เจียสี่และเจียอัน สองหนุ่มน้อยจอมซนเล่าเื่ตอนไปตัดฟืนเมื่อกลางวันว่าลื่นล้มจนหน้าไถลลงไปกินดินเต็มปาก ทำเอาคนในครอบครัวต่างพากันหัวเราะ
“คิก ๆ !” เจียอินที่นอนหนุนตักแม่เฒ่าหลี่ และหัวเราะเยาะพี่ชายไปด้วย
แม่เฒ่าหลี่คลอเคลียแก้มหลานสาว พลางมองไปยังหลี่เจียเหรินที่กำลังดื่มโจ๊กอย่างเรียบร้อย แล้วจึงตัดสินใจกล่าวว่า “ข้าตั้งใจจะส่งพวกเด็ก ๆ ไปเรียนหนังสือในตัวอำเภอ”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา โต๊ะอาหารก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที
ทุกคนต่างมองไปยังแม่เฒ่าหลี่ด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงพูดเช่นนี้
เพราะถึงแม้ตอนนี้ชีวิตจะไม่อดอยาก แต่การเรียนหนังสือนั้นต้องใช้เงินมหาศาล สำหรับตระกูลหลี่แล้วถือเป็ภาระที่หนักเกินไป!
อู๋ชุ่ยฮวาเป็คนแรกที่ไม่เห็นด้วย
“ท่านแม่! เรียนหนังสือต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน บ้านเราจะมีเงินมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร? หากท่านส่งพวกเขาเรียน พวกเราคงไม่มีชีวิตรอดแน่!”
นางแทบจะะโขึ้นมาโวยวาย เพราะกลัวว่าหากส่งลูกหลานเรียนหนังสือแล้ว ตนเองจะต้องอดตาย
“การเรียนเป็เื่ดี พี่สะใภ้รองท่านจะโวยวายทำไมกัน?”
จ้าวอวี้หรูทนดูท่าทางของอู๋ชุ่ยฮวาไม่ได้ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา
“เื่ดีงั้นหรือ? เื่ดีแล้วบ้านสามของพวกเ้าจะออกเงินให้รึ? ในบ้านเหลือเงินอยู่กี่อีแปะกัน ถ้าเอาไปให้เด็กเรียนหนังสือหมด พวกเราคงต้องดื่มลมเหนือแทนข้าวแล้ว!”
อู๋ชุ่ยฮวาไม่รู้ว่าแม่เฒ่าหลี่มีเงินเก็บเท่าไหร่ แต่แค่ซื้อบ้านและที่ดินก็ใช้ไปหนึ่งร้อยตำลึงแล้ว นางเดาว่าคงเหลือไม่มากนัก
“พอได้แล้ว หุบปากให้หมด!” แม่เฒ่าหลี่ตีหน้าขรึมปรายตามองอู๋ชุ่ยฮวาเพียงแวบเดียว ซึ่งเพียงคำพูดเดียวก็ทำให้นางเงียบกริบได้ทันที
“ข้าตั้งใจจะส่งแค่เจียเหรินไปเรียนเท่านั้น”
“เอ๊ะ?” อู๋ชุ่ยฮวาฟังแล้วถึงกับอึ้ง ที่แท้ส่งแค่ลูกชายของนางไปเรียนคนเดียวรึ!
นางเหลือบมองลูกชายคนโต พลางนึกอยากจะเก็บคำพูดที่เพิ่งพูดออกไปเมื่อครู่กลับคืนมาให้หมด แล้วหัวเราะแห้ง ๆ ด้วยความกระอักกระอ่วน
“ท่านแม่... ท่านแม่ตัดสินใจเถิด”
ทุกคนไม่อยากจะว่าอะไรนาง แต่สายตาที่มองมานั้นไม่ถือว่ามีความเป็มิตรนัก
อู๋ชุ่ยฮวารีบก้มหน้าดื่มโจ๊ก ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว
หลี่เจียเหรินยิ่งรู้สึกละอายใจแทนมารดา เขาจึงวางชามข้าวลงแล้วกล่าวว่า “ท่านย่า บ้านเราเพิ่งจะมาตั้งรกรากที่นี่ มีเื่ต้องใช้เงินมากมาย ข้าไม่รีบร้อนเรียนหนังสือ รอให้ปีหน้าบ้านเรามีผลผลิตก่อนค่อยว่ากันเถิด”
การที่หลานชายรู้ความเช่นนี้ทำให้แม่เฒ่าหลี่รู้สึกปลื้มใจมาก แต่สิ่งที่นางตัดสินใจแล้ว ย่อมไม่มีวันเปลี่ยนใจ
“หากบ้านเรา้าจะหยั่งรากลึกที่นี่จริง ๆ แค่นี้ยังไม่พอ การช่วยเหลือนิด ๆ หน่อย ๆ ให้คนในหมู่บ้านหรือการจัดหาทรัพย์สินเป็เพียงเื่เฉพาะหน้า หาก้าให้ตระกูลหลี่รุ่งเรืองอย่างยั่งยืน จำต้องมีลูกหลานที่เรียนหนังสือ”
แม่เฒ่าหลี่กวาดสายตามองทุกคน เมื่อเห็นว่าทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย จึงกล่าวต่อ “ไม่ได้มีคำกล่าวว่า บ้านที่ไร้ลูกการศึกษา จะเอาขุนนางมาจากที่ใดรึ? ต่อให้ไม่ได้เป็ซิ่วไฉหรือจวี่เหริน ขอเพียงสอบได้เป็ผู้เข้าสอบขั้นต้น คนนอกที่คิดจะรังแกตระกูลหลี่ก็ต้องคิดทบทวนให้ดีเสียก่อน เจียเหริน ย่าเห็นว่าเ้ามีพร์ในการเรียน ไปเรียนเถิด บ้านเราส่งเ้าไหว!”
เจียเหรินชอบเรียนหนังสือจริง ๆ ปกติเวลาว่าง เขามักจะหาอะไรที่มีตัวหนังสืออ่าน หรือไม่ก็ใช้กิ่งไม้เขียนตัวหนังสือลงบนพื้น
เื่เหล่านี้ไม่ใช่แค่แม่เฒ่าหลี่ แต่คนตระกูลหลี่ทุกคนต่างเห็นด้วย
หลี่เหลาซานและหลี่เหลาซื่อต่างก็เอ่ยสนับสนุน
“ใช่ เจียเหรินไปเรียนเถิด พวกข้าจะหาเงินส่งเ้าให้ได้”
“ท่านย่า อาสาม อาสี่...”
ดวงตาของเจียเหรินมีน้ำตาคลอเบ้า เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ลุกขึ้นทำความเคารพผู้ใหญ่
“ข้าจะตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้บ้านเรา!”
“เด็กดี!” แม่เฒ่าหลี่จึงเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
อู๋ชุ่ยฮวาเห็นว่าเื่ลูกชายได้เรียนหนังสือนั้นแน่นอนแล้ว มุมปากก็ฉีกยิ้มกว้างจนเกือบถึงใบหู นางดึงมือลูกชายแล้วพูดขึ้นว่า “ลูกข้าเชื่อฟังที่สุด ต้องเรียนหนังสือได้ดีแน่ ขอเพียงอย่าเป็เหมือนลุงใหญ่ของเ้า ที่เรียนจนตัวตาย... โอ๊ย!”
อู๋ชุ่ยฮวายังพูดไม่ทันจบ หลี่เหลาเอ้อร์ก็รีบหยิกแขนนางอย่างแรง จนน้ำตาแทบไหลด้วยความเจ็บ
ในขณะที่นางกำลังจะด่าหลี่เหลาเอ้อร์ ในที่สุดนางก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าสีหน้าของแม่เฒ่าหลี่นั้นดำทะมึนราวกับน้ำหมึก...
อู๋ชุ่ยฮวานึกขึ้นได้ถึงข้อห้ามของบ้าน ทันใดนั้นนางก็เริ่มลนลาน
ยังไม่ทันที่นางจะได้แก้ไขอะไร แม่เฒ่าหลี่ก็ปัดชามโจ๊กจนตกพื้นเสียงดังเคร้ง!
โจ๊กร้อน ๆ กระเด็นไปทั่ว
มีก้อนหนึ่งกระเด็นมาโดนแขนของเจียอินที่โผล่พ้นเสื้อผ้า ทำให้นางสะดุ้งด้วยความเจ็บ
แต่เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของแม่เฒ่าหลี่ไม่ปกติ เจียอินจึงฝืนทนโดยไม่ส่งเสียงร้อง
“คนไร้หัวใจ!”
หลี่เหลาเอ้อร์กลัวว่าหากแม่เฒ่าหลี่เห็นอู๋ชุ่ยฮวาจะยิ่งโกรธ จึงกระชากแขนนางลากกลับไปยังห้องนอนเพื่อสั่งสอน
เนื่องจากลูกชายสองคนยังอยู่ข้างนอก หลี่เหลาเอ้อร์จึงไม่สามารถตีภรรยาจนหน้าบวมปูดได้ เขาจึงหาไม้ซักผ้ามาให้นางถือ พร้อมสั่งให้คุกเข่าลงโดยชูถังน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งถังเอาไว้
อู๋ชุ่ยฮวาทำหน้าเศร้า ฟังคำดุด่าของสามี เข่าของนางเริ่มชาและคันราวกับมีมดนับพันตัวไต่
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็เริ่มร้องไห้และขอความเมตตาเสียงเบา
“เหลาเอ้อร์ ข้ารู้ผิดแล้ว ข้าจะไม่พูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าอีกแล้ว”
แต่หลี่เหลาเอ้อร์ไม่สนใจนางเลย
“เมื่อไหร่ท่านแม่หายโกรธ เ้าถึงจะได้ลุกขึ้น”
อู๋ชุ่ยฮวาร้องไห้โฮ พยายามดิ้นรนจะลุกขึ้น หลี่เหลาเอ้อร์จึงยกไม้เรียวในมือขึ้น นางจึงต้องคุกเข่าอยู่อย่างนั้นอย่างว่าง่าย
เดิมทีนางคิดว่าลูกชายจะมาขอความเมตตาให้ แต่จนถึงเที่ยงคืนก็ไม่มีใครมาดูเลยสักคน...
ทุกคนที่ได้ยินเสียงดุด่าดังมาจากห้องนอน ต่างลอบมองสีหน้าของแม่เฒ่าหลี่อย่างระมัดระวัง ไม่มีใครกล้าตักโจ๊กเพิ่ม
เจียอินหันหัวน้อย ๆ มองไปรอบ ๆ เห็นท่าทางของคนในบ้านที่อยากรู้สาเหตุ ในใจนางก็ยิ่งสงสัย
ที่แท้ลุงใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏตัวคนนั้นคือข้อห้ามงั้นหรือ ถึงขนาดที่เอ่ยถึงไม่ได้เลย?
เจียอินอยากรู้เื่ราวของลุงใหญ่ใจจะขาด แต่พูดไม่ได้ จึงทำได้เพียงยกมือขึ้นลูบหน้าแม่เฒ่าหลี่ ส่งเสียงอือ ๆ อา ๆ เพื่อปลอบโยน
แม่เฒ่าหลี่ทานข้าวไม่ลง จึงอุ้มหลานสาวกลับเข้าห้อง ทิ้งให้คนทั้งโต๊ะกลายเป็นกกระทาที่หดคอด้วยความกลัว
พอแม่เฒ่าหลี่วางหลานสาวลงบนเตียงดินเผา ก็เห็นว่าแขนเล็ก ๆ ของหลานสาวมีรอยแดงจัด
นางรีบเข้าไปดู และััได้ถึงคราบโจ๊กที่ยังมีความร้อนติดอยู่ที่แขนเสื้อ จึงเข้าใจทันทีว่าหลานสาวถูกลวก
แต่เมื่อครู่เด็กคนนี้ไม่ร้องไห้เลยสักนิด หรือว่านางจะใจนกลัวกันนะ?
ในใจของแม่เฒ่าหลี่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและสงสาร เมื่อครู่นี้นางลืมไปได้อย่างไรว่ามีหลานสาวอยู่ในอ้อมกอด ถึงได้ปัดชามโจ๊กทิ้งเช่นนั้น!
นางรีบอุ้มหลานสาวขึ้นมา ยกแขนเล็ก ๆ นั้นขึ้นมา ทั้งจูบทั้งเป่าให้
“ฝูหนิ่ว เจ็บหรือไม่? เป็เพราะย่าเอง ย่าไม่ควรโมโหจนทำให้ฝูหนิ่วของย่าต้องใ...”
แน่นอนว่าเจียอินบอกไม่ได้ว่าเจ็บ และนางก็พูดไม่ได้ ทำได้เพียงหัวเราะคิก ๆ ตอบกลับ เพื่อหวังให้ท่านย่าเลิกโทษตัวเอง
เมื่อเห็นหลานสาวลืมตาโต ยื่นมือมาลูบหน้าคล้ายจะปลอบโยน แม่เฒ่าหลี่ก็ยิ่งรู้สึกะเืใจ จนในที่สุดก็กอดหลานสาวแล้วร้องไห้ออกมา
เจียอินถูกแม่เฒ่าหลี่อุ้มไว้ในอ้อมกอด ศีรษะพิงอยู่ที่ไหล่ ััได้ถึงร่างกายที่สั่นเทาของท่านย่าอย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นที่พยายามกดเอาไว้ ในใจของนางก็เ็ปไม่แพ้กัน
ท่านย่าเป็เสาหลักของตระกูลหลี่ เป็ผู้ดูแลบ้าน คำพูดและการกระทำเด็ดขาดและแข็งแกร่งยิ่งนัก
นำพาคนสิบกว่าชีวิตหนีภัยแล้งมาตลอด ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ไม่เคยเสียน้ำตา
แต่ยามนี้กลับร้องไห้อย่างโศกเศร้าถึงเพียงนี้...
นางพยายามใช้หน้าเล็ก ๆ ถูไถใบหน้าของท่านย่า และอยากจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้
น่าเสียดายที่มือเล็ก ๆ ยังไม่ค่อยเชื่อฟัง สุดท้ายจึงกลายเป็การตบหน้าแทน...
นับั้แ่วันที่อู๋ชุ่ยฮวาถูกหลี่เหลาเอ้อร์สั่งสอน นางก็เดินกะเผลกอยู่สิบกว่าวัน และไม่กล้าพูดมากในบ้านอีกเลย
เพราะกลัวว่าหากแม่เฒ่าหลี่ไม่พอใจ จะไม่ยอมให้ลูกชายของนางไปเรียนหนังสือ
วันหนึ่ง หลี่เหลาซื่อขึ้นเขาไปล่าสัตว์ั้แ่เช้าตรู่ แต่จนถึงยามเที่ยงก็ยังไม่กลับมา แม่เฒ่าหลี่กังวลว่าจะมีเื่เกิดขึ้น จึงให้ลูกชายคนรองออกไปรับ
ผลปรากฏว่าพอหลี่เหลาเอ้อร์ไปถึงหน้าประตูบ้าน ก็ต้องใจนสะดุ้ง เมื่อเห็นชายคนหนึ่งที่เนื้อตัวเปื้อนเืพุ่งเข้ามาในบ้าน แถมบนบ่ายังแบกกวางตัวใหญ่ไว้ตัวหนึ่ง!
เขากำลังจะะโเรียกคน แต่เมื่อมองดูดี ๆ จึงพบว่าคนผู้นี้คือหลี่เหลาซื่อ!
“ชิวเซิง? เ้า... ทำไมถึงอยู่ในสภาพนี้? ได้รับาเ็หรือ?!”
ชั่วขณะนั้น หลี่เหลาเอ้อร์ไม่รู้ว่าควรจะมองที่หลี่เหลาซื่อหรือมองที่กวางตัวนั้นดี