หลังจากอาบน้ำขัดตัวจนสะอาดชุดนอนลายการ์ตูนถูกพับเก็บเข้ากองเสื้อผ้าสำหรับเตรียมนำไปซักอย่างเรียบร้อยคะนิ้งจัดแจงยัดตัวเองเข้าไปในชุดนักเรียนของโรงเรียนเดิมอย่างทะมัดทะแมง เธอยืนอยู่กลางห้องของตัวเองหน้ากระจกแต่งหน้าที่สามารถสะท้อนเงาของผู้ใหญ่ได้ครึ่งตัว
ห้องของคะนิ้งดูแตกต่างจากส่วนอื่นๆในบ้านที่เต็มไปด้วยกล่องลังจากการขนย้ายข้าวของในห้องของเด็กสาวถูกจัดแจงให้เข้าที่อย่างเป็ระเบียบ ตำราเรียนั้แ่ ม.1 จนถึงปัจจุบันถูกเรียงลำดับไว้อย่างบรรจงเสื้อผ้าทุกตัวถูกแขวนเข้าตู้แบบไล่เฉดสี เตียงคลุมผ้ากันฝุ่นไว้อย่างมิดชิดบนโต๊ะสำหรับอ่านหนังสืออยู่ติดกับหน้าต่างซึ่งกำลังโดนเคาะอย่างบ้าคลั่งโดยพายุฝนด้านนอกนั้นมีกองเอกสารปึกหนาสำหรับใช้ประกอบการขอทุนการศึกษาเข้าโรงเรียนใหม่ที่คะนิ้งกำลังจะย้ายเข้าไปวางอยู่
คะนิ้งจ้องตาตัวเองในกระจกเงาด้วยสายตามุ่งมั่น บนยอดของแผ่นกระจกมีปฏิทินที่ได้มาจากงานบวชของเพื่อนแม่ที่ต่างจังหวัดติดอยู่รอยกากบาทขีดฆ่าวันเวลาที่ล่วงเลยจนมาหยุดลงตรงวันที่ถูกวงไว้ด้วยปากกาไฮไลต์สีแดง
‘วันสัมภาษณ์ขอทุนเรียนดี’
ความรู้สึกกังวลเข้าเล่นงานคะนิ้งเธอพยายามทบทวนคำตอบที่เธอซ้อมสัมภาษณ์เมื่อเช้า แต่ยิ่งทวนยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองห่างไกลจากภาพที่เธอฝันอยากเป็จนเหมือนคำตอบของเธอมีเพียงเื่โกหกคำโต
‘อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ได้ ทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของหนูกับครอบครัวหนูค่ะ’
คะนิ้งสูดหายใจเฮือกใหญ่จนหน้าอกเชิดขึ้น“เธอทำได้คะนิ้ง เธอต้องทำได้”
หลังจากให้กำลังใจตัวเองคะนิ้งเดินไปที่โต๊ะของเธอเพื่อจะเอาปึกเอกสารใส่ลงกระเป๋าแต่เท้าของเธอก็ไปเตะโดนกล่องกระดาษขนาดเล็กที่วางทิ้งไว้ใต้โต๊ะคะนิ้งหยิบกล่องเล็กๆ นั้นขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วเปิดออกดูมันคือกล่องจากการย้ายบ้านกล่องสุดท้ายที่เธอยังไม่ได้เปิดภายในนั้นเต็มไปด้วยของไร้ประโยชน์ที่เธอตัดสินใจทิ้งไม่ลงอย่างเช่นยางมัดผมที่เธอใช้สมัยประถม แผ่นซีดีอัลบั้มวงดนตรีที่เธอเคยชื่นชอบม้วนฟิล์มใส่กล้องถ่ายรูปที่จำไม่ได้ว่าข้างในมีรูปอะไรอยู่เครื่องเกมกดโบราณรุ่นใหญ่เทอะทะที่หน้าจอแตกร้าว....
คะนิ้งหยิบเครื่องเกมขึ้นมาประคองไว้ในมืออย่างทะนุถนอมเงาสะท้อนใบหน้าของเธอบนหน้าจอขนาด 10ตารางเิเที่แตกร้าวนั้นบ่งบอกความเศร้าและรู้สึกผิดปนกัน
“ขอโทษนะ”คะนิ้งเปล่งเสียงออกไปในอากาศว่างเปล่าตรงหน้าแล้วจึงวางเครื่องเกมกลับเข้าไปในกล่อง
กิ๊ง~ ก๋อง~
เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านดังขึ้น
ใครกันนะที่จะมีธุระกับบ้านเธอในเช้าตรู่ที่พายุลงหนักแบบนี้?
คะนิ้งคิดพลางสวมชุดนักเรียนพร้อมหอบเอกสารเดินกลับลงมายังห้องทานข้าวอีกครั้งตรงประตูหน้าบ้านซึ่งเปิดแง้มอยู่มีร่างปริศนาร่างหนึ่งซึ่งคาดว่าจะเป็ต้นเหตุของเสียงกริ่งเมื่อครู่ยืนคุยอยู่กับแม่ตรงบริเวณประตูก่อนที่จะได้วิเคราะห์ว่าผู้มาเยือนนั้นเป็ใคร ้าอะไร สายตาของคะนิ้งก็ถูกดูดเข้าไปในเม็ดไฝขนาดใหญ่ราวหลุมดำที่ติดอยู่ตรง้าริมฝีปากของมนุษย์ผู้นั้น
“ว้ายยย! ตายแล้วมีลูกสาวด้วยเหรอคะเนี่ย? น่ารักจัง”คุณป้าผมหยิกร่างผอมสูงเ้าของไฝเม็ดใหญ่นั้นพูดด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับที่ใช้เวลาเห็นลูกสุนัขกระดิกหาง โดยที่สายตาของเธอนั้นมองมาทางคะนิ้งอย่างเอ็นดูจนน่ากลัว
“สวัสดีค่ะ”คะนิ้งตอบกลับพร้อมพนมมือไหว้ระดับออกโดยอัตโนมัติตอนนั้นเองที่เธอเพิ่งนึกออกว่าไม่ควรจะจ้องเม็ดไฝขนาดใหญ่นั้นนานเกินไปเธอปลดสายตาของเธอลงมา ทำให้มองเห็นวัตถุที่เธอมองข้ามไป ในมือของคุณป้าต่างถิ่นนั้นคือถุงใส่มะม่วงสีเขียวที่ยังไม่สุกดีแต่ก็าเ็จากการโจมตีของนกและแมลงมาไม่น้อยดูแล้วคงไม่ได้ปลูกมาอย่างเอาใจใส่เท่าไรและถ้าให้เดามะม่วงถุงนั้นคงจะเป็ข้ออ้างในการแนะนำตัวทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านที่ย้ายมาใหม่อย่างครอบครัวเธอเป็แน่
“ชื่ออะไรเหรอจ๊ะเราเนี่ย?”คุณป้าเดินตรงมาทางคะนิ้งแล้วเอามือที่เปียกแฉะเพราะสายฝนยีผมที่คะนิ้งเพิ่งจะหวีจนเรียบให้กลายเป็ทรงผมตื่นนอน
“คะนิ้งค่ะ”เพราะแรงจากมือคุณป้าที่ทำให้หัวเธอโยกไปมาทำให้คะนิ้งต้องตอบโดยที่หลับตาปี๋
“ต๊าย!! ชื่อน่ารักจัง ทำไมคุณแม่ถึงลำเอียงแบบนี้ล่ะคะ?ทีน้องจ้อยเหมือนตั้งชื่อส่งๆ ไปงั้นๆ เลย”
ถึงคะนิ้งจะไม่ได้ชอบไอ้จ้อยมากเท่าไรแต่การที่คนแปลกหน้ามาละลาบละล้วงเื่ในครอบครัวก็ทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจเล็กๆเหมือนกัน
“อ๋อ...คือเื่ชื่อของไอ้จ้อยพระเป็คนตั้งให้น่ะค่ะตอนเด็กๆ มันไม่สบายบ่อย เ้าอาวาสแถวบ้านเลยบอกให้เปลี่ยนชื่อแก้เคล็ด”แม่ที่ยืนถือถุงใส่มะม่วงตอบคำถามของคุณป้าต่างถิ่น “อ๊ะ!! คะนิ้ง คนนี้ชื่อป้าเพ็ญ ป้าเขาอยู่บ้านข้างๆ น่ะ อยู่หมู่บ้านนี้มายี่สิบปีแล้ว”
“ยี่สิบสองค่ะ แล้วก็เรียก ‘น้าเพ็ญ’ ก็พอจ้ะไม่ต้องถึงกับ ‘ป้า’ หรอกเนอะ ฮึฮึฮึ”
ป้าแหละ ดีแล้ว
หลังจากพูดจบ สายตาของป้าเพ็ญก็เปลี่ยนไปมันกำลังพิจารณาคะนิ้งในฐานะมนุษย์เป็ครั้งแรก“แบบนี้ก็แย่สิ...เล่นย้ายบ้านกลางเทอมแบบนี้ก็ต้องย้ายโรงเรียนด้วยใช่ไหม? พวกเด็กม.ปลายที่ย้ายมากลางเทอมน่ะ มีแต่พวกที่โดนไล่ออก ติดยา หรือไม่ก็หนีไปคลอดลูกแบบนี้คงโดนขี้ปากชาวบ้านนินทาไม่ดีเอาแน่เลย”ถึงโดยรวมประโยคจะสรุปออกมาแบบหวังดีแต่หางตาของป้าเพ็ญที่แอบเหล่ไปทางไอ้จ้อยผู้ยังไม่ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นสื่อสารอีกแบบหนึ่ง
โอเค...พอกันที ป้าคนนี้ดูจะล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว
“ขอโทษด้วยนะคะ”คะนิ้งพูดเสียงแข็งแบบที่ทำให้แม่ต้องหันคอมามองเธอด้วยความตระหนก“ตัวหนูเองไม่เคยมีปัญหาแบบที่ป้าพูดมาเลยนะคะ เกรดเฉลี่ยทุกเทอมจนถึงตอนนี้ก็ได้4.00 มาตลอด แถมวันนี้ก็กำลังจะไปสัมภาษณ์ทุนเรียนดีของโรงเรียนที่เข้ากลางเทอมด้วยหนูว่าป้าเอาเวลาห่วงหนูไปห่วงลูกชายป้าที่เมากลับมาทั้งชุดนักเรียนตอนเที่ยงคืนเมื่อวานดีกว่าไหมคะ?”
ความเงียบที่น่าอึดอัดฝ่าพายุเข้ามาเยือนในบ้านถึงคะนิ้งจะเป็ต้นเหตุ แต่เธอไม่เสียใจหรอกที่พูดแบบนั้นออกไป
“วะ...ว่าไงนะ?”ป้าเพ็ญพูดกุกกักด้วยสีหน้าแบบที่คะนิ้งอยากจะเห็น
ป้าบ!!
วัตถุบางอย่างฟาดเข้าที่ต้นคอคะนิ้งอย่างแรงจนเธอเกือบเสียสมดุล
“ขอโทษด้วยค่ะยัยเด็กบ้านี่มันพูดไม่คิด มันยังวัยรุ่นอยู่คงจะไปจำคำพูดแย่ๆมาจากในอินเทอร์เน็ตแหละค่ะ เดี๋ยวฉันจะสั่งสอนให้หลาบจำเองค่ะ” แม่ของคะนิ้งพูดไปก้มหัวงกๆไป พร้อมกับดึงฝ่ามือออกจากท้ายทอยของเด็กสาว
“...”
ไม่มีเสียงตอบรับจากป้าเพ็ญไปพักใหญ่
“ค่ะ”หลังจากคำพูดเดียวที่แม่ลูกได้กลับมา ป้าเพ็ญก็ตวัดหลุมดำบนใบหน้า 180 องศาหยิบร่มกันฝนที่ยังชื้น แล้วเดินออกนอกประตูบ้านเธอไปด้วยท่าทางเหมือนกาต้มน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ
“แกไปพูดแบบนั้นกับป้าเขาได้ไง?”แม่พูดเสียงดังใส่คะนิ้งตอนที่มั่นใจแล้วว่าป้าเพ็ญออกไปพ้นระยะการได้ยิน
“ก็แล้วป้าเขาเป็ใครถึงมีสิทธิ์มาตัดสินเราล่ะ?”คะนิ้งเถียง
“ถึงแบบนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าแกจะมีสิทธิ์ไปเถียงผู้ใหญ่”
“...” มีเหตุผลมากมายที่คะนิ้งจะสามารถใช้เพื่อหักล้างคำพูดของแม่เธอได้แต่เธอเลือกที่จะสงบปากสงบคำไว้
“สร้างแต่เื่นะแกเนี่ย...”เสียงของแม่เปลี่ยนมาเป็โทนพึมพำ
“...”
“เมื่อกี้...” เสียงแม่เบาลง
“...?”
“เมื่อกี้แกบอกว่า...จะไปสัมภาษณ์ทุนเหรอ?”
“...ค่ะ” ประกายแสงเล็กๆส่องวาวขึ้นมาในดวงตาของเด็กสาว “หนูส่งเกรดไปเทียบขอมาทะ..ทางโรงเรียนนัดไปสัมภาษณ์วันนี้”
ถ้าคะนิ้งมีหางแบบแมวตอนนี้มันคงส่ายไปมาอย่างบ้าคลั่งถึงวันนี้จะเริ่มมาได้ไม่สวยเท่าไรแต่อย่างน้อยถ้าคำพูดนั้นออกมาให้เธอได้ยิน...อย่างน้อย...มันอาจจะคุ้มค่าก็ได้นะ
“...”
แม่ของเธอยังคงเงียบไม่ยอมสบตาลูกสาวแล้วเดินไปสวมเสื้อกันฝนพร้อมกับหอบสัมภาระที่เตรียมเอาไว้ในถุงใบใหญ่หลายใบจนเต็มสองแขนแล้วจึงค่อยเดินไปทางประตูหน้าบ้าน
“กินข้าวเสร็จก็ล้างจานด้วยล่ะ”
“.....”
บางทีเราอาจจะขอมากเกินไป
“ค่ะ” คะนิ้งตอบด้วยเสียงเรียบเฉยก่อนจะดูแผ่นหลังขอแม่เดินออกไปกลางพายุ
หลังจากจากล็อกประตูเรียบร้อยคะนิ้งเดินกลับไปที่โต๊ะกินข้าวเธอยืนนิ่งมองอาหารที่เธอทำอยู่หลายนาทีด้วยสายตาที่ว่างเปล่าผัดกะเพรายังคงหน้าตาเหมือนกับตอนที่เธอเทมันออกจากระทะ ส่วนอีกสามอย่างที่เหลือก็มีร่องรอยการตักกินไปอย่างละหน่อยของไอ้จ้อย
แม่ไม่ได้แตะเลยสักคำเดียว
คะนิ้งเงยหน้าขึ้นไม่กี่องศาก็เห็นว่าไอ้จ้อยที่ควรจะจดจ่ออยู่กับจอคอมพิวเตอร์แอบมองมาทางเธอแต่ก็รีบหลบตาเมื่อสายตาทั้งสองมีทีท่าว่าจะประสานกัน
คะนิ้งนั่งลงตักข้าวเปล่าใส่จานแล้วจึงเริ่มตักกินอาหารฝีมือตัวเองตามปกติแล้วจะต้องมีเสียงไอ้จ้อยทะเลาะกับใครสักคนที่เธอไม่รู้จักดังเป็ฉากหลังแต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ไอ้จ้อยถึงสามารถเล่นเกมโดยไม่ใช้คำพูดหยาบคายได้มีแค่เพียงเสียงคีย์บอร์ดที่ดังเป็ครั้งคราวเป็เพลงประกอบมื้ออาหารนี้เท่านั้นซึ่งหลังจากได้กินไปสักพักแล้วคะนิ้งก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมแม่ถึงไม่ยอมแตะต้องอาหารบนโต๊ะเลย
ไม่อร่อยเลย
.......................................................................
คะนิ้งออกจากบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เธอกางร่มเดินฝ่าฝนโดยที่ในหัวยังคงทบทวนทั้งคำถามสัมภาษณ์และเื่ราวที่เพิ่งเกิดขึ้น
ทว่าจู่ๆ แสงไฟสีขาวสว่างจ้าส่องอย่างรุนแรงจนแทบจะแผดเผาหางตาของคะนิ้ง
ปรี๊นนนนนนนนนนนนนนนนนน!!!!!!!!!!!!!!!!
กว่าคะนิ้งจะรู้คำตอบของแสงสีขาวที่พุ่งเข้ามาหาโดยไม่ทันตั้งตัวเวลาของเธอก็ไม่เหลืออีกแล้ว สิ่งเดียวที่แวบเข้ามาในสมองเธอ
คือ...ความตาย