ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 53 เมืองจินเฟิงเจริญอย่างรวดเร็ว

            ตลอดระยะเวลา สองเดือนที่เฟิ่งหยูและมังกรน้อยเดินทางสำรวจไปในสถานที่ต่างๆตั้งแต่เจอเส้นชีพจรมังกรทั้งเก้าสายแล้วที่เหลือเฟิ่งหยูและมังกรน้อยได้สำรวจพบถ้ำต่างๆ ที่มีหินแร่หลากหลายชนิด รวม ๆ  แล้วถึงสามสิบแห่งด้วยกัน แต่ก็ไม่สามารถเซาะหาชีพจรมังกรเพิ่มเติมได้ เฟิ่งหยูและมังกรน้อยต่างวางค่ายกลเพื่อป้องกันผู้อื่นค้นพบเหมืองแร่เหล่านั้น

             

            นี่ก็ใกล้กำหนดระยะเวลาที่เหล่าทหารและลูกศิษย์สำนักเทพดาราออกมาจากการฝึกฝนแล้วใกล้ถึงเวลาที่พวกเขาจะขยายเมืองอีกครั้ง ด้วยทรัพยากรที่เฟิ่งหยูและมังกรน้อยค้นพบ รวมกับสมุนไพรต่างๆ ที่ปลูกในเจดีย์ฟ้าสวรรค์และเหล่านักหลอมโอสถรุ่นใหม่ที่เหล่าผู้อาวุโสทั้งสิบฝึกฝนขึ้นมาเหล่าคนรุ่นใหม่พวกนี้จะเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาเมืองจินเฟิงให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

             

            เฟิ่งหยูและมังกรน้อยเดินทางตลอดระยะเวลาสองเดือนกว่าพวกเข้าทั้งสำรวจ ทั้งต่อสู้กับสัตว์อสูรมาโดยตลอดจนตอนนี้เฟิ่งหยูรู้สึกว่าใกล้ถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์อีกไม่กี่วันข้างหน้านี้  เพิ่งหยูจึงพามังกรน้อยกลับเข้าเจดีย์ฟ้าสวรรค์พร้อมกับสอบถามผู้อาวุโสทั้งสิบ ถึงความก้าวหน้า

             

            “จ้าวหยวนการฝึกเป็นยังไงบ้าง”

             

                            “ตอนนี้มีเมืองจินเฟิงของเรากำเนิดราชาเทวะสามร้อยคนระดับเทวะห้าหมื่นสองพันคน ระดับราชาสวรรค์สามแสนห้าหมื่นคนที่เหลืออยู่ในระดับระดับสวรรค์ทั้งหมดอีกไม่นานก็คงเลื่อนระดับขึ้นไปกันอีกเรื่อย ๆ ขอรับ”จ้าวหยวนรายงานผลการฝึกฝนทั้งหมดของทหารให้เฟิ่งหยูฟังส่วนลูกศิษย์สำนักเทพดาราก็ไม่น้อยหน้า ส่วนมากจะอยู่ในระดับเทวะ ส่วนทักษะต่าง  ๆ อยู่ในระดับสูงทั้งนั้นซึ่งบางคนมีทักษะสูงพอ ๆ กับเฟิ่งหยูเลยทีเดียว เช่นนักหลอมโอสถส่วนใหญ่สามารถหลอมโอสถในระดับเจ็ดได้ ส่วนความบริสุทธิ์อยู่ในระดับที่หกถึงระดับที่แปด ซึ่งเกินความคาดหมาของเฟิ่งหยูเป็นอย่างมาก ส่วนตระกูลเฟิ่งก็ไม่น้อยหน้าทุกคนพยายามอย่างสุดความสามารถและที่น่าตกใจ คือ เฟิ่งเทียน หานหลี่ ทั้งสองคนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆจนไปถึงระดับ จักรพรรดิ ได้ ซึ่งเป็นผลมาจากเลือดมังกรบริสุทธิ์ที่เฟิ่งหยูให้ไว้

     

                            ในตอนนี้กำลังพลส่วนใหญ่ของเฟิ่งหยูสามารถเทียบเท่ากับอาณาจักรใหญ่ๆ ได้ทั้งอาณาจักรเลยทีเดียว                       

     

                            “เอาละตอนนี้พวกเราก็พร้อมจะออกไปแล้วขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมพวกเราจะเดินทางกลับเมืองจินเฟิงกันแล้วหลังจากนี้เราจะต้องเหนื่อยกันอีกมาก ”เฟิ่งหยูกล่าวกับทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้

     

                            ไม่กี่ชั่วยามหลังจากนั้นทุกคนต่างตื่นเต้นกันเป็นอย่างมาก พวกเขาอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์มาร่วมร้อยปีถึงเวลาภายนอกจะผ่านไปแค่สามเดือนกว่า แต่เวลาข้างในนั้นทุกคนต่างทุ่มเทให้กับการฝึกฝน พวกเขาพร้อมที่จะออกไปด้านนอกเพื่อพิสูจน์ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนและฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดหนึ่งร้อยปี

     

                            “เอาหละถึงเวลาเดินทางแล้วทุกคนขึ้นเรือรบได้” เฟิ่งหยูกล่าว ทุกคนเดินขึ้นเรือรบอย่างเป็นระบบ ระเบียบแทบไม่มีใครแตกแถวเลย นี่คือการฝึกตลอด หนึ่งร้อยปี ของพวกเขา ถือว่าได้สิ้นสุดลงไปแล้วกลุ่มสุดท้ายที่ขึ้นเรือคือคนของตระกูลเฟิ่ง วันนี้พวกเขาต่างจากวันวานโดยสิ้นเชิง พลังยุทธ์ที่ก้าวหน้า ทักษะความรู้ที่ได้เรียนตลอดระยะเวลาทำให้พวกเขาภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาคิดถึงอดีตที่อ่อนแอจะมีสักกี่คนที่สามารถทำให้ตระกูลเข้มแข็งได้เพียงนี้  ผุ้นำตระกูลพร้อมผู้อาวุโสบิดามารดาของเฟิ่งหยู พวกเขามีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เฟิ่งหยูสามารถทำให้พวกเขาได้ถึงขนาดนี้เมื่อทุกคนขึ้นเรือเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งหยูหันไปถามผู้อาวุโสทั้งสิบ

     

                            “ท่านปู่ท่านยาย พวกท่านไม่ออกไปกับพวกเราจริง ๆ หรอ”

                            “พวกเราอยู่แบบนี้จนชินแล้วหละไม่ต้องเป็นห่วง ยังมีเจ้ามังกรน้อยจอมซนอยู่ ทั้งเจ้าลิงอีกตัวไม่ต้องห่วงพวกเราจะเหงาหรอก” ยายฮวาตอบเฟิ่งหยูด้วยความรักและเอ็นดูถึงแม้ว่าพวกเขาจะดูหนุ่มขึ้นสาวขึ้น แต่สำหรับเฟิ่งหยูเด็กหนุ่มที่ได้รับการยอมรับจากใจจริงเด็กหนุ่มที่เป็นลูกหลานของพวกเขา เด็กหนุ่มที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาทั้งหมด

     

                            เฟิ่งหยูนำเรือรบออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์มุ่งหน้ากลับไปยังเมืองจินเฟิงหลังจากที่ถึงเมืองจินเฟิง เฟิ่งหยูปล่อยให้ทุกคนกลับไปหาครอบครัวและให้ทุกคนกลับมาหลังจากนี้อีกสามวันข้างหน้า

     

                            ยกเว้นศิษย์ที่ศึกษาเรื่องค่ายกลเฟิ่งหยูพาพวกเขาไปยังที่ต่าง ๆ รอบ ๆ เมือง พร้อมทั้งวางค่ายกลทุกรูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็นค่ากลป้องกันค่ายกลลวงตาและค่ายกลอื่น ๆ ตามแต่สถานที่ที่เฟิ่งหยูกำหนดเอาไว้ รอบ ๆตัวเมืองในระยะรัศมีหนึ่งพันลี้ ถูกปกคลุมด้วยค่ายกลต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้วเฟิ่งหยูจึงให้พวกเขากลับไปหาครอบครัวโดยให้ระยะเวลาสามวันเหมือนทุกคน

                           

                            หลังจากทุกคนกลับไปหมดแล้ว…..

     

                            เฟิ่งหยูเดินอยู่กลางค่ายกลพร้อมพามังกรน้อยและผู้อาวุโสทั้งสิบรวมถึงอสูรลิงยักษ์ออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์

     

                            เฟิ่งหยูมองดูค่ายกลรอบๆ เมือง พร้อมกับปรึกษาหารือกับผู้อาวุโสทั้งสิบถึงเรื่องการจัดสรรพื้นที่ซึ่งแบ่งออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนเหมือนอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์  เมื่อเหล่าผู้อาวุโสต่างเห็นพ้องต้องกันแล้วเฟิ่งหยูจึงปรึกษาผู้อาวุโสใหญ่เรื่องการวางชีพจรมังกรเพื่อให้สามารถใช้งานได้ประโยชน์สูงสุด หลังจากการปรึกษาหารือร่วมสองชั่วยามจึงสามารถกำหนดจุดวางชีพจรมังกรได้

     

                            ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของมังกรน้อยที่นำเส้นชีพจรมังกรไปวางไว้ทุกคนต่างลุ้นระทึก ต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยดูว่าวางเส้นชีพจรมังกรแล้วพลังงานฟ้าดินจะเป็นอย่างไรซึ่งหลังจากมังกรน้อยวางชีพจรมังกรในจุดต่างๆ ตามที่ผู้อาวุโสใหญ่บอก ครบทั้งเก้าจุด เรียบร้อยแล้วนั้นพลันเกิดหมอกหนาทึบขึ้นตามแนวเขตของค่ายกลหมอกน้ำแข็งเก้าเส้นพลันปรากฎเป็นมังกรเก้าตัวเลื้อยพันรอบเสาหินขนาดใหญ่ที่จัดวางค่ายกลทั้งเก้าเสาหินทั้งเก้าพลันจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็งโปร่งแสงราวกับหยกหิมะทันทีมังกรน้ำแข็งที่อยู่บนเสาน้ำแข็งหลังจากสัมผัสโดนหมอกเย็นเยียบเหล่านั้นก็คล้ายถูกกระตุ้นให้มีชีวิต

     

                            ปราณเย็นยะเยือกระลอกแล้วระลอกเล่าส่งมาจากเสาน้ำแข็งทั้งเก้าต้นทำให้เฟิ่งหยูรู้สึกราวกับตกลงไปในอุโมงค์น้ำแข็ง เขาสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วเฟิ่งหยูตระหนักได้ว่ามีเพียงเขากระตุ้นให้มังกรบนเสาปลดปล่อยให้มันเป็นไปตามค่ายกลจึงจะทำให้พลังฟ้าดินกระจายไปทั่วหลังจากพลังฟ้าดินเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เฟิ่งหยูพลันตบลงไปบนเสาต้นหนึ่ง

     

                            พลังฟ้าดินพุ่งกราดดุจสายน้ำไปยังเสาหินที่มีมังกรเลื้อยพันอย่างบ้าคลั่งวินาที่ที่พลังฟ้าดินไหลรวมเข้ากับเสาหินนั้น พลันเกิดเป็นพลังงานที่รุนแรงไหลปะทุได้ระเบิดออกจากร่างมังกรที่ถูกสลักไว้ในเสาหินวินาทีถัดมาพลังงานฟ้าดินก็พลันกระจายออกไปทั่วทั้งเมือง

     

                            ตู้ม....

     

            ตลอดทั่วทั้งเมืองพลันปกคลุมไปด้วยพลังฟ้าดินที่บริสุทธิ์พวยพุ่งออกมาดย่างมากมายหาที่เปรียบไม่ได้ เฟิ่งหยูค้นทันทีว่าเสาหินเพียงต้นเดียวที่เขากระตุ้นนั้นยังไม่มากพอที่จะกระจายพลังฟ้าดินได้มากกว่านี้เฟิ่งหยูไม่มีเวลาคิดมากเขาพุ่งไปยังเสาอีกต้นหนึ่งพร้อมกับกระตุ้นกระแสพลังงานฟ้าดินไปทีละต้นจนครบเก้าต้น

             

            “ตู้ม ๆ ตู้ม ๆๆๆๆๆ”เสาหินอีกแปดต้นที่เหลือสั่นเบา ๆ จากนั้นพลังงานมหาศาลเริ่มพวยพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง พลังงานจากเส้นชีพจรมังกรมีมากมายมหาศาลเมืองหลวงของอาณาจักรแต่ละแห่งจะมีชีพจรวิญญาณเพียงหนึ่งสาย แต่เมืองจินเฟิงมีเส้นชีพจรมังกรถึงเก้าสายจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เมืองแห่งนี้จะมีพลังฟ้าดินมากมายมหาศาลเพียงนี้

             

            พลังงานทั้งหลายได้กระตุ้นให้ค่ายกลทำงานอย่างสมบูรณ์แบบเฟิ่งหยูพอใจเป็นอย่างมาก

             

            สามวันหลังจากที่ทุกคนกลับมารวมตัวกันเฟิ่งหยูเรียกเหล่าขุนนางทุกคนประชุมอีกครั้ง พร้อมกับประกาศรับสมัครชาวเมืองทุกคนไม่ว่าจะยากดี มีจน อย่างไรขอเพียงอาศัยอยู่ในเมืองจินเฟิงนี้ตั้งแต่แรกเริ่มก็สามารถรับเข้ามาได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องมีประสบการณ์ใดๆ สนใจที่จะทำงานอะไรก็มาสมัครตามที่ตนเองอยากจะทำ โดยแบ่งเป็นงานสายอาชีพต่างหลากหลายเช่นการประมง การเกษตร การค้าขาย การขุดแร่ การก่อสร้าง ฯลฯซึ่งทุกคนในเมืองมาสมัครกันอย่างเนืองแน่น ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

             

            ประชากรเมืองจินเฟิงทุกคนต่างมีงานทำที่ตัวเองชอบโดยเฟิ่งหยูกำหนดให้ทุกคนที่มาทำงานสามารถทำงานได้อย่างอิสระขอเพียงแค่ทำผลงานให้ได้ตามเป้าหมายก็สามารถได้รับค่าตอบแทนแล้ว ยกตัวอย่างเช่นการเกษตร สามารถเลือกปลูกพืชที่ตนเองถนัด คอยดูแลอย่างดี เมื่อผลผลิตออกมาทางการเป็นผู้รับซื้อทั้งหมดโดยให้ราคาสูงสุด  พวกที่มีความสามารถหน่อยก็สามารถปลูกสมุนไพรส่งจำหน่ายให้กับเมืองได้หรืองานก่อสร้างเฟิ่งหยูก็ทำการขยายเมืองโดยให้ทำการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างมากมายไว้รองรับการเข้ามาอยู่ของประชากรในอนาคตส่วนพวกที่ได้รับค่าจ้างสูงสุดคือพวกที่ทำเหมืองแร่เฟิ่งหยูจัดให้พวกเขาไปทำเหมืองแร่ที่ค้นพบกว่าสามสิบแห่งโดยมีกองทหารห้าร้อยนายต่อหนึ่งเหมืองคอยควบคุมและดูแล

             

            เฟิ่งหยูได้ติดต่อกับสมาคมการค้ามังกรดำเพื่อกำหนดการซื้อขายแร่และสิ่งที่เมืองจินเฟิงสามารถผลิตได้ ซึ่งทำให้สมาคมการค้ามังกรดำเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะโอสถหวนคืนที่ทุก ๆ เดือนจะจำหน่ายออกไปเพียงเดือนละหนึ่งเม็ดเท่านั้นแถมราคาที่จำหน่ายก็ได้ราคาที่สูงเป็นอย่างมาก

             

            เม้งหวู่จ๋านับเงินแทบไม่ทันเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่เฟิ่งหยูจัดระเบียบเอาไว้

             

            หลังจากนั้นเพียงหนึ่งปี

             

            เมืองจินเฟิงซึ่งตอนนี้กลายเป็นเมืองค้าขายอันดับหนึ่งของอาณาจักรไปโดยปริยายประชากรที่ย้ายมาอยู่มีจำนวนมากถึงแปดสิบล้านคน เฟิ่งหยูได้ทำการรับสมัครทหารไปแล้วสามรอบ แต่ละรอบได้ทหารจำนวนหลายล้านคนซึ่งแต่ละคนสามารถฝึกฝนในเมืองได้ โดยไม่ต้องอาศัยเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของเฟิ่งหยู

             

            เมืองจินเฟิงเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วภายในเมืองไม่เพียงแต่มีโอสถระดับสูงจำหน่าย ยังมีชุดเกราะ หินแร่รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน ตระกูลเฟิ่งกลายเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ในเมืองจินเฟิงอย่างรวดเร็วตระกูลเซียวและตระกูลเจียงที่เคยมีอำนาจในเมืองเริ่มทำการขยายอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ   

             

            นับตั้งแต่ครึ่งปีที่แล้วเฟิ่งหยูฝึกฝนอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์โดยตลอด เขาฝึกฝนคัมภีร์สวรรค์จนชำนาญ ทุก ๆวัน เฟิ่งหยูต้องฟังผู้อาวุโสใหญ่พร่ำสอนถึงเรื่องการฝึกลมปราณ ช่วงบ่ายเรียนทักษะยุทธ์ พร้อมกับฝึกหลอมโอสถตลอดระยะเวลา หกเดือนที่ผ่านมาด้วยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทำให้เฟิ่งหยูสามารถก้าวอยู่บนจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ในปัจจุบันเฟิ่งหยูก้าวอยู่ในระดับราชันสวรรค์ ระดับ 7 แล้ว ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาฝึกได้ช้าเช่นนี้เพราะตัวเขามีกายราชันเซียน ฐานวิญญาณเก้าเซียน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในอาณาจักรแห่งนี้

             

            เพียงแต่หลังจากที่เฟิ่งหยูได้ก้าวสู่ระดับนี้เขาเองพลันได้รับรู้ว่ามันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่เล็กน้อยเท่านั้นมันสามารถฝึกฝนให้ไกลกว่านี้ได้อีกมากมาย ซึ่งคนที่เป็นคนบอกเรื่องนี้ให้กับเฟิ่งหยูก็คือผู้อาวุโสใหญ่นั่นเองหากนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น อีกไกลแค่ไหนถึงจะเป็นจุดที่สิ้นสุดแต่เฟิ่งหยูไม่สนใจในปัจจุบันเมืองที่เฟิ่งหยูดูแลสามารถทำให้ครอบครัวของเขาปลอดภัยทำให้คนที่เขารักมีความสุข ก็เพียงพอแล้ว

             

            เขาฝึกฝนอย่างหนักแต่ยังไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้ เนื่องด้วยเพราะเขายังไม่สามารถฝึกฝนกายของเขาได้เพราะขาดเลือดของพยัคฆ์ขาว วิหกเพลิง และเต่าดำ ทำให้เขาติดอยู่เพียงแค่ขั้นราชันสวรรค์ส่วนฐานวิญญาณของเขาฝึกฝนไปได้คือธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไม้ และสายฟ้า ยังขาดอีกหลายธาตุซึ่งจำเป็นต้องค่อย ๆเป็นค่อย ๆ ไป ตลอดระยะเวลาสมาคมมังกรดำพยายามอย่างหนักเพื่อหาเลือดพยัคฆ์ขาวบริสุทธิ์วิหกเพลิงบริสุทธิ์ และเลือดเต่าดำบริสุทธิ์มาให้ แต่จนแล้วจนรอดยังหาได้เพียงแค่เลือดเต่าดำบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

             

            แต่เฟิ่งหยูก็มิได้ท้อเพราะเขารู้เป็นอย่างดีว่าเลือดแต่ละอย่างล้ำค่าเพียงใดปัจจุบันเมืองจินเฟิงแทบจะกลายเป็นอาณาจักรแห่งหนึ่ง แต่เฟิ่งหยูยังคงไม่ยกระดับเพราะบุคคลภายนอกยังไม่รับรู้มีเพียงบุคคลสำคัญภายในเมืองเท่านั้นที่รู้เพราะค่ายกลแต่ละที่สามารถปกปิดจำนวนคนที่อยู่ภายในได้เป็นอย่างดีภายในเมืองเหมือนจะมีคนเพียงไม่กี่ล้านคนเหมือนปกติแต่ภายในค่ายกลกลับมีคนอาศัยอยู่จำนวนมาก ซึ่งแต่ละคนที่อยู่ภายในค่ายกลล้วนต้องสาบานด้วยจิตวิญญาณทั้งสิ้นจึงทำให้เมืองจินเฟิงเป็นเมืองที่แทบไม่มีใครรู้เรื่องราวภายในได้เลย

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน