่นี่ตั้งนานแล้วเพียงแต่เจ้าไม่เห็น ”

    เฟิงอี้ : “ เสี่ยวม่านหรอ เอ.. คุ้น ๆ เคยได้ยินที่ไหน? ”

    เฟิงอี้ยืนเกาหัวไปพลางนึกถึงชื่อที่ฟังแล้วคุ้นหู

    เฟิงอี้ : “ เอิม.. เราเคยรู้จักกันมาก่อนไหม? ”

    เสี่ยวม่าน : “ รู้จักหรอ!? ข้าก็ไม่แน่ใจ เราอาจเคยเจอกันมาก่อนแต่ว่าตอนนั้น เจ้าไม่รู้จักข้า ”

    เฟิงอี้ : “ พูดอย่างกับว่าเจ้ารู้จักข้า ”

    เสี่ยวม่าน : “ นั่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญก็คือเจ้ายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำอีกไม่ใช่หรอ?”

    เฟิงอี้ : “ เออใช่! ”

    เสี่ยวม่าน : “ ข้าเองก็มีเรื่องที่ต้องไปทำ งั้นข้าไปก่อนนะ ”

    พูดจบ เสี่ยวม่านก็หันหลังหนีเฟิงอี้ไปอีกทาง

    เฟิงอี้ : “ อ้าว! นี่.. เดี๋ยวก่อนสิ! แล้วเจ้ารู้ได้ไง? ”

    เสี่ยวม่านลอยตัวขึ้นไปบนอากาศ ดูตัวเบาราวกับปุยเมฆนางเอียงศีรษะฟังเสียงเฟิงอี้ตะโกนตามหลังพลางคิดอยู่ในใจ .. “ เราต้องได้พบกันอีกแน่” ..

    เฟิงอี้ : “ อะไรของเขาอ่ะ? ”

    ดูเหมือนเฟิงอี้จะเข้าใจไม่ผิด เสี่ยวม่านไม่เพียงเคยพบเขามาก่อนทั้งยังรู้จักเขาเป็นอย่างดี เด็กสาวท่าทางสดใสแต่กลับดูลึกลับผู้นี้ยังมีเรื่องที่เก็บซ่อนไว้อีกมาก

     

    ค่ายสรรพาวุธ หนานจิ้ง

            หลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงออกมาจากลานฝึกพวกเขายืนพูดคุยกันอยู่ที่ซุ้ม โดยมีเฟยฉี เฟยหมิงและหูจิงยืนคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ

    หลินเพ่ยหนิง : “ ครั้งนี้เกือบทำให้เจ้าเมืองน้อยต้องมีอันตรายข้าต้องขออภัยแทนนางด้วย ” (ภาษามือ)

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เจ้ามิได้ทำผิดอันใด ไยต้องขอโทษแทนนาง นางทำผิดก็ควรสำนึกผิดด้วยตนเองอีกอย่าง เมื่อครู่เจ้าก็เกือบได้รับอันตรายไปด้วย บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่? ”

    น้ำเสียงทุ้มนุ่มกับแววตาที่อ่อนโยนแสดงถึงความห่วงใยที่มีต่อนาง หลินเพ่ยหนิงอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าอมยิ้มด้วยความปริ่มเปรมจากนั้นนางก็ส่ายหน้าตอบ ส่วนทางด้านสององครักษ์นั้น

    เฟยฉี : “ คราวนี้องค์หญิงสามทำเกินไปจริง ๆ ดีที่เจ้าเมืองน้อยคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว”

    เฟยฉีแอบคุยกระซิบกระซาบกับเฟยหมิง

    เฟยหมิง : “ ที่ผ่านมา องค์หญิงสามทำทุกทางเพื่อก่อกวนองค์หญิง องค์หญิงก็จิตใจดีไม่เคยกล่าวโทษนาง แต่นี่ใกล้เวลาเฉลิมฉลองขึ้นมาทุกที สมควรที่นางจะต้องโดนสั่งสอนเสียบ้าง”

    เฟยฉี : “ เพื่อองค์หญิงแล้ว เจ้าเมืองน้อยถึงกับยอมเอาตัวเองเป็นเป้าองค์หญิงจะไม่ออกโรงปกป้องก็คงไม่ได้ เมื่อครู่นี้เจ้าเห็นรึเปล่า สีหน้าขององค์หญิงสามข้าล่ะสะใจจริง ๆ ”

    เฟยหมิง : “ ข้ารู้สึกว่าองค์หญิงช่างเหมาะที่จะเป็นชายาเฉินเข้าไปทุกที ”

    เฟยฉี : “ อื้ม! พูดอีกก็ถูกอีก ”

    ขณะที่เขาสองคนพูดคุยกัน หูจิงก็เข้ามาสมทบ

    หูจิง : “ องค์หญิงสามกลับไปครั้งนี้ คงได้เกิดเรื่องขึ้นแน่ ข้าเพิ่งให้ชีชีไปเก็บของพวกเจ้าก็เตรียมเก็บของกันได้แล้ว เราอาจต้องเดินทางกลับเร็วกว่ากำหนด ”

    เฟยฉี : “ ออ ”

    พูดเพียงเท่านั้น หูจิงก็เดินจากไป

    เฟยฉี : “ อาหมิง เจ้าเมืองน้อยของเรามีญาณทิพย์เหรอ ดูออกหมดเลย ”

    เฟยหมิง : “ ความคิดของเจ้าเมืองน้อย ลำพังมันสมองเราสองคนก็คงเทียบไม่ได้ ใกล้ได้เวลาเดินแผนต่อไปแล้วไปเถอะ ”

    สองพี่น้องพากันเดินกลับเข้าไปในเรือนพักเพื่อจัดแจงเก็บสัมภาระตามที่หูจิงแนะและเพื่อดำเนินแผนการในขั้นต่อไป โดยปล่อยให้ผู้เป็นนายได้อยู่กันตามลำพัง        

     

    จวนแม่ทัพเหลียง

    “ เสี่ยวเหยา! ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ อ๊ะ! ”

    เสียงเรียกขององค์ชายใหญ่ทำให้หญิงสาวสะดุ้ง นางกำลังนั่งปักผ้าอยู่ที่ระเบียงและเผลอทำปลายเข็มทิ่มนิ้วมือจนมีเลือดไหล

    หลินจื่อหราน : “ ข้าทำเจ้าตกใจหรอ? ”

    หลินจื่อหรานเข้าไปจับมือของเหลียงเสี่ยวเหยาและใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อนำมาซับเลือดให้กับนาง

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เอ่อ.. องค์ชาย ”

    หลินจื่อหราน : “ ระวังหน่อยสิ ยิ่งเซ่อซ่าอย่างเจ้านอกจากข้าแล้วใครจะรับได้ ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ คารวะองค์ชาย แผลแค่เล็กน้อยเองเจ้าค่ะ ”

    นางค่อย ๆ ดึงมือออกด้วยความขวยเขินและหาทางเปลี่ยนเรื่อง

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ องค์ชายมาได้อย่างไรเจ้าคะ? ”

    หลินจื่อหราน : “ ก็มาหาเจ้าไง แล้วก็.. อยากมาเยี่ยมท่านแม่ทัพสักหน่อยก่อนนี้ข้าอาการไม่ค่อยดี เลยไม่ได้มาร่วมไว้อาลัย ท่านแม่ทัพเล่า? ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ พ่อบุญธรรมอยู่ที่ลานด้านหลังเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปตามให้”

    หลินจื่อหราน : “ อ้อ! ไม่ต้อง ๆ หากเขาไม่ว่างก็อย่าไปรบกวนเขาเลย อีกอย่างเป็นข้าเองที่มาเยือนโดยไม่ได้บอกกล่าว ก่อนนี้อุดอู้อยู่แต่ในจวน เลยถือโอกาสแวะมาเยี่ยมเยียนสักหน่อยเรื่องที่เกิดขึ้นคงสะเทือนใจแม่ทัพเหลียงไม่น้อย ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ขอบคุณองค์ชายที่เป็นห่วง พ่อบุญธรรมดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะท่านปล่อยวางได้มากแล้ว ”

    หลินจื่อหราน : “ แล้วเจ้าล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง? ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ พอเห็นพ่อบุญธรรมดีขึ้นข้าเลยพลอยดีขึ้นไปด้วย ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ ”

    หลินจื่อหราน : “ อื้ม.. ดีแล้ว เรื่องบางเรื่องเราไม่อาจควบคุมได้ มีเพียงทำใจยอมรับและใช้ชีวิตต่อไปให้ดีผู้ช่วยเซี่ยเองก็คงอยากให้เป็นเช่นนั้น อ้อ! ข้านำชาหอมหมื่นลี้มาฝาก ชาเหล่านี้ช่วยให้ผ่อนคลายจิตใจแจ่มใส ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เอ่อ.. คือ.. ”

    หลินจื่อหราน : “ เอ้ออ้าอะไรกัน!? ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ต้องลำบากองค์ชายอุตส่าห์เดินทางมาเยี่ยมแถมยังมีของมาฝาก เสี่ยวเหยามิบังอาจรับไว้ ”

    หลินจื่อหราน : “ รับไว้เถิดน่า.. ถือเสียว่าช่วยข้า ข้าถือมาไม่อยากถือกลับ ดังนั้นห้ามปฏิเสธ ไม่อย่างนั้น ข้าจะบอกแม่ทัพว่าเจ้าขัดคำสั่งข้า”

    เหลียงเสี่ยวเหยาไม่อาจปฏิเสธองค์ชายนางยื่นมือไปรับห่อกระดาษจากผู้ติดตามขององค์ชายด้วยความขัดไม่ได้เป็นจังหวะที่เหลียงจิ่งเสียนเดินกลับเข้ามาในเรือนและเห็นองค์ชายนั่งอยู่ในเรือนกับบุตรบุญธรรมเหลียงจิ่งเสียนจึงวางสีหน้าไม่ถูก เขาแปลกใจเล็กน้อยที่องค์ชายมาเยือนโดยมิได้นัดหมาย

    เหลียงจิ่งเสียน : “ องค์ชาย ”

    แม่ทัพเหลียงทักทายองค์ชายด้วยท่าทางที่แอบประหม่า

    หลินจื่อหราน : “ แม่ทัพเหลียง ข้าพูดถึงท่าน ท่านก็มาพอดี ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ พ่อบุญธรรมมาแล้ว งั้นเหยาเอ๋อจะไปชงชาและนำของกินมาให้”

    เหลียงเสี่ยวเหยาปลีกตัวออกไปด้วยมารยาทเพื่อให้องค์ชายกับพ่อบุญธรรมของนางได้พูดคุยกัน

    หลินจื่อหราน : “ ข้าดีใจแทนท่านนักที่มีนางอยู่เคียงข้างแม้นางจะไม่ฉลาดทันคน แต่ก็ไร้เดียงสาและว่าง่าย ไม่มีพิษมีภัยกับใครมีนางอยู่ด้วยคงช่วยให้ท่านสบายใจขึ้นไม่น้อย ”

    เหลียงจิ่งเสียน : “ องค์ชายชมเกินไปแล้ว เสี่ยวเหยาก็เป็นเช่นนี้นางคิดร้ายกับใครไม่เป็น แต่หากอยู่ในดงเสือดงจระเข้ก็อาจตกเป็นเหยื่อเอาง่าย ๆ ”

    หลินจื่อหราน : “ ไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยดูแลนางให้ ไม่ให้ใครมารังแกนางได้เด็ดขาดจริงสิ! ข้ายังไม่มีโอกาสขอบคุณท่านเลยที่ท่านช่วยข้าไว้เมื่องานเลี้ยงหลายวันก่อน ”

    เหลียงจิ่งเสียน : “ หามิได้ ข้าเพียงทำไปตามหน้าที่ขอองค์ชายอย่าได้เก็บไปใส่ใจ ”

    หลินจื่อหราน : “ ได้ที่ไหน แม้ข้าร่างกายอ่อนแอ แต่ถูกก็ว่าไปตามถูกผิดก็ว่าไปตามผิด แต่ไหนแต่ไร ข้าไม่เคยถือเรื่องยศศักดิ์มันก็เหมือนเสื้อผ้าเครื่องประดับ ถอดออกก็เป็นคนเหมือน ๆ กัน อีกอย่าง ท่านแม่ทัพก็อาวุโสกว่าข้าฉะนั้นข้าจะมองข้ามเรื่องเช่นนี้ไปมิได้ ข้ารู้ว่าท่านแม่ทัพเป็นผู้ใหญ่จิตใจกว้างขวางไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่ถึงอย่างไร ข้าก็ควรกล่าวขอบคุณท่านสักครั้ง แล้วท่านก็ห้ามปฏิเสธด้วย”

    เพียงได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น เหลียงจิ่งเสียนก็มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทำให้เหลียงเสี่ยวเหยาซึ่งกำลังถือถาดใส่ขนมมาส่งให้กับพวกเขาจำต้องหยุดและยืนมองคนทั้งสองอยู่ห่าง ๆ .. “ หลังจากเหตุการณ์นั้นข้าแอบคิดว่าจะไม่ได้เห็นสีหน้าเช่นนี้ของพ่อบุญธรรมอีกแล้ว จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกที่องค์ชายเดินทางมาถึงที่นี่และถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองเช่นนี้ ขอบคุณเจ้าค่ะองค์ชาย” .. เหลียงเสี่ยวเหยายืนยิ้มพลางส่งสายตามองไปยังองค์ชายใหญ่ แววตาเต็มไปด้วยความปลื้มปริ่มนางไม่คิดว่าการมาขององค์ชายจะทำให้พ่อบุญธรรมของนางผ่อนคลายจนเผลอมีรอยยิ้มนั่นยิ่งทำให้นางมั่นใจในความรู้สึกที่นางมีต่อบุรุษผู้นี้ องค์ชายหลินจื่อหราน

            แผงการค้าที่วุ่นวายณ ใจกลางเมืองหนานจิ้ง ซ่งฮูหยินออกมาเดินจับจ่ายใช้สอย โดยมีบ่าวรับใช้เป็นชายสองคนกับหญิงหนึ่งคนติดตามมาด้วยน่าแปลกที่ยามนี้ใกล้ค่ำลงไปทุกขณะ แต่ฮูหยินท่านผู้นำกลับออกมาจับจ่ายซื้อของช่างเหมือนกับเป็นเหตุผลบังหน้า

    “ ฮูหยิน ของที่ซื้อ ได้ครบแล้วเจ้าค่ะ ”

    เสียงสาวรับใช้กล่าวพร้อมกับบ่าวรับใช้ผู้ชายซึ่งหอบหิ้วของมากมายอยู่ทั้งสองมือทว่าปฏิกิริยาของซ่งฮูหยินดูไม่รีบร้อนที่จะเดินทางกลับ นางพะว้าพะวังทั้งยังชะเง้อคอมองหาบางสิ่งบางอย่างท้ายที่สุด นางก็ไม่อาจปิดบังจุดประสงค์ที่แท้จริง

    ฮูหยินซ่ง : “ ยังไม่เจอตัวคุณชายอีกเหรอ? ”

    บ่าวรับใช้จวนซ่ง : “ ยังเลยขอรับ ”

    หลังจากที่ได้ฟัง นางก็เดินขึ้นรถม้าไปด้วยความผิดหวังระหว่างทางที่รถม้าเคลื่อนผ่านตรอกแคบซึ่งไร้ผู้คนสัญจร ท่ามกลางความมืดที่เข้ามาปกคลุมทำให้ตลอดเส้นทางช่างเงียบสงัดจนน่าวิตก ซ่งฮูหยินนั่งอยู่ในรถม้าพลางครุ่นคิดเพราะจิตใจว้าวุ่นทว่าพลันมีเสียงอึกทึกที่ด้านนอก ก่อนที่รถม้าจะหยุดเคลื่อนตัวลงอย่างกะทันหัน..ตุ้บ! ตุ้บ! ผลั้ก!..

    “ อ๊าก! ”

    “ ว๊าย! อะไรกันน่ะ? พวกเจ้าเป็นใคร? ”

    เสียงบ่าวรับใช้ทั้งชายและหญิงร้องโวยวายด้วยความตื่นตระหนกพร้อมกับการจู่โจมที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราว แม้ซ่งฮูหยินจะได้ยิน แต่นางทำได้เพียงนึกฉงนว่าด้านนอกเกิดเรื่องใดขึ้นนางรู้สึกกลัวจนไม่กล้าแม้แต่ขยับตัวหรือเปิดม่านหน้าต่างเพื่อดูเหตุการณ์ ครู่เดียวเสียงเอะอะก็เงียบลงที่ด้านนอกรถม้ามีบุรุษลึกลับซึ่งใช้ผ้าโพกหน้าจำนวนสามคน กับสาวรับใช้ซึ่งถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าในสภาพตัวสั่นเทาเพราะถูกอาวุธสั้นปลายแหลมจ่อที่คอโลหะเย็นเฉียบและวาววับซึ่งจ่ออยู่ที่คอหอย ทำให้นางรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลังนางจึงไม่กล้าร้องโหวกเหวกโวยวายอีกและไม่แม้แต่จะขัดขืน บ่าวรับใช้ซึ่งเป็นชายได้ถูกจัดการและเหลือแต่ร่างที่นอนสลบอยู่บนพื้นกระทั่งบุรุษอีกสองคนได้ก้าวขึ้นไปบนรถม้า คนหนึ่งนั่งคุมบังเหียน ส่วนอีกคนตรงเข้าไปหาซ่งฮูหยินทันทีที่ซ่งฮูหยินเห็นบุคคลลึกลับผู้นั้น

    ฮูหยินซ่ง : “ พวกเจ้าเป็นใคร? ต้องการอะไร? ”

    น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยถามคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ เหมือนว่าพวกเขาไม่ต้องการฟังข้อเสนอหรือข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น ชายฉกรรจ์ผู้นั้นนั่งประกบซ่งฮูหยินส่วนชายอีกหนึ่งคนที่ถือมีดสั้นขู่บังคับสาวรับใช้ก็ได้ทิ้งนางไว้และกระโดดขึ้นไปนั่งข้างผู้คุมบังเหียนพวกเขาพาตัวซ่งฮูหยินไปต่อหน้าต่อตาสาวรับใช้ที่ยังคงหวาดผวา

    สาวรับใช้จวนซ่ง : “ ฮูหยิน แย่แล้ว ทำอย่างไรดี? ”

    คนเหล่านั้นไม่ได้ลงมือทำร้ายสาวรับใช้ที่ไร้พิษสงราวกับว่าพวกเขาต้องการปล่อยให้นางได้มีชีวิตรอดเพื่อไปส่งข่าวถึงใครบางคนเมื่อเหตุการณ์สงบลง สาวรับใช้ก็เริ่มได้สติ นางรีบลุกขึ้นเดินออกไปจากที่นั่นด้วยอาการเสียขวัญเพื่อกลับไปยังจวนซ่งโดยทิ้งร่างบ่าวรับใช้ที่ยังหมดสติไว้ที่ตรอกแห่งนั้น และในเวลาเดียวกันนั้นเอง

    “ ไฟไหม้! ไฟไหม้! เร็วเข้า มาช่วยกันดับไฟที”

    เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นที่บ้านไม้หลังหนึ่งแถบชานเมืองเสียงบ่าวในเรือนตะโกนร้องขอความช่วยเหลือพร้อมกับเสียงอื้ออึงของชาวบ้านที่สัญจรผ่านเส้นทางนั้นเซ็งแซ่ไปไกลถึงเขตชุมชน

    “ นี่.. เจ้ารู้รึเปล่าเมื่อกี้นี้มีเหตุไฟไหม้ด้วยล่ะ บ้านสวย ๆ หลังนั้นไง ที่อยู่แถวชานเมืองออกไปทางทิศตะวันออกไฟเนี่ยแรงมากเลย ไม่รู้ว่ามีคนอยู่ในบ้านด้วยรึเปล่าน่ะสิ น่าสงสารจริง ๆ ”

    “ นั่นสิ ถ้ามีคนอยู่ในนั้น คงหนีไม่รอดแน่ ๆ ”

    เสียงอื้ออึงของชาวบ้านที่พบเห็นเหตุการณ์ได้ลอยไปเข้าหูของจูซือฉีซึ่งกำลังเดินอยู่ที่ตลาดนางสังหรณ์ใจว่าบ้านหลังนั้นอาจเป็นบ้านของซ่งจื่อรุ่ย นางรุดไปยังบ้านหลังนั้นทันทีและเห็นไฟกำลังโหมลุกไหม้อย่างหนักทั้งยังเห็นแผ่นหลังของบุรุษผู้หนึ่งหลบออกทางประตูด้านข้าง แล้วรีบผลุนผลันขึ้นรถม้าก่อนที่รถม้าจะเคลื่อนตัวออกไปจากที่นั่น

    จูซือฉี : “ คุณชาย ”

    แม้จะเห็นเพียงแผ่นหลังแต่นางจดจำเขาได้เป็นอย่างดีเขาก็คือซ่งจื่อรุ่ย เมื่อเห็นดังนั้นนางจึงคิดกังวลถึงคนที่นางห่วงใยซึ่งคือป้าของนางจูซือฉีจึงรีบวิ่งตามรถม้าไปอย่างน่าเวทนา หญิงสาวที่วิ่งตามความเร็วของรถม้าจนล้มลุกคลุกคลานแต่ก็ยังลุกขึ้นมาวิ่งตามจนมีแผลถลอกไปทั้งร่าง

    จูซือฉี : “ คุณชาย.. คุณชาย.. รอเดี๋ยวเจ้าค่ะ คุณชาย.. ”

    เสียงร้องตะโกนแต่ไร้คนสนใจกับรถม้าซึ่งทิ้งระยะห่างออกไปทุกทีทำให้นางต้องก้าวเท้าถี่ขึ้นเพื่อที่จะตามรถม้าให้ทัน แต่สุดท้าย ..ตุบตับ ๆ ๆ..ฟุ้บ! แรงขาหรือจะสู้ฝีเท้าม้านางล้มลงกลางถนนและได้แต่เงยหน้ามองรถม้าที่วิ่งห่างออกไปจนลับตา จูซือฉีก้มหน้าลงอย่างหมดหวังและมีอาการเหนื่อยหอบแต่ชั่วขณะ นางกลับนึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่อาจหลงเหลืออยู่ในบ้านหลังนั้น จูซือฉีจึงได้หันกลับไปมองเปลวไฟและกลุ่มควันที่พวยพุ่งเหมือนนางจะมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก นางพาตัวเองเดินกะโผลกกะเผลกกลับไปยังทิศทางเดิมสองตาเริ่มแดงและมีน้ำตาคลอขึ้นมาทีละนิด หัวใจเริ่มสั่นเพราะความหวาดหวั่น อาณาบริเวณบ้านที่เกิดเหตุไฟไหม้มีบ่าวรับใช้ทั้งชายและหญิงวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นพวกเขาไม่อาจควบคุมเปลวไฟและพากันถือทรัพย์สินติดไม้ติดมือพลางวิ่งหนีออกจากที่นั่นเพื่อเอาตัวรอดแต่มีข้ารับใช้ซึ่งเป็นชายหนึ่งคนกำลังฉุดลากบางสิ่งบางอย่างออกมาจากห้องใต้ดินเมื่อมาถึงลานกว้าง เขาทิ้งสิ่งนั้นไว้ชั่วขณะแล้วยืนปรึกษากับสหายผู้เป็นบ่าวรับใช้ด้วยกัน

    “ คุณชายบอกว่านางยังมีประโยชน์ให้พานางออกไปด้วย ”

    ร่างอิดโรยของจูเหยียนถงกับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สกปรกมอมแมมดูแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก

    “ นี่เจ้าโง่รึไง!? คุณชายออกไปแล้วเรื่องหลังจากนี้ เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด ใครจะรู้ ทิ้งไว้นี่แหละ ดูสภาพสิขืนพาไปด้วย ยังไงก็ตายอยู่ดี ”

    “ เออ.. จริงด้วย งั้นเราไปเถอะ ”

    พวกเขาสองคนทิ้งจูเหยียนถงให้นอนหมดสภาพอยู่ที่ลานกว้างสตรีที่ชราเพราะร่างกายอันทรุดโทรม ผมสองสีดูยุ่งเหยิงเพราะไม่ได้รับการดูแลนางนอนขดในลักษณะเนื้อตัวสั่นเทาโดยที่มือทั้งสองข้างยังกอดห่อยาห่อนั้นไว้ภาพเหล่านั้นสะเทือนใจของจูซือฉีจนนางไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ แม้นางจะไม่เห็นใบหน้าของคนที่นอนขดอยู่บนพื้นแต่นางจดจำเสื้อผ้าชุดนั้นได้เป็นอย่างดี และรู้ทันทีว่านั่นคือป้าของนาง

    จูซือฉี : “ ท่านป้า! ท่านป้า! ”

    เสียงที่คุ้นหูทำให้สตรีผู้นั้นค่อย ๆ ยกเปลือกตาขึ้น นางไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่ผงกหัวขึ้นมา ได้แต่เอียงศีรษะที่หนุนอยู่บนพื้นดินเพื่อมองตามเสียงใบหน้าและเสื้อผ้าอาภรณ์เปรอะเปื้อนฝุ่นเถ้าที่เกิดจากการเผาไหม้

    จูเหยียนถง : “ ซะ.. ซือ ซือ ”

    เสียงแหบแห้งผ่านลำคอที่แห้งผากเอ่ยเรียกจูซือฉีอย่างอ่อนแรงจูซือฉีเข้าไปประคองร่างผอมซูบของจูเหยียนถงด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

    จูซือฉี : “ ท่านป้า! ท่านป้า เหตุใดท่านถึงมีสภาพเช่นนี้? ช่วยด้วย!ใครก็ได้ช่วยที ผู้คนหายไปไหนกันหมด!? ”

    จูซือฉีกู่ร้องขอความช่วยเหลือพลางมองดูสภาพอันน่าเวทนาของผู้เป็นป้าในหัวใจเจ็บปวดดั่งถูกมีดเฉือน ร้อยคำถามที่อัดอั้นถูกเจือด้วยความคับข้องใจนางทั้งรับไม่ได้ ทั้งสลดใจและมีคำถามมากมายอยู่เต็มไปหมดจูเหยียนถงยื่นมือข้างหนึ่งออกมาจับมือของจูซือฉีมือที่เรียวบางและซูบซีดแทบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก สองตาที่แทบลืมไม่ขึ้น ทว่ามีสีแดงเรื่อแต่แทบไม่มีน้ำตาให้ไหล

    จูซือฉี : “ ท่านป้า หลานอกตัญญูนัก ไม่คิดเลยว่าเมื่อข้าจากไปแล้วจะทำให้ท่านต้องมีสภาพเช่นนี้ซ่งจื่อรุ่ย เจ้าคนชั่วช้าสารเลว ไหนรับปากว่าหากข้าพาท่านป้ามาอยู่กับเจ้าให้ข้าเป็นคนของเจ้า แล้วเจ้าจะดูแลนางให้เป็นอย่างดี เจ้าหลอกข้า ไอ้สุนัขสกปรก ข้าจะฆ่าเจ้า”

    จูซือฉีคิดจะผละออกจากป้าของนางเพื่อตามไปจัดการกับซ่งจื่อรุ่ยทว่าจูเหยียนถงยังคงจับมือของนางไว้พลางเอ่ยเรียกเพื่อดึงสติ

    จูเหยียนถง : “ ซือ.. ซือ ซือซือ ”

    จูซือฉี : “ ท่านป้า ท่านป้า ข้าอยู่นี่แล้ว ข้าอยู่นี่ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดี๋ยวข้าจะพาท่านไปหาหมอ ”

    จูเหยียนถง : “ ไม่ต้อง ”

    จูซือฉี : “ เหตุใดถึงพูดเช่นนั้น? ชีวิตข้ามีเพียงท่านที่เป็นเหมือนญาติอยู่แค่คนเดียว หากไม่มีท่านแล้วข้าจะอยู่ต่อไปยังไง ”

    จูเหยียนถง : “ ซือซือ เจ้าฟังป้าให้ดี ”

    จูซือฉี : “ ท่านป้า ”

    จูเหยียนถง : “ จากนี้ไป เจ้าต้องดูแลปกป้ององค์หญิง สกุลหลินและสกุลเหอมิได้ติดค้างอะไรเราเราต่างหากที่ติดค้างพวกเขา อย่าได้ตามหาคนคนนั้นอีก คิดเสียว่าเขาได้ตายจากไปนานแล้ว”

    จูซือฉี : “ แต่ท่านป้า.. ”

    เหยียนถง : “ รับปากสิ ซือซือ รับปากว่าจะไม่ตามหาเขาอีก และมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี”

    จูซือฉี : “ ได้ ๆ ท่านป้า ข้ารับปากท่านต่อไปนี้ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง ข้าจะไม่ตามหาคนคนนั้นอีก ท่านป้า ข้า.. ข้าจะพาท่านไปหาหมอ ท่านอดทนหน่อยนะ ”

    จูซือฉีร้องไห้สะอึกสะอื้นและพยายามพยุงร่างผอมซูบของจูเหยียนถงทว่านางเองก็ได้รับบาดเจ็บ จึงไม่มีเรี่ยวแรงจะแบกร่างป้าของนางออกไปจากที่นั่น นางได้หาแผ่นไม้กระดานมาวางแล้วนำร่างของจูเหยียนถงที่นอนหายใจรวยรินไปนอนอยู่บนแผ่นไม้ ก่อนจะใช้เชือกมัด แล้วลากป้าของนางออกไปจากที่นั่นสองมือที่ดึงรั้งเชือกพาดบนบ่าได้ถูกเสียดสีจนมีเลือดไหลซิบ สองขาที่ค่อย ๆอ่อนล้าจากบาดแผลและระยะทาง ไม่นาน จูซือฉีก็ล้มลงกลางทางนางเริ่มหมดกำลังและก้มหน้าร้องไห้อย่างสิ้นหวัง แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงให้ลุกขึ้นยืนทว่ายามนั้นได้ปรากฏเสียงฝีเท้าม้าที่ค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงและหยุดอยู่ตรงหน้าของนาง..กุบ กับ ๆ ๆ.. นางค่อย ๆ เงยหน้ามองคนผู้นั้นอย่างฉงน มีบุรุษสี่คนนั่งอยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลสี่ตัวอีกทั้งพวกเขายังปิดบังใบหน้า หนึ่งในนั้นได้ก้าวลงจากหลังม้าและเข้ามาอุ้มป้าของนางออกไปจากที่นั่นท่ามกลางความประหลาดใจของจูซือฉีว่าพวกเขาเป็นใครและมาที่นี่ด้วยเหตุใด

    “ อยากรอดก็ตามมา ”

    ถ้อยคำของบุรุษผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คุ้นหูทว่าจูซือฉีกลับไม่รู้ว่านั่นเป็นเสียงแห่งความหวังหรือเสียงแห่งหายนะ นางเดินตามเขาไปอย่างสองจิตสองใจเพราะนางพอจะรู้แล้วว่าพวกเขาเป็นใครแต่ที่ไม่รู้ก็คือจุดประสงค์ที่พวกเขาเดินทางมาที่นี่และสาเหตุที่ยื่นมือเข้าช่วยนางแม้ไม่รู้ว่าดีหรือร้าย แต่นางจำต้องตามน้ำไปเพราะไม่มีทางเลือก

     

     

            ติดตามตอนต่อไป