กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง——!!
เสียงระฆังกลไกยักษ์ที่ติดตั้งอยู่เหนือโดมมหึมาของวิทยาลัยดังกังวานกึกก้องไปทั่วสารทิศ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลนั้นไม่ใช่เพียงแค่สัญญาณบอกเวลา แต่มันคือคำประกาศถึง "จุดจบ" ของศึกแบทเทิลรอยัลใต้ขุนเขาอันหฤโหด วันที่สาม... วันสุดท้ายที่โชคชะตาของผู้เหลือรอดกำลังจะถูกตัดสินด้วยโลหะและปราณ
ภายในเขาวงกต บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อกำแพงศิลาบะซอลต์ขนาดมหึมาเริ่มเคลื่อนตัวบีบอัดเข้าหากันอย่างรุนแรงราวกับฟันกรามของอสูรยักษ์ พื้นที่ปลอดภัยถูกบีบให้หดแคบลงจนเหลือเพียง "โซนแกนกลาง" (Core Zone) ที่มีความกว้างไม่เกินห้าร้อยเมตร มวลอากาศภายในนั้นหนาแน่นไปด้วยหมอกควันกำมะถันและไอร้อนระอุ ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะเผาไหม้ปอดในทุกจังหวะการหายใจ
ครืดดดดดดดดด——!!
ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด ณ โคลอสเซียมลอยฟ้าเบื้องบน ค่ายกลประตูมิติยกระดับพลันเลื่อนเปิดออกอย่างฉับพลัน! ทันใดนั้น ออร่าปราณมหาศาลสิบสายที่สามารถข่มขวัญได้ทั้งกองทัพก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าดุจอุกกาบาตเพลิงที่ตกลงสู่พื้นดิน เหล่าสิบยอดมงกุฎผู้กุมชะตากรรมของสงครามครั้งนี้ปรากฏกายขึ้นเพื่อปิดฉากทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์แบบ
เหล่าสิบยอดมงกุฎได้รับอนุญาตให้ลงสู่สนามประลองเพื่อปิดฉากสงครามครั้งนี้แล้ว!
บนระเบียงหินยกระดับชั้นบนสุด ซาฮิด อาหมัด ยอดมงกุฎอันดับที่ 3 ยืนเด่นตระหง่านในชุดเกราะจูนนิ่งประดับอัญมณีสีแดงเพลิงที่ลุกโชน เขายืนกอดอกกวาดสายตามองลงไปยังเขาวงกตเบื้องล่างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและเหยียดหยาม ราวกับกำลังเฝ้ามองมดปลวกที่ดิ้นรนอยู่ในกรงขัง
ตรงกันข้ามกับ ลูเน่ เจ้าของฉายา "มงกุฎไร้แสง" และยอดมงกุฎอันดับที่ 1 เธอเคลื่อนกายลงสู่พื้นหินบะซอลต์อย่างแผ่วเบาราวกับหงส์ที่เหินลงจากน่านฟ้า ชุดเครื่องแบบสีขาวตัดทองดูสง่างามทว่าเยือกเย็น ออร่าปราณดาราสีฟ้าครามหมุนวนรอบกายบางอย่างแผ่วเบาแต่กลับกดทับจนอากาศรอบข้างหน่วงหนัก เธอเฝ้ามองความเคลื่อนไหวในเงามืดด้วยความสงบนิ่ง ราวกับผืนน้ำอันกว้างใหญ่ก่อนที่มหาพายุจะเข้าจู่โจม
วิ้ง————————!!
ยังไม่ทันที่ควันจากการเปิดประตูมิติจะจางหาย แรงกดดันที่หนักอึ้งดุจขุนเขาก็เข้าจู่โจมประสาทสัมผัสอย่างรุนแรง! มันไม่ใช่เพียงแค่แรงลมธรรมดา แต่เป็น "ปราณคลื่นเสียงสะเทือน" (Sonic Resonance Qi) ระดับแก่นเเท้ ที่แผ่ขยายออกมากดทับมวลอากาศอย่างบ้าคลั่ง จนผนังหินบะซอลต์รอบด้านเริ่มเกิดรอยแตกร้าวลึกและลามไปทั่วบริเวณราวกับใยแมงมุมมรณะ
แกร๊ก... เพล้ง!!
เสียงท่อส่งน้ำมันเครื่องแปรธาตุแตกกระจายเป็นผุยผงภายใต้แรงสั่นสะเทือนมหาศาล นักศึกษาหลายทีมที่ดิ้นรนรอดมาได้จนถึงวันสุดท้ายพากันทรุดลงกับพื้น มือทั้งสองข้างกุมหูพลางกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมาน เมื่อแก้วหูเริ่มสั่นระริกจนมีเลือดสีข้นไหลซึมออกมาจากรูหูอย่างน่าสยดสยอง
จากม่านควันกำมะถันที่คละคลุ้ง ร่างยักษ์ที่มีความสูงถึง 188 เซนติเมตร ก้าวเดินออกมาอย่างอุกอาจและน่าเกรงขาม ครอส ผู้มีฉายาว่า "มงกุฎผู้เฝ้าประตู" (The Gatekeeper Crown) ยอดมงกุฎอันดับที่ 10 ปรากฏกายขึ้นกลางสนามรบราวกับเพชฌฆาตจากนรก
ทว่าสิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม คือบริเวณขมับและลำคอหนาหนักของครอสที่ปูดพองไปด้วยเส้นเลือดสีดำอมม่วงที่เต้นตุบๆ ราวกับจะระเบิดออก นัยน์ตาทั้งสองข้างแดงฉานกลายพันธุ์ดุจสัตว์ร้ายที่สูญเสียสติสัมปชัญญะ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเขาเพิ่งจะฉีด "ยามืด REAGENT_X-MIRAGE รุ่นเข้มข้นพิเศษ" เข้าสู่ร่างกายโดยตรงเพื่อเร่งพละกำลังและปราณเสียงสั่นพ้องให้พุ่งทะยานเกินขีดจำกัดที่มนุษย์จะรับไหว
ทว่าสิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้เลวร้ายและดูเหนือธรรมชาติยิ่งกว่าเดิม คือบริเวณขมับซ้ายและลำคอหนาหนักของครอสที่ปูดพองไปด้วยเส้นเลือดสีดำอมม่วงที่เต้นตุบๆ ราวกับจะระเบิดออก นัยน์ตาทั้งสองข้างที่เคยเป็นมนุษย์กลับกลายเป็นสีแดงฉานกลายพันธุ์ดุจสัตว์ร้ายที่สูญเสียสติสัมปชัญญะ
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าครอสเพิ่งจะฉีด "ยามืด REAGENT_X-MIRAGE รุ่นเข้มข้นพิเศษ" เข้าสู่หลอดเลือดหัวใจโดยตรง เพื่อเร่งพละกำลังและปราณเสียงสั่นพ้องให้พุ่งทะยานสูงขึ้นเกินกว่าขีดจำกัดที่ร่างกายมนุษย์จะรับได้
กริ๊ก... กริ๊ก... กริ๊ก...
ท่อนแขนขวาที่ผ่านการผ่าตัดดัดแปลงทางกลไกทั้ง 4 ข้างของครอสขยับขบกันจนเกิดประกายไฟเย็นเยียบและคายไอร้อนมหาศาลออกมา เขาชักดาบยาวความถี่สูงทั้ง 4 เล่มออกมากระทบกันจนเกิดเสียงโลหะกร้าวบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ยิน
"พวกรวม 4..." เสียงคำรามของเขาเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่งและดิบเถื่อนดังก้องผ่านคลื่นเสียงมหาศาล "ข้าจะสับกระดูกพวกแกให้ละเอียดเป็นผุยผง แล้วทิ้งลงทางระบายน้ำเดี๋ยวนี้!"
ท่ามกลางพื้นที่ปลอดภัยที่บีบตัวจนเหลือเพียงวงแคบสุดท้าย ทีมห้องรวม 4 ซึ่งประกอบด้วยอาลอน, ชาลัค, คาเอล และโบเฟอร์ หยุดยืนนิ่งอยู่ที่กึ่งกลางลานหินบะซอลต์ ผืนทรายและควันกำมะถันหมุนวนรอบกายพวกเขาราวกับพายุที่กำลังก่อตัวเพื่อรอคอยการปะทะ
ชาลัค เป็นคนแรกที่ก้าวออกมารับหน้า กล้ามเนื้อร่างยักษ์ของเขาขยายพองจนตึงเปรี๊ยะ ปราณพสุธาระดับหล่อหลอม ขั้นปลาย สว่างวูบวาบบนเกราะไหล่พสุธาอันเป็นเอกลักษณ์ ปืนพกคู่แรงดันไอน้ำที่เหน็บอยู่ข้างเอวส่งเสียงคายไอความร้อนออกมาดัง ฟู่... เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลั่นไก
คาเอล รัวนิ้วอย่างรวดเร็วบนแผงคีย์บอร์ดโฮโลแกรมที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ เขาปรับแต่งแจมเมอร์ข้อมืออย่างละเอียดเพื่อเตรียมตัดสัญญาณค่ายกลเสียงของครอส ขณะที่ โบเฟอร์ กระชับกระเป๋ามิติในมือแน่น เตรียมขวดยาแปรธาตุและโอสถเสริมพลังหลากชนิดที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ
อาลอน ก้าวเดินออกมาข้างหน้าอย่างเชื่องช้าและมั่นคง ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งดุจรูปสลักหินที่ไร้ความหวั่นเกรง นัยน์ตาสองสีทอดมองตรงไปยังครอสโดยไม่ฉายแววหวาดวิตกแม้แต่น้อย เลนส์ตาจักรกลซีกซ้าย [System 377] หมุนปรับโฟกัสและกะพริบแสงสีฟ้าหมุนวนอย่างต่อเนื่องเพื่อประมวลผลข้อมูลในสนามรบ[System 377: Target Analysis - Cross (Gatekeeper Crown #10)]
[Qi Type: Sonic Resonance (Mutated by Reagent X-MIRAGE)]
[Output: Earth Realm Stage 4 / Danger Level: EXTREME]
[Executing Null-Resonance Counter-Protocol...]
อาลอนยกแขนซ้ายซึ่งเป็นที่ตั้งของ [Blood-Spectrum Core] ขึ้น ฟันเฟืองควอนตัมสีดำรมดำเริ่มหมุนวนและปลดปล่อยออร่าปราณสเปกตรัมสีรุ้งที่เสถียรไร้ที่ติออกมาปกคลุมร่างกาย
"สามวันก่อน... แกส่งคลื่นเสียงมาข่มขู่พวกข้า" อาลอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำทว่ากลับทรงพลังและกังวานชัดเจนข่มเสียงสั่นสะเทือนรอบด้าน นัยน์ตาสองสีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาปีศาจของครอสอย่างไม่หวั่นเกรง "แต่วันนี้... ข้าจะหักดาบทั้งสี่เล่มของแก แล้วกระชากตำแหน่งมงกุฎผู้เฝ้าประตูลงจากบัลลังก์เสียเอง!"