เมืองไม้ขจีตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกห่างจากเมืองเมฆาล่องไปเกือบสองร้อยกิโลเมตรแม้ว่ามันจะนับว่าตั้งอยู่ในพื้นที่อันห่างไกล จำนวนประชากรกลับมีไม่น้อยทั้งยังมีผู้เดินทางผ่านไปมาอยู่บ้าง เมืองนี้นับว่าเป็นจุดผ่านสำคัญของผู้เดินทางระหว่างเมืองเมฆาล่องและเมืองจันทราใหม่
ดวงอาทิตย์แผดแสงแรงกล้าพื้นดินแตกระแหงเนื่องจากความร้อนแรงของแสงอาทิตย์นี่ล้วนทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว ช่วงเวลานั้นเองกลุ่มของบุคคลหกคนปรากฏขึ้นบนถนนภายในเมือง บุคคลแรกที่เดินนำขบวนมีรูปร่างสูงปานกลางทว่าบึกบึนกลางหลังสะพายดาบใหญ่ยาวกว่าครึ่งเมตร สีหน้าของมันล้วนดุร้าย สองตาทอประกายอำมหิตบุคคลที่ตามหลังมาล้วนสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ทั้งสิ้น บ้างพกพากระบี่มีดดาบ ไม้เท้า และอาวุธหลากชนิดการปรากฏตัวของพวกมันก่อให้เกิดบรรยากาศอันตึงเครียดขึ้นบนถนนเหล้าผู้ผ่านทางล้วนแยกย้ายลงไปข้างทาง ฝีเท้าของพวกมันล้วนกลับกลายเป็นระมัดระวังสีหน้ากลับกลายเป็นหวาดกลัว…กระทั่งเมื่อกลุ่มบุคคลทั้งหกเข้าสู่โรงเตี๊ยมเล็กๆ ภายในเมืองเหล่าผู้คนทั่วไปบนท้องถนนจึงสามารถผ่อนคลายลงได้
ปัง!!
ชายฉกรรจ์ร่างเทอทะในชุดเกราะอ่อนสีเงินเหวี่ยงไม้เท้าที่สูงยาวเกือบเท่าตัวคนลงบนโต๊ะที่ใหญ่ที่สุดกึ่งกลางโรงเตี๊ยมพร้อมทั้งคำรามว่า “โต๊ะนี้เป็นของบิดาแล้ว ไสหัวไปถ้ายังไม่อยากตาย!”
ผู้คนทั้งสี่ซึ่งกำลังรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยล้วนบังเกิดเพลิงอำมหิตขึ้น ทว่าก่อนที่พวกมันจะได้แสดงออกสีหน้าของพวกมันกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อมันเห็นใบหน้าของชายร่างใหญ่อย่างชัดเจนพวกมันล้วนไม่มีผู้ใดกล้าเปล่งเสียงออกมาแม้แต่คำเดียวก่อนลุกออกจากโต๊ะไปอย่างเงียบๆ ชายร่างใหญ่พลันยื่นเหยียดแขนของมันออกพร้อมกวาดลงบนพื้นโต๊ะพลันบังเกิดเสียงหนวกหูจากจานชามตกแตกดังออกมาอย่างต่อเนื่อง“เอาอาหารที่ดีที่สุดในโรงเตี๊ยมนี้ออกมาให้หมด!”
ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมรีบออกมาต้อนรับพวกมันมันมองไปยังเศษถ้วยชามที่แตกหัก ภายในใจรู้สึกเหมือนมีเลือดหยดหยาด ทว่ามันยังคงฝืนเค้นรอยยิ้มออกมาบนใบหน้าพร้อมกล่าวว่า “นาย…นายน้อยมังกรเงินกรุณารอสักครู่ สุราและอาหารกำลังจะมาโดยเร็ว เร็วที่สุด”
ผู้คนทั้งหกนี้เป็นสมาชิกของกลุ่มทหารรับจ้างที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามในเมืองไม้ขจีนี้กลุ่มของพวกมันเรียกว่ากลุ่มนักรบมังกรเงิน ชายร่างใหญ่ผู้กวัดแกว่งไม้เท้าด้ามยาวนามว่าหยินหลง (มังกรเงิน)เป็นหัวหน้าของพวกมัน ด้วยอายุต้นๆ สี่สิบระดับพลังยุทธ์ของมันบรรลุถึงขั้นที่สองของขอบเขตลมปราณแท้จริงเมื่อเทียบเปรียบกับบุคคลทั่วไปภายในเมืองไม้ขจีที่มีระดับลมปราณขั้นสูงอยู่ที่ขอบเขตปราณก่อตั้งขั้นที่สี่ แน่นอนว่าหยินหลงย่อมกลายเป็นตัวตนอันไม่อาจล่วงเกินได้ในเมืองแห่งนี้ด้วยเหตุนี้กลุ่มนักรบมังกรเงินสามารถนับว่าเป็นกลุ่มนักรบที่ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองไม้ขจีพวกมันประพฤติตนอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เนื่องเพราะไม่มีผู้ใดหาญกล้าต่อต้านพวกมันได้
หลังจากที่พวกมันทั้งหกนั่งลงสมาชิกกลุ่มที่หลงเหลือทั้งห้าคนล้วนเริ่มต้นกล่าวคำยกยอต่อพี่ใหญ่ของพวกมันสุ้มเสียงของผู้คนหกคนที่ทั้งพูดคุย หัวร่อรวมทั้งด่าทอดังสะท้อนไปทั่วบริเวณโรงเตี๊ยม พวกมันทั้งหกประพฤติตนไร้ระเบียบเช่นนี้มาเนิ่นนานเหล่าลูกค้าที่นั่งอยู่ภายในล้วนหวาดกลัวในความกักขฬะป่าเถื่อนของมังกรเงินไม่มีผู้ใดกล้ากล่าววาจาเกินความจำเป็นแม้เพียงสักครึ่งคำ
ขณะนี้เอง ปรากฏกลุ่มบุคคลหกคนขึ้น ณประตูโรงเตี๊ยม เมื่อกวาดมองไป พบเห็นผู้นำขบวนเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีรูปร่างสันทัด สีหน้าซีดขาว อย่างไรก็ตาม ตรงกันข้ามกับลักษณะภายนอกชายหนุ่มมีบุคลิกยโสโอหังอย่างสุดขีดทุกผู้คนในเมืองแห่งนี้ยังต้องจับจ้องแน่วนิ่งไปยังเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มสวมใส่ด้วยความอิจฉาริษยาและกระหายใคร่อยากได้มาเป็นของตนเอง
ชายหนุ่มยืนอยู่เบื้องหน้าโรงเตี๊ยมอยู่ครู่หนึ่งมันกวาดสายตามองสำรวจทุกผู้คนในโรงเตี๊ยมด้วยแววตาเย่อหยิ่งอวดดีอย่างถึงที่สุดเที่ยวหนึ่งประดุจดังมันกำลังมองลงมายังสัตว์ต่ำชั้นที่ไม่มีคุณค่าอันใดในการให้ความสนใจทันใดนั้นเอง มันเลิกคิ้วขึ้นสูงพร้อมทั้งหัวเราะขึ้นจมูกอย่างเย็นชาจากทางด้านหลัง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา อายุประมาณ 17-18 ปี รีบเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วคารวะลงเบื้องหน้าของชายหนุ่มหัวหน้าขบวนผู้นั้นพร้อมทั้งยิ้มอย่างขออภัย “นายน้อยเซียวโรงเตี๊ยมทั้งหลายในชนบทห่างไกลล้วนเป็นเช่นนี้ ภายในรัศมีห้าสิบกิโลเมตรนี้ล้วนไม่มีที่ใดดีกว่าที่นี่อีกแล้ว ขอนายน้อยได้โปรดอดทนอีกสักเล็กน้อย”
บุคคลทั้งหมดเป็นเหล่าบุคคลจากพรรคตระกูลเซียวเอง พวกมันคือเซียวกวงหยุน เซียวป้า เซียวจิ่ว และเซียวเฉิงจือจากตระกูลเซียวทั้งหมดล้วนอยู่ระหว่างการเดินทางกลับไปยังพรรคตระกูลเซียว
เซียวเฉิงจือล้วนเบิกบานสำราญใจตลอดทั้งการเดินทางเมื่อมันหวนนึกถึงเหตุการณ์พลิกผันอันน่าหวาดเสียวที่ทำให้มันได้รับโอกาสเข้าสู่พรรคตระกูลเซียวมันถึงกับดีใจจนหัวเราะแม้ในยามหลับ เมื่ออยู่ต่อหน้าเซียวกวงหยุน เซียวเฉงจือคารวะอย่างประจบประแจงมันไม่กล้าแสดงอาการต่อต้านแม้เพียงนิด…ด้วยว่าหากมันสามารถรับใช้เซียวกวงหยุน และสามารถได้รับคำชมเชยจากเซียวกวงหยุนในภายหลังการอยู่อย่างสบายภายในพรรคตระกูลเซียวเองย่อมไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
“เฮอะ!” เซียวกวงหยุนส่งเสียงขึ้นจมูกมันกวาดกราดสายตาอย่างเบื่อหน่ายไปโดยรอบ พร้อมทั้งก้าวเข้าสู่โรงเตี๊ยม
เซียวเฉิงจือรีบนำทางเข้าไปพร้อมทั้งจับจองโต๊ะที่นั่งที่ทำเลดีที่สุดมันนั่งลงพร้อมเช็ดถูเก้าอี้ไม้ด้วยชายเสื้อ จากนั้นมองไปยังเซียวกวงหยุนด้วยความเทิดทูนพร้อมทั้งตะโกนเสียงดังว่า “ผู้ดูแลนำอาหารมาเดี๋ยวนี้…เอาจานที่ดีที่สุดในโรงเตี๊ยม!”
กลุ่มของเซียวกวงหยุนเพิ่งเข้ามาภายในทว่าพวกมันล้วนถูกจับจ้องด้วยสายตาของกลุ่มมังกรเงินทั้งหกคนหนึ่งในนั้นเปล่งเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม “เฮอะ! เด็กน้อยที่อวดโอหังดูสายตาที่มันมองพวกเราสิ ชิๆ”
“สมควรเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่โตที่ออกมาท่องเที่ยวลองดูผิวพรรณพวกมันสิ แค่พวกเราเค้นนิดหน่อยก็คงมีน้ำไหลออกมามันยังกล้าบังอาจก่อกวนในเขตเรา มันคงไม่รู้จักคำว่า ‘ตาย’ สะกดอย่างไรกระมัง?”
“หัวหน้าท่านต้องการให้ข้าไปสั่งสอนพวกมันให้รู้จักขอบเขตหรือไม่? จะสนใจทำไมว่ามันเป็นบุตรหลานผู้ใดในอาณาเขตของกลุ่มมังกรเงินของเรา ทุกผู้คนล้วนต้องเชื่อฟัง”
“ปังงงง!!!”
หยินหลงกระแทกน่องไก่ที่มันกำลังแทะลงอย่างแรงพร้อมทั้งยกไม้เท้าด้ามยักษ์ที่เท้าของมันขึ้นในทีเดียว “ให้บิดาไปต้อนรับมันเองข้าถูกใจเสื้อนอกที่มันสวมใส่ หากข้านำมันกลับไปให้บุตรชายข้า บุตรชายข้าต้องพอใจมากแน่นอนฮ่าๆ ฮ่าๆๆ…”
หลังจากจบประโยคมันควงไม้เท้าพร้อมทั้งเดินอย่างปลอดโปร่งไปทางโต๊ะของเซียวกวงหยุนมันกระแทกไม้เท้าลงบนโต๊ะที่ห่างออกมาสามก้าวพร้อมทั้งเอ่ยคำพูดอย่างเผ็ดร้อน“เด็กน้อย! เสื้อของเจ้าดูดีไม่เลวนี่? แต่ว่า พออยู่บนร่างที่น่าสมเพชของเจ้าช่างน่าเสียดายเสื้อผ้ายิ่งนัก ถอดมันออกมาเดี๋ยวนี้!”
“ถอดออกมา! ถอดออกมาเดี๋ยวนี้!แกได้ยินมั้ย!”
“ถ้าแกไม่อยากถอด ข้าจะช่วยแกถอดออกเอง”
“ถ้าให้ท่านหัวหน้าเราเป็นคนถอดแกคงต้องเจ็บตัวแน่ๆ วะฮ่าๆฮ่าๆๆ!”
เหล่านักรบมังกรเงินอันแสนกระจ้อยร่อยต่างร่ำร้องตะโกนผู้คนภายในโรงเตี๊ยมต่างหลบหนีออกห่าง พร้อมทั้งจ้องมองไปทางกลุ่มของเซียวกวงหยุนด้วยความเวทนาผู้ดูแลและเด็กรับใช้ยิ่งหลบหนีไปไกลลิบพวกมันล้วนปราศจากความกล้าในการห้ามปรามกลุ่มนักรบมังกรเงินทว่า ตรงกันข้ามกับความคาดคิดของผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหลาย
เมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มนักรบมังกรเงินอันชั่วร้ายเหล่านี้บุคคลในโต๊ะของเซียวกวงหยุนต่างมีท่าทีอันเยือกเย็นเยือกเย็นจนแทบขนหัวลุก เซียวกวงหยุนยกฝ่ามือของมันขึ้นปัดชายเสื้อที่เปรอะเปื้อนสุราออกด้วยทีท่าเหยียดหยัน พร้อมทั้งกล่าวเสียงเย็นชาว่า“กำจัดพวกมันให้หมด!”
“หา? กำจัด? มันพูดอะไรออกมาน่ะ?”
“มันพูดว่าจะกำจัดพวกเราทั้งหมด! ฮ่าๆๆๆ…อ๊าาาาาาาา!!!”
เสียงล้อเลียนของกลุ่มนักรบมังกรเงินพลันกลับกลายเป็นเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดนิ้วของเซียวป้าทิ่มแทงออกด้วยความว่องไวประดุจดังสายฟ้าพร้อมทั้งส่งให้สามคนที่เสียงดังที่สุดลอยกระเด็นไป ตามมาด้วยเสียงกรอบแกรบของกระดูกที่แตกร้าว
รอยยิ้มอันป่าเถื่อนของหยินหลงพลันเลือนหายมันกระโดดถอยหลังมาหนึ่งก้าว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นหวาดหวั่น“ขอบเขต…ขอบเขตลมปราณจิต!”
เมื่อคำว่า “ขอบเขตลมปราณจิต” ดังออกมาประดุจดังลูกระเบิดถูกทิ้งลงในโรงเตี๊ยม ทุกผู้คนล้วนลั่นสะท้านพร้อมทั้งกลับกลายเป็นใบ้ไป!มีเพียงพรรคใหญ่และเมืองหลักๆเท่านั้นจึงจะสามารถมีสมาชิกที่มีฝีมือสูงส่งถึงระดับนี้และในเมืองไม้ขจีอันเล็กจ้อยนี้ล้วนนับเป็นระดับพลังฝีมือที่ไม่มีผู้ใดเคยพบเจอมาก่อนในช่วงชีวิตของมันเป็นระดับที่เพียงสามารถฝันถึงได้เท่านั้น!
ทันทีที่หยินหลงกล่าวจบนักรบมังกรเงินอีกสองคนล้วนถูกกระแทกถอยไปกว่าสิบเมตรเพียงการตวัดฝ่ามือจากเซียวป้าทั้งสองล้วนหมดสติก่อนตกลงบนพื้น ทั่วทั้งร่างของหยินหลงกลับกลายเป็นสั่นสะท้านจากนั้นมันพลันคุกเข่าลงบนพื้นพร้อมทั้งหมอบกราบลงไป “ขะ ขอ ขอประทานอภัย…ข้าน้อยช่างตาต่ำ…ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่…ข้าข้าน้อย…ข้าน้อยสมควรตาย!”
หากมันทราบแต่แรกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ทักษะยุทธ์ระดับลมปราณจิตมันคงไม่กล้าต่อต้านอันใดแม้ว่าจะเอาดาบจ่อคอหอยมันแน่นอน
“กำจัดมันไปให้พ้น” เซียวกวงหยุนคำรามต่ำอย่างเยือกเย็น
เมื่อจบคำพูด เซียวป้าพลันตวัดฝ่ามือลงพร้อมทั้งหักแขนทั้งสองของหยินลงท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด
ขณะนั้นเองเงาร่างหนึ่งของชายหนุ่มอายุเยาว์ปรากฏขึ้นที่ประตูโรงเตี๊ยม
เมื่อหยุนเช่อออกจากเมืองเมฆาล่องชายหนุ่มล้วนไม่มีจุดหมายปลายทางอันแน่นอน เมื่อนึกถึงป้ายไม้ที่ได้รับจากเซียวเล่ย เขาถามทางมาตลอดพร้อมทั้งเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อเดินทางไปยังเมืองจันทราใหม่ชายหนุ่มจำเป็นต้องไปยังตัวเมืองที่ใหญ่โตและพลุกพล่านเพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการเสาะแสวงหาวัตถุดิบในการฟื้นฟูเส้นชีพจรลมปราณของตน
สภาพร่างกายของหยุนเช่ออ่อนแอเกินไปและเนื่องจากชายหนุ่มไม่ต้องการใช้จ่ายเงินทองอันน้อยนิดของตนเพื่อซื้อหาม้าเขาเพียงสามารถเดินทางด้วยเท้าด้วยความเชื่องช้าอย่างสุดแสนเพียงเท่านั้นเมื่อหยุนเช่อมาถึงเมืองไม้ขจี ชายหนุ่มทั้งเหน็ดเหนื่อยทั้งหิวโหยเมื่อเขามองเห็นโรงเตี๊ยมตั้งอยู่ข้างทาง หยุนเช่อนับเหรียญเงินที่ตนเองมีพร้อมทั้งยิ้มเล็กน้อยอย่างอับจนปัญญา และก้าวเดินเข้าหาโรงเตี๊ยม
เมื่อหยุนเช่อมาถึงประตูทางเข้าชายหนุ่มได้ยินเสียงร้องคล้ายสุกรถูกเชือดเฉือน ตามด้วยภาพของเซียวกวงหยุนและเซียวม่อซานที่นั่งเคียงคู่กันพร้อมด้วยเซียวเฉิงจือที่ยืนอยู่ด้านข้าง…ชายหนุ่มหยุดเท้าลงในทันทีหมุนตัวกลับหลังและจากไปอย่างรวดเร็ว ทว่า ทันทีที่หยุนเช่อกลับหลังหัน เซียวป้าผู้ซึ่งหันหน้ามาทางประตูพร้อมทั้งลงมือหักแขนของหยินหลงกลับมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเมื่อมันมองเห็นชายหนุ่มเข้าพอดี
“ผู้ดูแล เอาขยะสายตาพวกนี้ไปให้พ้นหน้าข้า!!”เซียวกวงหยุนคำรามอย่างเย็นชากลุ่มเศษสวะที่ต่ำต้อยยิ่งกว่ามดปลวก กลับกล้ามาก่อกวนบรรยากาศการรับประทานของมัน
“โอ….ขอรับๆ!”ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมพลันสะท้านขึ้นคราหนึ่งแล้วรีบรับคำ มันผงกศีรษะไม่หยุดยั้งด้วยความตื่นตระหนกพวกมันเริ่มต้นขนย้ายเหล่าสมาชิกกลุ่มมังกรเงินออกไปทางด้านนอกอย่างระมัดระวัง…เนื่องจากหยินหลงมีระดับพลังฝีมืออยู่ในขั้นที่สองของขอบเขตลมปราณแท้จริงไม่มีผู้ใดอาจหาญต่อกรกับมันในเมืองไม้ขจีนี้ ทว่า แม้แต่คนรับใช้ต่ำต้อยของชายหนุ่มโหดร้ายเย่อหยิ่งผู้นี้ยังมีฝีมือถึงขั้นลมปราณจิตพวกมันจะกล้าไม่เชื่อฟังต่อชายหนุ่มได้อย่างไร?
“นายน้อย” เซียวป้าเดินเข้ามาหาเซียวกวงหยุนทางด้านข้างพร้อมทั้งกระซิบกระซาบบางคำต่อเซียวกวงหยุน
“เอ๊ะ? เจ้าหมายถึงไอ้เศษสวะที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลเซียวนั่นงั้นรึ? ” หลังจากฟังคำรายงานจากเซียวป้า สองตาของเซียวกวงหยุนหรี่เล็กลงพร้อมทั้งหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “ดีมากข้าเกือบจะลืมไอ้เจ้านี่ไปซะแล้ว นี่แม้แต่สวรรค์ยังส่งมันกลับมาหาข้า…เซียวป้าไปทำลายโฉมหน้ามันให้แก่ข้า”
“ท่านหัวหน้าพรรคกำชับไม่ให้ท่านใช้อำนาจของพรรคในการทำร้ายคนภายนอก”เซียวม่อซานกล่าวอย่างเฉยชา
“ฮึ่มมม! เจ้าเศษสวะตระกูลเซียวนั่นกล้าฉีกหน้าข้าต่อหน้าผู้คนมากมายเมื่อวันก่อนข้าไม่ลากศพมันประจานทั่วเมืองเมฆาล่องก็นับเป็นความกรุณาต่อมันแล้ว เซียวป้า หลังจากเจ้าทำลายโฉมของมันแล้วจงตัดลิ้นของมันด้วย มันรู้จักพูดจานักไม่ใช่เหรอ? ข้าจะคอยดูว่ามันจะยังปากดีได้มั้ยถ้าถูกตัดลิ้น!”เซียวกวงหยุนกล่าวเสียงต่ำ
วันนั้นที่ตระกูลเซียวหยุนเช่อเปิดโปงแผนการของมันต่อหน้าผู้คน คำพูดทุกประโยคตบลงบนหน้าของเซียวกวงหยุน จะให้มันทนทานรับได้อย่างไร? ที่มันต้องการทำลายโฉมหน้าของหยุนเช่อแน่นอนว่าสืบเนื่องมาจากความริษยา…ที่ยิ่งกว่าความริษยาคือเศษสวะอย่างหยุนเช่อกลับได้ตบแต่งเซี่ยชิงเยว่เป็นภรรยาแต่มันกลับไม่สามารถ!
เซียวม่อซานไม่กล่าวอันใดต่อเซียวป้าผงกศีรษะรับอย่างเงียบงันมันเดินตรงออกไปทางประตูโรงเตี๊ยม พร้อมทั้งติดตามไปยังทิศทางที่หยุนเช่อจากไป