ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ๔๓. บทที่ ๑๙ บ้านเงินบ้านทองแห่งสุโขทัย (๑)




             

            ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว.. ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า..

            เป็นวลีที่บ่งบอกลักษณะของความอุดมสมบูรณ์และความเสรีทางการค้าของเมืองสุโขทัย..ในวันวาน


            ในวันนี้แม้เมืองสุโขทัยยังคงอุดมสมบูรณ์แต่สภาพการค้าได้เปลี่ยนไปไม่เหลือร่องรอยการค้าแบบเสรีอีกแล้วสินค้าซึ่งนำมาค้ามาขาย ถูกเก็บส่วยส่งอากรเข้าหลวงเหมือนบ้านเมืองอื่นกระทำความเป็นศูนย์กลางแห่งความมั่นคงก็เปลี่ยนไป รัฐทางเหนือมีล้านนาเป็นศูนย์กลางรัฐเบื้องตะวันออกมีเมืองน่านและล้านช้าง ฟากประจิมมีสองเมืองมอญเมาะตะมะและหงสาวดี เบื้องใต้ลงไป.. ความยิ่งใหญ่ตกอยู่กับอาณาจักรอโยธยา

            ตลาดปสานเป็นศูนย์กลางการค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้าของสุโขทัยอยู่ทางทิศเหนือห่างแนวกำแพงเมืองขึ้นไปราว ๑๐ เส้น (๔๐๐ เมตร)อยู่ริมถนนพระร่วงซึ่งตัดผ่านจากตัวเมืองขึ้นสู่ทิศเหนือเชื่อมต่อถึงเมืองศรีสัชนาลัยและเมืองเชียงใหม่แห่งล้านนาลักษณะตลาดตอนบนเป็นตลาดท่าเรือ อยู่ริมฝั่งคลองร่องปลาไหลที่สามารถล่องเรือสินค้าขนาดเล็กเข้าสู่ร่องน้ำแม่ลำพันก่อนไปเปลี่ยนถ่ายขึ้นลงเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่บริเวณจุดเชื่อมต่อกับแม่น้ำยมที่อยู่ห่างไปเพียง๑๐ เส้น แม่น้ำยมสายนี้ด้านบนเชื่อมต่อถึงเมืองพะเยา เมืองแพร่ เมืองศรีสัชนาลัยส่วนตอนล่างไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมถึงกรุงอโยธยาและลงสู่อ่าวสยามที่ปากน้ำพระประแดง

             

            “เรียนท่านนายกองด่านใน ชายผู้นี้ไม่มีรอยสักถือแต่ตราไม้สัญลักษณ์เมืองนครศรีธรรมราชและหนังสือข้ามเมืองท่านหัวหมู่ปากน้ำยมจึงให้ข้าคุมตัวมาส่งให้ท่าน”

            เจ้าพนักงานจากปากน้ำยมกล่าวรายงานแม้เข้มแข็งแต่นอบน้อมอย่างยิ่ง

            ผู้ที่ถูกเรียกว่านายกองด่านในนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะกลางศาลาใหญ่ซึ่งปลูกอยู่ริมถนนพระร่วงฝั่งทิศตะวันตกหันหน้าเข้าหาตลาดปสานฝั่งตรงข้ามเสาไม้สักขนาดใหญ่ ๑๐ ต้นแบกหลังคาเปลือกไม้อยู่ด้านบนปิดคร่อมด้วยจั่วไม้รูปทรงไทย ตีกั้นฝาผนังเพียงด้านหลังนอกจากตัวผู้ช่วยนายกองที่นั่งร่วมอยู่มุมโต๊ะแล้ว ภายในมีทหารประจำอยู่ ๔ นาย ภายนอกยืนระวังอีก๑๒ นาย บัดนี้จึงเพิ่มเจ้าพนักงานปากน้ำยมกับชายต่างเมือง “ผู้ไร้รอยสัก”อยู่ภายในอีกสองคน เหล่าทหารที่คุมตัวชายต่างเมืองมาส่งล้วนยืนรออยู่ด้านนอก


            “เจ้าชื่อว่าอะไร เป็นชาวเมืองใดและมาที่สุโขทัยด้วยจุดประสงค์ใด”

            นายกองด่านในซักถามเสียงดังพร้อมลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวเดินเข้าใกล้ชายหนุ่มที่ถูกกุมตัวมาสายตาจับจ้องสำรวจจากหัวจรดปลายเท้า

            ลักษณะที่สังเกตเห็นคือชายหนุ่มอายุราว๒๐ ปีขึ้นไป รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้มหล่อเหลา คิ้วเข้ม ตาคมวาวแต่เมื่อจ้องลึกไปในดวงตาคู่นั้นกลับไร้แววแห่งความสดใสเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไป ดูประหนึ่งนัยน์ตาของกวางหนุ่มที่พลัดหลงฝูงเต็มไปด้วยความอ้างว้างและระแวดระวังบุคลิกท่าทางนั้นเล่าก็ดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรงขัดกับรูปร่างที่ใหญ่ล่ำสันสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีฟ้าหม่น นุ่งโจงกระเบนหยักรั้งคร่อมเข่า เคียนผ้ารัดเอวไม่ต่างจากชาวเมืองทั่วไป


            “ข้าพเจ้าชื่อ “แสงพราย” มาจากเมืองนครศรีธรรมราชรับราชการเป็นช่างหลวงตั้งแต่ยังเล็กจึงไม่ได้มีลายสักเลกประจำกายด้วยบิดาฝากข้าพเจ้าไว้ให้นายกองช่างหลวงเลี้ยงดู ท่านนายกองเคยเป็นช่างชาวเมืองเชียงแสนคนเมืองเดียวกับมารดาของข้าพเจ้าบัดนี้มารดาข้าพเจ้าสิ้นแล้วจึงได้ลากลับมายังเมืองเหนือเพื่อสืบหาญาติพี่น้องทางนี้ต่อไป”

            เจ้าหนุ่มแสงพรายกล่าวตอบเสียงราบเรียบยืดยาวแต่ก็เป็นคำอธิบายที่นายกองด่านในต้องการรับฟัง


            นายกองยังคงเพ่งตาจ้องมองหัวคิ้วขมวดขึ้น ชายหนุ่มคล้ายรู้นัยของอาการจึงกล่าวต่อว่า

            “ส่วนที่ข้าพเจ้ามาสุโขทัยเพราะนายกองช่างหลวงบอกให้มาพึ่งพิงอยู่กับน้องชายของท่านที่เป็นช่างหลวงอิสระอยู่ที่เมืองนี้แล้วค่อยคิดอ่านสืบหาญาติพี่น้องของข้าพเจ้าต่อไป”

            นายกองด่านในรับตราไม้พร้อมกระดาษจากเจ้าพนักงานที่กุมตัวคลี่กระดาษออกดู สายตาจดจ้องอยู่กับตัวหนังสือและสัญลักษณ์ตราประทับบนกระดาษพลางขมวดคิ้วกล่าวขึ้น

            “เจ้าชื่อแสงพราย..แล้วช่างหลวงที่เจ้าจะมาหา ชื่อกระไร”

            “ท่านชื่อ “แสงคำ”อยู่สำนักบ้านเงินบ้านทอง”

             

            --------------------------------------------------


            “ข้าจนใจที่มิอาจตรวจสอบตราประทับของกองช่างหลวงเมืองนครศรีธรรมราชให้ท่านได้เพราะมิเคยเห็นมาก่อน.. หากแต่พิจารณาจากลักษณะตัวอักษรที่ปรากฏในหนังสือข้ามเมืองก็พอจะมีเค้าลางว่าเขียนขึ้นที่เมืองนครฯจริง”

            อาลักษณ์หลวงกล่าวพลางเงยหน้าขึ้นจากแผ่นป้ายและหนังสือที่ถืออยู่ในมือ


            “เค้าลางอันใดหรือขอรับ”นายกองด่านในกล่าวซัก

            “ในหนังสือข้ามเมืองฉบับนี้เขียนด้วยภาษาเก่าท่านควรจะรู้ไว้..อักษรของเมืองสุโขทัยถูกใช้แพร่หลายไปถึงอาณาจักรนครศรีธรรมราชตั้งแต่ครั้งสมัยองค์พ่อขุนรามคำแหงผิดกับอาณาจักรทางเหนือซึ่งใช้อักษรล้านนาและเพิ่งจะมาเริ่มใช้อักษรของสุโขทัยเราเมื่อครั้งพระเจ้ากือนาองค์กษัตริย์แห่งเมืองเชียงใหม่ทรงอาราธนาพระสุมนบุปผรัตนจากเมืองของเราไปช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปีพุทธศักราช๑๙๑๒”

            อาลักษณ์หลวงหยุดถอนหายใจยาวก่อนจะอธิบายต่อว่า “ครั้นพอถึงแผ่นดินองค์พ่อขุนพระยาลิไทกรุงอโยธยาตั้งตนเป็นใหญ่ ขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างเมืองของเราและเมืองนครฯ ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างขาดการถ่ายทอดต่อไป..”

            “รวมถึงอักขระภาษาที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสมัยองค์พ่อขุนพระยาลิไทหรือขอรับ”


            “ถูกต้อง.. ท่านดูนี่สิ” อาลักษณ์หลวงคลี่หนังสือข้ามเมืองในมือออกแสดงให้ดู“ไม่มีตัวอักขระ “ไม้ผัด” ปรากฏอยู่ในที่ใดเลย หากแต่ยังคงใช้พยัญชนะสะกดซ้ำ ๒ ตัว.. และตัว “ญ” ก็ยังคงเขียนเป็นเส้นเดียวม้วนปลายท้าย มิได้เพิ่ม “เชิง”ที่มีรูปคล้ายไม้ผัดอยู่ด้านล่าง.. อีกทั้งยังคงมีการใช้ “สระลอย”ที่ยกเลิกไปแล้วอยู่”

            “เป็นจริงดังท่านว่า.. แต่นี่จะเป็นข้อยืนยันได้หรือไม่ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้มาจากกองช่างหลวงเมืองนครฯ”

            “คงไม่ได้แน่.. ในกองอาลักษณ์คงมิมีผู้ใดจะสามารถยืนยันตราสัญลักษณ์ประจำกองช่างหลวงเมืองนครฯได้.. บางทีท่านอาจต้องลองไปพบคนผู้หนึ่ง”

            “ใครหรือขอรับ”

            “ปู่หลวง”

             

            --------------------------------------------------


            แสงพรายถูกกุมตัวตั้งแต่ช่วงสายจนถึงบ่ายช่วงเที่ยงมีคนเอาอาหารมาเลี้ยงดูส่วนตัวนายกองด่านในเข้าไปในวังตั้งแต่ได้ยินชื่อ “แสงคำ สำนักบ้านเงินบ้านทอง”ทิ้งให้ตัวผู้ช่วยนายกองดำเนินกิจกรรมต่างๆ ไป

            เสียงม้าควบมาจากทิศด้านใต้ก่อนจะชะลอหยุดลงหน้าศาลา บัดนี้บ่ายคล้อยจนเงาหลังคาศาลาทาบไปบนถนนคลุมลงบนตัวม้าตัวคนที่หยุดอยู่ด้านหน้า ทหารสองคนรีบเข้าไปประกบรับจับคอม้า

            ท่านนายกองด่านในลงจากหลังม้าตรงเข้าหาแสงพรายที่นั่งอยู่มุมด้านในของศาลา


            “เราไปตรวจตราประทับของเจ้าแล้วทั้งป้ายเมืองนครศรีธรรมราชและจดหมายข้ามเมืองถูกต้อง”

            แสงพรายลุกขึ้นยืนช้าๆจัดแจงเสื้อผ้าเหมือนพร้อมจะจากไป

            ท่านนายกองเห็นกิริยาที่คล้ายไม่ยินดีต่อสิ่งใดอดกล่าวมิได้

            “เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าเราไปให้ผู้ใดตรวจสอบป้ายประจำตัวกองช่างหลวงของเจ้า”

            แสงพรายมองหน้านายกองนิ่งอยู่คล้ายยินดีรับฟัง แต่ไม่คล้ายอยากเอ่ยปากถาม นายกองด่านในจึงกล่าวว่า

            “เรานำป้ายไปให้อาลักษณ์หลวงในสังกัดขุนวังตรวจสอบ.. ป้ายมีสองด้านท่านอาลักษณ์หลวงพอจะยืนยันด้านหลังที่เป็นตราเมืองนครศรีธรรมราช แต่ด้านหน้าที่มีชื่อเจ้าพร้อมตรากองช่างหลวง ไม่มีผู้ใดในกองอาลักษณ์กล้าจะยืนยัน..โชคดีที่มีคนสามารถยืนยันตราประทับนั้นได้”

            นายกองเห็นแสงพรายมีทีท่าคล้ายไม่สนใจจึงเปลี่ยนไปกล่าวสั่งผู้ช่วยกอง

            “ท่านช่วยจดลงบันทึก รายการของผู้เข้าเมืองด้วย..”


            เมื่อผู้ช่วยเตรียมสมุดกำกับรายชื่อคนเข้าเมืองพร้อมจดแล้วนายกองจึงบอกรายละเอียดของชายหนุ่มให้บันทึกลงไป.. ทั้งชื่อของแสงพราย อายุรูปร่างลักษณะ ตำหนิแผลเป็นบนร่าง และตราสำคัญติดตัวครั้นเสร็จแล้วจึงเป็นส่วนของเมืองสุโขทัย..

            “ที่พำนักภายในเมืองสำนักบ้านเงินบ้านทอง.. ผู้รับประกัน ท่านแสงคำ”


            แสงพรายที่เงียบขรึมตลอดมาพลันเลิกคิ้วเข้ม ถามขึ้น

            “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านแสงคำจะรับประกันข้าพเจ้าและให้พำนักด้วย”

            ใบหน้านายกองด่านในปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยคล้ายกับพึงพอใจที่ทำให้แสงพรายเปิดปากถามขึ้นมาได้ คนเราเมื่อทำสิ่งใดให้กับผู้คนก็มักต้องการให้คนผู้นั้นสนใจตอบนายกองวิ่งตะลอนม้าอยู่ครึ่งวันเพราะเรื่องของแสงพราย มาบัดนี้เจ้าหนุ่มแสดงกิริยาหาได้อาทรร้อนใจย่อมขัดใจอยู่.. เมื่อเจ้าหนุ่มเอ่ยถามถึงความนัย จึงรู้สึกสบใจขึ้นมาบ้าง

            “เพราะเราไปพบท่านปู่หลวงแสงคำมาแล้ว..และเขาเป็นคนเดียวที่ยืนยันตรากองช่างหลวงของเจ้าได้”

            สีหน้าแสงพรายแปลกใจ จนอดพึมพำมิได้

            “ท่านแสงคำเคยเห็นตรากองช่างหลวงหรือ”

            “เคย.. ท่านบอกว่าหลายปีก่อนสมัยพี่ชายของท่านลาราชการจากเมืองนครฯ มาเยี่ยมเมืองเหนือ เคยนำตรานี้ให้ท่านดูและท่านได้ทำพิมพ์ประทับไว้เป็นที่ระลึก”

            “ท่านแสงคำยินดีให้ข้าพเจ้าไปพำนักด้วยแล้วหรือ”

            ท่านนายกองเพียงพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับแล้วกล่าว

            “ท่านรีบไปเถิดท่านปู่หลวงรอท่านอยู่”

            “ท่านปู่หลวงหรือ”

            “ใช่ท่านเป็นหัวหน้าสำนักบ้านเงินบ้านทองมาช้านาน มีผลงานสร้างวัดวาอารามมากมายสิ่งที่ชาวเมืองเคารพกราบไหว้ส่วนใหญ่ก็เป็นฝีมือของท่านคนในเมืองนี้ต่างเคารพยกย่องท่าน จึงเรียกท่านว่า ปู่หลวง”

            แสงพรายย่อมไม่นึกว่าบุคคลที่ตนมาหาจะเป็นที่เคารพรักของชาวเมืองมากขนาดนี้จึงไม่แปลกใจที่นายกองด่านในมีท่าทีดีต่อตนมากขึ้นหลังจากไปพบ “ปู่หลวง” มา


            “เจ้าหนุ่มเอย เราต้องขอโทษที่กักกันเจ้าไว้นานสภาพของสุโขทัยตอนนี้อยู่ในยามศึก.. ผู้คนจะเข้าออกเมือง หากเป็นชาวต่างถิ่นแปลกหน้าต้องไล่ดูสักเลกลงบันทึกพร้อมหาตัวคนยืนยันรับไว้ในประกัน ตัวเจ้าไม่มีสักเลกยิ่งต้องระมัดระวัง เกรงจะเป็นไส้ศึก”

            “มิเป็นไรหรอก ท่านนายกอง.. กลับเป็นท่านที่ช่วยเจรจาให้ “ปู่หลวง” รับข้าไปพำนักด้วย”


            ทั้งสองยิ้มแย้มด้วยไมตรีที่ดีต่อกันต่อจากนั้นนายกองเรียกบริวารมา กำชับให้เร่งพาแสงพรายไปส่งที่สำนักบ้านเงินบ้านทอง



    คล้ายกับเรื่องราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย ที่คุณอ่าน

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เทพมังกรเหนือปฐพี

    เทพมังกรเหนือปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    741K 474
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.87M 2416
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668