คืนแรกของการเสด็จเยือนมาถึงแล้ว
ท้องฟ้าเวลานี้ยังมีแสงดาวและดวงดาราคราคร่ำ เสมือนหนึ่งโลกยังเหมือนเดิม ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
แต่ถึงอย่างนั้น ภายในเมืองฉางหลง หนึ่งในสามเมืองแห่งมณฑลฉางฉางยังคงมีเสียงปืน เสียงกรีดร้อง เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งดังขึ้นบางครั้งบางคราว
เหวินหลิงนั่งไม่ไกลจากประตู
ข้างกายเธอมีกระเป๋าใบเล็กที่หยิบฉวยมาจากร้านสะดวกซื้อที่เป่ยเจียวทำงาน
ทุกครั้งที่ด้านนอกมีเสียงปืน เสียงร้องขอความช่วยเหลือ เธอมักจะสะดุ้งใ และหันไปมองตรอกซอยบางครั้งตามสัญชาตญาณ
“โลก...มาถึงจุดจบแล้วจริงดิ”
จนถึงตอนนี้เหวินหลิงยังทำใจยอมรับได้ยาก
เธอนึกภาพไม่ออกเลยว่า หากไม่ติดตามเย่หยางมาจนถึงตอนนี้ สภาพของเธอจะเป็แบบไหน เป็หรือตาย หรือกลายเป็แบบที่ใครหลายคนกำลังร้องขอ อ้อนวอนขอชีวิตจากเทวทูตตก์
“กินแล้วรีบนอน พรุ่งนี้ต้องเดินทางอีกไกล” นั่นคือคำพูดของเย่หยาง
เหวินหลิงและเป่ยเจียวพยักหน้า
ทั้งสองเริ่มเอาน้ำดื่มและขนมปังที่เสียได้ง่าย ออกมากินก่อน
อาหารพวกนี้มีราคาไม่กี่หยวน หากเป็เมื่อก่อนเหวินหลิงไม่มีทางแตะ แต่ด้วยสถานการณ์โหดร้าย ที่ไม่รู้ว่าจะถูกฆ่าตอนไหน ขนมปังหนึ่งก้อนกับน้ำดื่มหนึ่งขวดจึงไม่ต่างจากสเต็กเนื้อบนภัตตาคารหรู
ในขณะที่เหวินหลิงแกะซองพลาสติก กัดขนมปังเคี้ยวมุ้ยๆ ป๋อฉานที่นั่งอยู่ข้างเริ่มกลืนน้ำลาย ตามด้วยการสะกิด
“นี่เหวินหลิง ขอฉันกินด้วยคนสิ”
เด็กสาวเคี้ยวเพียงไม่กี่คำ ก่อนจะหยุดมือแล้วหันศีรษะมองชายหนุ่มข้างๆ
“ไม่ได้ นี่เป็ของฉัน และตอนนั้นที่มีโอกาสในร้านสะดวกซื้อ นายกลับไม่หยิบของสักชิ้นสองชิ้นติดมือมา แต่จะให้ฉันแบ่งเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ”
“อะไรนะ...จะไม่แบ่งฉันเหรอ เธอเองก็รู้ว่าตอนนั้น...ใครจะกล้าหยิบละ อีกอย่างคือ...กระเป๋าที่พวกเธอใส่ขนมลงไปก็ครบจำนวนคนพอดี แล้วฉันที่เหมือนส่วนเกินจะถือของกินติดมือมาได้ไง เข้าใจฉันหน่อยสิ” ป๋อฉานยกอ้างเหตุผล ว่าทำไมตัวเขาถึงไม่มีขนมกินเลยสักชิ้น
“ไม่ได้ แต่ถ้านายอยากกิน ไม่ลองไปขอราชันเย่ หรือไม่ก็พี่เป่ยเจียวดูละ” หลังจากเสี่ยงตายด้วยกันมาตลอดทั้งวัน เหวินหลิงค่อนข้างสนิทสนมกับเป่ยเจียว ถึงขั้นเรียกพี่เรียกน้อง
“ขอราชันเย่...เธออยากให้ฉันตายหรือไง!” ป๋อฉานพยายามเบาเสียงลงที่สุด กลัวว่าเย่หยางจะได้ยิน
เหวินหลิงไม่สนใจ ใครใช้ให้หมอนี่อวดเก่งกันละ งั้นก็ต้องยอมรับผลกระทบที่ตามมาเองแล้วกัน
ในระหว่างนั้นเป่ยเจียวยื่นบิสกิตกับน้ำขวดเล็กให้ ป๋อฉานชะงัก ส่วนคนที่ให้ไม่ได้พูดอะไร เพียงนั่งอยู่ที่เดิม และพยายามไม่หันไปมองศพชายวัยกลางคนที่ถูกเย่หยางฆ่าตายไปตอนเย็น
ป๋อฉานเมื่อได้รับน้ำและขนม ก็ไม่กล่าวขอบคุณ ทำเพียงรีบฉีกซองออกมากินอย่างหิวกระหาย
ต้องบอกว่ามันเป็เื่น่าเหลือเชื่อที่ป๋อฉานยังมีชีวิตอยู่
โดยปกติเขาเป็ผู้ชายไร้เรี่ยวแรง แทบไม่เคยเดินไปไหนไกลหรือออกกำลังกาย
ดังนั้นการเดินจากร้านสะดวกซื้อฝ่าดงเทวทูตมาจนถึงร้านขายอุปกรณ์เดินป่าจิวจิ่ง จึงไม่ต่างจากปาฏิหาริย์
..........
ในขณะที่พวกเขากำลังดื่มและกิน เย่หยางเข้ามาในห้องน้ำร้าน
มันเป็ห้องน้ำแคบๆ ไม่ต่างจากห้องน้ำบนรถโดยสารข้ามจังหวัด
ไฟฟ้ายังสามารถใช้งานได้ แต่ถึงแบบนั้นเพราะกลัวแสงดึงดูดความสนใจจากเทวทูต ภายในร้านที่ข้างหน้าเป็กระจกใสจึงไม่ได้เปิดไฟสักดวง ยกเว้นห้องน้ำข้างในร้าน
เย่หยางมองสิ่งของอันเสื่อมทรามที่อยู่ในมือ รอยยิ้มปรากฏบนมุมปากไม่ต่างจากตัวร้าย
'เมล็ดพันธุ์ความมืด'
ในตอนที่เขาลงมือฆ่าหม่าหูแล้วก้มลงไปหยิบกระเป๋า เป็ตอนที่เขานำเมล็ดพันธุ์กลับมาเช่นกัน
ความจริงการให้เมล็ดพันธ์เบี้ยไปแล้วจะไม่สามารถนำกลับคืนได้ ยกเว้นเสียแต่เบี้ยตาย เมล็ดพันธุ์จะถูกดึงออกมาได้
“หากเป็ราชันคนอื่น คิดจะนำเมล็ดพันธุ์กลับมาเติมเต็มให้ตัวเองคงเป็เื่ยาก แต่สำหรับเราราชันความมืด...นี่ไม่ต่างอะไรจากบั๊ก เป็ช่องโหว่ที่มีเพียงเราเท่านั้นที่สามารถทำได้”
กล่าวจบเย่หยางปล่อยให้เมล็ดพันธุ์ไหลบ่าเข้าไปในร่างกาย
ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เขายังเป็ราชันความมืดเหมือนเดิม
“ในอนาคต ถ้าหากเบี้ยตายไปมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่น่าเสียดายหม่าหู หมอนี่เพิ่งจะเป็เบี้ยได้ไม่ทันไรก็ต้องตาย การเก็บเกี่ยวนี้แทบจะไม่ได้อะไร”
เย่หยางเผยสีหน้าผิดหวัง แต่ไม่นานรอยยิ้มนุ่มลึกปรากฏขึ้นบนมุมปาก
“พรุ่งนี้...ฆ่าเทวทูตอีก 10 ตนเราก็จะกลายเป็ราชันลำดับสอง ชักจะอดใจรอไม่ไหวแล้วสิ”
ชายหนุ่มนั่งอยู่บนโถสุขภัณฑ์กำหมัดแน่น
เมื่อเลื่อนเป็ลำดับสอง พลังของเขาก็จะเพิ่มขึ้นรวมถึง'เบี้ย' นอกจากนั้น ยังมีความสามารถเพิ่มมาอีกอย่าง ซึ่งเป็ความสามารถขั้นพื้นฐานที่ไม่ได้เลือกตอนอยู่ในลำดับ 1
.............
เย่หยางนอนในท่านั่งบนเก้าอี้เ้าของร้าน
คืนนั้นไม่มีคนเฝ้ายาม เพราะใน่แรกการโจมตีจากเทวทูตจะไม่รุนแรงมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ชะล่าใจจนเกินไป ยังคงลืมตา ลุกขึ้นมาดูสถานการณ์ภายนอกบ้างบางครั้ง
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกหน้าร้าน
เหวินหลิงหลับไม่ค่อยสนิท เธอนอนอยู่บนพื้นเย็นๆ ที่ไม่สบายตัว แถมนี่ยังเป็ครั้งแรกที่นอนห้องเดียวกับศพ ใครจะไปหลับสนิทละจริงไหม
ผิดกับป๋อฉาน ทันทีที่ดื่มน้ำและกินขนมหมด หมอนี่ก็ฟุบหลับ นอนไม่รู้สึกตัวกระทั่งถึงเช้าวันใหม่
ส่วนเป่ยเจียวมีสภาพไม่ต่างจากเหวินหลิง ขอบตาล่างคล้ำ คล้ายกับเมื่อคืนข่มตานอนแต่นอนเท่าไหร่ก็ยากที่จะหลับ
“ล้างหน้าล้างตา กินอาหารเช้าแล้วจะได้รีบไปจากที่นี่”
เมื่อลืมตาขึ้นเต็มที่ เธอจึงพบว่าเย่หยางตื่นแล้ว เขานั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมไม่ไกลจากศพ ตรงหน้าคือนมสด ขนมปัง เค้กและช็อกโกแลต
เหวินหลิงและเป่ยเจียวไม่ทำตัวเป็ภาระ ทั้งสองผลัดกันเข้าห้องน้ำ
“ราชันเย่ เราจะรอพวกเขาอีกนานไหมคะ”
หลังจากดื่มด่ำกับอาหารเช้าแสนจืดชืดจนอิ่มท้อง เหวินหลิงตัดสินใจถามเมื่อเห็นว่าตอนนี้เป็เวลาแปดโมงเช้า
เย่หยางที่เปลี่ยนไปใช้กระเป๋าลายพลางใบใหญ่จากร้านขายอุปกรณ์เดินป่า ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ใกล้เข้ามาเรื่อย
เหวินหลิงและเป่ยเจียวตื่นตัว กระชับมีดในมือแน่น เตรียมพร้อมรับมือเทวทูตเดินดิน แต่ไม่นานมีดในมือต้องคลายลง เพราะคนที่มาถึงไม่ใช่ใครนอกจากอู๋เฟยสามคน
ทันทีที่เข้ามาในร้าน พวกเขานอนแผ่หราบนพื้น
“ดูจากสภาพพวกนาย คงตื่นั้แ่เช้าแล้วรีบวิ่งมาที่นี่เลยสินะ” เย่หยางคาดเดาตามสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก
ตอนนี้ที่ไหนก็มีแต่เทวทูตบนท้องถนน
การเดินอ้อยอิ่งช้าๆ แบบเมื่อก่อน จึงไม่ต่างจากการเรียกให้พวกมันมาฆ่าแล้วกัดกินจนตาย
“ใช่..แฮ่ก แฮ่ก พวกเราตื่นตีห้า ไม่สิความจริงแทบไม่ได้นอน กลัวว่าเทวทูตพวกนั้นจะะโข้ามกำแพงมาอีกด้าน” หวงหลงตอบในสภาพนอนแผ่หรา
เย่หยางไม่ถามต่อ เพียงบอกว่า “ให้เวลาพักหนึ่งชั่วโมง”
..........
หลังจากมีแรงเดินทางต่อ พวกเขามุ่งหน้าไปที่สถานีตำรวจตามที่เฉินคุนบอก
มีดฟันปลาที่อยู่ในมือหวงหลงและอู๋เฟยทำให้พวกเขามั่นใจยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ใช้เพียงมีดสั้นในร้านสะดวกซื้อราคาไม่กี่หยวนเป็อาวุธ ถือเป็เื่น่าอัศจรรย์ที่สามารถใช้ฆ่าเทวทูตที่มีิัแข็งกระด้างได้
ตลอดทางเย่หยางมักจะเลี่ยงถนนเส้นใหญ่เข้าไปในตรอกซอย แต่ตอนนี้เพราะสถานีตำรวจอยู่ติดกับถนนเส้นใหญ่ ถึงใจอยากจะเลี่ยงก็คงทำได้ยาก
.....
เทวทูตตัวสีดำ เ้าของปีกขนาดเล็กที่กำลังเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้บนถนน หันมามองกลุ่มคนที่วิ่งออกมาจากตรอกซอยด้วยั์ตานุ่มลึก
มันวิ่งเข้ามา พร้อมกับเทวทูตอีกหลายตนที่อยู่ในบริเวณนั้น
เย่หยางหยิบหน้าไม้ที่ได้จากร้านขายอุปกรณ์เดินป่าขึ้นมา เล็งไปที่หนึ่งในเทวทูต
ทันใดนั้นคล้ายกับพลังอันเสื่อมทราม ต่ำช้าและโสมมถูกรวมอยู่ในลูกดอกเกิดรอยร้าว
'ฟิ้ว'
ลูกดอกยิงออกไป ตามด้วยการเจาะทะลุทะลวงเข้าศีรษะเทวทูตตนที่อยู่ใกล้ที่สุด
“สุดยอด เย่หยางนายทำได้ยังไง ยิงโคตรแม่น” อู๋เฟยที่อยู่ด้านหลังกล่าวชม
“วีดีโอเกม” จัดการตัวแรกเสร็จ เย่หยางเก็บหน้าไม้เปลี่ยนมาใช้มีดพกสั้น ที่มีความยาว 10 เซ็นติเมตรแทน
เนื่องจากหน้าไม้มีระยะยิงแค่ 6 เมตร ไม่เหมาะกับสถานการณ์ตรงหน้าที่เทวทูตเข้ามาหลายตน
อีกอย่างคือ หลังจากยิงไปแล้วลูกดอกก็จะพังเสียหายไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกเป็ครั้งที่สอง เย่หยางจึงเลือกใช้มีดแทน เพราะมันคล่องตัวและเหมาะกับเขามากกว่า
“วีดีโอเกม...ว้าว นายแอบไปฝึกมาั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย แต่เดี๋ยวก่อนนะ หน้าไม้ทรงพลังถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?” หวงหลงถาม ถ้าหากเป็ปืนเขาจะไม่สงสัยเลย
“แค่ใส่พลังลงไปในลูกดอก เอาล่ะอย่าเพิ่งถาม พวกมันมาแล้ว” เย่หยางไม่อธิบายเพิ่ม เขาหลบหนึ่งในเทวทูตที่เรียกร้องหาความตายไปทางด้านขวา ตามด้วยใช้มีดในมือฟันฉับเข้าที่แขน แล้วแทงซ้ำไปที่หัวใจซึ่งเป็จุดอ่อน
เมื่อมีอาวุธอยู่ในมือการโจมตีของเย่หยางดูแม่นยำและดุดันขึ้น
นอกจากนั้น อู๋เฟยและหวงหลงก็ทำได้เยี่ยมต่างจากเมื่อวาน
ส่วนคนที่เหลือถึงแม้จะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้มาก แต่ก็ไม่เป็ภาระ นอกจากป๋อฉาน