อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 61 รับภารกิจ

            “เชียน…”  เสียงตะโกนเรียกดังขึ้น   มู่เชียนหันไปมองก็พบมู่เฉิงหลินในชุดสีขาวกำลังวิ่งเหยาะๆเข้ามาหา  เขาตัวสูงขึ้นอีกแล้ว  ใบหน้าหล่อเหลาของชายนุ่มตรงหน้าประดับรอยยิ้มสดใสจนคนรอบข้างหันมามองอย่างชื่นชม  มู่เชียนและมู่เฉิงหลินจับมือกันแน่น ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความยินดี ความคิดคำนึงและความสนิทสนมอย่างมาก   ทำให้โม่เจี้ยนอยู่ด้านข้างได้แต่จ้องมองความสนิทสนมครั้งนี้ด้วยสองตาที่เบิกโพลง 

            

            “เฉิงหลิน ดีจริงๆที่เจอเจ้า   เจ้าสำเร็จยอดยุทธ์แล้วสินะ” มู่เชียนเอ่ยขึ้นก่อน   

            

            เจ้าเด็กนี่ เป็นยอดยุทธ์เชียวหรือ  …  โม่เจี้ยนใจฝ่อลงไป  พยายามแทบตายเขาก็เพิ่งเข้าสู่นักยุทธ์แปดดาวขั้นปลายเท่านั้น 

            “อืมม ไม่กี่วันก่อนนี้เอง   โชคดีจริงๆที่ทัน  ขอบคุณมากนะสำหรับของขวัญนั่น

             

            มีของขวัญให้กันด้วย….   

             

            “ขอบคุณเสี่ยวจิ้งเถิด”   เสี่ยวจิ้งยิ้มอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับบอกให้มู่เฉิงหลินไม่ต้องเกรงใจ ตั้งใจฝึกปรือให้เต็มที่ก็พอ

             

            เสี่ยวจิ้งที่กับเขาแทบไม่มองหน้า  แต่กับเจ้าหมอนี่ถึงกับมีรอยยิ้มให้ ?!……

            
    “จือจือ คารวะคุณชายเฉิงหลินเจ้าค่ะ”  เสี่ยวจือจือเองก็ยินดีที่ได้พบคุณชายของตนอย่างมาก  นางย่อตัวคารวะมู่เฉิงหลินอย่างอ่อนโยน ทำให้มู่เฉิงหลินหันมองนางแล้วลูบหัวเด็กสาวไปหนึ่งครั้ง

            
     

            
     

            “เสี่ยวจือจือเด็กดี  เจ้าก็มาด้วยหรือ ?”  

            
     

            
     

            อากัปกิริยาสนิทสนมนี้ เสี่ยวจือจือคุ้นเคยยิ่งนัก  แต่ไรมานอกจากคุณหนูก็มีเพียงคุณชายเฉิงหลินที่นางรู้สึกว่าเป็นญาติสนิท  เด็กสาวหัวเราะรับคำมู่เฉิงหลินอย่างมีความสุขแล้วก็ถอยไปยืนอยู่ด้านข้าง เฝ้ามองเจ้านายทั้งสองทักทายกันต่อไป

            
     

            
     

            “ศิษย์น้องมู่ ไม่ทราบน้องชายผู้นี้คือ ?”    ฉวนสี่เอ่ยถามขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างสุภาพ   เขาไม่เคยเห็นเสี่ยวจือจือสนิทสนมและยินดีที่พบใครเช่นนี้มาก่อน โม่เจี้ยนที่ยืนหน้าคล้ำอยู่ข้างๆก็เงี่ยหูรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

            
     

            
     

            “ขออภัยเจ้าค่ะศิษย์พี่  นี่คือน้องชายฝาแฝดของข้ามู่เฉิงหลิน  หลายท่านนี้คือศิษย์พี่ทั้งหลายของข้า ที่ผ่านมาโชคดีที่พวกเขาดูแลข้ามาตลอด”

            
     

            
     

            
     

            “คารวะพี่ชายพี่สาวทุกท่าน”    มู่เฉิงหลินยิ้มกว้างแล้วโน้มกายลงคารวะอย่างมีมารยาท  มิได้สนใจว่าพวกฉวนสี่มิใช่คนในสำนักเดียวกัน  ขอเพียงเป็นคนที่ดีต่อมู่เชียน เขาย่อมต้องทำดีตอบ

            
     

            
     

            
     

            ชายหนุ่มทั้งสี่รับคารวะมู่เฉิงหลินด้วยรอยยิ้ม   โดยเฉพาะโม่เจี้ยน  เขาถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจ  

            
     

            “คารวะคุณชายมู่   ข้าคือจ้าวซง”  ไม่คิดว่าบุตรหลานตระกูลมู่ถึงกับมีพรสวรรค์สูงเช่นนี้   อายุสิบหกก็เข้าสู่ปราชญ์ยุทธ์ถึงสองคน   ดูท่าเขาอยู่กับตระกูลมู่คงไม่ผิดแล้ว

            
     

            
     

            “ข้าหยางอี้ปิน”

            
     

            “ข้าฉวนสี่ ยินดีที่ได้พบ”

             

            
     

            
     

            “ฮ่าฮ่าฮ่า   ข้าโม่เจี้ยน  เจ้าเรียกข้าพี่โม่ได้  … น้องของเสี่ยวเชียนก็เหมือนน้องของข้า… เสี่ยวหลินต่อไปข้าจะดูแลเจ้าเอง”

            
     

            
     

            เห็นโม่เจี้ยนยังหัวเราะไม่หยุด มู่เฉิงหลินก็มีสีหน้าแปลกๆออกมา   ชายผู้นี้คิดอะไรอยู่   อายุก็ยังไม่มากเท่าไหร่  ปราณยุทธ์ก็เป็นเพียงนักยุทธ์กลับกล่าวว่าจะดูแลเขาที่เป็นยอดยุทธ์แล้ว   แถมยังพยายามตีสนิทเรียกเขาด้วยชื่อเล่นอีกด้วย 

            
     

            
     

            
     

            “เฉิงหลิน มีอะไรหรือ ?”   เสียงบุรุษแหบห้าวดังขึ้น   ร่างสี่ร่างเดินมาจากฝั่งของตำหนักอัคคี  มู่เชียนมองไปก็พบเป็นบุรุษสาม หญิงหนึ่ง  บุรุษทั้งสามนั้นล้วนอยู่ในระดับยอดยุทธ์แล้ว   บุรุษที่ส่งเสียงเรียกมู่เฉิงหลินนั้นร่างใหญ่หนา เต็มไปด้วยมัดกล้าม  เขายืนอยู่ด้านหน้าสุด  ตามมาด้วยชายร่างสูงผมสวมชุดสีฟ้าทางด้านซ้าย  และอีกด้านเป็นชายหัวโล้นสวมชุดสีน้ำตาล  ทั้งหมดอายุระหว่างยี่สิบสองถึงยี่สิบสามปี  ส่วนหญิงสาวที่เดินมาเป็นคนสุดท้ายหญิงสาวนั้นมีอายุราวสิบแปดปี  ท่วงท่าสง่างาม ย่างเท้าสุภาพ ใบหน้างามล้ำเกินผู้ใดในที่แห่งนี้    

            
     

            
     

            ทั่วทั้งแคว้นหนานหาได้ยากที่จะมีผู้ใดไม่รู้จักหญิงงามผู้นี้   นางคือองค์หญิงฉง  หรือหนานจือฉง  ผู้ครอบครองปราณธาตุแสงและธาตุลม พรสวรรค์ด้านปราณยุทธ์ระดับสูงสุด   นางคืออดีตอัจฉริยะอันดับหนึ่ง และอดีตว่าที่ยอดยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าหนาน     ที่ต้องกล่าวว่าอดีตนั่นก็เพราะปีนี้ทั้งมู่เชียนและมู่เฉิงหลินเข้าสู่ยอดยุทธ์ก่อนแล้วด้วยวัยเพียง 16 ปี  ทำให้นางที่ยังคงอยู่ในระดับยอดยุทธ์ขั้นเก้าจึงกลายเป็นเพียงอัจฉริยะอันดับสามไป 

            
     

            
     

            
     

            
     

            “เชียน  นี่คือเหล่าศิษย์พี่ของข้า   พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือรุ่นใหม่ที่ได้รับคัดเลือกจากตำหนักอัคคี   ศิษย์พี่ทุกท่านนี่คือมู่เชียนพี่สาวฝาแฝดของข้า” มู่เฉิงหลินกล่าวแนะนำอย่างง่ายๆ

            
     

            
     

            “ฝาแฝดหรือ  ดูไม่เหมือนกันเลย” ชายร่างหนา เต็มไปด้วยมัดกล้ามเอ่ยอย่างไม่ตั้งใจ  ทว่าหลังจากนั้นก็ราวรู้ว่าตนเสียมารยาท จึงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมา

            
     

            
     

            
     

            “ขออภัยแม่นาง….   ศิษย์น้องข้าคนนี้แม้ปากไวไปหน่อย แต่ก็มิได้คิดร้าย…  ข้าคือจวงจิงถาน ” ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางสวมชุดสีฟ้าท่าทางคล่องแคล่วเอ่ยขึ้น ดูจากท่าทางแล้วเขาคงมีอาวุโสสูงสุดในกลุ่มนี้

            
     

            
     

            “ขออภัยแม่นางมู่  ข้าคือหมิงเทา”  ชายร่างใหญ่เอ่ยขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มจริงใจ

            
     

            
     

            
     

            “ข้าคือหลูหูลิ่ง  ตอนแรกเห็นเฉิงหลินสำเร็จยอดยุทธ์ได้ในวัยนี้ก็คิดว่าเหลือเชื่อแล้ว   ไม่คิดเลยว่าเจ้าก็บรรลุเช่นกัน   ช่างเป็นสายเลือดที่มีพรสวรรค์” ชายหัวโล้นเอ่ยขึ้นบ้าง 

            
     

            
     

            “ข้ามู่เชียนยินดีที่ได้พบทุกท่าน” มู่เชียนยิ้มบางแล้วโค้งคารวะอย่างสุภาพ  

            
     

            
     

            จากนั้นก็เป็นการแนะนำตัวของสมาชิกคนอื่นๆ  ตลอดการพูดคุยนี้ ไม่ปรากฏพระสุรเสียงขององค์หญิงฉงแม้แต่เพียงครั้งเดียว   นางเพียงเฝ้ามองการผูกสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วยดวงตาเย็นชาเท่านั้น  ส่วนมู่เฉิงหลินเองก็ทำราวกับลืมไปว่ามีนางอยู่ด้วย  ทำให้มู่เชียนคาดเดาได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคงไม่ดีนัก 

            
     

            
     

            เช้าตรู่วันต่อมา  เหล่าผู้ร่วมประลองยืนนิ่งอยู่กลางลาน  กำลังรอให้ผู้แทนพระองค์จากแคว้นหนานและแคว้นลู่มาถึง  เพื่อจะได้เริ่มการแข่งขันได้ ครู่หนึ่งผ่านไป ขบวนเสด็จของเชื้อพระวงศ์แคว้นต้าหนานก็มาถึง  

            
     

            
     

            มู่เชียนมองขบวนเสด็จอันแสนอลังการนั้นอย่างสนใจ  ในกลุ่มนั้นเกี้ยวมังกรถึงสามเกี้ยว   พวกเขาแบ่งขบวนเป็นสามแถว แต่ละแถวมีนางกำนัลและขันทีติดตามราวยี่สิบชีวิต   ด้านหลังคือขบวนเหล่าขุนนางข้าราชบริพารกว่าหนึ่งร้อยคน  นอกจากนี้ยังมีองครักษ์เสื้อแพรหลายพันคนที่ล้อมอยู่รอบๆ   มู่เชียนมองแล้วก็ได้แต่คิดว่าขบวนเสด็จนี้ใช่หอบเอาคนจากวังหลวงมาด้วยจนหมดแล้วหรือไม่    จ้าวซงเห็นสีหน้าของมู่เชียนมีความสงสัย จึงเอ่ยปากเล่าให้ฟังอย่างรู้ใจ

            
     

            
     

            
     

            “ปีนี้ได้ยินว่าจะมีแขกสำคัญจากแคว้นลู่มาร่วมการประลองด้วย องค์ราชาแห่งแคว้นหนาน และองค์ชายทั้งสองจึงจำต้องมาร่วมงานด้วยเพื่อเป็นเกียรติแก่แขกสำคัญผู้นั้น”

            
     

            มู่เชียนพยักหน้ารับรู้  ที่ผ่านมาคนจากราชวงศ์ต้าหนานที่มาเป็นประธานในงานประลองหากไม่ใช่องค์ชายใหญ่ก็คือองค์รัชทายาทคนใดคนหนึ่งเท่านั้น    ทว่าสำหรับปีนี้นั้นทั้งองค์ราชา องค์รัชทายาทและองค์ชายใหญ่กลับมาร่วมงานด้วยถึงสามพระองค์ในคราวเดียว  ดูแล้วผู้มาเยือนจากแคว้นลู่ผู้นั้นคงมีความสำคัญอย่างมาก  พวกเขาได้แต่คาดเดาความเป็นมาของแขกผู้นั้นไปต่างๆนาๆ    …….     ทว่าต่อมาไม่นาน พวกเขาก็ได้ทราบคำตอบ

            
     

            
     

            
     

            “องค์รัชทายาทลู่เหวินหลางเสด็จ !”

            
     

            
     

            
     

            มู่เชียนหันมองตามเสียง นางเห็นแสงสีเหลืองพุ่งวูบมาด้วยความเร็วที่นางแทบมองไม่ทัน    จนกระทั่งแสงสีเหลืองนั้นมาหยุดอยู่เหนือปรัมพิธี นางจึงมองเห็นว่านั่นคือขบวนรถม้าสีเหลืองอร่ามที่ลอยอยู่บนฟ้า  รถม้าทั้งหลังทำจากทองคำสีเหลืองอร่าม   ถูกลากโดยสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายม้ามีปีกสีทองเช่นกัน   รอบด้านของรถม้ามีหญิงสาวงดงามแปดนางยืนรายล้อมอยู่ 

            
     

            
     

            รถม้าคันนั้นค่อยๆร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวล  จากนั้นนางกำนัลสี่นางก็เริ่มต้นใช้ขนของสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีสีขาวราวหิมะปูลงบนพื้นดินหน้ารถม้า  พรมขนสัตว์นั้นทอดยาวกลายเป็นทางเดินไปสู่ปะรำพิธี  ขณะที่นางกำนัลอีกสองนางนำเอาเก้าอี้ทองคำขนาดใหญ่ออกจากถุงมิติ   แล้ววางบนแท่นสูงในตำแหน่งที่เสมอกับองค์ราชาผู้เป็นประธาน

            
     

            
     

            “องค์รัชทายาทเชิญเสด็จเพคะ”  

            
     

            
     

            นางกำนัลสองนางสุดท้ายแหวกม่านรถม้าออก ร่างสูงสีทองอร่ามปรากฏขึ้น  ชั่วชีวิตของมู่เชียน นางไม่เคยเห็นบุรุษใดจะประดับประดาร่างกายด้วยสีทองมากมายถึงเพียงนี้  รัดเกล้าสีทอง ชุดคลุมสีทอง  ต่างหูสีทอง  รองเท้าสีทอง  แม้กระทั่งกระบี่ที่แขวนไว้ข้างกายยังมีสีทอง รัศมีสีทองนั้นอะร้าอร่ามจนแสบตา  คาดเดาได้เลยว่าแม้แต่ชุดชั้นในก็คงเป็นสีทองด้วย

            
     

            
     

            ลู่เหวินหลางก้าวเดินขึ้นสู่แท่นพิธีแล้วนั่งเคียงกับองค์ราชาของแคว้นหนานอย่างมั่นใจ  

            
     

            
     

            
     

            องค์รัชทายาทลู่เหวินหลางเป็นโอรสเพียงองค์เดียวของราชาแห่งแคว้นลู่  แน่นอนว่าฐานะของเขานั้นสูงส่งไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง   แต่กระนั้นศักดิ์ขององค์รัชทายาทอย่างไรก็ไม่ควรเทียบเท่ากับจ้าวครองแคว้น    น่าจะทรงจัดที่นั่งของตนให้ต่ำลงมาสักหน่อยตามมารยาท    สถานการณ์เช่นนี้เว้นแต่ว่าแคว้นต้าหนานยอมรับว่าตนมีศักดิ์ฐานะที่ด้อยกว่าแคว้นลู่  มิเช่นนั้นแล้วองค์ราชาหนานซิงฉือไม่มีทางยินยอมแน่      

            
     

            
     

            “องค์รัชทายาทการเดินทางเรียบร้อยดีหรือหรือไม่ ?”   หนานซิงฉือเอ่ยปากไถ่ถามขึ้นก่อนอย่างใจดี 

            
     

            
     

            “ไม่สะดวกสบายเท่าไหร่พะย่ะค่ะ    หม่อมฉันหวังว่าการประลองของต้าหนานจะทำให้หม่อมฉันได้พบสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ  ไม่เช่นนั้นคงเสียแรงที่อุตส่าห์เดินทางมาถึงชายแดนทุรกันดารเช่นนี้” 

            
     

            
     

            ลู่เหวินหลางไม่ใส่ใจจะเอ่ยคำพูดยกย่องตามมารยาทแม้แต่น้อย……การเดินทางครั้งนี้หากไม่พบสิ่งที่เขาตามหาล่ะก็ กลับไปเขาจะฆ่าสายสืบไร้สามารถพวกนั้นให้เรียบ !!

            
     

            
     

            
     

            “เช่นนั้นก็ขอให้ท่านสมหวัง”  

            
     

            
     

            หนานซิงฉือพยักหน้าแล้วยิ้มให้โดยไม่แสดงท่าทีไม่พอใจแม้แต่น้อย เหล่าข้าราชบริพารเสียอีกต่างพากันก้มหน้าลงด้วยความอับอายที่องค์ราชาของตนถูกองค์ชายจากแคว้นเพื่อนบ้านลบหลู่เช่นนี้  ทำอย่างไรได้  ไม่ว่าเมื่อใดความแข็งแกร่งย่อมสามารถอยู่เหนือทุกสิ่ง

            
     

            
     

            
     

            เมื่อเห็นว่าทุกคนมาพร้อมกันแล้ว  องค์ชายใหญ่ผู้เป็นตัวแทนราชวงศ์หนานก็ลุกขึ้น ทรงโน้มกายคารวะประธานในพิธีทั้งสอง แล้วหันกลับมาเอ่ยกับผู้เข้าร่วมการประลอง

            
     

            
     

            “การประลองระหว่างสำนักของแคว้นต้าหนาน    ลำดับแรกเป็นการประลองแบบกลุ่ม  ตัวแทนศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งห้าของทุกสำนักจงมารวมตัวกันตรงด้านหน้านี้”  

            
     

            
     

            สิ้นเสียงของหนานจื่อชิ่ง  ตัวแทนจากทั้งเจ็ดสำนักก็เดินเรียงแถวกันเข้ามาอยู่เบื้องหน้าเขาทันที   มู่เฉิงหลินและมู่เชียนหันมาส่งยิ้มให้กันจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไปยืนประจำตำแหน่งในกลุ่มของตน 

            
     

            
     

            “ภารกิจของปีนี้ ในเขตของป่าพันอสูร พวกเจ้าจงรวบรวมลูกแก้วสัตว์อสูรมาให้มากที่สุด   ลูกแก้วสามัญอสูรมีค่า 1 แต้ม  ลูกแก้วยอดอสูรมีค่า 10 แต้ม  ลูกแก้วปราชญ์อสูร มีค่า 100 แต้ม  หลังพระอาทิตย์ตกดินให้มารวมกันเพื่อตรวจสอบผล  จำไว้ว่าอย่าได้ฝืนเด็ดขาด  หากพบอันตรายจงจุดพลุสัญญาณจากนั้นจะมีคนไปช่วยในไม่ช้า”

            
     

            
     

            ‘ภารกิจของปีนี้ดูแล้วไม่ยากเท่าไหร่’   มู่เชียนคิดอยู่ในใจ 

            
     

            
     

            “กติกาของการประลองมีดังนี้ 

            
     

            หนึ่งห้ามแย่งชิงลูกแก้วจากกลุ่มอื่น

            
     

            สองห้ามนำสัตว์อสูรของตนเข้าไปเด็ดขาด !”

            
     

            
     

            
     

            มู่เชียนนิ่งอึ้งไป  ขณะที่เสี่ยวจือจือหันมายึดแขนนางไว้แน่นทันที  

            
     

            
     

            “คุณหนู  ข้าไม่เห็นด้วยนะเจ้าคะ”   ที่ผ่านมาคุณหนูมีท่านเสี่ยวจิ้งอยู่ข้างกายตลอด  ด้วยระดับมหายุทธ์    ในแคว้นต้าหนานแห่งนี้จึงไม่มีผู้ใดที่เทียบฝีมือกับเทพอสูรน้อยได้  เสี่ยวจือจือจึงไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย  แต่หากจะต้องแยกกันไป ….

            
     

            
     

            
     

            “เสี่ยวจิ้ง  จือจือ รอข้าที่นี่แหละ”  มู่เชียนเอ่ยหลังจากคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง  แม้จะสามารถให้เสี่ยวจิ้งตามไปได้โดยไม่มีใครรู้ แต่ว่านั่นก็คือการโกงมิใช่หรือ 

            
     

            
     

            “แต่ว่า…” 

            
     

            
     

            
     

            “วางใจเถิดหากมีอันตรายข้าจะเรียกเจ้าทันที” 

            
     

            
     

            
     

            เสี่ยวจิ้งที่เงียบไปนั้น   เขากำลังส่งกระแสจิตไปตรวจสอบดู ในป่าเบื้องหน้านี้สัตว์อสูรส่วนใหญ่อยู่ในระดับสามัญและยอดอสูรเท่านั้น    ตัวที่มีระดับสูงสุดในป่าอยู่ห่างจากจุดที่เขายืนอยู่ไปราวสองร้อยลี้   และเป็นเพียงแค่ปราชญ์อสูรขั้นกลางเท่านั้น  

            
     

            
     

            หากมีอันตรายใด เสี่ยวจือจือที่มีพันธสัญญาขั้นสูงกับนางก็สามารถไปปรากฏตัวเบื้องหน้านางได้ในพริบตา ส่วนเขาหากเร่งความเร็วสูงสุด ต่อให้ระยะทางจะไกลถึงสองร้อยลี้ก็คงใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น  ให้นางไปฝึกฝีมือตามลำพังบ้างก็ดี  ที่ผ่านมาป่าพันอสูรคือสถานที่ที่เหล่าศิษย์ของสองสำนักจัดงานประลองเป็นประจำอยู่แล้วย่อมไม่มีอันตรายร้ายแรง

            
     

            
     

            “หากมีอะไรก็เรียกข้าแล้วกัน  ข้าจะไปถึงเจ้าในเวลาไม่เกินหนึ่งเค่อ”   

            
     

            
     

            “อืมม”.   มู่เชียนรู้สึกอบอุ่นใจในความห่วงใยของเสี่ยวจิ้งและเสี่ยวจือจือเป็นอย่างยิ่ง   

            
     

            
     

            
     

            เสี่ยวจือจือและเสี่ยวจิ้งถอนตัวออกไปแล้ว เหล่าศิษย์พี่น้องทั้งห้าจึงเริ่มประชุมวางแผนเพื่อทำภารกิจครั้งนี้ ด้วยระดับอาวุโสและระดับฝีมือที่ไม่แพ้ผู้ใด ฉวนสี่จึงถูกเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มอย่างเป็นเอกฉันท์

            
     

            
     

            “ในเมื่อภารกิจคือตามล่าลูกแก้วสัตว์อสูร เช่นนั้นพวกเราย่อมต้องมุ่งหน้าเข้าป่าไปให้ลึกที่สุด  ด้านในนั้นจึงจะมีสัตว์อสูรอยู่มาก” โม่เจี้ยนเสนอความคิดขึ้นเป็นคนแรก

            
     

            
     

            “อสูรสามัญนั้นแม้จะรับมือง่ายแต่ได้แต้มน้อยนัก …….. ด้วยเวลาที่จำกัด ข้าคิดเราว่าควรมุ่งความสำคัญไปที่ยอดอสูรมากกว่า  มีแต้มถึงสิบแต้มต่อหนึ่งชิ้น  ร่นเวลาไปได้มาก”    จ้าวซงเอ่ยขึ้นบ้าง 

            
     

            
     

            “ห้าสำนักเล็กนั้น ศิษย์ส่วนใหญ่มีระดับเพียงนักยุทธ์ขั้นห้าหรือหกเท่านั้น คิดว่าพวกเขาคงจะทุ่มกำลังไปที่สามัญอสูร เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว คู่ต่อสู้ของเรามีเพียงตำหนักเซียนอัคคีเท่านั้น”.  

            
     

            
     

            หยางอี้ปินมองไปรอบด้านแล้ววิเคราะห์คู่ต่อสู้ออกมาอย่างรวดเร็ว ทว่าสำหรับตำหนักอัคคีนั้นด้วยระดับฝึกตนที่ต่ำกว่าทำให้เขาไม่สามารถวิเคราะห์ความสามารถฝ่ายตรงข้ามออกมาได้  จึงเป็นหน้าที่ของมู่เชียนที่มีระดับการฝึกตนสูงสุดในกลุ่มเป็นผู้วิเคราะห์แทน เด็กสาวมองคนจากตำหนักเซียนอัคคีทั้งห้าอยู่แวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกผลวิเคราะห์ออกมา

            
     

            
     

            “จากที่ข้าสำรวจดู พวกเขามียอดยุทธ์ชั้นต้นสี่คน  ส่วนองค์หญิงผู้นั้นก็อยู่ในระดับนักยุทธ์ 9 ดาวนับว่าเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งมาก” 

            
     

            
     

            “ระดับยอดยุทธ์ถึงสี่คนเชียวหรือ?”    จ้าวซง โม่เจี้ยนและหยางอี้ปินฟังการวิเคราะห์ของมู่เชียนแล้วก็ตระหนกอย่างยิ่ง  ฉวนสี่เห็นแล้วก็ยิ้มขำ  เขาตบบ่าโม่เจี้ยนกับหยางอี้ปินเบาๆแล้วเอ่ยว่า

            
     

            
     

            
     

            
     

            “อย่าได้วิตกไป แม้พวกเราจะมีระดับยอดยุทธ์สองคน นักยุทธ์แปดดาวสามคน  ทว่าศิษย์น้องมู่เป็นถึงยอดยุทธ์ชั้นกลางแล้ว  คิดว่าน่าจะสามารถชดเชยส่วนที่พวกเราด้อยกว่าไปได้  อีกอย่างนี่ไม่ใช่การประลองปราณยุทธ์  แต่เป็นประลองที่ต้องอาศัยความสามารถรอบด้าน   ข้าคิดว่าเรื่องความสามารถนั้นพวกเราไม่แพ้แน่”

            
     

            
     

            อืมม..​ พวกเขาอาจไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่เก่งกาจที่สุด   แต่พวกเขาคือการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในทุกศาสตร์เท่าที่มี…. ความมั่นใจในพวกพ้องทำให้ดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายอีกครั้ง

            
     

            
     

            “ถ้าเช่นนั้น ทันทีที่ประกาศเริ่ม พวกเราวิ่งตรงเข้าป่าลึกไปเลย”  ฉวนสี่เอ่ยสรุป

            
     

            
     

            “ตกลง”   ทุกคนรับคำ

            
     

            
     

            ไม่นานหลังจากนั้นเสียงประกาศเริ่มการแข่งขันก็ดังขึ้น  ผู้เข้าแข่งขันทั้งสามสิบห้าคนต่างกรูกันเข้าไปในป่าพันอสูรด้วยความรวดเร็ว  กลุ่มหน้าสุดคือหมู่ตึกพฤกษา และตำหนักเซียนอัคคี    ส่วนสำนักรองทั้งห้ากำลังรอคอยให้พี่ใหญ่ทั้งสองแสดงท่าทีออกมา

            
     

            
     

            “ไปทางตะวันตก” องค์หญิงฉงประกาศแล้วออกวิ่งนำหน้าไปทันที  พวกมู่เฉิงหลินที่เหลือส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่ายครั้งหนึ่งก่อนจะวิ่งตามไป

            
     

            
     

            “เช่นนั้นพวกเราไปข้างหน้า  เข้าไปใจกลางป่าเลย ”   ฉวนสี่เอ่ยขึ้น  แม้ไม่จำเป็นต้องเอ่ยพวกมู่เชียนก็รู้สิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว  แต่ที่เขาเอ่ยออกมาเพียงเพื่อบอกให้เหล่าสำนักย่อยรับรู้ว่า พวกเขาจะไปที่ใด  โดยมารยาทแล้วจะได้ไม่ต้องกังวลจะทับซ้อนพื้นที่กัน

            
     

            
     

            
     

            
     

            หลังสำนักใหญ่ทั้งสองเลือกพื้นที่และจากไปแล้ว  จึงเป็นทีของสำนักรองทั้งห้าที่จะแย่งชิงพื้นที่ที่เหลือกันตามสบาย

            
     

            
     

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน