ตอนเย็นของวันนั้นเอง พนักงานทุกคนในแผนกออกแบบพร้อมกับอนุรักษ์ก็ได้ไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
บรรยากาศภายในร้านดูแล้วคึกครื้นยิ่งนัก มีการดื่มเฮฮาอย่างมีความสุข บ้างก็ร้องคาราโอเกะกันอย่างเมามัน
“จะดื่มอะไรดีครับน้องอริสคนสวย”ทิวาหนึ่งในพนักงานที่ชื่นชอบอริสาเอ่ยถาม
“เอ่อ ขอแค่น้ำส้มแล้วกันค่ะ”เธอบอกเสียงหวานละลายใจหนุ่ม ที่เธอขอแค่น้ำส้มใช่ว่าอยากจะเป็นางเอกแต่อย่างใดแต่เพราะเธอแพ้ แอลกอฮอล์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และอีกอย่างต้องขับรถกลับบ้านด้วยจึงขอแค่น้ำส้มคงจะดีกว่า
“มาทำงานวันแรกเป็ไงบ้างครับคุณอริส” อนุรักษ์เอ่ยถามแต่เสียงที่ตอบกลับมานั้นเป็เสียงของทิวาที่นั่งอยู่ข้างๆแทน
“โหยไม่ต้องเป็ห่วงครับคุณรักษ์ ผมดูแลน้องอริสเป็อย่างดี”
“แหมดูแลหรือว่าป่วนกันยะ ฉันเห็นวันนี้ทั้งวัน แกคอยจ้องแต่จะแซวน้องเขาตลอดงานการมีก็ไม่ยอมทำ” คราวนี้เป็เสียงสาวิกาพูดขึ้นอย่างนึกหมั่นไส้เพื่อนรุ่นน้อง
“โถ่อย่าดังไปสิครับพี่สาเมื่อกี้ไม่ได้ยินอะไรใช่ไหมครับคุณรักษ์”
“ทุกคำพูด”
“ไม่ได้ยินสินะครับ”
“ใครว่า อยู่ในนี้หมดแล้วต่างหาก”อนุรักษ์โชว์โทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อเป็การบอกว่าเขาได้บันทึกบทสนทนาเมื่อสักครู่ไว้หมดแล้วก่อนจะหัวเราะร่าเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเชื่ออย่างสนิทใจ
“โหยใจร้ายจังนะครับคุณรักษ์ ทำเอาผมใหมดเลย”
“ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้าแกไอ้ทิวา”สาวิกาว่าขึ้นมาเพราะนานๆ จะได้มีโอกาสเอาคืนเพื่อนรุ่นน้องบ้าง
เวลาผ่านไปสักพักทุกคนต่างก็หันมาให้ความสนใจกับหญิงสาวแสนสวยของงานแทนบ้างก็เอ่ยถามพูดคุยถึงเื่ต่างๆไม่เว้นแม้แต่เื่ของหัวใจที่หนุ่มๆให้ความสนใจมากเป็พิเศษ
ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็สร้างความดีใจให้กับพวกเขากันทั่วหน้าและถึงแม้เ้าตัวจะบอกว่ายังไม่คิดจะสนใจใคร แต่มีรึที่หนุ่มๆ จะหยุดขายขนมจีบในเมื่อตอนนี้เธอยังไม่มีเ้าของหัวใจ นั่นก็แสดงว่าพวกเขาก็ยังมีสิทธิ์
เช่นเดียวกับอนุรักษ์ที่ยิ้มกระหยิ่มอยู่ภายในใจ
‘หึหึหึงานนี้มีข้อมูลลับสุดยอดไปขายไอ้กฤษแล้วเรา’
กว่าที่อริสาจะกลับมาถึงบ้านก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว
และเมื่อเธอมองเข้ามาในบ้านก็เป็ดังที่คิดไว้ไม่มีผิดเท้าเรียวสวยเดินตรงไปห้องนั่งเล่นที่ยังมีไฟเปิดอยู่ ซึ่งมีบิดา มารดาและป้าสีกำลังนั่งพูดคุยสนทนากันยามค่ำคืน
“กลับมาแล้วหรอลูกทำงานวันแรกงานหนักรึไงกัน กลับมาซะดึกเลย แล้วกินอะไรมารึยังแม่จะได้ให้คนในบ้านอุ่นกับข้าวให้”นางผกาเอ่ยถามลูกสาวที่กำลังเดินเข้ามาอย่างนึกเป็ห่วงนี่มันก็ดึกมากแล้วไม่รู้เธอจะกินอะไรมารึยัง
“อย่าลำบากเลยค่ะลูกหว้ากินมาเรียบร้อยแล้ว พอดีที่บริษัทมีงานเลี้ยงต้อนรับนิดหน่อยก็เลยกลับดึกลูกหว้าขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้เป็ห่วง”พูดจบก็เข้าไปโอบกอดมารดาเอาไว้อย่างออดอ้อนเอาใจพลอยทำให้นางผกาและอีกสองคนยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“งั้นนั่งลงก่อนสิแม่กับพ่อมีเื่จะคุยกับลูกหว้านะจ๊ะ”นางบอกและหันไปยิ้มให้กับสามีและป้าสี
“คุณแม่กับคุณพ่อมีอะไรจะคุยกับลูกหว้าหรอคะ”เมื่อเห็นว่ามารดาไม่ยอมพูดอะไรต่อ ได้แต่ส่งยิ้มอย่างมีความหมายอะไรสักอย่างให้บิดากับป้าสีเธอจึงหันไปมองหน้าทุกคนสลับไปมา
“หน้าลูกหว้ามีอะไรติดอย่างงั้นหรอคะ ทำไมทุกคนถึงมองกันแปลกๆ”
“วันอาทิตย์นี้หนูว่างไหมลูกไปกินข้าวที่บ้านน้ากรองแก้วเป็เพื่อนแม่หน่อยได้ไหมจ๊ะพอดีว่าท่านอยากเจอลูกหว้าน่ะ” อริสายิ้มออกมาเล็กน้อยเธอก็นึกว่าจะมีอะไรเสียอีก
“ได้สิคะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะคุณแม่คนสวยขอมาทั้งทีวันอาทิตย์ก็เป็วันหยุดของบริษัทอยู่แล้วด้วย”คำตอบที่นางผกาได้รับเรียกรอยยิ้มทุกคนได้เป็อย่างดีก่อนที่ลูกสาวช่างสงสัยจะเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ว่าแต่น้ากรองแก้วนี่ใครหรอคะลูกหว้าไม่เห็นรู้จักเลย”
“เธอเป็เพื่อนแม่ตอนสมัยเรียนมัธยมเอาไว้วันมะรืนแม่จะแนะนำให้ลูกหว้ารู้จักแล้วกัน วันนี้หนูกลับมาเหนื่อยๆ ขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนดีกว่า”ลูบหัวลูกสาวอย่างรักใคร่
“ค่ะ งั้นราตรีสวัสดิ์นะคะ”เธอบอกพร้อมกับหอมแก้มมารดาตามด้วยบิดาและก็ป้าสีก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปด้วยความอ่อนล้า
“แบบนี้ดีแล้วใช่ไหมค่ะคุณอมรที่เราไม่ยอมบอกลูกก่อนน่ะ” คล้อยหลังลูกสาวไปได้ไม่นานนางผกาก็หันไปถามสามีทันที
“วางใจเถอะคุณเอาไว้หลังจากที่ทั้งสองพบกัน เราค่อยบอกลูกก็ยังไม่สาย”นายอมรบอกภรรยาสาวเพื่อให้คลายกังวล
“ค่ะเอางั้นก็ได้”
.......................................................................................................................................................