อภินิหารเทพปฐมภพ

    เล่มที่ 1 บทที่ 50 ศิษย์สองเซียน (1)


    " คัมภีร์วิเศษนั้นอยู่กับเขา เฒ่าแก่ชราจะลาโลกเช่นนี้ไฉนอาจารย์ไม่แย่งชิงคัมภีร์วิเศษเล่มนั้นกลับคืนมา " ลี่หลงอี่พอฟังจากปากอาจารย์ว่าเฒ่าถานเทียนชี่ครอบครองคัมภีร์วิเศษเล่มหนึ่งที่ชิงตัดหน้าอาจารย์ของนางไปก้าวหนึ่ง

     

    ที่กล่าวขึ้นย่อมเป็นลี่หลงอี่ที่จุดไค่เทียนบังเอิญเปิดขึ้นที่นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่เพิ่งรับเป็นศิษย์เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว

     

    ที่ยืนหันหลังให้นางเป็นนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ที่เกศาขาวโพลนทั้งศีรษะถูกรวบรัดตึงรับกับอาภรณ์ยาวสีขาวที่คลุมร่างเล็กรัดรึงดุจดาริกาแรกแย้มผิวพรรณละเอียดผ่องใสที่ปรากฏกลิ่นอายปานนางเซียนแดนสวรรค์ที่ยืนบนเนินเขาใต้ร่มไม้ใหญ่ที่หมอกยามเช้าขึ้นปกคลุมหนาแน่น กำลังมองไปยังสิ่งปลูกสร้างอันเป็นเทวาลัยร้างที่มองเห็นเพียงหลังคาเล็กๆหลังหนึ่งที่อยู่ด้านล่างห่างออกไป

     

    นางตวัดไม้เท้าสีดำในมือไปมา หันกลับมามองศิษย์ทั้งสองคนของนางที่ยืนอยู่ด้านหลัง สองดรุณีที่ยืนเคียงข้างกันดั่งบุปผาสะคราญที่บานอยู่ท่ามกลางป่าเขา

     

    หากนางจะบอกว่าลอบทำเช่นนั้นมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ จะเอ่ยเช่นนี้ออกจากปากได้เช่นไร จึงบอกได้เพียงว่า

     

    " เจ้าอย่าได้เห็นเขาอ่อนละโหยโรยแรง ท่าทีของมันหลอกตา ที่ยามมันจะฆ่าไก่ยังดูไม่ออกว่ามันจะฆ่าไก่ รึไก่จะจิกมันตายกันแน่ แท้จริงแล้วเฒ่าชรานั้นเหลี่ยมจัดฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก ”

     

    ศิษย์ของนางยังไม่เคยเห็นเขาแสดงฝีมืออันร้ายกาจออกมา ไม่เช่นนั้นนางที่เฝ้าติดตามเขามาหลายปี คงแย่งชิงคัมภีร์เล่มนั้นมาอยู่ในมือของนางนานแล้ว

    " ไม่ว่าเช่นไรคัมภีร์เล่มนั้นก็มิใช่ของเขาแต่แรก เปลี่ยนมืออีกครั้งจะเป็นไร " ลี่หลงอี่กล่าวย้ำอีกครั้ง

     

    " ใช่แล้วอาจารย์สิ่งของวิเศษย่อมอยู่กับบุคคลที่คู่ควร หากข้าเป็นคัมภีร์วิเศษเล่มนั้นยังละอายใจที่จะอยู่กับเฒ่าชรานั้น " ศิษย์อีกคนของนางนามว่าฟู่เทียนเจินกล่าวขึ้น

     

    “ เทียนเจินนับว่ามิเสียทีที่เจ้าติดตามข้ามาหลายปี ” นางแย้มยิ้มหยี่ตาชมเชย เด็กที่กำพร้าบิดามารดาที่นางเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เยาว์วัยที่ค่อยพัดวีปรนนิบัตินางที่ชื่อว่าฟู่เทียนเจิน

     

    " ศิษย์พี่ฟู่เทียนเจินกล่าวถูกต้อง ถ้างั้นเอาเช่นนี้ดีรึไม่ หากอาจารย์ว่าเขาร้ายกาจนัก ถ้าเช่นนั้น... " ลี่หลงอี่กระซิบเสียงแผ่วเบา พูดแผนการออกมา นางเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดยิ่งจุดไค่เทียนของนางถูกเปิดขึ้นหนึ่งเดือนที่ผ่านมาวิชาเวทยันต์ต่างๆที่อาจารย์นางพร่ำสอน ลี่หลงอี่ถึงกลับท่องจำได้ไม่ติดขัดมิหนำซ้ำใช้ออกมาได้อย่างคล่องแคล่วปานร่ำเรียนมาได้หลายปี

     

    " เช่นนี้ก็ดีหากอาจารย์เป็นผู้ลงมือเองเกรงว่าเฒ่าชรานั้นจะหาว่าข้าเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กได้ " นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่พอฟังครุ่นคิดขึ้น

     

    'ได้ทั้งคัมภีร์วิเศษได้ทั้งเอาชนะเฒ่าถานเทียนชี่ที่มักก้าวล้ำนางไปก้าวหนึ่ง หากศิษย์ของเขาถูกศิษย์ของนางที่เป็นสตรีคร่ากุมมา ดูว่าเฒ่าถานเทียนชี่ที่ปกติทำตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนาง ชอบทำตัวเหนือชั้นและก้าวล้ำนำหน้านางไปก้าวหนึ่งเสมอ จะมีสีหน้าเช่นไรใช่จะลืมตาโพล่งขึ้นทั้งสองข้างรึไม่ '

     

    แค่คิดนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ก็ครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา นางสะบัดวาดมือในอากาศพลันปรากฏยันต์เวทขึ้นมาหลายใบ

    " เพื่อป้องกันความผิดพลาดนี้เป็นยันต์เวทพันธนาการ แม้จะไม่มีอิทธิฤทธิ์ร้ายแรงแต่หากถูกยันต์เวทนี้ผูกมัดไว้ อย่าหวังเลยว่าจะหลุดออกมาได้ง่ายๆ "

     

    หลังพูดคุยกันอีกสักพักก่อนที่ศิษย์ทั้งสองของนางจะแยกตัวจากไปนางกำชับว่า " อย่างไรพวกเจ้าก็ระแวดระวังไว้ อย่างไรเขาก็เป็นศิษย์ของเฒ่าถานเทียนชี่ย่อมไม่ธรรมดาอยู่บ้าง "

     

    " อาจารย์ไม่ต้องห่วงมีเพียงพวกบุรุษที่เพียรใช้พละกำลังเข้าหักหาญเอาชัย ที่ผ่านมาอาจารย์พร่ำสอนศิษย์อยู่เสมอว่าหากไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล เจ้าหนวดหลอมแหลมหน้าตาซื่อบื้อนั้นจะเท่าใดกันเชียว"

    ฟู่เทียนเจินกล่าวขึ้นอยากมั่นใจ หลังจากพวกนางและอาจารย์สะกดรอยตามเฒ่าเถียนเทียนชี่มาหลายวัน ตอนนี้พวกเขาใช้เทวาลัยร้างหลังนี้เป็นที่พำนักที่ไม่มีวี่แววว่าจะไปที่ใดต่อ ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่จะหยิบฉวยคัมภีร์วิเศษที่อาจารย์ของนางมักกล่าวถึงเสมอ

     

    กล่าวเสร็จศิษย์ทั้งสองก็แยกตัวลงจากเนินเขาเหลือเพียงผู้เป็นอาจารย์ที่รอดูผลงานของศิษย์ทั้งสอง หากเป็นไปตามที่พวกนางคาดคิด อีกสักพักศิษย์ของเฒ่าเถียนเทียนชี่ก็คงลงจากเขาลูกนี้อีกไม่นาน

     

    “ข้าขอดูหน้าชราของเจ้าเวลาเห็นศิษย์ตนถูกคร่ากุม ดูว่าเจ้ายังจะหรี่ตาลงข้างหนึ่งทำตัวเหนือชั้นได้อีกหรือไม่ ” ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดียิ่ง

     

    ...............................

     

     

    ไอหมอกในยามเช้าที่เพิ่งเลือนลับอำลาทิ้งไว้เพียงหยดหยาดน้ำค้างที่เกาะพริ้งพรายตามยอดหญ้าสีเขียวขจีตามพื้นและเถาวัลย์พันเกี่ยวเสาไม้ของประตูทางเข้าสถานที่อันเป็นเทวาลัยร้างหลังหนึ่ง รอบๆเทวาลัยร้างมีหินศิลาตั้งวางอยู่รายรอบในตำแหน่งต่างๆ สถานที่แถวนี้มีความกดอากาศต่ำอยู่บ้าง สายลมเริ่มพัดไปมาจนเกิดเสียงดังขึ้นเพราะตั้งอยู่บนยอดเขาสูง

     

    ด้านหน้าของเทวาลัยร้างที่หันไปทางทิศตะวันออกกำลังถูกดวงเนตรอรุณฉายที่ค่อยๆลืมดูโลกหล้าบังเกิดเป็นแสงอันสว่างจ้าเข้ามาภายในเทวาลัยร้างผ่านทางประตูที่เปิดแง้มออก และช่องด้านบนหลายช่องที่ปล่อยให้แสงสว่างผ่านเข้ามา ดวงเนตรอรุณฉายนี้กลับคล้ายดวงตาที่ซอกซอนไปทุกหนแห่งทำให้ภายในสถานที่แห่งนี้สว่างขึ้นมาอักโขใหญ่

     

    ผนังด้านในที่มีแท่นศิลาขนาดใหญ่ถูกเช็ดถูทำความสะอาดอย่างดี เหนือแท่นศิลามีร่างที่เล็กเตี้ยเครายาวของเฒ่าถานเทียนชี่ที่นั่งเข้าฌานนิ่งปานหินศิลาที่วางอยู่รายรอบของเทวาลัยหลังนี้ อู๋ซ๋าจ่ายด้านข้างกำลังนั่งเหม่อมองดูพื้นแท่นศิลาที่อาจารย์นั่งทับอยู่มีลวดลายอักขระแปลกตาสว่างจ้าแข่งกับแสงอรุณจนพื้นที่นั่งเข้าฌานสว่างขึ้นกลบร่างของอาจารย์เขาเกือบครึ่งตัว

     

     

    เฒ่าถานเทียนชี่ยังคงนิ่งสงบปานหินศิลาที่วางในห้องที่ว่างเปล่า ไม่ได้ยินเสียงใดๆที่อยู่รอบกาย หลายวันมานี้ที่เขาไม่ออกไปภายนอก มีเพียงอู๋ซ๋าจ่ายที่ออกไปซื้อหาเสบียงและอาหารจากตีนเขาที่มีหมู่บ้านเล็กตั้งอยู่ เฒ่าถานเทียนชี่ไม่ชอบที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน สถานที่พำนักของสองศิษย์อาจารย์หากไม่เป็นป่าเขาลำเนาไพร่ก็เป็นสถานที่รกร้างเช่นเทวาลัยร้างหลังนี้

     

    แต่อู๋ซ๋าจ่ายที่นั่งเหม่อมองดูอยู่ด้านข้างภายในห้องที่กว้างขวางอยู่ไม่น้อยนี้ เขาไม่เพียงได้ยินเสียงลมที่พัดหวีดหวิวอยู่ภายนอกเทวาลัยร้าง ยังรับรู้ถึงแรงกดอากาศที่ต่ำอันเกิดจากความสูงที่ทำให้ความหนาแน่นของอากาศบริเวณนี้ลดลง ทุกสิ่งที่เขาได้เห็น ทุกอย่างที่ได้ยินในสถานที่แห่งนี้ แปลกประหลาดจนแทบไม่มีสิ่งใดให้เขาต้องแปลกใจอีก

     

    สักพักผ่านมาอีกระยะหนึ่ง พอดีกับที่เซียนฟ้าพยากรณ์ลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง และลวดลายอักขระแปลกตาสว่างจ้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย

     

    " อาจารย์เสร็จสิ้นหรือไม่ "

     

    เสียงของอู๋ซ๋าจ่ายดังขึ้นเมื่อเห็นเขาออกจากฌานเร็วกว่าทุกครั้ง อาจารย์ของเขามักนั่งฌานเป็นเวลาเนิ่นนาน หลังเขาตื่นขึ้นมาแต่เช้าอาจารย์ก็ยังคงเข้าฌานอยู่ หากเป็นก่อนหน้านี้เขามาเห็นสภาพเช่นนี้คงนึกว่าชายชราผู้นี้คงนั่งนิ่งจนตัวแข็งตายไปแล้ว

     

    ถานเทียนซี่ไม่ตอบยังมีท่าทางอิดโรยเช่นที่เคยเป็น เพียงพยักหน้าแล้วบอกเขาว่า

     

    " อาจารย์จะนั่งต่ออีกสักพัก เจ้าจะลงไปตีนเขาก็ลงไปเสียเถิด"

     

    สักพักเมื่อเขาเห็นอู๋ซ๋าจ่ายหรืออู๋ตงเทียนเดินออกจากเทวาลัยร้างตามบันไดหินลับตาไป ก่อนจะเข้าฌานต่อไปเขาก็พึมพำขึ้นมาว่า

     

    " ที่ต้องมาล้วนมาถึงรอเพียงเวลาเท่านั้น "

     

    ก่อนจะหลับตาลงอีกข้างหนึ่ง วงแหวนเรืองแสงรอบกายก็ปรากฏขึ้น อักขระเทวะที่เพิ่งหายไปก็ค่อยสว่างจ้ากลับมาอีกครั้ง

     

    ...............................

     

    บนเส้นทางที่มุ่งลงสู่ตีนเขาเป็นร่างผอมสูงที่สะพายถุงผ้าด้านหลังกำลังลูบคลำหนวดหลอมแหลมเดินมาตามทางเพื่อลงไปหาซื้อเสบียงอาหารที่อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆตีนเขา

     

    อู๋ซ๋าจ่ายมองไปโดยรอบต้นไม้บนเนินเขาขึ้นสูงชันแต่ยังมีเส้นทางเดินเท้าปรากฏให้เห็น

     

    ' หยางอี้เหอหลานของเขาจะเป็นเช่นไร '

     

    ' เฒ่าไป๋เซียงจะดูแลหลานเขาดีหรือไม่?'

     

    เมื่อมีเวลาว่างอู๋ซ่าจ่ายมักจะคำนึงถึงหยางอี้เหอหลานของเขาที่ติดตามไปกับเฒ่าไป๋เซียง จะใช้ชีวิตอยู่เช่นไรบนมหาอาศรมหยั่งฟ้า เขาหวังว่าจะได้พบกับหยางอี้เหออีกครั้งไม่ช้าก็เร็ว

     

     

    หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้อู๋ซ่าจ่ายติดตามเซียนฟ้าพยากรณ์อาจารย์ของเขา แม้จะเป็นระยะเวลาเพียงไม่นาน เขากลับร่ำเรียนการใช้ยันต์เวทควบคุมธาตุต่างๆ วิชาป้องกันตัวของเซียนฟ้าพยากรณ์กลับมิใช่อาศัยพลังเข้าหักหาญกับศัตรูกลับเป็นการใช้ยันต์เวทควบคุมธาตุต่างๆที่มีในธรรมชาติ แต่ตอนนี้อู๋ซ๋าจ่ายเพียงร่ำเรียนได้แค่ยันต์เวทอัคคีก็สร้างความลำบากแก่เขามากแล้ว

     

    “ หย๊า! ”

     

    อู๋ซ๋าจ่ายส่งเสียงปลุกจิตใจให้ฮึกเหิมขึ้นกาลก่อนเขาเป็นเพียงเทพพยากรณ์กำมะลอ ต่อไปภายภาคหน้าเขาจะเป็นเทพพยากรณ์อย่างแท้จริงให้จงได้ เพียงคิดได้เท่านี้ก็สูดหายใจเข้าลึกๆเต็มปอดพร้อมกับดึงถุงผ้าที่สะพายอยู่ด้านหลังให้กระชับขึ้น ย่ำเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมีจุดหมาย

     

    “ หย๊า! อู๋ซ๋าจ่ายจุดหมายของเจ้าอยู่อีกไม่ไกลนัก”

    อู๋ซ๋าจ่ายตะโกนร่ำร้องขึ้นชี้มือไปข้างหน้า แต่เพียงเพิ่งเดินไป

     

    “โอ้ย!”

     

    “เหวอออออ”

     

    “อู้ยยย”

     

    เพียงแต่มีก้อนหินก้อนหนึ่งโผล่ขึ้นมาสกัดกั้นจุดหมายเขาจึงสะดุดลงชั่วคราว

     

    อู๋ซ๋าจ่ายสะดุดหินก้อนนี้จนหัวคะม่ำลง

     

    หน้าผากเขาแดงขึ้นเล็กน้อย อู๋ซ๋าจ่ายเกาหัวแกร่กๆ เขามัวแต่มองไปข้างหน้าลืมมองดูพื้น อู๋ซ๋าจ่ายมองหน้ามองหลังดีว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ได้เห็นความเฟอะฟะของเขาก่อนจะเดินผ่านต้นไม้สูงใหญ่ที่ขึ้นกันอยู่หนาแน่นแล้วร่างของเขาก็หายลับไป

     

     

    ผ่านไปอีกครู่ใหญ่หลังต้นไม้สูงใหญ่ที่มีกิ่งก้านใบไม้เป็นเครื่องอำพรางก็ปรากฏเสียงคิกคักเบาๆ ไม่นานก็ปรากฏร่างของดรุณีสองนางในชุดสีฟ้าและขาวขึ้น

     

     

    “ศิษย์พี่ ชายคนนั้นเดินลับไปแล้ว”

     

    “ สายแล้วงั้นเรารีบไป มีเวลาเพียงถึงเที่ยงเขาก็จะกลับมา ”

     

    “ ศิษย์พี่คนผู้นั้นเฟอะฟะปานนั้น มิใช่มันจะสะดุดล้มหัวคะมำตายระหว่างทางไปก่อน”

     

     

    “ ถ้ามันจะซุ่มซามปานนั้นก็ลากศพมันไปหาอาจารย์ ”

     

     

    กล่าวเสร็จทั้งสองก็แย้มยิ้มหัวเราะคิกคักชม้อยมองยังทิศทางที่อู๋ซ๋าจ่ายเดินลับไป

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องอภินิหารเทพปฐมภพ ที่คุณอ่าน