ฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 60 คำตำหนิจากองค์หญิง

            คิดถึงยามที่ถูกทุบตีในวันนั้นแล้วโจวจื่อเฉิงก็ยังหัวเสียไม่หายแต่เมื่อเห็นสตรีนองน้ำตาเบื้องหน้า ผู้งดงามราวบุปผาสะพรั่งนี้แล้วเขาจึงถอนหายใจเบาๆ “ลุกขึ้นเถอะ ข้ายกโทษให้ ช่วงหลังมานี้ข้าโชคไม่ค่อยดีนักเรื่องแย่ๆ จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีคนใส่ความข้าองค์หญิงฮุ่ยหลิงยังใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้อีกดูท่านี่คงเป็นจุดตกต่ำของตระกูลโจวเสียแล้ว”

            ในขณะที่โจวจื่อเฉิงดึงชิวอวิ๋นให้ลุกขึ้นมืออันกำยำของเขาก็ได้สัมผัสเข้ากับฝ่ามืออ่อนนุ่มของนาง ชิวอวิ๋นครางเบาๆ ก่อนรีบชักมือกลับใบหน้าสุกก่ำราวลูกตำลึง

            โจวจื่อเฉิงเพ่งมองนาง และพบว่านางช่างตัวเล็กน่ารักนักแม้ความงามมิอาจเทียบท่านหญิงจิ่งฮวา ฮวาชีเยว่ได้ทว่าสถานการณ์เช่นนี้อย่างไรเขาก็มิอาจดึงดูดความสนใจจากฮวาชีเยว่ได้อีก

            และยังดูเหมือนชิวอวิ๋นเองก็สนใจเขาอยู่บ้าง

            “ขอบคุณคุณชายโจวเจ้าค่ะ ชิวอวิ๋นจะไม่ลืมความใจกว้างนี้แน่!” ชิวอวิ๋นเงยหน้าขึ้นพลางมองคุณชายโจวด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย“บาดแผลของท่าน...”

            “หายแล้ว”

            “และภัตตาคารของท่าน...เช่นนี้เป็นอย่างไรเจ้าคะนายหญิงของบ่าวใส่ความท่านผิดไปเมื่อคราวก่อนท่านจึงเตรียมมาเยี่ยมเยือนภัตตาคารแห่งนี้ในวันพรุ่งเพื่อช่วยกู้ชื่อเสียงให้ร้านท่าน”

            ชิวอวิ๋นถามอย่างระมัดระวัง

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวจื่อเฉิงก็ให้ยินดีนัก “ยอดเยี่ยม! ข้าขอบคุณท่านหญิงตรงนี้!ท่านหญิงต้องวิ่งเต้นเช่นนี้ ต้องขออภัยแล้ว...”

            ชิวอวิ๋นยิ้มยั่วยวน “ทำไมหรือเจ้าคะ? ท่านควรจะทราบไว้ว่าท่านหญิงคงไม่คิดจะมาหากบ่าวไม่เป็นผู้เสนอความคิดนี้มิเช่นนั้นนายหญิงคงไม่ทราบว่าจะขออภัยท่านอย่างไรดี!”

            โจวจื่อเฉิงรีบขอบคุณชิวอวิ๋นทันทีทั้งคู่สนทนากันอีกเล็กน้อยก่อนชิวอวิ๋นจะจากไป

            วันถัดมา ฮวาชีเยว่เดินนำชิวอวิ๋นและเทียนซีเข้ามายังภัตตาคารนี้ในภัตตาคารนั้นเงียบราวป่าช้า มีพวกนางเป็นลูกค้าเพียงกลุ่มเดียวแต่เมื่อได้เห็นท่านหญิงจิ่งฮวานำบริวารเข้ามาเช่นนี้ เหล่าสามัญชนรอบๆก็เกิดความสงสัยแล้วตามเข้ามาในร้าน

            ด้วยเหตุนี้เองธุรกิจของภัตตาคารแห่งนี้จึงได้กลับมารุ่งเรืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

            โจวจื่อเฉิงและพ่อบ้านอู๋ยินดีเสียจนมิอาจหยุดกล่าวขอบคุณฮวาชีเยว่ได้เลย

            “คุณชายโจว ข้ามีเพื่อนคนหนึ่งที่ยืนกรานอยากพบท่านเสียให้ได้เรื่องเมื่อคราวก่อนล้วนเป็นความสะเพร่าและความเข้าใจผิดของข้าเมื่อทราบว่าคุณชายโจวรักคนผู้นี้ ข้าจึงพา...”

            ฮวาชีเยว่ยิ้มบาง ภายในห้องรับรองนั้นความงดงามนางบดบังสาวใช้ทั้งหมดเสียจนสิ้น

            โจวจื่อเฉิงตกใจสุดขีดทั้งยังสับสนกับเป้าหมายของฮวาชีเยว่ ทว่าข้างกายนาง สาวใช้ก็เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ ใบหน้าคุ้นเคยทำให้เขาตกตะลึง!

            ” องค์หญิง...”

            “ชู่...” ผู้อื่นรีบปิดปากเขา สตรีผู้นั้นคือองค์หญิงฮุ่ยเจินไม่ผิดแน่ทว่าเมื่อนางก้มหน้าและสวมหน้ากากปกปิดเช่นนี้จึงมีผู้สังเกตไม่มาก

            “จื่อเฉิง ไปคุยกันในห้องอื่นเถอะ!”

            องค์หญิงฮุ่ยเจินมองฮวาชีเยว่ด้วยความขอบคุณก่อนจะลอบพาโจวจื่อเฉิงไป

            ฮวาชีเยว่จิบชา สบสายตาสับสนและเศร้าสร้อยของเทียนซี

            เขาคิดถึงมารดาที่จากไปแล้วของตน เห็นองค์หญิงฮุ่ยเจินที่รังแกเขาอยู่ข้างกายมารดาบุญธรรมเช่นนี้จะไม่เสียใจได้อย่างไร?

            ฮวาชีเยว่ลูบศีรษะของเขาอย่างอ่อนโยน “เทียนซีแม่มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ ทำใจให้สบายแล้วจำไว้เสียว่ากรรมที่ก่อไว้ไม่มีวันหายไปไหน”

            ได้ยินเช่นนั้น เทียนซีก็พยักหน้าอย่างงงวย

            “นายหญิง บ่าวไม่เข้าใจว่าทำไมท่านต้องทำดีกับองค์หญิงนั่นขนาดนั้น...หากฮ่องเต้ทรงทราบเข้าแล้วละก็...”ชิวอวิ๋นกระซิบ ลู่ซินและโหย่วชุ่ยต่างก็มองฮวาชีเยว่อย่างไม่สบายใจ

            ฮวาชีเยว่ยิ้มอย่างเย็นใจ “ไม่ต้องห่วงข้าไม่คิดจะเดินไปเหยียบกับดักหรือลงโคลนด้วยตัวเองหรอก”

            แม้จะเข้าใจ แต่พวกนางก็ยังหวาดกลัวอยู่ดี

            แต่ฮวาชีเยว่ก็ต้องรู้สึกตกใจขึ้นมาเมื่อเห็นอวิ๋นสือโม่พาจี้เฟิงและหวงฝู่เซียนเข้ามาหลังนางทานอาหารไปได้ครึ่งหนึ่ง

            พวกเขาได้ยินว่าฮวาชีเยว่มาเยือนภัตตาคารต้งไห่ ก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่านางคิดอะไรอยู่จึงได้มีท่าทีต่อต้านฮ่องเต้เช่นนี้

            ด้วยเพราะฮ่องเต้เป็นผู้มีเมตตาและยุติธรรมคงไม่ทรงกริ้วฮวาชีเยว่จนสั่งลงโทษนางด้วยเรื่องเพียงนี้เป็นแน่

            “ฮวาชีเยว่ กล้าหาญนัก!องค์หญิงฮุ่ยหลิงวางกับดักเอาไว้แล้วยังกล้าเข้ามาทานอาหารที่นี่อีก!”เห็นนางทานอาหารอย่างสบายใจ หวงฝู่เซียนก็พูดยั่วยุออกมา

            ฮวาชีเยว่พยักหน้าให้จี้เฟิง แล้วตอบรับด้วยรอยยิ้ม“พวกท่านเองก็เหมือนกันมิใช่หรือ?”

            “นี่เจ้า...” หวงฝู่เซียนคิดคำตอบกลับไม่ออก

            อวิ๋นสือโม่กลับนั่งลงแทน บริกรนำรายการอาหารมาให้เขาขณะที่เด็กน้อยรีบรุดไปอยู่ข้างอวิ๋นสือโม่ นวดแขนอีกฝ่ายอย่างยินดี

            อวิ๋นสือโม่มองดูเด็กน้อยอย่างรักใคร่ ก่อนอุ้มเขาขึ้นมานั่งตัก“เทียนซี วันนี้เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?”

            เทียนซีพยักหน้า ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

            จี้เฟิงเห็นแล้วก็อดที่จะแหย่เขาไม่ได้ “พี่อวิ๋นท่านดูราวกับเป็นบิดาของเขาเลย!”

            “ฮาๆ...พี่จี้ล้อเล่นแล้ว! เทียนซีจะเป็นบุตรของพี่อวิ๋นไปได้เช่นไร?” หวงฝู่เซียนหัวเราะเสียงดัง “ฮวาชีเยว่เป็นสตรีมักมากทั้งยังถือตัวเจ้าคิดว่าเพียงฮ่องเต้แต่งตั้งเป็นท่านหญิงแล้วเจ้าจะปลดเปลื้องจากข้อเสียได้หรือ?”

            “พี่หวงฝู่คงล้อเล่นอยู่กระมัง หรือท่านสงสัยการตัดสินของฮ่องเต้?”

            ฮวาชีเยว่คลี่ยิ้มมองหวงฝู่เซียนหวงฝู่เซียนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงด้วยความโกรธ “เจ้า เจ้า นี่เจ้า...”เขาดิ้นรนพยายามหาทางโต้เถียงอีกครา

            แล้วก็เป็นอีกครั้งที่หวงฝู่เซียนพ่ายให้กับฮวาชีเยว่

            อวิ๋นสือโม่สบตากับจี้เฟิงแล้วคลี่ยิ้ม

            “เจ้า...เจ้าชอบทานไก่นึ่งดอกบัวใช่ไหม?” จี้เฟิงสั่งไก่นึ่งดอกบัวไปพลางถามฮวาชีเยว่

            ฮวาชีเยว่ตกใจ “พี่จี้ ท่านรู้ได้เช่นไร?”

            สีหน้าของอวิ๋นสือโม่มืดหม่นลง เขาเลื่อนจานตรงหน้าแล้วกล่าว“เทียนซี เจ้าชอบทานสิ่งนี้ใช่หรือไม่?”

            ฮวาชีเยว่สั่งไก่จานนี้มาให้เทียนซี ไม่ใช่เพื่อทานเอง

            เทียนซีพยักหน้าพลางมองฮวาชีเยว่ด้วยสายตาเป็นประกาย

            ฮวาชีเยว่ยิ้มกว้าง “ทั้งสองท่านพูดถูกแล้วข้ากับเทียนซีต่างก็ชอบอาหารจานนี้”

            “เช่นนั้นเราจะสั่งเพิ่มอีก” จี้เฟิงยิ้มอย่างเอาใจใส่สายตาเต็มไปด้วยสิเน่หา

            ประกายแสงแปลกตาแวบขึ้นในดวงเนตรอันดำมืดของอวิ๋นสือโม่ เขายิ้มบางเบาแล้วกล่าว“ดูท่านหลงใหลท่านหญิงจิ่งฮวานัก”

            “วีรชนย่อมหลงใหลมณีงาม เป็นหลักธรรมแต่เก่าก่อน”จี้เฟิงไม่คิดปกปิดความหลงใหลที่เขามีต่อฮวาชีเยว่

            ฮวาชีเยว่ตื่นตะลึงนางคิดไม่ถึงว่าบุรุษผู้นี้จะซื่อตรงได้เพียงนี้

            จี้จิงหัวเราะคิกคัก “ใช่ยามนี้เป็นถึงท่านหญิงแล้วแต่ไร้ซึ่งความลำพอง!นางเป็นแบบที่ข้าและพี่ชายชอบเลยล่ะ! ฮ่าๆๆ”

            ฮวาชีเยว่ยิ้มบาง แต่มิได้ตอบคำ

            อวิ๋นสือโม่เลิกคิ้วขึ้นพิจารณาฮวาชีเยว่“เส้นคิ้วหนายิ่งกว่ากิ่งไม้ ริมฝีปากสีบางกว่าดอกอิง แสดงให้เห็นถึงความขาดแคลนในรักใบหน้ามีรูปทรงราวผลกวา แปลว่าเป็นคนมีไหวพริบ...แม้จมูกนางจะตั้งตรงแต่ดูโชคร้าย...นางมิใช่คนโชคดีไม่ใช่คนที่น่าคล้อยตาม และมิเคยเป็นโฉมงาม”

            เมื่อได้ยินอวิ๋นสือโม่ดูหมิ่นฮวาชีเยว่เช่นนั้นหวงฝู่เซียนก็หัวเราะออกมา “ฮาๆ ท่านพูดถูกแล้ว แม้ฮวาชีเยว่จะถูกแต่งตั้งเป็นท่านหญิงแต่การกระทำเก่าก่อนของนางย่อมไม่มีวันถูกลืม! ฮึ ฮวาชีเยว่อย่าได้ลืมว่าเจ้าเคยสัมผัสทั้งข้าและพี่อวิ๋นอย่างไม่เหมาะสม! ”

            คำพูดของหวงฝู่เซียนทำให้สีหน้าของจี้จิงและจี้เฟิงหมองลง

            ฮวาชีเยว่ไม่ได้โกรธ นางตอบรับ “จริงหรือ? ข้าลืมไปได้อย่างไรกัน?”

            “เจ้า เจ้า...เจ้าคนเจ้าเล่ห์!” หวงฝู่เซียนกล่าวอย่างคมคายแต่ก็ยังมิอาจเทียบเคียงฮวาชีเยว่ได้

            จี้จิงและคนที่เหลือต่างก็ยิ้มให้ความเจ้าเล่ห์ของฮวาชีเยว่นางเอาตัวรอดจากคำดูหมิ่นของอวิ๋นสือโม่และหวงฝู่เซียนได้ทั้งยังสื่อได้อีกว่านางไม่สนคำพูดของพวกเขาเลย

            “เจ้าจำไม่ได้หรือ? เมื่อวันที่หกเดือนมิถุนายนเจ้า...เจ้าดึงแขนเสื้อข้า!”หวงฝู่เซียนโกรธเสียจนตำหนิฮวาชีเยว่ออกมาอย่างตรงไปตรงมา

            ฮวาชีเยว่ยังคงยิ้มพลางลุกขึ้นเทสุราให้หวงฝู่เซียน “ท่านหวงฝู่เซียนข้าได้ลืมเรื่องในอดีตไปสิ้นแล้ว ยิ่งกว่านั้น...ท่านจงสบายใจเสียเถอะเพราะท่านไม่เหลืออะไรให้ข้าสนใจอีกต่อไปแล้ว!”

            หวงฝู่เซียนหน้าแดงเป็นตำลึงสุก เพราะฮวาชีเยว่ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาในระหว่างที่กำลังรินสุราท่าทีนี้ชี้ชัดว่านางไม่สนใจเขาเลยจริงๆ

            “ฮาๆ! ชีเยว่ช่างมีคารมคมคายนัก! เอ้า ฉลอง!” จี้จิงลุกขึ้นอย่างเริงร่าเรียกหาคำฉลอง แก้วกระทบกันส่งเสียงดัง

            ระหว่างที่มื้ออาหารอันสนุกสนานนี้ดำเนินไปครึ่งทางแขกไม่ได้รับเชิญอีกคน องค์หญิงฮุ่ยหลิงก็ปรากฏตัว

            วันนี้เป็นวันแข่งของงานประลองตระกูลจี้องค์หญิงฮุ่ยหลิงที่กำลังเบื่อจึงเดินไปเดินมาอยู่นอกเรือนองค์หญิงจนนางผ่านมาที่นี่ นางก็ได้เห็นว่ามันมีลูกค้าแน่นขนัด ทำให้นางทั้งตกใจทั้งเกรี้ยวกราด

            “ฮวาชีเยว่ เจ้าช่างกล้านัก!”

            เสียงตวาดด่าดังลั่นดึงสายตาทุกคู่ให้หันมองตรงนั้นมีภาพองค์หญิงฮุ่ยหลิงผู้ก้าวเดินเข้ามาอย่างเย็นชาเมื่อเห็นฝูงชนแล้วผู้มีพลังปราณ เสี่ยวซิ่นก็กระแอมออกมา

            องค์หญิงฮุ่ยหลิงสงบใจลงเมื่อนางคิดถึงบทลงโทษที่ฮองเฮามอบให้

            นางทำผิดพลาดมากมาย ยามนี้โจวจื่อเฉิงถูกปล่อยตัวภัตตาคารกลับมาเปิดได้แล้ว หากนางยังใช้วิธีสกปรกอื่นใดอีกฮองเฮาคงได้เดือดดาลยิ่งขึ้นเป็นแน่

            องค์หญิงฮุ่ยหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกในขณะที่ทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพนางฮวาชีเยว่แย้มยิ้มราวบุปผาพลางกล่าว “เป็นองค์หญิงนี่เอง เชิญนั่งเพคะ!”

            ฮวาชีเยว่จงใจมอบที่นั่งของนางให้องค์หญิงฮุ่ยหลิงเพื่อให้นางได้นั่งลงข้างอวิ๋นสือโม่

            ความโกรธขององค์หญิงค่อยๆ จางลง

            แต่เพราะการมาของสตรีผู้นี้ จึงไม่มีใครอยากทานอะไรอีก

            ระหว่างมื้ออาหารองค์หญิงฮุ่ยหลิงพยายามหว่านเสน่ห์และส่งยิ้มให้อวิ๋นสือโม่อยู่ไม่ขาดแต่คู่กรณีหันหลังหนีนางนางเองก็กำลังไม่พอใจฮวาชีเยว่เพราะนางถูกฮองเฮาลงโทษเรื่องภัตตาคารต้งไห่ทว่าฮวาชีเยว่กลับมาทานอาหารที่นี่ นับเป็นการขัดใจนางอย่างชัดแจ้ง

            ที่สำคัญ องค์หญิงฮุ่ยหลิงหลงรักหนานอ๋องแต่หนานอ๋องกลับเอาแต่เฝ้ามองฮวาชีเยว่ด้วยสายตาเสน่หาเป็นผลให้ฮวาชีเยว่ขนลุกไม่หยุด

            “ไม่กี่วันก่อนมีคนพบหนูตายในอาหารร้านนี้ข้านับถือความกล้าหาญของท่านหญิงจิ่งฮวานักที่ยังมาทานอาหารที่นี่ได้”องค์หญิงฮุ่ยหลิงไม่แตะตะเกียบตนเองแม้แต่น้อง กลับมานั่งเสียดสีฮวาชีเยว่แทน

            ฮวาชีเยว่ยิ้มอย่างสงบ “เมื่อร้านถูกใส่ความไปครั้งหนึ่งครั้งถัดไปพวกเขาย่อมระมัดระวังมากขึ้น รักษาความสะอาดให้ดียิ่งขึ้นหากท่านมีร้านของตัวเอง พระองค์ก็คงทำเช่นเดียวกันมิใช่หรือเพคะ?”

    คล้ายกับเรื่องฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน