ผมติดอยู่ในนครพิศวง

     บทที่ 48 โดดลงไป

     บทที่ 48 โดดลงไป


            เสียงดังนอกประตูดังแสบแก้วหูอยู่เช่นเดิม เพียงแต่เบากว่าเมื่อครู่มาก เห็นต้าเหว่ยเดินโซเซไปมา ลูบ ๆ คลำ ๆ อยู่ตรงนั้นทีตรงนี้ที ผมก็รีบซ่อนลูกแก้วสีดำลงในเสื้อผ้าอย่างระมัดระวัง แล้วมัดปากถุงให้แน่น ผมเคยเห็นยายหวังใช้ลูกแก้วสีดำต้านทานกับศพเป็น ๆ ของเสี่ยวหงมาแล้ว ทั้งความเร็วที่เหนือธรรมชาติและลีลาท่าทางที่แปลกประหลาด ทำให้ผมสนใจสิ่งนี้เป็นอย่างมาก ตอนแรกคิดว่าฟ้าไม่มีทางทำร้ายคนดี หากถูกบังคับจริง ๆ คงต้องใช้ลูกแก้วสีดำทั้งถุงนี้สู้กับพวกซอมบี้พวกนี้สักตั้ง ตอนนี้เพิ่งรู้ว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ยังต้องหาวิธีอื่น ลูกแก้วสีดำลูกนี้จึงเป็นสิ่งที่ใช้รักษาชีวิต ไม่อาจใช้ได้ถ้าไม่ถึงที่สุด


            ไม่ได้นอนทั้งคืน ผมปวดเมื่อยไปทั้งตัว แต่สถานการณ์บีบบังคับ ทำได้เพียงอดทน ฝืนร่างกายที่เหมือนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ลุกขึ้นยืน เพดานโค้งของโบสถ์สูงมาก สูงเกินหกเจ็ดเมตรแน่นอน ด้านบนควรจะมีจิตรกรรมฝาผนังอะไรทำนองนั้น เพียงแต่ในโบสถ์มืดทึม แถมยังเก่าแก่ ดูไม่ออกเลยว่าข้างในโบสถ์ที่จริงควรจะเป็นรูปพระเยซูตรึงกางเขน ก็ถูกคนทำลายไปหมดแล้ว 


            ม้านั่งยาวในโบสถ์กระจัดกระจายผุพัง ด้านซ้ายและขวามีห้องเตี้ย ๆ อยู่สามห้อง ในนั้นส่วนใหญ่เป็นชั้นวางหนังสือ ผมดูมาหมดแล้ว มีเพียงห้องทางขวามือที่ไม่มีบานประตู พื้นถูกหินที่ตกลงมาทับจนพัง ทะลุเป็นรูใหญ่ เป็นที่ที่ผมเจอลุงอวี้กับงูยักษ์ก่อนหน้านี้


            ต้าเหว่ยเดินจนเหนื่อยแล้ว เลยถือถุงที่ผมยื่นให้ นั่งเอนหลังพิงม้านั่งตัวหนึ่งที่ยังดูแข็งแรงอยู่ มองไปในอากาศอันว่างเปล่า ฟังเสียงกลองมองคานโบสถ์อย่างเหม่อลอย


            ผมมาที่ห้องเล็ก ๆ นั้นก่อน มองไปที่รูใหญ่ เนื่องจากมีอากาศถ่ายเทน้อย สิ่งที่มองเห็นจึงเป็นอากาศขุ่นคลั่กคล้ายเม็ดเล็ก ๆ แต่โครงกระดูกและซากศพที่กระจัดกระจายยังอยู่ โลงศพหินด้านข้างแตกเป็นเสี่ยง ๆ มากกว่าเดิม คาดว่างูยักษ์กับลุงอวี้คงมาที่นี่อีกครั้ง


            ผมเหยียบพื้นอย่างระมัดระวังเดินวนรอบหลุมดำ อยากดูว่ามีทางลงตรงไหนบ้าง ผลปรากฏว่าที่นี่ไม่มีแม้แต่เชือกคาดว่าห้องลับมีทางเข้าออกอีกทาง เพียงแต่ที่นี่ส่วนใหญ่มีอันตรายพังทลายลงมา ผมจึงไม่กล้าลองอีก ปัง! ต้าเหว่ยเผลอใจลอย แต่กลับตกใจกับเสียงระเบิดดังสนั่นที่ประตู


            “ฮ่าวจื่อนายอยู่ไหน รีบมาเร็ว” ต้าเหว่ยตะโกนอยู่ข้างนอก ผมได้ยินเสียงก็รีบออกมา เห็นประตูโบสถ์ถูกทุบจนเป็นรูกว้างเท่ากะละมังใบหนึ่ง แม้ว่าบานประตูจะแข็งแรง แต่ก็เคยถูกคนทุบจนเป็นรูพรุนมาแล้ว หากออกแรงอีกนิดก็มีแต่พังทลายลงมาได้


            ไม่ทันแล้วผมรีบบอกให้ต้าเหว่ยเก็บของ รวบรวมผ้าขาด ๆ กับม่านในโบสถ์มากองรวมกัน ตั้งใจจะลองผูกเชือกลงไป แต่พอกลับหลังหันก็เห็นคานไม้ที่ค้ำประตูส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด คาดว่าพวกวิญญาณนั้นคงไม่ยอมเสียเวลาให้เราแล้ว


            ผมรีบมัดผ้าผืนนั้นเข้าด้วยกันจากนั้นก็โยนลงไปในห้องลับ มันร่วงลงไปกองอยู่บนพื้น ดูเหมือนลูกบอล ต้าเหว่ยดูประหม่า ผมตะโกนบอกเขา 


            “รออะไรอยู่ รีบกระโดดลงมาสิ”


            “กระโดด ฮ่าวจื่อนายล้อเล่นรึเปล่าอย่างน้อยมันก็สูงสี่เมตรนะ ถ้ากระโดดลงไปแบบนี้ ฉันจะไม่ตายเหรอ” ต้าเหว่ยพูดตะกุกตะกัก


            “บ้าเอ๊ย! นายจะกระโดดไม่กระโดด ไม่กระโดดก็อยู่ให้ผีร้ายพวกนี้กินเป็นอาหารว่างไปเลย” ผมโกรธจัด ต้าเหว่ยยังลังเลแต่พวกโง่เขลาข้างนอกไม่ยอมให้โอกาสเขาแม้แต่น้อย คานไม้ที่หนาเท่าข้อมือก็ทนไม่ไหวในที่สุด ส่งเสียงดังคล้ายจะหักออก


            ผมสบถออกมาคำหนึ่ง ประตูโบสถ์พังลงมาเป็นเพียงเรื่องของเวลาแล้ว ผมกระโดดลงไปบนลูกบอลที่ทำจากผ้า แม้ว่าตัวจะลอยอยู่กลางอากาศ แต่กลับรู้สึกว่าอากาศเบื้องล่างหายใจไม่ค่อยออก แถมยังมีแรงต้านทานเล็กน้อย พอสะโพกของผมตกลงบนกองผ้าเท่านั้นแหละ แม่เจ้า ผมไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย


            ผมเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบน เห็นหน้าตาต้าเหว่ยดูพร่ามัวราวกับมีอะไรบัง อากาศนี่มันอะไรกัน


            “ไอ้หมูอ้วน รีบกระโดดลงมาสิ” ผมโบกมือเรียกเขาให้ลงมาข้างล่างต้าเหว่ยโยนถุงลงมาก่อน ผมรับไว้แล้ววางไว้ข้าง ๆ ต้าเหว่ยถอยหลังสองสามก้าว หันก้นลงมาและร่วงลงมาตรง ๆ เพียงแต่ร่างกายเขาหนักกว่า กดกองผ้านั้นจนแบน เขากัดฟันลูบสะโพกที่เจ็บแปลบ ๆ แล้วลุกขึ้นยืน


            ยังไม่ทันได้พูด ก็มีเสียงดังสนั่นดังมาจากด้านบน ประตูทั้งสองบานก็ถูกพังลงมาในที่สุด


            ผมมองไปรอบ ๆ ความมืดเบื้องหน้าดูเหมือนจะมีอากาศถ่ายเท เพียงแต่ถูกฝาโลงศพหินปิดกั้นไว้ ถ้าอากาศตรงนั้นไม่เคลื่อนไหวผิดปกติ คงหาไม่เจอจริง ๆ


            ผมเรียกต้าเหว่ย เขาแบกถุง ผมอุ้มกองผ้า เดินมาที่หน้าฝาโลงศพ ออกแรงผลักพร้อมกัน เลื่อนออกไปเล็กน้อย เผยให้เห็นช่องประตู บ้าจริง มีประตูด้วย ดูเหมือนว่าข้างใต้ห้องลับยังมีสิ่งที่ซ่อนอยู่


            ผมวางกองผ้าไว้ข้าง ๆ ถือเป็นการบังตาเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์หรือนรก ขอเข้าไปก่อน ต้าเหว่ยค่อย ๆ ดึงฝาโลงศพหินมาปิดช่องประตูไว้ ด้านบนโบสถ์มีเสียงดังซู่ ๆ คาดว่าพวกมันคงเริ่มค้นหาแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าความขยันขันแข็งและเป็นระเบียบแบบนี้ เสี่ยวหงอยู่ในนั้นด้วยหรือเปล่า


            พอลอดประตูเข้าไป ผมก็รู้สึกว่าข้างในชื้นและมืด ต้องใช้เวลานานกว่าดวงตาจะปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่นี่ได้ แต่ก็เห็นภาพเลือนรางเท่านั้น อากาศที่นี่แตกต่างจากข้างบนอย่างสิ้นเชิงดูเหมือนจะมืดมิดเหมือนน้ำไหลไปตามทางเดินอย่างช้า ๆ ประสบการณ์แบบนี้ เคยเจอมาแล้วในทางเดินบ้านเสี่ยวหง ไม่ว่าจะเป็นความฝันหรือความจริง กระแสอากาศในทางเดินตอนนั้นก็เป็นแบบนี้ ขยับตัวทีไรก็เหมือนลุยน้ำทุกที 


            ผมยังเข็ดขยาดอยู่ลองย่อตัวลงสัมผัสพื้นมันชื้นมาก ส่วนใหญ่เป็นเม็ดทรายเล็ก ๆ ยืนแล้วรู้สึกสากเท้า ที่นี่ไม่ได้กลิ่นคาวของงูผ่าน คาดว่าลุงอวี้กับพวกคงไม่ได้เข้าออกจากที่นี่ เพียงแต่เป็นห้องลับอีกห้องที่ถูกโลงศพที่กลิ้งลงมาทับจนพัง


            ช่างบังเอิญจริง ๆ เพียงแต่ที่นี่ดูเหมือนเป็นงานก่อสร้างที่ขุดครึ่ง ๆ กลาง ๆ ผมลองสัมผัสผนังที่ยังเห็นผนังหิน ถ้ำนี้สูงไม่เกินสองเมตร กว้างกว่าหนึ่งเมตร ยาวเท่าไหร่ไม่รู้ ไปทางไหนไม่รู้ หรือจะเป็นถ้ำที่นักบวชขุดไว้ก่อนหน้านี้ เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร หรือว่าก็เพื่อสมบัติของจักรพรรดิฉวงในสุสานใต้ดิน


            ใต้หล้านี้ต่างก็วุ่นวายเพื่อผลประโยชน์ พวกเราก็ไม่ต่างกัน เพื่อที่จะได้กินข้าวเพิ่มอีกสองสามชามจึงเอาตัวไปเสี่ยงภัย ไปส่งของให้คนอื่นในคืนฤดูหนาวถึงได้มาโผล่อยู่ที่ผีสิงแบบนี้


            “ไปหรือไม่ไป” ต้าเหว่ยดูกังวลเขาไม่ค่อยเตรียมใจกับความมืดมิดเหล่านี้


            “นายแบกถุงให้ดี ถืออาวุธให้มั่น ฉันจะไปสำรวจเส้นทางข้างหน้าก่อน นายตามมาติด ๆ ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้น นายไม่ต้องสนใจฉัน วิ่งหนีไปเลย แล้วค่อยไปตามคนมาช่วยฉัน” ผมไม่สนใจว่าเขาจะฟังเข้าใจหรือไม่ แค่บอกเขาอีกครั้ง “ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิด นายต้องรับประกันว่าเราจะไม่ติดกับดักอยู่ที่นี่ทั้งคู่”


            อากาศในทางเดินยาวนี้มืดสลัว ผมมองไม่เห็นแววตาของเขา เห็นเพียงเขาพยักหน้า ผมยิ้มออกมาอย่างขมขื่น หันหลังหยิบหนามสั้นเอ๋อเหมยออกมา คลำทางเดินไปข้างหน้า


            ยิ่งเข้าไปลึก ทางเดินก็ยิ่งมืดลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มองไม่เห็นอะไรเลย



    คล้ายกับเรื่องผมติดอยู่ในนครพิศวง ที่คุณอ่าน