จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 44: ในอ้อมแขนของวีรบุรุษ

    ความเงียบเข้าปกคลุมยอดกำแพงในบัดดล


    เป็นความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงโห่ร้องของกองทัพใดๆ


    ทุกสายตา ทั้งของทหารสยามและทหารพม่า ต่างจับจ้องไปยังภาพเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา 


    ร่างมหึมาของอ่องเมี้ยะ แม่ทัพอสูรที่พวกเขาเคยคิดว่าไร้เทียมทาน บัดนี้นอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่บนพื้นศิลาแลง ศีรษะของมันอยู่ในตำแหน่งที่ผิดธรรมชาติ ดวงตาที่เคยลุกโชนด้วยไฟสงครามบัดนี้เบิกกว้างและว่างเปล่า


    และข้างๆ ร่างอสูรนั้น คือร่างที่บอบบางของเด็กหนุ่มปริศนา เขานอนหมดสติ ใบหน้าซีดเผือดเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและดินโคลน 


    หน้าอกของเด็กหนุ่มกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแผ่วเบาและรวยริน บ่งบอกว่าลมหายใจแห่งวีรบุรุษดวงนี้กำลังจะดับมอดลงเช่นกัน


    วินาทีนั้นเอง ที่มนตราแห่งความหวาดกลัวที่อ่องเมี้ยะเคยสร้างไว้ได้สลายไปโดยสิ้นเชิง


    ทหารพม่าที่อยู่บนกำแพงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เมื่อไร้ซึ่งผู้นำที่น่าเกรงขาม ขวัญกำลังใจของพวกมันก็แตกสลายลงในพริบตา 


    พวกมันไม่ได้เห็นเด็กหนุ่มที่นอนหมดสติอยู่ แต่กลับเห็นภาพซ้อนของปิศาจที่สังหารแม่ทัพของพวกมันด้วยเพลงดาบอันน่าพิศวง


    "แม่ทัพอ่องเมี้ยะตายแล้ว! หนีเร็ว!" ทหารพม่าคนหนึ่งตะโกนขึ้นอย่างเสียสติ


    คำพูดนั้นเป็นดั่งเชื้อไฟที่จุดให้ความโกลาหลระเบิดขึ้น พวกมันไม่คิดจะสู้ต่ออีกต่อไป ต่างหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต พยายามจะปีนกลับลงบันไดที่พาดอยู่ ทิ้งสหายที่บาดเจ็บและอาวุธไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี


    เจ้าพระยาเพชรพิไชย คือคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา ท่านมองเห็นโอกาสทองที่อยู่เบื้องหน้า!


    "ทหาร! พวกมันขวัญเสียแล้ว!" ท่านเจ้าเมืองคำรามก้อง เสียงของท่านเต็มไปด้วยพลังอำนาจและความฮึกเหิมที่กลับคืนมา "บัดนี้ถึงตาเราแล้ว! ผลักดันมันกลับไป! ฆ่ามันให้สิ้นซาก! อย่าให้มันหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"


    "เฮ!!!!!!!!!"


    เสียงโห่ร้องของเหล่าทหารสยามดังกระหึ่มขึ้นยิ่งกว่าครั้งใด! ความสิ้นหวังและความกลัวถูกแทนที่ด้วยความกล้าหาญและความคึกคะนองอย่างถึงขีดสุด! พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากชัยชนะอันเหลือเชื่อที่เด็กหนุ่มปริศนามอบให้!


    บัดนี้ พวกเขาไม่ได้สู้เพื่อป้องกันอีกต่อไป แต่สู้เพื่อ "ชัยชนะ"!


    เหล่าทหารสยามกรูกันเข้าไล่ฟันทหารพม่าที่กำลังหนีอย่างไม่เป็นขบวน การต่อสู้ที่เคยดุเดือดกลายเป็นการไล่ล่าข้างเดียว 


    ทหารพม่าที่อยู่บนกำแพงถูกสังหารจนหมดสิ้น ส่วนที่หนีลงบันไดไปได้ก็ถูกพลธนูจากกำแพงส่วนอื่นยิงซ้ำจนร่วงหล่นลงไปตายเกลื่อนกลาด


    แต่เจ้าพระยาเพชรพิไชยไม่ได้สนใจภาพชัยชนะนั้นเลยแม้แต่น้อย


    ทันทีที่ออกคำสั่งเสร็จสิ้น ท่านก็รีบวิ่งตรงไปยังร่างของเด็กหนุ่มที่นอนหมดสติอยู่ทันที ท่านผลักนายทหารคนสนิทที่พยายามจะเข้ามาขวางออกไป แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ ร่างนั้นด้วยตนเอง


    ท่านมองใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างพินิจพิเคราะห์เป็นครั้งแรก ใบหน้าที่ยังคงเค้าของความเยาว์วัย แต่กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและมลทินแห่งสงคราม 


    เสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ ขาดวิ่นจนแทบจะดูไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด คือลมหายใจที่แผ่วเบาและรวยรินจนน่าใจหาย


    "ตามหมอหลวง! ไปตามหมอหลวงที่เก่งที่สุดในเมืองมาที่จวนของข้าบัดเดี๋ยวนี้!" ท่านหันไปตวาดสั่งนายทหารที่ยืนอยู่ใกล้ๆ "บอกว่ามีทหารกล้าบาดเจ็บสาหัส! เป็นคำสั่งของข้า! เร็วเข้า!"


    นายทหารนายนั้นรีบรับคำแล้ววิ่งลงจากกำแพงไปด้วยความเร็วสูงสุด


    เจ้าพระยาเพชรพิไชยค่อยๆ ช้อนประคองแผ่นหลังของคำอินทร์ขึ้นมาอย่างนุ่มนวลที่สุด ท่านสำรวจบาดแผลของเขาอย่างรวดเร็วและพบว่าสถานการณ์นั้นเลวร้ายกว่าที่คิดมากนัก ชายโครงด้านซ้ายยุบลงไปอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกถึงกระดูกที่หักหลายซี่และอาจทิ่มแทงอวัยวะภายใน ผิวหนังทั่วตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบาดแผลจากสะเก็ดหิน


    เด็กคนนี้...เขาฝืนร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้เพื่อต่อสู้กับอสูรร้ายตนนั้นได้อย่างไรกัน


    แล้วสายตาของท่านก็พลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่าง...แหวนทองคำขาวสลักลายกนกอันวิจิตรที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของเด็กหนุ่ม


    มันเป็นแหวนที่ดูสูงศักดิ์และไม่น่าจะใช่ของที่คนธรรมดาสามัญจะมีได้...และดาบในมือที่แม้จะเปื้อนเลือด...แต่เมื่อมองดูให้ดีก็จะเห็นว่าเป็นเหล็กกล้าเนื้อดีที่ถูกตีขึ้นอย่างประณีต


    เด็กคนนี้...น่าจะไม่ใช่คนธรรมดา...


    ความสงสัยผุดขึ้นในใจของท่านเจ้าเมือง แต่ท่านก็ปัดมันทิ้งไปก่อน เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยชีวิตเขา


    "ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้า...พ่อหนุ่ม" ท่านกระซิบเสียงแผ่วเบา "ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร...ข้าจะไม่มีวันให้เจ้าต้องมาตายอยู่ที่นี่"


    ด้วยความรู้สึกขอบคุณและนับถืออย่างสุดหัวใจ...เจ้าพระยาเพชรพิไชย เจ้าเมืองผู้สูงศักดิ์แห่งชากังราว...ก็ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด


    ท่านค่อยๆ ช้อนร่างที่หมดสติและเปื้อนเลือดของเด็กหนุ่มนิรนามขึ้นมา...อุ้มไว้ในอ้อมแขนของท่านเอง...


    ภาพของเจ้าเมืองในชุดเกราะเต็มยศที่กำลังอุ้มร่างของเด็กหนุ่มมอมแมมเดินลงมาจากกำแพงที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด...สร้างความตกตะลึงและประหลาดใจให้แก่เหล่าทหารและชาวบ้านที่มองเห็นเป็นอย่างยิ่ง


    ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดออกไปในหมู่ประชาชนราวกับไฟลามทุ่ง...ข่าวของ "วีรบุรุษนิรนาม" ผู้ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับเทพยุทธ์...ผู้สังหารแม่ทัพอสูร...และเป็นผู้ที่ท่านเจ้าเมืองให้เกียรติอุ้มร่างของเขาด้วยตนเอง


    เจ้าพระยาเพชรพิไชยไม่ได้สนใจสายตาของผู้คน ท่านอุ้มคำอินทร์เดินฝ่าความโกลาหลกลับไปยังจวนที่พักของท่านอย่างรวดเร็วที่สุด


    เมื่อมาถึง...เหล่าข้ารับใช้ต่างวิ่งวุ่นจัดเตรียมห้องพักที่ดีที่สุดให้ หมอหลวงชราท่านหนึ่งพร้อมกับลูกศิษย์กำลังรออยู่ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด


    ท่านเจ้าเมืองค่อยๆ วางร่างของคำอินทร์ลงบนเตียงนอนที่ปูด้วยผ้าไหมอย่างนุ่มนวลที่สุด...แล้วถอยออกมาเพื่อให้หมอหลวงได้เริ่มทำการรักษา


    หมอหลวงชราเริ่มตรวจชีพจร...คลำดูบาดแผล...และสำรวจร่างกายของคำอินทร์อย่างละเอียด...ยิ่งตรวจ...สีหน้าของท่านก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ


    "เรียนท่านเจ้าคุณ..." ในที่สุดหมอหลวงก็เงยหน้าขึ้นมากล่าวกับเจ้าเมืองด้วยน้ำเสียงที่หนักอึ้ง "อาการของเด็กคนนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งขอรับ"


    "กระดูกซี่โครงด้านซ้ายหักหลายซี่...ดูเหมือนว่าจะทิ่มแทงเข้าไปในปอด...เขาเสียเลือดภายในไปมาก...อีกทั้งร่างกายยังบอบช้ำอย่างรุนแรงจากการใช้พลังเกินขีดจำกัด...ชีพจรของเขาอ่อนแรงเต็มที..."


    หมอหลวงถอนหายใจยาว...


    "ข้าน้อยจะพยายามสุดความสามารถ...แต่จะรอดหรือไม่...คงต้องแล้วแต่ฟ้าดินและบุญวาสนาของเด็กคนนี้แล้วขอรับ"


    เจ้าพระยาเพชรพิไชยกำหมัดแน่น...ท่านมองไปยังใบหน้าที่ซีดขาวของเด็กหนุ่มที่นอนหายใจอย่างรวยรินอยู่บนเตียง...


    เขาคือผู้มอบชัยชนะให้แก่เมืองชากังราว...แต่บัดนี้...ตัวเขาเองกลับกำลังจะพ่ายแพ้ให้กับความตาย...