“เชียน…” เสียงตะโกนเรียกดังขึ้น มู่เชียนหันไปมองก็พบมู่เฉิงหลินในชุดสีขาวกำลังวิ่งเหยาะๆเข้ามาหา เขาตัวสูงขึ้นอีกแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาของชายนุ่มตรงหน้าประดับรอยยิ้มสดใสจนคนรอบข้างหันมามองอย่างชื่นชม มู่เชียนและมู่เฉิงหลินจับมือกันแน่น ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความยินดี ความคิดคำนึงและความสนิทสนมอย่างมาก ทำให้โม่เจี้ยนอยู่ด้านข้างได้แต่จ้องมองความสนิทสนมครั้งนี้ด้วยสองตาที่เบิกโพลง
“เฉิงหลิน ดีจริงๆที่เจอเจ้า เจ้าสำเร็จยอดยุทธ์แล้วสินะ” มู่เชียนเอ่ยขึ้นก่อน
เจ้าเด็กนี่ เป็นยอดยุทธ์เชียวหรือ … โม่เจี้ยนใจฝ่อลงไป พยายามแทบตายเขาก็เพิ่งเข้าสู่นักยุทธ์แปดดาวขั้นปลายเท่านั้น
“อืมม ไม่กี่วันก่อนนี้เอง โชคดีจริงๆที่ทัน ขอบคุณมากนะสำหรับของขวัญนั่น
มีของขวัญให้กันด้วย….
“ขอบคุณเสี่ยวจิ้งเถิด” เสี่ยวจิ้งยิ้มอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับบอกให้มู่เฉิงหลินไม่ต้องเกรงใจ ตั้งใจฝึกปรือให้เต็มที่ก็พอ
เสี่ยวจิ้งที่กับเขาแทบไม่มองหน้า แต่กับเจ้าหมอนี่ถึงกับมีรอยยิ้มให้ ?!……
“จือจือ คารวะคุณชายเฉิงหลินเจ้าค่ะ” เสี่ยวจือจือเองก็ยินดีที่ได้พบคุณชายของตนอย่างมาก นางย่อตัวคารวะมู่เฉิงหลินอย่างอ่อนโยน ทำให้มู่เฉิงหลินหันมองนางแล้วลูบหัวเด็กสาวไปหนึ่งครั้ง
“เสี่ยวจือจือเด็กดี เจ้าก็มาด้วยหรือ ?”
อากัปกิริยาสนิทสนมนี้ เสี่ยวจือจือคุ้นเคยยิ่งนัก แต่ไรมานอกจากคุณหนูก็มีเพียงคุณชายเฉิงหลินที่นางรู้สึกว่าเป็นญาติสนิท เด็กสาวหัวเราะรับคำมู่เฉิงหลินอย่างมีความสุขแล้วก็ถอยไปยืนอยู่ด้านข้าง เฝ้ามองเจ้านายทั้งสองทักทายกันต่อไป
“ศิษย์น้องมู่ ไม่ทราบน้องชายผู้นี้คือ ?” ฉวนสี่เอ่ยถามขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างสุภาพ เขาไม่เคยเห็นเสี่ยวจือจือสนิทสนมและยินดีที่พบใครเช่นนี้มาก่อน โม่เจี้ยนที่ยืนหน้าคล้ำอยู่ข้างๆก็เงี่ยหูรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“ขออภัยเจ้าค่ะศิษย์พี่ นี่คือน้องชายฝาแฝดของข้ามู่เฉิงหลิน หลายท่านนี้คือศิษย์พี่ทั้งหลายของข้า ที่ผ่านมาโชคดีที่พวกเขาดูแลข้ามาตลอด”
“คารวะพี่ชายพี่สาวทุกท่าน” มู่เฉิงหลินยิ้มกว้างแล้วโน้มกายลงคารวะอย่างมีมารยาท มิได้สนใจว่าพวกฉวนสี่มิใช่คนในสำนักเดียวกัน ขอเพียงเป็นคนที่ดีต่อมู่เชียน เขาย่อมต้องทำดีตอบ
ชายหนุ่มทั้งสี่รับคารวะมู่เฉิงหลินด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะโม่เจี้ยน เขาถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจ
“คารวะคุณชายมู่ ข้าคือจ้าวซง” ไม่คิดว่าบุตรหลานตระกูลมู่ถึงกับมีพรสวรรค์สูงเช่นนี้ อายุสิบหกก็เข้าสู่ปราชญ์ยุทธ์ถึงสองคน ดูท่าเขาอยู่กับตระกูลมู่คงไม่ผิดแล้ว
“ข้าหยางอี้ปิน”
“ข้าฉวนสี่ ยินดีที่ได้พบ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าโม่เจี้ยน เจ้าเรียกข้าพี่โม่ได้ … น้องของเสี่ยวเชียนก็เหมือนน้องของข้า… เสี่ยวหลินต่อไปข้าจะดูแลเจ้าเอง”
เห็นโม่เจี้ยนยังหัวเราะไม่หยุด มู่เฉิงหลินก็มีสีหน้าแปลกๆออกมา ชายผู้นี้คิดอะไรอยู่ อายุก็ยังไม่มากเท่าไหร่ ปราณยุทธ์ก็เป็นเพียงนักยุทธ์กลับกล่าวว่าจะดูแลเขาที่เป็นยอดยุทธ์แล้ว แถมยังพยายามตีสนิทเรียกเขาด้วยชื่อเล่นอีกด้วย
“เฉิงหลิน มีอะไรหรือ ?” เสียงบุรุษแหบห้าวดังขึ้น ร่างสี่ร่างเดินมาจากฝั่งของตำหนักอัคคี มู่เชียนมองไปก็พบเป็นบุรุษสาม หญิงหนึ่ง บุรุษทั้งสามนั้นล้วนอยู่ในระดับยอดยุทธ์แล้ว บุรุษที่ส่งเสียงเรียกมู่เฉิงหลินนั้นร่างใหญ่หนา เต็มไปด้วยมัดกล้าม เขายืนอยู่ด้านหน้าสุด ตามมาด้วยชายร่างสูงผมสวมชุดสีฟ้าทางด้านซ้าย และอีกด้านเป็นชายหัวโล้นสวมชุดสีน้ำตาล ทั้งหมดอายุระหว่างยี่สิบสองถึงยี่สิบสามปี ส่วนหญิงสาวที่เดินมาเป็นคนสุดท้ายหญิงสาวนั้นมีอายุราวสิบแปดปี ท่วงท่าสง่างาม ย่างเท้าสุภาพ ใบหน้างามล้ำเกินผู้ใดในที่แห่งนี้
ทั่วทั้งแคว้นหนานหาได้ยากที่จะมีผู้ใดไม่รู้จักหญิงงามผู้นี้ นางคือองค์หญิงฉง หรือหนานจือฉง ผู้ครอบครองปราณธาตุแสงและธาตุลม พรสวรรค์ด้านปราณยุทธ์ระดับสูงสุด นางคืออดีตอัจฉริยะอันดับหนึ่ง และอดีตว่าที่ยอดยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าหนาน ที่ต้องกล่าวว่าอดีตนั่นก็เพราะปีนี้ทั้งมู่เชียนและมู่เฉิงหลินเข้าสู่ยอดยุทธ์ก่อนแล้วด้วยวัยเพียง 16 ปี ทำให้นางที่ยังคงอยู่ในระดับยอดยุทธ์ขั้นเก้าจึงกลายเป็นเพียงอัจฉริยะอันดับสามไป
“เชียน นี่คือเหล่าศิษย์พี่ของข้า พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือรุ่นใหม่ที่ได้รับคัดเลือกจากตำหนักอัคคี ศิษย์พี่ทุกท่านนี่คือมู่เชียนพี่สาวฝาแฝดของข้า” มู่เฉิงหลินกล่าวแนะนำอย่างง่ายๆ
“ฝาแฝดหรือ ดูไม่เหมือนกันเลย” ชายร่างหนา เต็มไปด้วยมัดกล้ามเอ่ยอย่างไม่ตั้งใจ ทว่าหลังจากนั้นก็ราวรู้ว่าตนเสียมารยาท จึงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมา
“ขออภัยแม่นาง…. ศิษย์น้องข้าคนนี้แม้ปากไวไปหน่อย แต่ก็มิได้คิดร้าย… ข้าคือจวงจิงถาน ” ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางสวมชุดสีฟ้าท่าทางคล่องแคล่วเอ่ยขึ้น ดูจากท่าทางแล้วเขาคงมีอาวุโสสูงสุดในกลุ่มนี้
“ขออภัยแม่นางมู่ ข้าคือหมิงเทา” ชายร่างใหญ่เอ่ยขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“ข้าคือหลูหูลิ่ง ตอนแรกเห็นเฉิงหลินสำเร็จยอดยุทธ์ได้ในวัยนี้ก็คิดว่าเหลือเชื่อแล้ว ไม่คิดเลยว่าเจ้าก็บรรลุเช่นกัน ช่างเป็นสายเลือดที่มีพรสวรรค์” ชายหัวโล้นเอ่ยขึ้นบ้าง
“ข้ามู่เชียนยินดีที่ได้พบทุกท่าน” มู่เชียนยิ้มบางแล้วโค้งคารวะอย่างสุภาพ
จากนั้นก็เป็นการแนะนำตัวของสมาชิกคนอื่นๆ ตลอดการพูดคุยนี้ ไม่ปรากฏพระสุรเสียงขององค์หญิงฉงแม้แต่เพียงครั้งเดียว นางเพียงเฝ้ามองการผูกสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วยดวงตาเย็นชาเท่านั้น ส่วนมู่เฉิงหลินเองก็ทำราวกับลืมไปว่ามีนางอยู่ด้วย ทำให้มู่เชียนคาดเดาได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคงไม่ดีนัก
เช้าตรู่วันต่อมา เหล่าผู้ร่วมประลองยืนนิ่งอยู่กลางลาน กำลังรอให้ผู้แทนพระองค์จากแคว้นหนานและแคว้นลู่มาถึง เพื่อจะได้เริ่มการแข่งขันได้ ครู่หนึ่งผ่านไป ขบวนเสด็จของเชื้อพระวงศ์แคว้นต้าหนานก็มาถึง
มู่เชียนมองขบวนเสด็จอันแสนอลังการนั้นอย่างสนใจ ในกลุ่มนั้นเกี้ยวมังกรถึงสามเกี้ยว พวกเขาแบ่งขบวนเป็นสามแถว แต่ละแถวมีนางกำนัลและขันทีติดตามราวยี่สิบชีวิต ด้านหลังคือขบวนเหล่าขุนนางข้าราชบริพารกว่าหนึ่งร้อยคน นอกจากนี้ยังมีองครักษ์เสื้อแพรหลายพันคนที่ล้อมอยู่รอบๆ มู่เชียนมองแล้วก็ได้แต่คิดว่าขบวนเสด็จนี้ใช่หอบเอาคนจากวังหลวงมาด้วยจนหมดแล้วหรือไม่ จ้าวซงเห็นสีหน้าของมู่เชียนมีความสงสัย จึงเอ่ยปากเล่าให้ฟังอย่างรู้ใจ
“ปีนี้ได้ยินว่าจะมีแขกสำคัญจากแคว้นลู่มาร่วมการประลองด้วย องค์ราชาแห่งแคว้นหนาน และองค์ชายทั้งสองจึงจำต้องมาร่วมงานด้วยเพื่อเป็นเกียรติแก่แขกสำคัญผู้นั้น”
มู่เชียนพยักหน้ารับรู้ ที่ผ่านมาคนจากราชวงศ์ต้าหนานที่มาเป็นประธานในงานประลองหากไม่ใช่องค์ชายใหญ่ก็คือองค์รัชทายาทคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ทว่าสำหรับปีนี้นั้นทั้งองค์ราชา องค์รัชทายาทและองค์ชายใหญ่กลับมาร่วมงานด้วยถึงสามพระองค์ในคราวเดียว ดูแล้วผู้มาเยือนจากแคว้นลู่ผู้นั้นคงมีความสำคัญอย่างมาก พวกเขาได้แต่คาดเดาความเป็นมาของแขกผู้นั้นไปต่างๆนาๆ ……. ทว่าต่อมาไม่นาน พวกเขาก็ได้ทราบคำตอบ
“องค์รัชทายาทลู่เหวินหลางเสด็จ !”
มู่เชียนหันมองตามเสียง นางเห็นแสงสีเหลืองพุ่งวูบมาด้วยความเร็วที่นางแทบมองไม่ทัน จนกระทั่งแสงสีเหลืองนั้นมาหยุดอยู่เหนือปรัมพิธี นางจึงมองเห็นว่านั่นคือขบวนรถม้าสีเหลืองอร่ามที่ลอยอยู่บนฟ้า รถม้าทั้งหลังทำจากทองคำสีเหลืองอร่าม ถูกลากโดยสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายม้ามีปีกสีทองเช่นกัน รอบด้านของรถม้ามีหญิงสาวงดงามแปดนางยืนรายล้อมอยู่
รถม้าคันนั้นค่อยๆร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวล จากนั้นนางกำนัลสี่นางก็เริ่มต้นใช้ขนของสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีสีขาวราวหิมะปูลงบนพื้นดินหน้ารถม้า พรมขนสัตว์นั้นทอดยาวกลายเป็นทางเดินไปสู่ปะรำพิธี ขณะที่นางกำนัลอีกสองนางนำเอาเก้าอี้ทองคำขนาดใหญ่ออกจากถุงมิติ แล้ววางบนแท่นสูงในตำแหน่งที่เสมอกับองค์ราชาผู้เป็นประธาน
“องค์รัชทายาทเชิญเสด็จเพคะ”
นางกำนัลสองนางสุดท้ายแหวกม่านรถม้าออก ร่างสูงสีทองอร่ามปรากฏขึ้น ชั่วชีวิตของมู่เชียน นางไม่เคยเห็นบุรุษใดจะประดับประดาร่างกายด้วยสีทองมากมายถึงเพียงนี้ รัดเกล้าสีทอง ชุดคลุมสีทอง ต่างหูสีทอง รองเท้าสีทอง แม้กระทั่งกระบี่ที่แขวนไว้ข้างกายยังมีสีทอง รัศมีสีทองนั้นอะร้าอร่ามจนแสบตา คาดเดาได้เลยว่าแม้แต่ชุดชั้นในก็คงเป็นสีทองด้วย
ลู่เหวินหลางก้าวเดินขึ้นสู่แท่นพิธีแล้วนั่งเคียงกับองค์ราชาของแคว้นหนานอย่างมั่นใจ
องค์รัชทายาทลู่เหวินหลางเป็นโอรสเพียงองค์เดียวของราชาแห่งแคว้นลู่ แน่นอนว่าฐานะของเขานั้นสูงส่งไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง แต่กระนั้นศักดิ์ขององค์รัชทายาทอย่างไรก็ไม่ควรเทียบเท่ากับจ้าวครองแคว้น น่าจะทรงจัดที่นั่งของตนให้ต่ำลงมาสักหน่อยตามมารยาท สถานการณ์เช่นนี้เว้นแต่ว่าแคว้นต้าหนานยอมรับว่าตนมีศักดิ์ฐานะที่ด้อยกว่าแคว้นลู่ มิเช่นนั้นแล้วองค์ราชาหนานซิงฉือไม่มีทางยินยอมแน่
“องค์รัชทายาทการเดินทางเรียบร้อยดีหรือหรือไม่ ?” หนานซิงฉือเอ่ยปากไถ่ถามขึ้นก่อนอย่างใจดี
“ไม่สะดวกสบายเท่าไหร่พะย่ะค่ะ หม่อมฉันหวังว่าการประลองของต้าหนานจะทำให้หม่อมฉันได้พบสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่เช่นนั้นคงเสียแรงที่อุตส่าห์เดินทางมาถึงชายแดนทุรกันดารเช่นนี้”
ลู่เหวินหลางไม่ใส่ใจจะเอ่ยคำพูดยกย่องตามมารยาทแม้แต่น้อย……การเดินทางครั้งนี้หากไม่พบสิ่งที่เขาตามหาล่ะก็ กลับไปเขาจะฆ่าสายสืบไร้สามารถพวกนั้นให้เรียบ !!
“เช่นนั้นก็ขอให้ท่านสมหวัง”
หนานซิงฉือพยักหน้าแล้วยิ้มให้โดยไม่แสดงท่าทีไม่พอใจแม้แต่น้อย เหล่าข้าราชบริพารเสียอีกต่างพากันก้มหน้าลงด้วยความอับอายที่องค์ราชาของตนถูกองค์ชายจากแคว้นเพื่อนบ้านลบหลู่เช่นนี้ ทำอย่างไรได้ ไม่ว่าเมื่อใดความแข็งแกร่งย่อมสามารถอยู่เหนือทุกสิ่ง
เมื่อเห็นว่าทุกคนมาพร้อมกันแล้ว องค์ชายใหญ่ผู้เป็นตัวแทนราชวงศ์หนานก็ลุกขึ้น ทรงโน้มกายคารวะประธานในพิธีทั้งสอง แล้วหันกลับมาเอ่ยกับผู้เข้าร่วมการประลอง
“การประลองระหว่างสำนักของแคว้นต้าหนาน ลำดับแรกเป็นการประลองแบบกลุ่ม ตัวแทนศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งห้าของทุกสำนักจงมารวมตัวกันตรงด้านหน้านี้”
สิ้นเสียงของหนานจื่อชิ่ง ตัวแทนจากทั้งเจ็ดสำนักก็เดินเรียงแถวกันเข้ามาอยู่เบื้องหน้าเขาทันที มู่เฉิงหลินและมู่เชียนหันมาส่งยิ้มให้กันจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไปยืนประจำตำแหน่งในกลุ่มของตน
“ภารกิจของปีนี้ ในเขตของป่าพันอสูร พวกเจ้าจงรวบรวมลูกแก้วสัตว์อสูรมาให้มากที่สุด ลูกแก้วสามัญอสูรมีค่า 1 แต้ม ลูกแก้วยอดอสูรมีค่า 10 แต้ม ลูกแก้วปราชญ์อสูร มีค่า 100 แต้ม หลังพระอาทิตย์ตกดินให้มารวมกันเพื่อตรวจสอบผล จำไว้ว่าอย่าได้ฝืนเด็ดขาด หากพบอันตรายจงจุดพลุสัญญาณจากนั้นจะมีคนไปช่วยในไม่ช้า”
‘ภารกิจของปีนี้ดูแล้วไม่ยากเท่าไหร่’ มู่เชียนคิดอยู่ในใจ
“กติกาของการประลองมีดังนี้
หนึ่งห้ามแย่งชิงลูกแก้วจากกลุ่มอื่น
สองห้ามนำสัตว์อสูรของตนเข้าไปเด็ดขาด !”
มู่เชียนนิ่งอึ้งไป ขณะที่เสี่ยวจือจือหันมายึดแขนนางไว้แน่นทันที
“คุณหนู ข้าไม่เห็นด้วยนะเจ้าคะ” ที่ผ่านมาคุณหนูมีท่านเสี่ยวจิ้งอยู่ข้างกายตลอด ด้วยระดับมหายุทธ์ ในแคว้นต้าหนานแห่งนี้จึงไม่มีผู้ใดที่เทียบฝีมือกับเทพอสูรน้อยได้ เสี่ยวจือจือจึงไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย แต่หากจะต้องแยกกันไป ….
“เสี่ยวจิ้ง จือจือ รอข้าที่นี่แหละ” มู่เชียนเอ่ยหลังจากคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง แม้จะสามารถให้เสี่ยวจิ้งตามไปได้โดยไม่มีใครรู้ แต่ว่านั่นก็คือการโกงมิใช่หรือ
“แต่ว่า…”
“วางใจเถิดหากมีอันตรายข้าจะเรียกเจ้าทันที”
เสี่ยวจิ้งที่เงียบไปนั้น เขากำลังส่งกระแสจิตไปตรวจสอบดู ในป่าเบื้องหน้านี้สัตว์อสูรส่วนใหญ่อยู่ในระดับสามัญและยอดอสูรเท่านั้น ตัวที่มีระดับสูงสุดในป่าอยู่ห่างจากจุดที่เขายืนอยู่ไปราวสองร้อยลี้ และเป็นเพียงแค่ปราชญ์อสูรขั้นกลางเท่านั้น
หากมีอันตรายใด เสี่ยวจือจือที่มีพันธสัญญาขั้นสูงกับนางก็สามารถไปปรากฏตัวเบื้องหน้านางได้ในพริบตา ส่วนเขาหากเร่งความเร็วสูงสุด ต่อให้ระยะทางจะไกลถึงสองร้อยลี้ก็คงใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น ให้นางไปฝึกฝีมือตามลำพังบ้างก็ดี ที่ผ่านมาป่าพันอสูรคือสถานที่ที่เหล่าศิษย์ของสองสำนักจัดงานประลองเป็นประจำอยู่แล้วย่อมไม่มีอันตรายร้ายแรง
“หากมีอะไรก็เรียกข้าแล้วกัน ข้าจะไปถึงเจ้าในเวลาไม่เกินหนึ่งเค่อ”
“อืมม”. มู่เชียนรู้สึกอบอุ่นใจในความห่วงใยของเสี่ยวจิ้งและเสี่ยวจือจือเป็นอย่างยิ่ง
เสี่ยวจือจือและเสี่ยวจิ้งถอนตัวออกไปแล้ว เหล่าศิษย์พี่น้องทั้งห้าจึงเริ่มประชุมวางแผนเพื่อทำภารกิจครั้งนี้ ด้วยระดับอาวุโสและระดับฝีมือที่ไม่แพ้ผู้ใด ฉวนสี่จึงถูกเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มอย่างเป็นเอกฉันท์
“ในเมื่อภารกิจคือตามล่าลูกแก้วสัตว์อสูร เช่นนั้นพวกเราย่อมต้องมุ่งหน้าเข้าป่าไปให้ลึกที่สุด ด้านในนั้นจึงจะมีสัตว์อสูรอยู่มาก” โม่เจี้ยนเสนอความคิดขึ้นเป็นคนแรก
“อสูรสามัญนั้นแม้จะรับมือง่ายแต่ได้แต้มน้อยนัก …….. ด้วยเวลาที่จำกัด ข้าคิดเราว่าควรมุ่งความสำคัญไปที่ยอดอสูรมากกว่า มีแต้มถึงสิบแต้มต่อหนึ่งชิ้น ร่นเวลาไปได้มาก” จ้าวซงเอ่ยขึ้นบ้าง
“ห้าสำนักเล็กนั้น ศิษย์ส่วนใหญ่มีระดับเพียงนักยุทธ์ขั้นห้าหรือหกเท่านั้น คิดว่าพวกเขาคงจะทุ่มกำลังไปที่สามัญอสูร เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว คู่ต่อสู้ของเรามีเพียงตำหนักเซียนอัคคีเท่านั้น”.
หยางอี้ปินมองไปรอบด้านแล้ววิเคราะห์คู่ต่อสู้ออกมาอย่างรวดเร็ว ทว่าสำหรับตำหนักอัคคีนั้นด้วยระดับฝึกตนที่ต่ำกว่าทำให้เขาไม่สามารถวิเคราะห์ความสามารถฝ่ายตรงข้ามออกมาได้ จึงเป็นหน้าที่ของมู่เชียนที่มีระดับการฝึกตนสูงสุดในกลุ่มเป็นผู้วิเคราะห์แทน เด็กสาวมองคนจากตำหนักเซียนอัคคีทั้งห้าอยู่แวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกผลวิเคราะห์ออกมา
“จากที่ข้าสำรวจดู พวกเขามียอดยุทธ์ชั้นต้นสี่คน ส่วนองค์หญิงผู้นั้นก็อยู่ในระดับนักยุทธ์ 9 ดาวนับว่าเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งมาก”
“ระดับยอดยุทธ์ถึงสี่คนเชียวหรือ?” จ้าวซง โม่เจี้ยนและหยางอี้ปินฟังการวิเคราะห์ของมู่เชียนแล้วก็ตระหนกอย่างยิ่ง ฉวนสี่เห็นแล้วก็ยิ้มขำ เขาตบบ่าโม่เจี้ยนกับหยางอี้ปินเบาๆแล้วเอ่ยว่า
“อย่าได้วิตกไป แม้พวกเราจะมีระดับยอดยุทธ์สองคน นักยุทธ์แปดดาวสามคน ทว่าศิษย์น้องมู่เป็นถึงยอดยุทธ์ชั้นกลางแล้ว คิดว่าน่าจะสามารถชดเชยส่วนที่พวกเราด้อยกว่าไปได้ อีกอย่างนี่ไม่ใช่การประลองปราณยุทธ์ แต่เป็นประลองที่ต้องอาศัยความสามารถรอบด้าน ข้าคิดว่าเรื่องความสามารถนั้นพวกเราไม่แพ้แน่”
อืมม.. พวกเขาอาจไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่เก่งกาจที่สุด แต่พวกเขาคือการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในทุกศาสตร์เท่าที่มี…. ความมั่นใจในพวกพ้องทำให้ดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายอีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้น ทันทีที่ประกาศเริ่ม พวกเราวิ่งตรงเข้าป่าลึกไปเลย” ฉวนสี่เอ่ยสรุป
“ตกลง” ทุกคนรับคำ
ไม่นานหลังจากนั้นเสียงประกาศเริ่มการแข่งขันก็ดังขึ้น ผู้เข้าแข่งขันทั้งสามสิบห้าคนต่างกรูกันเข้าไปในป่าพันอสูรด้วยความรวดเร็ว กลุ่มหน้าสุดคือหมู่ตึกพฤกษา และตำหนักเซียนอัคคี ส่วนสำนักรองทั้งห้ากำลังรอคอยให้พี่ใหญ่ทั้งสองแสดงท่าทีออกมา
“ไปทางตะวันตก” องค์หญิงฉงประกาศแล้วออกวิ่งนำหน้าไปทันที พวกมู่เฉิงหลินที่เหลือส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่ายครั้งหนึ่งก่อนจะวิ่งตามไป
“เช่นนั้นพวกเราไปข้างหน้า เข้าไปใจกลางป่าเลย ” ฉวนสี่เอ่ยขึ้น แม้ไม่จำเป็นต้องเอ่ยพวกมู่เชียนก็รู้สิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ที่เขาเอ่ยออกมาเพียงเพื่อบอกให้เหล่าสำนักย่อยรับรู้ว่า พวกเขาจะไปที่ใด โดยมารยาทแล้วจะได้ไม่ต้องกังวลจะทับซ้อนพื้นที่กัน
หลังสำนักใหญ่ทั้งสองเลือกพื้นที่และจากไปแล้ว จึงเป็นทีของสำนักรองทั้งห้าที่จะแย่งชิงพื้นที่ที่เหลือกันตามสบาย