ที่แห่งนี้เป็นภูเขาที่มีความงดงามแสงสีเงินสีทองสาดส่องไปทั่วท้องฟ้า หมู่เมฆลอยล่องมีพืชพรรณเหล่าบุปผาที่ดูแปลกตา กลิ่นหอมหวนหลากสีสัน หมอกจางๆ ปกคลุมทั่วพื้นที่ เปรียบดั่งใบหน้าของหญิงสาวที่เก็บซ่อนความงดงามของตนเอาไว้
ที่แห่งนี้คือยอดเขาดรุณีหยกแห่งสำนักในของสำนักเหิงเยว่
ในตอนกลางคืนยอดเขาดรุณีหยกถูกอาบด้วยแสงจันทราที่ส่องสว่าง มีความสดใสไร้ที่ติทั้งยังสงบเงียบและสวยงาม แต่เห็นได้ชัดว่าเย่เฉินที่เพิ่งจะถูกพามาที่แห่งนี้ยังปรับตัวเข้ากับสถานที่แห่งใหม่นี้ไม่ได้
ใต้ต้นไม้วิญญาณต้นหนึ่งซึ่งมีกลีบดอกไม้ลอยล่องเย่เฉินกำลังหมอบอยู่ที่นั่น เขาใช้มือกุมใบหน้าอันบวมช้ำของตนเองเอาไว้ดวงตาทั้งคู่คล้ำดำไปด้วยรอยช้ำ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยเท้า
ไม่ผิดเลยเขาถูกทุบตีอีกแล้ว
นับตั้งแต่ถูกนำตัวกลับมายังยอดเขาดรุณีหยกฉู่ซวนเอ๋อร์ผู้เก่งกล้าได้ทุบตีเขาอย่างรุนแรงจนลงไปหมอบอยู่กับพื้น
“เจ้านี่เชี่ยวชาญมากขึ้นทุกวันนะทำไมจึงทำอะไรแบบนี้ หากว่าคนที่ถูกส่งเข้าไปในป่าร่างมีศิษย์สตรีด้วยเจ้าจะต้องถอดเสื้อผ้าของนางออกด้วยหรือเปล่าล่ะ?” ฉู่ซวนเอ๋อร์ยืนเท้าเอวอยู่เบื้องหน้าของเย่เฉิน และก่นด่าเขาจนโงหัวแทบไม่ขึ้น
“แต่พวกเขารวมหัวกันมารังแกข้าก่อนนะ”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ต้องถอดเสื้อผ้าเขาด้วยหรือ?” ฉู่ซวนเอ๋อร์ชำเลืองมองไปยังเย่เฉิน จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าศิษย์รักของนางจะเป็นคนสร้างเรื่องไร้สาระเช่นนี้ออกมา
“สรุปว่าท่านเป็นอาจารย์ของข้าจริงหรือเปล่า”
“ยังจะกล้าเปิดปากอีกหรือ?”
“แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้จะมาโทษข้าไม่ได้”เย่เฉินได้แต่นั่งลงไปบนพื้นด้วยสีหน้าอย่างหมูตายย่อมไม่กลัวน้ำร้อนอยากจะทุบตีก็เชิญเลย! ข้าชินแล้วก็เจอแบบนี้เกือบทุกวันอยู่แล้ว ท่านทุบตีข้าจนจะเคยชินกับการทุบตีไปแล้ว
“ข้าไม่ตำหนิเจ้าอยู่แล้ว”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยักไหล่ “แต่เจ้าอย่าทำอะไรให้อาจารย์ต้องมาตกใจทุกครั้งแบบนี้ได้ไหม? ต้องถอดเสื้อผ้าของคนอื่นทุกครั้งที่ลงมือ จะทำไปเพื่ออะไรกัน”
แม้ว่านางจะพูดเช่นนั้นแต่ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ยังคงพึงพอใจเย่เฉินอย่างมากศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังคนหนึ่งสามารถเอาชนะศิษย์สำนักในที่ถูกส่งเข้าไประหว่างการทดสอบในป่าร้างได้เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้
แม้ว่าการกระทำของเย่เฉินครั้งนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ไปสักหน่อยแต่ความสามารถในการต่อสู้ของเขาก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก
“ศิษย์ที่แสนดีอาจารย์ทำให้เจ้าต้องเจ็บหรือเปล่า”เมื่อเห็นเย่เฉินที่กำลังนั่งอยู่บนพื้นอย่างไร้ชีวิตชีวา ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เข้าไปตบบ่าของเย่เฉินเบาๆ
บ้าเอ๊ย!
เย่เฉินอยากจากปริปากด่าหรือ? ให้ตายสิ จะให้ข้าลองทุบตีเจ้าจนหมอบลงกับพื้นดูบ้างไหมล่ะ?
“เอาล่ะนะพวกเราอย่าถือสากันเลย” ฉู่ซวนเอ๋อร์มองไปที่เย่เฉินด้วยรอมยิ้ม
อย่าถือสา? เย่เฉินมองฉู่ซวนเอ๋อร์ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ? อย่าให้ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าก็แล้วกัน ข้าจะจับเจ้าแขวนกับต้นไม้แล้วจะตีเจ้าให้ดูว่าเจ็บหรือไม่เจ็บ
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เย่เฉินได้แต่คิดไว้ในใจหากเขาพลั้งปากพูดออกไป ก็คงถูกทุบตีอีกอย่างเลี่ยงไม่ได้
“อ้ออาจารย์เป็นคนแยกแยะได้ระหว่างการลงโทษกับรางวัล”ทางด้านนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์เอากำไลข้อมือออกมาคู่หนึ่ง มันเปล่งประกายสว่างไสวเป็นเงาแวววับจับตา ด้านบนนั้นปรากฏเป็นรูปดาวเจ็ดดวง “กำไลเงาจันทร์เจ็ดดารามอบเป็นรางวัลให้เจ้า”
“ท่านจำที่ข้าพูดได้ด้วยหรือ!” ดวงตาของเย่เฉินสุกสว่าง การต่อสู้ครั้งนี้ไม่เสียเปล่า
“รับไปเถอะ!”
ฉู่ซวนเอ๋อร์ยังไม่ทันต้องพูดอะไรเย่เฉินก็สวมกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราไว้ที่ข้อมือแล้ว กำไลข้อมือชิ้นนี้แปลกมากหลังจากสวมใส่เข้าไป ก็ยิ่งรู้สึกถึงความเย็นและความอบอุ่นที่ไหลเข้าสู่ร่างกายเขารู้สึกสบายเป็นอย่างมาก
“ไม่เลวเลย”เย่เฉินชอบมากจนไม่ยอมวางมันลง “เอ่อ อาจารย์!กำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราชิ้นนี้มีความสามารถอะไรบ้าง”
“มี”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นสำหรับเย่เฉินแล้ว มันมักทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีเสมอก่อนที่เย่เฉินจะพูดอะไรออกมา ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นทำท่ามุทราจากนั้นก็ขยับริมฝีปากสีแดงของนาง และพูดเบาๆ “เปิดออก”
เวิง!
ทันใดนั้นกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราบนข้อมือของเย่เฉินก็สั่นสะท้านและส่งเสียงดังออกมาดวงดาวเจ็ดดวงที่แกะสลักไว้บนกำไลก็เปล่งแสงออกมาอย่างสดใสน้ำหนักของกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
โอ้!
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของเย่เฉินกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราก็ยิ่งหนักขึ้น จนทำให้เขารับมือไม่ทันล้มลงไปกับพื้นทันที
“รู้สึกอย่างไรบ้าง”ฉู่ซวนเอ๋อร์มองไปยังเย่เฉินพร้อมรอยยิ้ม
“ทำไมจึงหนักขนาดนี้”เย่เฉินลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก ปากของเขากระตุกและมองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์“อย่างน้อยก็หนักประมาณห้าร้อยชั่ง นี่คือความสามารถของกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราหรือ? ไร้สาระไปหรือเปล่า!”
“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“ถ้าอย่างนั้นข้าไม่ต้องการแล้ว”ใบหน้าของเย่เฉินแทบจะร้องไห้ออกมา “ข้าไม่ต้องการจะแบกเจ้าวัตถุบ้าบอแบบนี้ไปทั้งวันหรอกนะหากต้องเอาไปด้วยตอนต่อสู้ ยังไม่ทันจะถูกโจมตีตาย ก็คงจะเหนื่อยตายเสียก่อนแล้ว”
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เย่เฉินอยากจะด่านางมากที่สุดก็คือ หลังจากใส่กำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราแม้ว่ามันจะถูกสวมไว้บนข้อมือของเขา แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็ไม่สามารถถอดมันได้
“อย่าเปลืองกำลังเลย”ฉู่ซวนเอ๋อร์ได้หาเก้าอี้หินออกมาแล้วนั่งลงจิบชาอย่างสบายๆ แล้วจากนั้นจึงพูดต่อ“เมื่อสวมกำไลเงาจันทร์เจ็ดดารานอกจากข้าจะเป็นคนถอดมันด้วยการทำลายข้อจำกัดให้กับเจ้าแล้ว ไม่อย่างนั้นไม่ว่าเจ้าจะทำอย่างไรก็ไม่มีทางถอดมันออกได้”
“ทำไม...ข้ารู้สึกเหมือนติดกับเสียแล้ว”เย่เฉินกระตุกมุมปากยิ้มเบาๆ ทันที
“ตั้งแต่วันนี้ไปเจ้าจะต้องใส่มันไปฝึกฝนด้วยกัน” ฉู่ซวนเอ๋อร์เหลือบมองไปที่เย่เฉิน“บนกำไลมีดวงดาวทั้งเจ็ดอยู่ หากมีแสงสว่างขึ้นมาหนึ่งดวงก็จะหนักขึ้นห้าร้อยชั่งหากเจ้าปรับตัวเข้ากับน้ำหนักห้าร้อยชั่งได้แล้วดาวดวงที่สองก็จะสว่างขึ้นด้วยตนเองทันที และเช่นเดียวกันน้ำหนักของมันก็จะเพิ่มเป็นพันชั่ง และเมื่อเจ้าปรับตัวเข้ากับน้ำหนักพันชั่งได้ดาวดวงที่สามก็จะสว่างขึ้น และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อดาวแต่ละดวงสว่างขึ้นมาน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นครั้งละห้าร้อยชั่ง หากเจ้าอยากจะถอดมันออกก็ย่อมได้แต่ต้องรอให้ดวงดาวสว่างครบทั้งเจ็ดดวงเสียก่อนมันก็จะถูกทำลายข้อจำกัดด้วยตัวมันเองทันที”
เมื่อได้ยินดังนั้นมุมปากของเย่เฉินก็กระตุกขึ้นอย่างรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า“หากข้านำมันไปสู้กับใคร แล้วไม่ถูกทำร้ายจนตายนะสิถึงแปลก”
“ถ้าอยากจะเป็นผู้แข็งแกร่งไม่ผ่านความลำบากสักหน่อยจะได้หรือ” ฉู่ซวนเอ๋อร์จิบน้ำชาของนางต่อไปสบายๆ“บางครั้งความกดดันมันคือแรงจูงใจอย่างหนึ่งนะข้าใช้กำไลเงาจันทร์เจ็ดดารามากดดันเจ้า ก็เพื่อให้เจ้าเก่งขึ้นและโดยพื้นฐานของเจ้าแล้ว แรงกดดันแบบนี้เท่านั้นจึงจะสามารถเพิ่มศักยภาพในตัวของเจ้าขึ้นมาได้”
“ก็ไม่ใช่ตัวท่านเองไงก็พูดได้สิ” เย่เฉินพูดออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
แม้ว่าเขาจะพูดออกไปเช่นนั้นแต่เย่เฉินก็เข้าใจดีว่าฉู่ซวนเอ๋อร์มอบกำไลชิ้นนี้ให้เขาก็เพื่อให้เขาฝึกฝนอย่างแข็งขัน
เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับการถูกฝึกฝนภายใต้แรงกดดันของน้ำหนักกระบี่เทียนเชวียที่หนักอึ้งเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ การต้องแบกกระบี่เทียนเชวียที่หนักเป็นร้อยชั่งสามารถบั่นทอนกำลังและความเร็วให้ลดลงได้ แต่เมื่อปลดเงื่อนไขในการบังคับแล้วกำลังการระเบิดก็เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวในทันที
“ข้าให้เวลาหนึ่งวันสำหรับทำความคุ้นเคยหลังจากครบหนึ่งวันแล้ว ข้าจะฝึกวิชาฝึกกายปีศาจของการปรับแต่งกายให้กับเจ้า”ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดพลางจิบชาอย่างสบายใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเย่เฉินก็รู้สึกสะดุ้งขึ้นมาในใจ
วิชาฝึกกายปีศาจหรือ?
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าวิชาที่ฉู่ซวนเอ๋อร์จะสอนให้กับเขาเป็นเช่นไรแต่เขาก็มั่นใจว่าวิชาฝึกกายปีศาจนี้จะต้องไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างแน่นอนอย่าได้มองเพียงใบหน้าที่งดงามยากจะหาคนเปรียบได้ของนางเด็ดขาดเพราะสตรีที่บ้าคลั่งอย่างนางสามารถทำได้ทุกอย่าง
“ไปเถอะอาจารย์จะพาเจ้าไปเยี่ยมชมยอดเขาดรุณีหยก” ขณะที่เย่เฉินกำลังหวาดหวั่นอยู่นั้นฉู่ซวนเอ๋อร์ก็หิ้วเย่เฉินขึ้นไปราวกับกำลังหิ้วลูกขึ้นไปในอากาศโดยที่นางไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเย่เฉินในตอนนี้เริ่มลุกลี้ลุกลน
หลังจากก้าวลงมาก็มาอยู่ตรงหน้าต้นไม้ดอกกลุ่มหนึ่งกลีบดอกกำลังล่องลอยไป สีสันหลากหลายและมีกลิ่นหอมและในส่วนลึกของหมู่ต้นไม้ดอกเหล่านี้ มีอาคารเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง
“ที่นี่คือตำหนักดรุณีหยกข้ามักจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ฝึกตน” นางพูดขึ้นมาพลางชี้นิ้วไปยังอาคารเล็กๆเย่เฉินยังไม่ทันได้พูดจา นางก็หิ้วเย่เฉินจากออกไป และหยุดอยู่ตรงสระน้ำ
สระน้ำที่นี่มีความแปลกประหลาดมากผิวน้ำไร้ลมกระเพื่อม มีเมฆหมอกลอยอยู่ด้านบน ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ก็มีพลังปราณวิญญาณที่เปี่ยมด้วยพลังลอยเข้ามาปะทะ
“สระน้ำแห่งนี้ไม่เลวเลย!” สายตาของเย่เฉินเปล่งประกาย จากนั้นก็ลูบมือของเขาแล้วเดินไปข้างหน้าเขาทำการดูดซับพลังปราณที่ล่องลอยอยู่จากสระน้ำนั้นอย่างเต็มที่และขณะที่มันกำลังจางลงไปเขาก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของยาที่หอมกรุ่นอยู่ในอากาศได้
“ที่นี่คือสระวิญญาณหยก”ฉู่ซวนเอ๋อร์แนะนำ
พูดจบนางก็ไม่ลืมที่จะมองไปยังเย่เฉินด้วยความสนใจ“การแช่ร่างกายจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้ ในอนาคตเจ้าคงจะต้องมาที่นี่บ่อยๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เย่เฉินก็กระตุกมุมปากพลางยิ้มเบาๆ ในทันที
จะต้องมาที่นี่บ่อยๆหมายความว่าอย่างไรกัน? ท่านจะทุบตีข้าทุกวันเลยใช่ไหม?
“ไปกันเถอะ”ฉู่ซวนหิ้วเย่เฉินขึ้นไปอีกครั้ง
“เจ้าเห็นก้อนหินที่เกลี้ยงเกลาก้อนนั้นไหมนั่นคือหินแห่งปัญญา หากมีเวลาว่างก็มานั่งให้บ่อย เพื่อช่วยให้ความกระจ่างแจ้ง”
“นั่นคือต้นโสมคนห้ามขโมยกินโดยเด็ดขาด!”
“นั่นคือสวนวิญญาณหยกเป็นที่กักขังสัตว์วิญญาณ ในวันปกติธรรมดาเจ้าห้ามไปยุ่งกับพวกมัน”
ฉู่ซวนเอ๋อร์พาเย่เฉินไปวนครบหนึ่งรอบใหญ่และจะแวะทุกสถานที่เพื่อแนะนำให้เย่เฉินได้รู้จัก
ท้ายที่สุดฉู่ซวนเอ๋อร์ก็พาเย่เฉินไปหยุดยังเบื้องหน้าประตูหิน
ประตูหินมีขนาดใหญ่และหนักบนประตูยังสลักอักขระยันต์บางอย่างที่เย่เฉินอ่านไม่เข้าใจช่องว่างระหว่างบานประตูทั้งสองข้างมีตัวอักษรตัวโตเขียนไว้ว่า “ผนึก”
“ที่นี่คือที่ไหน”เย่เฉินลูบคางของเขาและโน้มตัวไปด้านหน้า เพื่อสัมผัสประตูหินเบาๆ
“ที่นี่คือตำหนักถ้ำวิญญาณหยก”ฉู่ซวนเอ๋อร์กระซิบ “สถานที่แห่งนี้ โดยปกติแล้วก็ห้ามเข้าใกล้”
“ทำไมล่ะ...”
“เป็นเพราะมีคนกำลังเก็บตัวบำเพ็ญอยู่ด้านใน”
“เอ๊ะ?” เย่เฉินพูดเบาๆ และอดไม่ได้ที่จะมองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์“ยอดเขาดรุณีหยกนอกจากข้ากับอาจารย์แล้ว ยังมีบุคคลที่สามด้วยหรือ?”