เกิดใหม่กับระบบ คนขับราคะ

    ตอนที่ 57

    เมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ผมก็โบกมือเรียกพนักงานที่เดินผ่านไปมา ไม่นานนักพนักงานคนเดิมก็เดินมาหยุดที่โต๊ะของผม


    “ขอสั่งเบียร์สดเพิ่มอีกหนึ่งแก้วครับ” ผมเงยหน้าบอกพนักงาน


    “ได้ค่ะ” พนักงานรับคำ “อาหารและค็อกเทลก่อนหน้านี้กับเบียร์สดเพิ่มเติม... ลูกค้าจะจ่ายทั้งหมดก่อนไหมคะ”


    “จ่ายเลยครับ” ผมตอบพลางหยิบบัตรเครดิตออกจากกระเป๋ากางเกง


    พนักงานรับบัตรไปจัดการอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนำเบียร์สดมาเสิร์ฟให้ผมภายในเวลาไม่กี่นาที


    ผมยกเบียร์ขึ้นจิบอย่างผ่อนคลาย


    แต่ไม่นานจากนั้น ก็มีชาวต่างชาติสองคนเดินมาหยุดที่โต๊ะของผม ดูแล้วน่าจะเป็นสามีภรรยา ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่และมีรอยสักเต็มแขน เอ่ยทักทายผมด้วยภาษาไทยที่ไม่ค่อยชัดนัก


    “สวัสดีครับ”


    ผมยิ้มออกมาแห้ง ๆ เล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าจะมีชาวต่างชาติมาทักทายแบบนี้


    “สวัสดีครับ” ผมตอบกลับไปอย่างเขิน ๆ “มีอะไรเหรอครับ”


    ความกังวลแล่นเข้ามาในใจทันที เพราะนอกจากจะไม่คุ้นกับการถูกทักแบบกะทันหันแล้ว... ผมก็พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นซะด้วยสิ


    เมื่อเสียงของผมสิ้นสุดลง ชาวต่างชาติก็พูดเป็นภาษาไทย แบบติด ๆ ขัด ๆ อีกว่า "คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม"


    ผมสูดหายใจเข้าลึกกับคำถามนั้น สีหน้าซีดเผือดเล็กน้อยและลังเลว่าจะตอบอย่างไรแต่ไม่นาน ระบบของผมก็ช่วยชีวิตไว้ได้ทันเวลา


    ตื้ด...!


    [คุณได้รับทักษะ: การสื่อสารภาษาอังกฤษ]


    ความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับการเปิดสวิตช์แล่นเข้ามาในสมอง ข้อมูลและโครงสร้างทางภาษาที่ผมไม่เคยมีมาก่อนหลั่งไหลเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับผมเคยใช้ภาษานี้มาตั้งแต่เด็ก


    สีหน้าเขินอายเมื่อครู่พลันหายไป ผมมองใบหน้าของชาวต่างชาติทั้งสองด้วยแววตาที่มั่นใจขึ้น


    ทันใดนั้นเองผมก็พูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติ “ ได้ครับ มีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับ” ผมตอบกลับด้วยภาษาอังกฤษทันที

    “โอ้ เยี่ยม!” ชาวต่างชาติชายเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะหันไปสบตากับผู้หญิงที่อยู่ข้างกายเขา 


    เขาหันกลับมาถามผมด้วยรอยยิ้มกว้าง “พวกเราขอนั่งด้วยได้ไหมครับ เนื่องจากโต๊ะแถวนี้เต็มหมดแล้ว และเราเห็นคุณนั่งอยู่คนเดียว แถมยังมีที่ว่างเหลือเยอะเลย”


    ผมกวาดตามองรอบตัว โต๊ะกลมที่ผมนั่งอยู่เป็นโต๊ะขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับคนได้ถึงหกคน ซึ่งตอนนี้มีผมอยู่เพียงคนเดียว


    ผมพยักหน้าตอบรับอย่างไม่ลังเล “ ได้ครับ ตามสบาย”


    ชาวต่างชาติทั้งสองคนยิ้มกว้าง ก่อนจะดึงเก้าอี้ออกมาแล้วนั่งลง 


    หลังจากที่ชาวต่างชาติทั้งสองคนนั่งลงแล้ว ผมก็ไม่ได้สนใจพวกเขามากนัก ผมปล่อยให้พวกเขาคุยกันตามสบายๆ ในขณะที่ผมนั่งจิบเบียร์เย็น ๆ พลางเลื่อนดูคลิปวิดีโอต่าง ๆ ในโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ


    แต่ในความคิดของผมนั้น กำลังวนเวียนอยู่กับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษที่เพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน มันดีมากจริง ๆ 


    ประมาณสิบกว่านาทีต่อมา


    อาหารของโทมัสกับแอนนาก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ที่ผมรู้จักชื่อของทั้งสองก็เพราะ ผมแอบฟังนั้นเอง


    ส่วนอาหารที่ทั้งสองสั่ง ก็มีสปาเก็ตตีครีมเห็ดหอม ของแอนนา และ สเต๊กเนื้อ ของโทมัส รวมถึง เฟรนช์ฟรายส์และเบียร์สดอีก 3 แก้ว ผมเหลือบมองแล้วก็ สงสัยว่า ทำไมถึงสั่งมาตั้งสามแก้ว คนใดคนหนึ่งต้องชอบดื่มแน่ๆ


    ทันใดนั้น โทมัส ก็ยื่นแก้วเบียร์มาทางผม พร้อมเอ่ยว่า "ฉันให้คุณ เพื่อเป็นการขอบคุณ เล็ก ๆ น้อย ๆ"


    ผมกล่าวขอบคุณพวกเขา แล้วรับมาโดยไม่ปฏิเสธ เพราะเบียร์ของผมก็หมดไปได้สักพักแล้ว


    หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ชวนผมคุยไปเรื่อย ๆ ขณะกินข้าว จนผมรู้เรื่องของพวกเขา ว่าเป็นใครมาจากไหน พวกเขาเป็นสามีภรรยาชาวอังกฤษ ที่มาเมืองไทยเพื่อมาเจรจาเรื่องการลงทุนอะไรสักอย่าง ซึ่งพวกเขา ก็ไม่ได้เล่าเจาะจงนัก โทมัส ทำงานเป็นนักลงทุน ส่วน แอนนา เป็นสถาปนิกที่รับออกแบบอาคาร


    และวันนี้เอง ตอนประมาณ 19:30 น. โทมัสมีนัดสำคัญกับนักลงทุนที่โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งนักลงทุนเหล่านั้นก็เป็นคนไทยและคนต่างชาติ


    หลังจากที่เราคุยกันได้สักพัก ก็ถึงเวลาที่โทมัสจะต้องแยกตัวไป เขาบอกลาแอนนาเล็กน้อยจากนั้นก็เดินออก ส่วนแอนนาเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจนี้ โทมัสจึงให้เธอนั่งรออยู่กับผมที่โต๊ะ


    หลังจากสามีเธอออกไปแล้ว แอนนาก็มักจะเล่นโทรศัพท์เสียเป็นส่วนใหญ่ เธอเป็นผู้หญิงสวย น่าจะอายุประมาณสามสิบต้น ๆ รูปร่างดี ผมของเธอเป็นสีแดง ตาสีน้ำตาลอ่อน มีผิวขาว และมีกระเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วบริเวณจมูกและแก้ม


    ผมแอบมองแอนนาอยู่บ่อย อยากชวนคุยนะแต่ไม่รู้จะเปิดบทสนทนา ยังไงดี สามีเธอก็เดินเข้าโรงแรมไปแล้ว ซึ่งผมรู้มาว่า พวกเขานัดคุยงานกันในห้องประชุมของโรงแรม


    พอเวลาล่วงเลยไปสักพัก ผมก็อยากลุกไปเดินเล่นบ้างแล้ว จึงบอกลาแอนนาว่า "คุณแอนนาครับ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะครับ" แล้วผมก็ยิ้มให้เธอ


    แต่จู่ ๆ เธอก็ถามผมกลับมาว่า "คุณจะไปไหนเหรอคะ"


    ผม ใช้เวลาคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบไปว่า "จะออกไปเดินเล่นรอบ ๆ นี้แหละครับ" 


    เธอออกอาการลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “เอ่อ... คุณช่วยถ่ายรูปที่ชายหาดใกล้ ๆ นี้ให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ สักรูปสองรูป”


    ผมรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที ในที่สุดเธอก็เริ่มบทสนทนา “ได้สิครับ ผมกำลังจะไปเดินเล่นแถวนั้นพอดี”


    หลังจากที่แอนนาจ่ายค่าอาหารเสร็จ ผมกับเธอก็เดินลงบันไดไม้ที่มีเสียง อี๊ดออด-- ไปยังชายหาดที่อยู่ใกล้ ๆ


    ผมเดินตามหลังเธอไป พลางเหลือบมองเรือนร่างของเธอ เธอสวมเสื้อครอปถักลูกไม้คอวีลึกมาก จนเห็นเนินอกชัดเจน ตัวเสื้อเป็นแบบผูกคล้องคอทำให้ เผยแผ่นหลังเนียน ส่วนท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นทรงกระโปรงที่ทำจากผ้าพลิ้วไหว


    เมื่อเดินเข้าใกล้ทะเล ผมที่ตามหลังอยู่ก็ได้รับกลิ่น หอมอ่อน ๆ จากตัวแอนนา ผมสีแดงสลวยของเธอปลิวไหวไปตามสายลม ยิ่งทำให้เธอน่าหลงใหล


    เราเดินไปจนถึงบริเวณที่คลื่นซัดเข้าฝั่งเบา ๆ เธอยื่นโทรศัพท์ให้ผม


    “ถ่ายตรงนี้เลยก็ได้ค่ะ” เธอบอก


    ผมรับโทรศัพท์มาแล้วมองหาฉากหลังที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่รู้จะถ่ายออกมาดีไหม ผมกดถ่ายรูปเธอในหลาย ๆ มุม ทั้งตอนที่เธอยืนหันหน้าออกทะเล ปล่อยให้สายลมพัดชุดพลิ้วไหว และตอนที่เธอกลับมามองกล้องพร้อมรอยยิ้ม



    ผมเลื่อนดูภาพถ่ายอย่างรวดเร็วเพื่อให้แน่ใจว่าได้ภาพที่ดี ก่อนจะยื่นโทรศัพท์คืนให้เธอ


    “ได้หลายรูปเลยครับ ” ผมบอก


    แอนนารับโทรศัพท์ไปดู เธอเลื่อนผ่านรูปต่าง ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ของเธอเปล่งประกายด้วยความพอใจ


    “สวยมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ!” 


    หลังจากนั้น เธอก็แยกไปถ่ายรูปวิวทะเลในยามเย็นต่อ ส่วนผมก็เดินเล่นตามชายหาดออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอลับสายตาไป


    ตอนนี้ก็เป็นเวลาราว ๆ สองทุ่มกว่าแล้ว ผมเดินเล่นไปเรื่อย ๆ จนไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ที่จุดไหน แต่บริเวณนั้นเต็มไปด้วยร้านอาหารมากมาย และคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ


    ผู้คนที่นี่แต่งกายหลากหลาย บางคนก็สวมเสื้อผ้ามิดชิด ส่วนบางคนก็เลือกที่จะเปิดเผยผิวพรรณ มันเป็นภาพที่เพลินตาไปหมด นี่สินะ ที่เขาเรียกว่า อาหารตา

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่กับระบบ คนขับราคะ ที่คุณอ่าน