ดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าในอีกไม่เกินหนึ่งชั่วยาม รถม้าวิ่งตามถนนมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน ม้าวิ่งช้าลงทำให้จ้าวลู่ชิงลืมตาที่กำลังหลับ
“เกิดอันใดขึ้น”
“ข้างหน้ามีเกวียนวัวพลิกคว่ำขอรับ”
จ้าวลู่ชิงแหวกผ้าม่าน เห็นเกวียนพลิกคว่ำอย่างที่พลเงาบอก จมูกนางได้กลิ่นเื สายตากวาดมองสองข้างทางที่เป็ป่า
“คุณหนูมีคนะโขอความช่วยเหลือ”
โม่เอินได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจึงรีบรายงาน
“เ้ารีบตามไปช่วยคนที่ร้องขอความช่วยเหลือ”
นางตั้งใจฟังถึงได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แตกต่างจากพลเงาที่ได้ยินชัดเจน
จ้าวลู่ชิงวิ่งตามกลิ่นเื นางสังหรณ์บอกว่าเกวียนคันนี้เป็ของคนในหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าเกิดเื่อันใดถึงได้พลิกคว่ำ วัวยืนเล็มหญ้าแต่เ้าของหายไป
ซูเซียงกับซูเจินและพลเงาอีกสองนายรีบตามผู้เป็นายไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวลู่ชิงรีบดีดเข็มเพื่อสกัดจุดชายฉกรรจน์ที่กำลังจะผลักร่างที่หมดสติลงเหว ซูเซียงกับซูเจินรีบพุ่งเข้าไปรับร่างของสตรีที่หมดสติ พลเงาทั้งสองที่ตามมาก็รีบะโเข้าใส่ชายฉกรรจ์อีกคนที่กำลังลากร่างอ่อนปวกเปียกบ่งบอกว่าไม่มีสติเตรียมทิ้งลงเหว
“หากไม่อยากตายอย่าเข้ามาแส่” น้ำเสียงดุร้ายข่มขู่ พลเงาทั้งสองไม่พูดให้มากความจัดการบุรุษอวดดีให้หมดสติล้มพับลงกับพื้น
“ท่านป้าฉาง ท่านลุงเจียง” จ้าวลู่ชิงรีบสำรวจลมหายใจของสามีภรรยาคู่นี้ แผ่นหลังของนางเย็นเฉียบทั้งที่อากาศร้อน เมื่อเห็นว่าทั้งคู่เพียงแค่สลบไปพวกนางก็ช่วยกันแบกทั้งสองกลับรถม้า
ภายในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าดรุณีน้อยนางหนึ่งกำลังต่อสู้ดิ้นรนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือปีศาจร้าย ความหวาดกลัวทำให้นางร้องะโขอความช่วยเหลือสลับกับขอร้องให้มันปล่อยนางไป
“หากนางแพศยาอย่างเ้ายอมแต่งกับข้า เื่วันนี้คงมิเกิดขึ้น ก่อนที่เ้าจะต้องสิ้นใจตามพ่อกับแม่เ้าไป ข้าขอเชยชมความงามสักเล็กน้อยคงไม่ว่ากันนะ”
“ไม่! ไอ้สารเลว!”
เพี้ยะ!
ฝ่ามือตบใบหน้าขาวจนเกิดรอยเมื่อได้ยินนางด่าตนว่าสารเลว
“นังแพศยา! ก่อนตายข้าจะพาเ้าท่องแดน์” ใบหน้าเหี้ยมเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย สองมือกระชากชุดอย่างแรงจนมันขาด
“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!” ร้องะโอย่างไร้ความหวัง สองเท้าถีบพื้นดินจนเป็รอย น้ำตาไหลอาบแก้มเมื่อคิดว่าบิดามารดาถูกพวกสารเลวฆ่าตาย
“เ้าต้องไม่ตายดี! หากตายเป็ผีข้าจะจองเวรจองกรรมเ้าทุกชาติไป ยามดึกข้าจะคอยเคาะประตูมิให้เ้าข่มตาหลับได้ลง” หลับตารับความอัปยศที่กำลังจะเกิด ทว่านางต้องลืมตาเมื่อได้ยินเสียงร้องของเดรัจฉานที่มันจะข่มเหงนาง
“เ้า!.....” หมดสติก่อนจะได้ถามว่าคนที่มาแส่เป็ผู้ใด
“เชิญกูเหนียงแต่งตัวให้เรียบร้อยเถิด”
โม่เอินกับพลเงาอีกหนึ่งนายหันหน้าหนี พวกเขาทั้งสองเป่าปากโล่งใจเมื่อสามารถมาช่วยดรุณีนางนี้ได้ทันการณ์ หากมาช้ากว่านี้นางคงถูกเดรัจฉานข่มเหง
เจียงเหมยดึงเสื้อที่ฉีกขาดเข้าหากัน มือของนางสั่นเช่นเดียวกับร่างกาย “ท่านพ่อท่านแม่ข้าอยู่ที่ใด” นางกำลังสติแตกเมื่อคิดว่าบุพการีถูกพวกมันฆ่าตาย
“กูเหนียงมิต้องเป็ห่วง คุณหนูไปช่วยพ่อกับแม่ท่านแล้ว”
โม่เอินกล่าวทั้งที่ยังไม่มั่นใจว่าคุณหนูกับพรรคพวกสามารถช่วยพ่อกับแม่สตรีนางนี้ได้หรือไม่
“พวกท่านเป็คนบ้านจ้าว?”
โม่เอินไม่ตอบ ลากชายฉกรรจ์ที่หมดสติกลับไปยังรถม้า ปล่อยให้นางเดินตามหลังพวกตน
เจียงเหมยแอบถ่มน้ำลายใส่ร่างที่ถูกลากไปตามพื้น นางภาวนาให้มันถูกไม้แทงจนตาย
โม่เอินกับพลเงาอีกคนมุมปากกระตุกกับเสียงถ่มน้ำลาย แต่ต้องแสร้งทำเป็เฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จ้าวลู่ชิงเช็ดเืออกจากศีรษะของฉางซื่อ โรยยาห้ามเืจนเืแข็งตัวไม่ไหลออกมา
“ท่านพ่อ! ท่านแม่!”
“เจียงเหมย” จ้าวลู่ชิงแหวกผ้าม่านมองดรุณีน้อยเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่นางพูดคุยด้วยเมื่อตอนที่มาพักอาศัยอยู่ที่ซานเป่ย
“เสี่ยวชิง” เจียงเหมยเช็ดน้ำตาบนใบหน้าลวก ๆ นางรีบกระโจนขึ้นบนรถม้าด้วยความร้อนใจ
“ท่านพ่อท่านแม่ข้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
ดวงใจดวงน้อยของนางเหมือนโดนบีบให้ทรมานกับสภาพบิดามารดา
“มีสิ ท่านลุงกับท่านป้าเพียงสลบไปเท่านั้น”
“ฮือๆ เสี่ยวชิง ข้ากลัวมาก” เจียงเหมยปล่อยโฮ
“เ้าอย่าเพิ่งร้อง” ยื่นผ้าเช็ดหน้าออกไปตรงหน้า
เจียงเหมยรับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา
“โม่เอิน”
“ขอรับ”
“เอาคนร้ายกลับหมู่บ้าน ให้คนขับเกวียนวัวกลับไปส่งที่บ้านเจียง” ออกคำสั่งเสร็จก็รีบกลับมาสนใจสตรีตรงหน้า
“เ้าเล่าให้ข้าฟังว่ามันเกิดอันใดขึ้น” หลังจากทำแผลให้กับสามีภรรยาที่สลบไม่ได้สติแล้วเสร็จ จ้าวลู่ชิงจึงเอ่ยปากสอบถามถึงความเป็มา
“ไอ้เดรัจฉานผู้นี้มันเป็บุรุษเสเพลจากหมู่บ้านเซิน มันเคยให้แม่สื่อมาทาบทามสู่ขอข้า แต่พวกข้าไม่ตอบตกลงจึงถูกพวกมันรังควาญเรื่อยมา
วันนี้ข้ากับท่านพ่อท่านแม่เดินทางเข้าเมืองตำบลไปหาพี่ชายคนรอง ขากลับถูกพวกมันดักรออยู่ข้างทางกระโจนเข้ามาขวางจนวัวลากเทียมเกวียนตื่นใพลิกคว่ำ ข้าเห็นพวกมันตีหัวท่านพ่อท่านแม่จนสลบ”
เจียงเหมยยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาถึงอย่างไรนางก็เป็เพียงดรุณีน้อยอายุสิบสี่เคยเจอเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ที่ไหน นางเกือบถูกมันข่มเหงแล้วฆ่าทิ้งไว้ในป่า
จ้าวลู่ชิงนั่งฟังคำบอกเล่าจนจบ ซูเซียงกับซูเจินหน้าตาดุร้ายขึ้น ความบริสุทธิ์ของสตรีคือสิ่งสำคัญ หากถูกพรากไปชีวิตภายภาคหน้าคงอยู่มิสู้ตาย กล้าลงมือทำร้ายคนได้อย่างเืเย็นหาใช่บุรุษที่ดี
“คุณหนู พี่ชายคนรองของคนผู้นี้เป็ผู้ช่วยนายอำเภอ พวกเราจับตัวมันกลับไปที่หมู่บ้านจะไม่เดือดร้อนหรือเ้าคะ บ่าวว่าพวกเราฆ่าพวกมันแล้วโยนลงเหวให้พวกสัตว์กัดกินดีกว่า” ซูเซียงปรากฎแววตาดุร้าย
“พรุ่งนี้พวกเราจะนำพวกมันไปร้องทุกข์ที่ว่าการอำเภอ วันนี้มืดแล้วพวกเราทำได้เพียงนำพวกมันกลับไปขังไว้ที่หมู่บ้านก่อน”
“เสี่ยวชิง พวกเราจะต่อกรกับพวกมันได้หรือ”
“ต่อกรได้อย่างแน่นอน เื่นี้เห็นอยู่ว่าพวกมัน้าฆ่าพวกเ้าสามชีวิต เดรัจฉานแบบพวกมันมิสมควรตายเร็วจนเกินไป”
“ชื่อเสียงของนางจะมิเสียหายหรือเ้าคะ หากพวกเราไปร้องทุกข์หาความยุติธรรมถึงที่ว่าการอำเภอ” ซูเจินยังคงคร่ำครึคำนึงถึงชื่อเสียงของสตรีอยู่ตลอดเวลา
“เ้ากลัวชื่อเสียงเสียหายหรือไม่?”
“ข้าไม่กลัว ข้าจะลากคอมันเข้าห้องขังให้ได้ หากปล่อยมันไปไม่รู้ว่าครอบครัวพวกข้าจะถูกทำร้ายอีกวันใด”
“เ้ากล้าหาญมากเสี่ยวเหมย”
เจียงเหมยมีความเชื่อมั่น นางรู้สึกได้ว่าเสี่ยวชิงจะมิปล่อยให้ครอบครัวพวกนางต้องเผชิญอันตรายลำพัง นางรับรู้ว่าเสี่ยวชิงกลับมาอยู่หมู่บ้าน ทว่าไม่กล้าเข้าหาเพราะพวกตนสองคนเคยพูดคุยกันไม่กี่ครั้ง กลัวว่าเสี่ยวชิงคงลืมตนไปแล้ว มิคิดเลยว่าวันนี้พวกตนรอดเพราะได้รับการช่วยเหลือจากสหายเก่าที่ยังจดจำนางได้
รถม้าวิ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านสกุลเจียง ซูเซียงลงไปเคาะประตูบ้าน สักพักประตูบ้านก็เปิดออก
“เ้ามาหาผู้ใด” สะใภ้ใหญ่สกุลเจียงโผล่หน้ามาถาม
“ด้านในรถม้าคือท่านป้าฉางกับท่านลุงเจียง รบกวนเ้าเปิดประตูให้ข้านำรถม้าเข้าไปในบ้าน” ซูเซียงกระซิบเสียงเบา ชาวบ้านต่างให้ความสนใจกำลังเดินมาที่รถม้า หากไม่เร่งรีบอาจเกิดข่าวลือไปในทางที่ไม่ดี
“เกิดอะไรขึ้น”
“พ่อกับแม่สามีพวกเ้าถูกทำร้ายจนได้รับาเ็” สะใภ้ใหญ่สกุลเจียงได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดประตูให้รถม้าเข้ามาจอดในลานบ้านที่สร้างด้วยอิฐ หลังคาปูด้วยกระเบื้อง
ประตูบ้านถูกปิดลง ชาวบ้านต่างสงสัยว่ารถม้าผู้ใดวิ่งเข้าไปในบ้านเจียง
“พี่สะใภ้ พี่ใหญ่ล่ะ” เจียงเหมยะโลงจากรถม้าถามหาพี่ชาย
“พี่ใหญ่ไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน เกิดอันใดขึ้นเหตุใดเ้ามีสภาพเช่นนี้” สะใภ้ใหญ่บ้านเจียงกำลังสำรวจน้องสามี ถึงกลับต้องร้องเสียงหลงเมื่อเห็นพ่อกับแม่สามีถูกหามออกจากรถม้า
“พี่สะใภ้อย่าได้ร้องเสียงดัง” จ้าวลู่ชิงดุทางสายตารีบบอกให้นางเดินนำหน้าไปยังห้องสองสามีภรรยา
ซูเซียงรีบวิ่งไปยังบ้านหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลกัน ท้องฟ้ากำลังเริ่มจะมืดพวกนางต้องรีบจัดการเื่ให้แล้วเสร็จ พลเงารีบกลับบ้านเพื่อไปรายงานว่าเพราะเหตุใดคุณหนูยังมิถึงบ้าน
จ้าวลู่ชิงทำแผลตรวจร่างกายให้สองสามีภรรยา พวกเข้าได้รับาเ็ที่ศีรษะเล็กน้อยมิได้เป็อะไรมาก พวกนั้นเพียง้าทำให้สลบแล้วนำร่างไปทิ้งลงเหว
เจียงหรานวิ่งหน้าตาตื่นใเข้ามาหาบิดามารดาที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง
“ท่านพ่อท่านแม่ ผู้ใดมันกล้าทำร้ายพวกท่าน”
หัวหน้าหมู่บ้านกับลูกชายทั้งสองรออยู่ในห้องโถง ไม่ได้เข้าไปภายในห้องนอน
จ้าวลู่ชิงเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้หัวหน้าหมู่บ้านฟัง
“ท่านปู่อี้ คนร้ายทั้งสามอยู่ในรถม้า ข้าจับพวกมันมาด้วย พรุ่งนี้ข้าอยากให้ท่านพาบ้านเจียงไปร้องทุกข์ถึงที่ว่าการอำเภอ ส่วนข้าจะตามไปเป็ประจักษ์พยายาน”
“เ้าหรงซิ่วผู้นี้มันเป็พวกคนพาลทำตัวเสเพล อาศัยว่าพี่ชายเป็ผู้ช่วยนายอำเภอจึงทำตัวกร่าง ไม่คิดว่ามันจะกล้าลงมืออุกอาจ บุตรีบ้านเจียงถูกมันเห็นเข้าแล้วเกิดชอบพอ
แต่พ่อแม่บ้านใดจะกล้าส่งลูกเข้าไปในขุมนรก ชาวบ้านในระแวกใกล้เคียงต่างรู้ว่าบ้านหรงนั้นร้ายกาจกันทุกคน” หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจ กลัวว่าจะสู้อิทธิพลของพวกนั้นไม่ได้
“ท่านปู่ท่านกลัวชาวบ้านในหมู่บ้านจะได้รับความเดือดร้อนหรือเ้าคะ”
“ข้าขอตอบตามตรงว่าใช่ ผู้ช่วยนายอำเภอหรงร้ายกาจกว่าน้องชายจอมเสเพลเป็ร้อยเท่า เ้าหรงซิ่วมันถึงได้หาญกล้ามิกลัวกฎหมาย
เมื่อไม่นานข้าได้ข่าวว่าเ้าหรงซิ่วมันไปรุมทำร้ายชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันจนขาหัก บิดามารดาของหนุ่มน้อยที่ขาหักไม่ยอมความจะเข้าไปร้องทุกข์ในตัวตำบลกลับถูกฆ่าตายเสียก่อน จนถึงทุกวันนี้ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้”
“ครั้งนี้ข้าถึงได้ให้ท่านพาบ้านเจียงไปร้องทุกข์ถึงที่ว่าการอำเภออย่างไรล่ะเ้าคะ ข้าอยากรู้นักว่าถ้าเื่นี้ถึงหูนายอำเภอเขาจะจัดการอย่างไร ท่านปู่ หากพวกเรามิรีบจัดการกับอันธพาลพวกนี้ไม่รู้ว่าวันหน้าสตรีในหมู่บ้านเราจะถูกพวกมันฉุดคร่าไปกี่ราย ครั้งนี้พวกมันกล้าคิดฆ่าคนหากรอดพวกมันคงเหิมเกริมยิ่งกว่าเดิม”
“ท่านพ่อ ข้าว่าเสี่ยวชิงกล่าวถูกต้อง หากไม่รีบจัดการสตรีในหมู่บ้านเราต้องไม่ปลอดภัย”
จ้าวหนิงอันรีบสนับสนุนให้จัดการกับพวกเดรัจฉานทั้งสาม
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน โปรดช่วยครอบครัวพวกเราด้วยขอรับ”
เจียงหรานคุกเข่าขอร้องหากไม่รีบจัดการกับพวกเดรัจฉานครอบครัวพวกตนต้องตกอยู่ในอันตราย
“พรุ่งนี้พวกเราไปร้องทุกข์ที่ว่าการอำเภอ” จ้าวอี้ตอบรับคำขอ “พรุ่งนี้พวกเราเกณฑ์บุรุษร่างกำยำในหมู่บ้านไปเยอะหน่อยก็แล้วกันจักได้มิเป็อันตราย”
“ท่านปู่ พรุ่งนี้พวกเราขอให้ท่านป้าในหมู่บ้านร่วมเดินทางไปด้วยก็พอเ้าค่ะ มิจำเป็ต้องเอาบุรุษร่างกำยำเดินทางไปพร้อมพวกเรา”
“เพราะเหตุใด”
“พรุ่งนี้ข้ามีงานให้ชาวบ้านทำเ้าค่ะ เื่เดินทางไปยังอำเภอข้าจะขอให้ท่านปู่ช่วยแบ่งคนที่บ้านร่วมเดินทางไปด้วย”
“งานอันใด”
“ข้าจะรับซื้อเปลือกต้นชวนหวงป้อจากชาวบ้าน หมู่บ้านเรามีทั้งหมดกี่ครัวเรือนเ้าคะ”
“นับครอบครัวที่อพยพมาจากต่างถิ่นด้วยทั้งหมดห้าสิบครัวเรือน”
จ้าวอี้ตื่นเต้น ต้นชวนหวงป้อบนูเามีเป็ป่า หากชาวบ้านสามารถนำมาแลกเงินได้ความเป็อยู่ของทุกคนในหมู่บ้านก็จะดีขึ้น ตนมิต้องถูกชาวบ้านมาหยิบยืมเงินอีกต่อไป
“ข้าจะรับซื้อเปลือกชวนหวงป้อแห้งจากชาวบ้าน ครัวเรือนละห้าสิบจิน ในราคาจินละสิบสามเหวินเ้าค่ะ ท่านปู่ช่วยเป็ธุระให้ข้าด้วย”
“จินละสิบสามเหวินเชียวรึ” จ้าวหนิงอันร้องเสียงหลง จินละสิบสามเหวินมิใช่น้อย ชาวบ้านบางคนเดือนหนึ่งยังหาเงินไม่ได้ถึงสิบสามเหวิน
“ใช่เ้าค่ะ แต่ต้องเป็เปลือกชวนหวงป้อที่ตากแห้งแล้วเท่านั้นนะเ้าคะ” จ้าวลู่ชิงย้ำอีกครั้ง
“พรุ่งนี้ข้าจะเรียกชาวบ้านมาประชุมั้แ่เช้าเพื่อแจ้งเื่นี้กับเื่ของบ้านเจียงให้ทุกคนทราบ”
“ท่านปู่ช่วยคัดเลือกท่านป้าที่มีริมฝีปากเป็เลิศหน่อยนะเ้าคะ”
“ข้าจะคัดเลือกอย่างดี” จ้าวอี้มีอายุมาจนถึงปูนนี้ย่อมรู้ว่ามีใครในหมู่บ้านที่ปากคอเราะร้าย”
จ้าวลู่ชิงกลับมาถึงบ้านก็มืดค่ำ ทุกคนนั่งรออยู่ในโถงอาหาร นางจึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟังอีกครั้ง พร้อมมอบเงินค่างานปักและเงินค่ายาสมุนไพรให้กับมารดา
“เ้าเป็บุตรกตัญญู พรุ่งนี้จะเข้าไปอำเภอมิควรไปมือเปล่า”
จ้าวฮูหยินยื่นเงินจำนวนหนึ่งร้อยก้วนให้บุตรสาวด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มไม่คล้ายยิ้ม นางเ็ปใจกับเงินที่กำลังจะลอยหายไป แต่บุตรสาวนางจะไปมือเปล่ามิได้
“พรุ่งนี้ข้าจะไปกับเ้าด้วย” จ้าวลู่เสียนกล่าวขึ้น
“ท่านพี่มิต้องไปหรอกเ้าค่ะ สวนผลไม้้าท่านพี่ดูแล อีกอย่างท่านพี่เป็ถึงบัณฑิตอย่าเข้าไปยุ่งเื่พวกนี้ดีกว่า”
พี่ชายคนรองของนางรับหน้าที่เรียนรู้ดูแลสวนผลไม้กับท่านอาหนิงเอ๋อมาได้หลายวันแล้ว นางไม่อยากให้บัณฑิตอย่างเขาต้องไปปรากฎต่อหน้าสาธารณะ ท่านพี่ของนางเป็ถึงบัณฑิตเจี้ยหยวน [1] เกิดมีใครจำได้ขึ้นมาจะมิเป็ผลดี
“พรุ่งนี้พ่อจะไปเป็เพื่อนเ้าเอง”
“ทุกคนไม่ต้องลำบาก ข้าเชื่อว่าท่านปู่อี้จัดการได้ ท่านปู่กับท่านพ่ออดีตเคยเป็ขุนนางตำแหน่งใหญ่โตออกไปข้างนอกผู้คนอาจจดจำได้ แตกต่างจากข้า ในเมืองหลวงยังมิมีผู้ใดจำข้าได้ อำเภอห่างไกลเช่นนี้ย่อมมิต้องกังวล”
ท่านปู่กับท่านพ่อนางจะเคลื่อนไหวตัวตอนนี้ย่อมเป็ที่จับตามองมิสู้อยู่บ้านจะดีกว่า
“ท่านพ่อ ข้าผ่านไปได้ยินท่านสนทนากับท่านปู่เื่เปิดสำนักศึกษาในหมู่บ้าน มิทราบว่าท่านยังยืนยันทำตามสิ่งที่คิดหรือไม่เ้าคะ”
“ตามแผนเดิมพ่อคิดว่าจะเข้าไปคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านพรุ่งนี้ แต่เ้าชิงตัวเขาไปก่อน”
“ท่านปู่อี้กลับมาแล้วค่อยคุยก็ยังมิสายเ้าค่ะ ท่านพ่อวันนี้ข้าหาผู้สนับสนุนพวกกระดาษ หมึก พู่กัน แท่นฝนหมึกให้กับเด็กในหมู่บ้านได้แล้วเ้าค่ะ”
“ผู้ใด”
“เหล่าเหิง เหิงกังเ้าค่ะ สกุลเหิงทำการค้าเกี่ยวกับกระดาษและเครื่องเขียน” จ้าวลู่ชิงเล่าถึงสถานการณ์ที่นางไปพบเจอมาให้กับคนในครอบครัวฟัง
“เ้าเด็กไม่รู้ความผู้นี้” หญิงชราตีแขนหลานสาว นางแทบเป็ลมล้มหงายหลัง เคล็ดลับการย้อมกระดาษมีมูลค่ามหาศาลแต่หลานสาวนางมอบให้ผู้อื่นเพียงแลกกับการรับซื้อเปลือกไม้และสิ่งล้ำค่าสี่อย่าง
เถ้าแก่เ้าของร้านเสนอปันผลให้หนึ่งส่วนก็ไม่สนใจ นี่หลานสาวนางคิดว่าพวกตนยังมั่งมีเหมือนเดิมหรืออย่างไร
“ท่านย่าอย่ามีโทสะไปเลยนะเ้าคะ ที่ข้าทำแบบนี้เพราะอยากให้คนในหมู่บ้านมีรายได้ พวกเขามีรายได้ก็สามารถส่งลูกหลานเข้าสำนักศึกษาของท่านพ่อ”
“ชิงเอ๋อร์ช่างคิดการไกล” จ้าวเฉิงกล่าวชมหลานสาว
“ท่านปู่ เปิดสำนักศึกษาพวกเราต้องใช้เงินในการก่อสร้างอาคารไม่น้อย พวกเราจะมีเงินพอหรือเ้าคะ”
“เงินส่วนกลางพวกเรามีเหลือแปดร้อยก้วนเ้าค่ะ” จ้าวฮูหยินเห็นพ่อสามีหันหน้ามาถามจึงรายงานสถานะทางการเงินของครอบครัว
จ้าวเฉิงหลับตาชั่วครู เหมือนตัดสินใจบางอย่างได้ค่อยลืมตา
“พวกเรายังมีภัตตาคารหย่งเล่อ ชิงเอ๋อร์เ้าสนใจเข้าไปดูแลหรือไม่” หลานสาวผู้นี้มีฝีมือในด้านการทำอาหาร หากมอบภัตตาคารที่กำลังจะล้มให้นางดูแลสถานการณ์อาจพลิกผันก็เป็ได้
“ภัตตาคารหย่งเล่อเป็ของครอบครัวเราหรือเ้าคะ” ภัตตาคารร้างที่นางเคยเข้าไปใช้บริการน่ะหรือ
จ้าวลู่ชิงตาเบิกกว้าง ใบหน้าเปลี่ยนความรู้สึกไปตามสิ่งที่ได้ฟัง ท่านปู่นางฉลาดถึงเพียงนี้จะมิซุกซ่อนสมบัติไว้เลยก็ดูจะโง่เง่าไปหน่อย ทว่าพอฟังมาถึงประโยคที่ว่าภัตตาคารหย่งเล่อยี่สิบสาขาทั่วแคว้นถังต่างขาดทุนย่อยยับ หากไม่เร่งหาเงินมาประคองคงต้องปิดตัวลง จิตใจนางพลันห่อเหี่ยว
การรับรู้ว่าครอบครัวมีกิจการภัตตาคารอยู่ในทำให้ทุกคนแปลกใจยกเว้นจ้าวหยางที่รู้มาเนิ่นนาน ภัตตาคารหย่งเล่อแต่ก่อนโด่งดังเป็อย่างมาก ใน่สามปีที่ผ่านชื่อเสียงค่อยเลือนลางเพราะมีภัตตาคารเฟิ่งไหลมาเปิดแข่งขันเกือบทุกสาขา มิรู้ว่าผู้ใดอยู่เื้ั
[1] เจี้ยหยวน คือ ผู้ที่สอบได้อับดับหนึ่งของการสอบระดับภูมิภาค ส่วนผู้ที่สอบผ่านจะเรียกว่า จวี่เหริน