ณ จวนหลี่อ๋อง ในเวลาพลบค่ำ
หลี่ฟางฟางกำลังหารือกับบิดาเรื่องที่ว่าให้คนไปตามสืบหาที่อยู่ของซูฮวา ทว่าเขากลับไม่พบเบาะแสใด นางจึงมั่นใจได้ว่าซูฮวาที่นางคิดว่าเป็นตัวปลอมไม่มีความเกี่ยวข้องกับหยูจินหมิง
“ซูฮวาที่ลูกเจอต้องไม่ใช่ตัวจริงอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่ามันรู้เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไรกัน อีกทั้งยังมีฝีมือยิ่งนัก แม้แต่คนที่ท่านพ่อส่งมาดูแลลูกก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน” หลี่ฟางฟางที่นั่งตรงข้ามบิดาภายในห้องหนังสือเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดสั่นเล็กน้อย นางยังจดจำความรู้สึกเสียวสันหลังได้ไม่ลืมเลือน
จากนั้นหลี่ฟางฟางจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้บิดาฟังอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ซ่งหยวนกับคนของบิดาที่ส่งไปขุดหลุมฝังร่างเจอกับอะไรมาบ้าง จวบจนเรื่องเมื่อคืนนี้ที่ทำให้หลี่ฟางฟางแทบสติหลุด
“มันยังสามารถนำกล่องไม้ที่ใส่ลูกตาของซ่งหยวนมาวางในห้องนอนของลูกได้ ทั้งที่มีคนมากมายขนาดนั้น” ยิ่งพูด นางก็ยิ่งกำมือแน่น ดวงตาก็แดงก่ำไปด้วยโทสะ
หลี่เจียเฉิงที่ได้ยินประโยคนี้ถึงขั้นออกอาการตามผู้เป็นบุตรสาว
“มันเป็นใคร กล้าสามหาวถึงเพียงนี้เชียวหรือ!” เสียงทรงอิทธิพลของหลี่เจียเฉิงดังขึ้นด้วยความโมโห เขาทุบโต๊ะของตนเองผุดลุกขึ้นยืนอย่างโกรธเกรี้ยว ตั้งแต่เลี้ยงดูฟางเอ๋อร์มาจนโตไม่เคยมีใครกล้าทำกับบุตรสาวของเขาถึงขั้นนี้มาก่อน นอกจากจะทำให้นางเจ็บใจยังทำให้เขาผู้เป็นพ่อแค้นเคืองตามไปด้วย
“ท่านพ่อ มันหายตัวได้ราวกับภูตผีปีศาจ ลูกกลัวนักเจ้าค่ะ” หลี่ฟางฟางย้ำกับบิดา
“ภูตผีมันเป็นแค่เรื่องงมงาย เจ้าวางใจเถอะ พ่อจะทำให้แน่ใจว่าคนอย่างมันจะไม่มีวันมาก่อกวนเจ้าได้อีก” ดวงตาของเขาวาวโรจน์ทั้งยังส่อแววอำมหิตออกมา หากจะถามว่าหลี่ฟางฟางถอดแบบใครมานั้นก็ไม่ต้องเดาไม่มากความเลย ย่อมเป็นบิดาผู้นี้อย่างแน่นอน
“ฉงฉง” เขาเอ่ยเรียกองครักษ์คนสนิทเสียงดังทันทีที่เอ่ยกับบุตรสาวจบ
สิ้นเสียงเรียก หวงฉงฉงก็ผลักประตูเข้ามาด้านในพร้อมทั้งประสานมือโค้งศีรษะรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย เขาคนนี้ถือเป็นมือขวาของหลี่เจียเฉิงเลยก็ว่าได้
“ถ่ายทอดคำสั่งออกไป หากภายในสามวันนี้หาตัวคนไม่พบก็อย่าให้กลับมาอย่างมีชีวิตอีก”
“ขอรับ” เอ่ยจบเขาก็เตรียมจะออกไปถ่ายทอดคำพูดของท่านอ๋อง แต่ทว่ากลับมีสาวใช้ของท่านหญิงเข้ามาแจ้งข่าวบางอย่างเสียก่อน
“ขออภัยเจ้าค่ะ” เฉียวเยว่คุกเข่าโน้มศีรษะจรดพื้นเมื่อเห็นว่ายามนี้อ๋องเจียเฉิงกำลังมีโทสะ
หลี่ฟางฟางเห็นดังนั้นเลยส่งสายตาหาบิดาว่าอย่าได้เอาความกับคนสนิทนาง
“ว่ามา” นางเอ่ยกับคนของตน
“ท่านหญิง มีจดหมายจากเย่ฮูหยินเจ้าค่ะ ใจความว่า...ตอนนี้คนอยู่ที่จวน ภายในเรือนรับรองคุณชายหยูเจ้าค่ะ” เฉียวเยว่เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบก่อนส่งหมายให้ผู้เป็นนาย เมื่อครู่นกพิราบสื่อสารเพิ่งบินมาถึงเมื่อครู่นี้ ปกตินางสามารถเปิดอ่านได้เลยเพราะท่านหญิงสั่งเอาไว้ เมื่อทราบใจความในนั้นก็รีบมาบอกกล่าวในทันที ทว่าภายในดวงตาที่ลุ่มลึกของนางกลับกำลังซ่อนบางอย่างเอาไว้จนมิด แม้แต่ใครก็ไม่สามารถมองเห็นหรือคาดเดาได้
สิ้นเสียงบอกกล่าวของเฉียวเยว่ ครานี้เป็นหลี่ฟางฟางที่ผุดลุกขึ้นยืน “เจ้าว่าอย่างไรนะเฉียวเยว่”
“คนที่หมายถึง คือซูฮวาคนนั้นเจ้าค่ะ นางอยู่ที่เรือนรับรองในเขตเรือนคุณชายใหญ่” เฉียวเยว่กล่าวย้ำเมื่อผู้เป็นนายราวกับไม่มั่นใจว่าฟังผิดไปหรือไม่
หลี่ฟางฟางได้ฟังก็ถึงกับหัวเราะลั่น นางแทบจะพลิกแผ่นดินหาตัวมันผู้นี้ ทว่ายามจะเจอก็เจออย่างง่ายดาย นางไม่สนใจแล้วว่าซูฮวาตัวปลอมนั่นจะไปที่จวนสกุลหยูด้วยเหตุอันใด เพราะยามนี้นางกำลังโกรธแค้นที่อีกฝ่ายเล่นปั่นหัวนางเช่นนั้นจนทำให้ขาดซึ่งสติสัมปชัญญะ
“ท่านพ่อ ลูกอยากฆ่ามัน ลูกจะฆ่ามันให้ได้! ท่านต้องจัดการมันให้ลูกนะเจ้าคะ” หลี่ฟางฟางร้องขึ้นราวคนเอาแต่ใจ นางรู้ว่าบิดาตามใจนางที่สุด ไม่ว่าเรื่องใดก็ต้องเห็นดีเห็นงาม รวมไปถึงครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
“ฉงฉง ส่งมือสังหารไปสิบคน จัดการเงียบๆ ระวังอย่าให้เอิกเกริก จัดการเสร็จนำหัวของมันมาให้บุตรสาวของข้าดู ส่วนร่างก็เอาไปเผาทิ้งเสีย” หลี่เจียเฉิงเอ่ยสั่ง หวงฉงฉงก็รีบไปทำตามในทันที
มือสังหารที่จวนหลี่อ๋องส่งไป เป็นผู้มีฝีมือในการลอบสังหาร การมีอยู่ของพวกเขาเป็นความลับที่แม้แต่มือสังหารด้วยกันเองก็ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหน พวกเขาถูกฝึกหนักตั้งแต่เด็กเพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ ถูกฝึกให้เก็บข้อมูลความลับของผู้ว่าจ้าง หากทำงานไม่สำเร็จและถูกจับได้ก็จำเป็นต้องปลิดชีพตนเองเพื่อรักษาความลับเอาไว้
ยามปฏิบัติหน้าที่ พวกเขาอยู่ในเงามืดและเคลื่อนไหวโดยไร้เสียงไร้ร่องรอย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถเล็ดลอดสายตาของสตรีนางหนึ่งไปได้ ซึ่งนั่นก็คือซูฮวา
ซูฮวาตั้งใจมาสืบค้นข้อมูลเหมือนเดิมเพิ่มเติมด้วยการเอาคืนหลี่ฟางฟางเล็กๆ น้อยๆ แต่เพิ่งมาถึงจวนหลี่อ๋องได้ไม่ทันไรก็เห็นการเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้ทันท่วงที
เดิมคิดว่าคงเป็นหน่วยลาดตระเวนที่อ๋องเจียเฉิงเพิ่มเข้ามาเพื่อคุ้มกันคนในจวน ทว่าทั้งการเคลื่อนไหว ทั้งในด้านของฝีมือทำให้ซูฮวามีลางสังหรณ์บางอย่าง ดังนั้นนางจึงได้ตัดสินใจแอบตามไปเงียบๆ ด้วยความรู้สึกที่มันดูไม่ชอบมาพากล
ชายชุดดำสวมหน้ากากที่ซูฮวานับได้คือจำนวนสิบคน พวกเขามุ่งตรงไปทางออกประตูจวนด้วยความเร็วไม่มีแผ่วไม่ได้แวะตามรายทางดังคาดและออกไปจากจวนหลี่อ๋องอันกว้างขวางแห่งนี้
เวลาดึกดื่นเช่นนี้จะส่งคนไปทำสิ่งใด...
นางคิดไปก็เร่งฝีเท้าแผ่วเบาจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสายลมตามคนกลุ่มนั้นที่หายเข้าไปในความมืด พวกเขาชำนาญในการเลือกเส้นทางเพื่ออำพรางตัวยิ่งนัก หากเป็นนางในกาลก่อนคงรู้สึกเหลือเชื่อกับสิ่งนี้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว
ทว่าตามเส้นทางที่ซูฮวาตามไป กลับเป็นเส้นทางเดียวกันกับทางที่ไปจวนสกุลหยู นั่นจึงทำให้นางได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย และเมื่อไปถึงที่หมายก็ยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก เพราะจวนหลี่อ๋องส่งคนมาที่จวนสกุลหยูจริงๆ