สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 111 การละเมิดลิขสิทธิ์เซนต์เซย่า

            “พอล เพียร์ซนักรบที่จงรักภักดีที่สุดในเมืองแซมบอร์ด สหายที่ข้าอเล็กซานเดอร์เชื่อใจที่สุดในนามของราชาแห่งเมืองแซมบอร์ด ข้าขอมอบดาบในตำนานให้แก่เจ้า จากวันนี้เป็นต้นไปความจงรักภักดี เกียรติยศ ความยุติธรรมจะอยู่คู่กับเจ้าไปตลอดชีวิต”

            ประโยคนี้ซุนเฟยคลับคล้ายคลับคลาว่าจำมาจากในหนังสือสะสมของราชวงศ์

            เพียร์ซยืนตะลึงอยู่กับที่ เขามองมาที่ซุนเฟยอย่างไม่อยากจะเชื่อดร็อกบาที่อยู่ข้างๆ ใช้มือมาสะกิดเขาเบาๆ ทำให้ชายผมขาวได้สติกลับมาเขารีบก้าวมาคุกเข่าข้างหนึ่งตรงหน้าซุนเฟย มือขวากำหมัดแนบไปที่หัวใจของตัวเองเขารับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจของเขา เขาปฏิบัติตามพิธีการของอัศวินในแผ่นดินอาเซรอทแล้วกล่าวสัญญาของตัวเอง

            “ข้าเพียร์ซยินดีที่จะใช้ทั้งชีวิตรับใช้นายเพียงคนเดียว นั่นคือองค์ราชาอเล็กซานเดอร์!”

            ซุนเฟยยิ้มออกมาก่อนจะใช้ใบดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์แตะไปที่ไหล่ทั้งสองข้างของเพียร์ซจากนั้นก็ทำพิธีการตามที่หนังสือได้เขียนไว้ ในขณะที่เขาหันดาบเวทมนตร์สีทองมอบให้กับนักรบผู้สาบานจะจงรักภักดีต่อตัวเองตรงหน้าทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นชาลึกลับดังขึ้นมาในหัวของซุนเฟยอย่างกะทันหัน

            “นักรบหนุ่ม ท่านได้กระตุ้นทักษะ 'การให้' หนึ่งในทักษะเทพพระเจ้าท่านยืนยันหรือไม่? ว่าจะมอบดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ให้แก่พอล เพียร์ซ นักรบที่คุกเข่าต่อหน้าท่าน?”

            ซุนเฟยชะงักเล็กน้อยก่อนจะเลือก 'ยืนยัน'

            ในตอนนั้นเอง ซุนเฟยก็รู้สึกว่าในมือเบาโหวง จากนั้นเขาก็เห็นดาบสีทองในมือกลายเป็นลำแสงสีทองแสงแวววาวพลันสว่างจ้าไปทั่วห้องโถง ทันใดนั้นดาบก็พลันหมุนแล้วลอยไปทาง พอล เพียร์ซที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ก่อนจะสลายไปตรงหน้าผากของชายผมขาว

            ฉากนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงพากันตะลึงจนอ้าปากค้าง

            นี่มัน...ปาฏิหาริย์ชัดๆ!

            นักรบคนอื่นๆ ต่างมองซุนเฟยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเทิดทูนซุนเฟย นั่นเป็นเพราะว่าเขาเป็นราชาอีกทั้งซุนเฟยยังได้แสดงคุณสมบัติของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงและความแข็งแกร่งที่เหนือล้ำกว่าใครออกมาแต่ตอนนี้ สายตาที่พวกเขามองมาที่ซุนเฟยได้เปลี่ยนไป มันเหมือนกับสาวกผู้บ้าคลั่งกำลังมองพระเจ้าผู้สูงส่งที่อยู่ในใจของพวกเขา

            นอกจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครจะสามารถแสดงทักษะที่สูงส่งแบบเมื่อกี้นี้ได้

            เมื่อครู่ซุนเฟยไม่ทันจะได้โอ้อวดก็เกิดเหตุการณ์มหัศจรรย์นี้ขึ้นมา สายตาของเขาจ้องไปที่เพียร์ซ จู่ๆ เอ็กซ์คาลิเบอร์ก็กลายเป็นแสงสีทองแล้วหายเข้าไปในหน้าผากของเพียร์ซ ฉากมหัศจรรย์แบบนี้ เขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน ซุนเฟยก็อยากรู้ว่าทักษะ 'การให้' มันมีผลอะไรกันแน่?

            หลายวินาทีต่อมาเพียร์ซที่คุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นก็ลืมตาขึ้นมาราวกับเข้าใจอะไรบางอย่างเขาลุกขึ้นมา

            ในขณะที่เขายืนนิ่ง บรรยากาศของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงกลิ่นอายจะแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าเขายังทำให้ความรู้สึกของทุกคนเปลี่ยนไป เขายืดกายตรงเหมือนดาบเผยความแหลมคมดุจกระบี่ ท่าทางไร้ผู้ต้านทานและเพียร์ซดูเหมือนจะไม่แปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เหมือนการที่หลับตาไปเพียงไม่กี่วินาทีมันจะทำให้เขารู้ความลับอะไรบางอย่าง

            “เพียร์ซแสดงความสามารถของดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ให้เหล่าสหายของเจ้าดูหน่อยเถอะ!”

            บนใบหน้าของซุนเฟยมีรอยยิ้มน้อยๆ เขาแสร้งพูดด้วยท่าทีสงบทั้งที่ในความเป็นจริง เป็นองค์ราชาต่างหากที่แทบอดทนรอชมไม่ได้ความจริงเขาอยากพูดว่า “เพียร์ซรีบแสดงความสามารถดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ให้ข้าดูหน่อย...”

            “น้อมรับพระบัญชา ฝ่าบาท!”

            เขาให้ทุกคนที่อยู่รอบๆ เว้นที่ว่างให้เล็กน้อยเพียร์ซค่อยๆ หลับตาลงราวกับกำลังรวบรวมพลังบางอย่างในร่างกาย เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนยื่นแขนขวาของเขาออกมาห้านิ้วแนบชิดขนานกันเหมือนดาบปลายนิ้วตวัดผ่านก้อนหินที่สูงกว่าสองเมตรตรงหน้าเบาๆ เสียงดังฟุ่บไม่ทันที่ทุกคนจะได้สติกลับมา พวกเขาก็ได้ยินเสียงดังครึ่กก้อนหินตรงหน้าถูกฟันแยกเป็นสองส่วน รอยตัดเนียนเรียบเหมือนกับดินเหนียวที่ถูกของมีคมฟันผ่าจากตรงกลางแยกเป็นสองส่วน

            ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!

            ในห้องโถงเต็มไปด้วยเสียงสูดลมหายใจ ทุกคนเบิกตากว้าง...รวมไปถึงซุนเฟยด้วย

            นี่มันสุดยอดมาก!

            คมมาก!

            นี่เป็นพลังของดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์หลังจากที่ได้รับการเปลี่ยนด้วยทักษะ 'การให้' หนึ่งในทักษะเทพเจ้าซุนเฟยรู้สึกเหมือนมีแรงกระตุ้นภายในใจของตัวเองก้อนหินของเขาวงกตใต้ดินแข็งมากทุกคนต่างรู้ดีว่า แม้ก้อนหินพวกนี้จะไม่ได้แข็งเทียบเท่ากับเหล็กกล้าแต่ระดับความแข็งก็ไม่ห่างกันเท่าไรการที่เพียร์ซตวัดมือผ่านเบาๆ แล้วหินก็แยกออกเป็นสองส่วน ผลลัพธ์นี้เหมือนกับเอ็กซ์คาลิเบอร์ของแคปริคอร์น ชูร่าในโลกเก่าของซุนเฟย ทรงอานุภาพ ไร้ผู้ต้าน สามารถตัดผ่านทุกสรรพสิ่งบนโลก

            แสงสีทองกะพริบ

            ตอนนี้เอง ดาบสีทองเรียบง่ายปรากฏขึ้นมาในมือของเพียร์ซ ความจริงแล้วเขาสามารถผสานดาบศักดิ์สิทธิ์เข้ากับร่างของตัวเองได้นี่เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก ซุนเฟยพยักหน้าในใจคิดว่า หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘คนและดาบรวมกันเป็นหนึ่ง’ ในตำนาน อาณาจักรแห่งดาบที่คนคือดาบ ดาบก็คือคนใช่ไหม?

            “เพียร์ซ สหายข้า เจ้ามีหัวใจแห่งนักรบที่แท้จริง”

            ซุนเฟยรู้สึกมีความสุขมากเขามีข้ออ้างมากมายที่จะมาอธิบายถึงฉากมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เรื่องโม้ขอให้บอก “เจ้าได้รับการยอมรับจากดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ หลังจากนี้ไปเจ้าก็ค่อยๆ ควบคุมพลังที่แท้จริงของดาบศักดิ์สิทธิ์ให้ดีแล้วกัน และนับแต่นี้ไปเจ้าจะกลายเป็นหนึ่งในอัศวินโกลด์เซนต์ทั้งสิบสองคนของข้าอเล็กซานเดอร์ นามของเจ้าคือ...แคปริคอร์น”

            อัศวินโกลด์เซนต์แคปริคอร์น

            ความจริงแล้ว อัศวินโกลด์เซนต์แคปริคอร์นนั้น

            ชื่อตำแหน่งนี้อาจฟังดูแปลกๆแต่มันก็เป็นชื่ออัศวินที่น่าอิจฉา โดยเฉพาะกับพอล เพียร์ซแล้วมันมีความสำคัญมาก เพราะนั่นหมายความว่า ต่อจากนี้เขาได้ออกจากชีวิตนักรบรากหญ้ากลายเป็นขุนนางที่แท้จริงที่มีตำแหน่งเป็นอัศวินคนหนึ่งในแผ่นดินอาเซรอท

            ดวงตาของเหล่าสหายเต็มไปด้วยความอิจฉาและความยินดีต่อเพียร์ซ

            แต่การให้ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์กับเพียร์ซเป็นเพียงการเริ่มต้น

            ซุนเฟยวางแผนที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของเหล่าผู้นำเมืองแซมบอร์ดอย่างต่อเนื่อง

            วินาทีต่อมา ซุนเฟยก็ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะยกมือที่วางเปล่าของเขาขึ้นมา

            ประกายแสงสีทองที่อ่อนโยนแพร่กระจายไปทั่วห้องโถงเมื่อแสงลดลงพวกเขาก็เห็นหมวกเกราะสีทองรูปร่างเหมือนหัววัวที่ดูสวยงามปรากฏขึ้นในมือของซุนเฟยหมวกเกราะสีทองนี้ดึงดูดสายตาของทุกคนโดยเฉพาะเขาสีทองคู่นั้นที่งอโค้งได้อย่างดุดัน ปลายเขางอขึ้นเสียดแทงท้องฟ้ากลิ่นอายแหลมคมที่บรรยายไม่ถูกแผ่ออกมาอย่างเงียบๆเหมือนกับว่าภายใต้แสงสว่างสีเหลืองทองว่ามันสามารถทะลวงผ่านอากาศได้ในชั่วพริบตาหมวกเกราะนี้ได้แผ่กลิ่นอายความหนาวเย็นออกมา

            “นี่เป็นส่วนหมวกเกราะของชุดเกราะเวทมนตร์ที่เรียกว่า 'โกลด์คล็อธทอรัส' แม้จะเป็นแค่ส่วนเดียวแต่พลังป้องกันของมันกลับน่าทึ่ง แน่นอนว่าพลังการโจมตีของมันก็ทำให้พวกศัตรูต้องหวาดผวา โดยเฉพาะเขาวัวที่ดุดันนี้ มันสามารถบดขยี้คู่ต่อสู้ได้...” ซุนเฟยใช้น้ำเสียงหลอกล่อที่ไม่มีใครสามารถต้านทานได้เขากวาดสายตามองไปยังทุกคน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าของดีดีเย่ ดร็อกบา “ดีดีเย่ สหายข้า มารับรางวัลของเจ้าไปหมวกเกราะนี้จะกลายเป็นคู่หูร่วมต่อสู้ที่สนิทกับเจ้ามากที่สุด”

            ดีดีเย่ ดร็อกบาพลันตกตะลึง

            เมื่อกี้เขาเพิ่งยิ้มกับอาการตื่นตกใจของเพียร์ซยามที่ถูกซุนเฟยเรียกชื่อและมาตอนนี้เขาก็แสดงอาการไม่ต่างไปจากเพียร์ซ จนซุนเฟยเรียกชื่อเขาถึงสามครั้งเขาถึงได้สติกลับมาก่อนจะก้าวเข้ามาคุกเข่าลงต่อหน้าซุนเฟย

            “ความรุ่งโรจน์ ความยุติธรรม และกำลังใจจะอยู่คู่กับเจ้าตลอดกาลในนามของข้าราชาแห่งเมืองแซมบอร์ดจะขอมอบหมวกเกราะทอรัสให้แก่เจ้านับตากวันนี้เป็นต้นไป เจ้ากลายเป็นหนึ่งในอัศวินโกลด์เซนต์ทั้งสิบสองของข้า นามของเจ้าคือ...ทอรัส!”

            คำพูดของซุนเฟยได้กระตุ้นทักษะ 'การให้' หนึ่งในทักษะเทพเจ้าขึ้นมาอีกครั้งหมวกเกราะทอรัสกลายเป็นลำแสงสีทองสว่างจ้า มันหมุนรอบหนึ่งก่อนจะหายเข้าไปในหน้าผากของดร็อกบา

            เป็นการลอกลิขสิทธิ์โกลด์เซนต์ทอรัส

            เหมือนกับพอล เพียร์ซก่อนหน้านี้ ด้วยทักษะเทพเจ้า ทักษะ 'การให้' ทำให้หมวกเกราะทอรัสมีการเปลี่ยนแปลงดร็อกบาสามารถซ่อนหมวกเกราะไว้ในร่างของตัวเองได้ สามารถเรียกใช้ในยามที่ต้องการได้ เมื่อดร็อกบาสวมหมวกเกราะพลังป้องกันของเขาก็เพิ่มหนึ่งเท่า เขาเลียนแบบการพุ่งชนของวัวซึ่งมันสามารถทำลายก้อนหินขนาดใหญ่ได้ในพริบตา

            ไอเทมเวทมนตร์ที่ชาร์ซีใช้อัญมณีธาตุสร้างขึ้นมาทั้งสองอย่างนี้ บวกกับความสามารถของทักษะเทพเจ้าทักษะ 'การให้' ของซุนเฟยทำให้เกิดผลที่ไม่น่าเชื่อขึ้นมา ดูเหมือนว่าองค์ราชากำลังก้าวเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความแข็งแกร่งอย่างมั่นคงและยังสานฝันของเขาที่จะสร้างกลุ่มโกลด์เซนต์ขึ้นมาเพราะการกระตุ้นทักษะ 'การให้' แบบคาดไม่ถึง สำหรับซุนเฟยแล้วนอกจากโกลด์เซนต์แล้ว เขายังคิดหาวิธีที่จะช่วย‘อัศวินโกลด์เซนต์’ ในอนาคตของตัวเองได้ควบคุมทักษะของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นเหมือนโกลด์เซนต์ แคปริคอร์น ชูร่า และโกลด์เซนต์ทอรัส อัลเดบารัน...

            นี่คงเป็นเส้นทางที่ยาวไกลและสนุกอย่างมาก

            นอกจากเพียร์ซและดร็อกบา เหล่านักรบที่เหลือต่างก็รอให้ซุนเฟยมอบอุปกรณ์วิเศษที่เหมาะสำหรับพวกเขาอยู่แต่พวกเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะซุนเฟยไม่ได้หยิบอุปกรณ์อื่นๆ ออกมาอีกในบรรดาทุกคน เพียร์ซและดร็อกบาเป็นคนที่มีความดีความชอบที่สุดในการต่อสู้พวกเขาคู่ควรที่จะได้รับรางวัล คนอื่นๆ ก็เช่นกัน ตามความคิดของซุนเฟย ต้องสร้างคุณงามความดีขึ้นก่อนถึงจะสามารถได้รับอุปกรณ์ไป การที่ได้ของมาง่ายๆ จะทำให้คนมักมองไม่เห็นคุณค่าของมัน

            ซุนเฟยเริ่มแผนการต่อมา

            เขาหยิบ 'น้ำยาฮัลค์' ที่มีปริมาณตามการคำนวณระดับความแข็งแกร่งของทุกคนออกมา บนขวดจะเขียนชื่อของทุกคนแปะเอาไว้ หลังจากนั้นก็แจกจ่ายให้นักรบทั้งยี่สิบคนดื่ม 'น้ำยาฮัลค์' เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง

            หลังจากผ่านการฝึกฝนอย่างหนักมาเป็นเวลาครึ่งเดือนพละกำลังของเหล่านักรบก็แข็งแกร่งมากขึ้น จนอยู่ในระดับที่สามารถดื่ม 'น้ำยาฮัลค์' ได้เดิมทีความแข็งแกร่งของพวกเขาก็น้อยกว่า บรู๊ค แช็ค และโอเลเกร์ ดังนั้นผลของน้ำยาอาจไม่เห็นผลได้ชัดเท่าสามคนก่อนหน้านี้ แต่มันก็เพียงพอให้พวกเขาสามารถยกระดับพลังไปสู่นักรบหนึ่งดาวได้

            ตลอดระยะเวลาครึ่งเดือนที่เด็กหนุ่มผมทองเฟร์นันโดตอร์เรสได้ร่วมฝึกฝนกับพวกเพียร์ซอย่างหนักในที่สุดเขาก็สมปรารถนา เขาได้รับ 'น้ำยาฮัลค์' ของตัวเอง แม้ว่าเมื่อดื่มเข้าไปเขาจะรู้สึกเจ็บปวดทรมานเหมือนร่างจะฉีกขาดออกจากกัน แต่หลังจากที่ผลของฤทธิ์ยาผ่านพ้นไปร่างกายพวกเขาก็สามารถรับรู้ได้ถึงพลังมหาศาลที่อยู่ในร่างนักรบทุกคนที่อยู่ข้างๆ ตอร์เรสต่างพากันโห่ร้องออกมาอย่างดีใจ

            ----------------------------------