ฉันเดินกอดตำราที่เหยียนเหล่ยให้มาอ่านอย่างอารมณ์ดี และก่อนที่จะเดินพ้นเขตเรือนพักอาจารย์ ก็พบกับศิษย์พี่กันฮวาที่จู่ๆก็โผล่ออกมาทางด้านหลังจนฉันตกใจ กันฮวาทำหน้าเข้มวางมาดศิษย์พี่และถามฉันด้วยน้ำเสียงวางอำนาจจับผิดว่า ฉันเข้าไปทำอะไรในเรือนที่พักอาจารย์ศิษย์พี่สี่ พร้อมกับมองตำราที่ฉันกำลังกอดไว้แนบอก
ฉันจึงตอบว่าไปเอาตำรามนต์โบราณที่อาจารย์ศิษย์พี่สี่มอบให้ กันฮวาจึงสั่งให้ฉันส่งตำราให้นางดู พร้อมกับยื่นมือมาดึงตำราออกไปจากมือฉันโดยที่ยังไม่ทันจะยื่นให้ แล้วสั่งให้ฉันกลับไปเรือนที่พัก ฉันโมโหที่กันฮวามาดึงเอาตำราไปโดยที่ฉันไม่ยินยอม จึงบอกกันฮวาให้คืนตำรามาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวพร้อมบวก!
แต่กันฮวาไม่ยอมคืนให้และอ้างว่าตำราเล่มนี้เป็นตำราวิชามนต์ขั้นสูง ฉันยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องอ่านเพราะอ่านไปก็ไม่เข้าใจ นางจะเก็บตำราเล่มนี้เอาไว้ก่อนเมื่อถึงเวลานางจะคืนให้ฉันเอง แล้วตวาดไล่ฉันอีกครั้งให้กลับเรือนที่พัก แต่ฉันไม่ยินยอมจึงพูดขู่กันฮวาด้วยความโกรธว่า ถ้านางไม่ยอมคืนตำราให้ฉันจะไม่เกรงใจ จนกายฉันเริ่มส่งกลิ่นหอมของดอกท้อออกมาเตะจมูกวูบหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าพลังหมื่นบุปผากำลังจะออกมาแผลงฤทธิ์
ฉันจึงรีบพยายามสงบจิตใจไม่ให้โกรธจนมากเกินไป แต่ก็เป็นการยากที่จะสงบจิตใจให้เย็นได้ลงในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งในขณะที่ฉันกำลังโต้เถียงอยู่กับกันฮวา จนการโต้เถียงเริ่มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เราก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มอีกคนหนึ่งดังแทรกเข้ามา เราจึงหันไปมองทางต้นเสียง กันฮวาก็ตกใจที่เห็นชายคนดังกล่าว จึงรีบกล่าวทักทายชายคนนั้นอย่างนอบน้อมทันที
กันฮวา : อาจารย์ศิษย์พี่สาม!!
ศิษย์พี่สาม : เจ้าสองคนกำลังโต้เถียงเรื่องอะไรกัน? ส่วนเจ้าตัวเล็กเจ้าเป็นศิษย์ใหม่ ไม่รู้รึว่ากฏของสำนักห้ามเถียงศิษย์พี่
มี่จื่อ : แต่ศิษย์พี่กันฮวาแย่งตำราของข้าไป ถือเป็นกฏที่ถูกต้องที่ศิษย์พี่ควรกระทำได้ด้วยหรือไง?!!
กันฮวา : แต่นี่เป็นตำรามนต์ขั้นสูง อ่านไปนางก็ไม่เข้าใจ ข้าจึงจะเก็บตำราเอาไว้ก่อน เพื่อให้นางสนใจวิชาที่จะต้องสอบในวันพรุ่งนี้!!
อาจารย์ศิษย์พี่สามจึงสั่งให้กันฮวาส่งตำราให้เขาดู กันฮวาจึงยื่นตำราให้เพราะไม่กล้าขัดคำสั่ง ศิษย์พี่สามรับตำราไปดูหน้าปก เปิดดูภายในก็รู้ได้ทันทีว่าตำราเล่มนี้เป็นของเหยียนเหล่ย เขาจึงชี้ที่ตัวอักขระโบราณที่เหยียนเหล่ยจดบันทึกลงในตำรา ถามกันฮวาว่าอักขระที่เขียนอยู่นี้อ่านว่าอะไร
กันฮวาพยายามที่จะอ่านแต่ก็อ่านไม่ออก จึงบอกกับศิษย์พี่สามว่านางไม่ทราบ แต่คิดว่าน่าจะเป็นภาษาของชนเผ่าไม้ดำ อาจารย์ศิษย์พี่สามจึงตอบว่าใช่ นี่คืออักขระของชนเผ่าไม้ดำ จากนั้นเขาก็หันมาถามฉันด้วยคำถามเดียวกันว่าฉันอ่านออกหรือไม่ ฉันจึงตอบว่า
มี่จื่อ : “ลูกธนูสองดอกพร้อมขึ้นคันศร"
ศิษย์พี่สาม : อืม! เจ้าตัวเล็กอ่านได้ถูกต้อง ตำรานี่เป็นของเจ้าเอาคืนไป ส่วนกันฮวา! ห้ามแย่งตำราจากเจ้าตัวเล็กอีก เพราะตำราเล่มนี้เจ้าอ่านไปก็ไม่เข้าใจ คนที่ควรฝึกฝนวิชาให้มากขึ้นคือเจ้าต่างหากกันฮวา เจ้าสองคนแยกย้ายกลับเรือนที่พักกันไปได้แล้ว อ้อ! เจ้าตัวเล็กเดี๋ยวก่อน! อย่าคิดว่าท่านเจ้าสำนักชื่นชอบเจ้าแล้วจะสามารถขึ้นเสียงกับศิษย์พี่ได้ เพราะกฏยังคงเป็นกฏที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเจ้า! จงควบคุมอารมณ์เลือดร้อนเอาไว้ให้มั่น เอาล่ะ! เจ้าไปได้แล้ว!
มี่จื่อ : ข้าเข้าใจแล้ว อาจารย์ศิษย์พี่สาม!
ศิษย์พี่สาม : เฮ่อ!…ตั้งแต่เขาคนนั้นกลับมาเด็กสาวในสำนักก็พากันวุ่นวาย….
อาจารย์ศิษย์พี่สามบ่นพึมพำเบาๆ แล้วเดินเข้าไปในเขตเรือนพักอาจารย์ ส่วนฉันกับกันฮวาก็แยกย้ายกันตามคำสั่งของอาจารย์ศิษย์พี่สาม แต่ตลอดทางเดินกลับฉันนึกถึงคำพูดของอาจารย์ศิษย์พี่สาม ที่สั่งให้ฉันห้ามเถียงกันฮวาและให้ควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิดเพราะคนที่เริ่มหาเรื่องก่อนก็คือกันฮวา อีกทั้งคำพูดที่เขาบ่นพึมพำว่า "ตั้งแต่เขาคนนั้นกลับมาเด็กสาวก็พากันวุ่นวาย" อาจารย์ศิษย์พี่สามหมายถึงใครกันนะ?!
หรือจะหมายถึงศิษย์พี่กันฮวาแอบชอบเหยียนเหล่ย "โธ่เว๊ย!!! อีตานี่เสน่ห์มันแรงจริงๆ หนีจากจวนฮุ่ยเฉิงมาได้คนนึงยังมาเจอมารผจญที่นี่อี๊ก หว่านเสน่ห์ไปทั่วเลยรึไงเนี่ย?!" ฉันบ่นพึมพำกับตัวเองเพราะความหึงหวงที่เริ่มนึกเอะใจว่ากันฮวาอาจจะแอบชอบเหยียนเหล่ย ถึงได้เจอกันฮวาป้วนเปี้ยนอยู่แถวเขตที่พักอาจารย์บ่อยๆ
จนฉันเดินมาถึงเรือนที่พักก็เห็นเพื่อนทั้งสี่คนยังนั่งรอกันอยู่ที่หน้าเรือน เฝิ่นลู่จึงทักถามทันทีว่า อาจารย์ศิษย์พี่สี่ให้ตำราอะไรมา ฉันตอบว่าเป็นตำรามนต์โบราณ แต่ที่กลับมาช้าเพราะเจอกับศิษย์พี่กันฮวา นางพยายามจะยึดตำราเล่มนี้แต่โชคดีที่อาจารย์ศิษย์พี่สามมาเห็นจึงช่วยคืนตำราให้
จิ่นเกอจึงสงสัยว่าทำไมกันฮวาจึงอยากได้ตำราเล่มนี้ ทั้งๆที่ตำราเล่มนี้เป็นเพียงแค่ตำราเรียนที่นางเคยเรียนผ่านมาแล้ว ฉิงซวงจึงตอบขึ้นทันทีว่าเพราะกันฮวาหลงรักเหยียนเหล่ยมานาน ตั้งแต่ที่เหยียนเหล่ยยังไม่ย้ายออกจากสำนัก แต่เหยียนเหล่ยไม่เคยสนใจกันฮวาเลย แม้กระทั่งวันที่เหยียนเหล่ยกลับมาก็ยังไม่มีทีท่าจะสนใจ
ฉันจึงถามฉิงซวงว่าทำไมจึงรู้เรื่องนี้ละเอียดนัก อย่างกับว่าไปนั่งอยู่ข้างเตียงของกันฮวา ฉิงซวงหันมามองค้อนฉันนิดหนึ่งด้วยท่าทางน่ารัก แล้วเล่าว่านางได้ยินมาจากกลุ่มศิษย์ที่ไม่ชอบกันฮวา ที่กันฮวาชอบวางอำนาจว่าเป็นศิษย์พี่ อีกทั้งศิษย์กลุ่มนั้นยังพูดถึงอีกว่า พวกเขาไม่แปลกใจที่กันฮวาจะหลงรักเหยียนเหล่ย เพราะในบรรดาอาจารย์ทั้งหมด มีเพียงเหยียนเหล่ยกับจินไห่ที่หล่อเหลาและมีอายุน้อยที่สุด แล้วฉิงซวงก็พูดด้วยอาการเพ้อฝันตามประสาเด็กสาวว่า โดยเฉพาะจินไห่เป็นผู้ชายแบบที่นางชอบที่สุด
จิ่นเกอจึงถามฉิงซวงแบบทีเล่นทีจริงว่า ฉิงซวงไม่ชอบผู้ชายแบบเขาบ้างหรือ ฉิงซวงแม้จะเก็บอาการเขินอายที่ถูกจิ่นเกอถามในเชิงแอบชอบ แต่ฉิงซวงก็ตอบว่า ไม่ชอบ! เพราะนางไม่ชอบผู้ชายกะล่อนเจ้าชู้ หลวนเฉิงจึงหันมาถามฉันบ้างว่าฉันชอบผู้ชายลักษณะแบบไหน
แต่ฉันไม่กล้าตอบว่าคนที่ชอบคือเหยียนเหล่ย จึงได้แต่ทำเสียง เอ่ออออ…คืออออลากเสียงยาวๆแล้วยิ้มแบบมีความสุข เพราะดันไปคิดถึงตอนที่ฉันกับเหยียนเหล่ยเพิ่งแอบแซบกันมา และในขณะที่กลุ่มเพื่อนกำลังสงสัยว่าฉันกำลังยิ้มอะไร เพ่ยซานก็เดินกลับมาที่เรือนพัก แล้วทักเราด้วยคำพูดที่ไม่หวานหูอีกตามเคย
เพ่ยซาน : เอาแต่นั่งจับกลุ่มคุยกันเรื่องไร้สาระ ซอเอ้อร์หูเล่นกันได้แล้วเหรอ ส่วนเจ้าซอเสียงเพี้ยนระวังจะสอบไม่ผ่านล่ะ!
เฝิ่นลู่ : เพ่ยซานถ้าเจ้าให้กำลังใจใครไม่เป็นก็อย่าพูดเลยดีกว่า มันไม่น่ารักเอาเสียเลย!
เพ่ยซาน : ถ้าเจ้าชอบคนน่ารักก็ย้ายไปนอนห้องเดียวกันมี่จื่อเลยสิ! ห้องนั้นยังเหลือที่ว่างอีกตั้งสามที่ หลวนเฉินเจ้าก็ด้วย! ควรกลับเรือนที่พักของเจ้าไปได้แล้ว! ไม่รู้ติดใจอะไรกันนักหนากับผู้หญิงหน้าตาพิลึก!
เพ่ยซานพูดจบก็ชวนจื่อเถิงเพื่อนคนสนิทเดินเข้าห้องพัก แล้วบ่นกับจื่อเถิงว่ารู้สึกปวดเมื่อยอยากให้จื่อเถิงช่วยนวดให้ แม้ฉันจะรู้สึกหงุดหงิดใจกับคำพูดถากถางของเพ่ยซาน แต่ฉันก็ต้องพยายามข่มอารมณ์พยายามนิ่งเฉยไม่ให้หงุดหงิด พยายามคิดว่าตัวเองเป็นก้อนหิน
เฝิ่นลู่จึงทำเสียง เชอะ! แล้วหันมาพูดกับเราว่า นางเองก็ไม่อยากพักห้องเดียวกับเพ่ยซานสักเท่าไหร่นัก เพราะตั้งแต่เฝิ่นลู่รู้จักกับเพ่ยซาน นางก็ไม่เคยเห็นเพ่ยซานพอใจกับอะไรเลยสักอย่าง แต่เฝิ่นลู่สังเกตุเห็นเพ่ยซานชอบแอบมองหลวนเฉินบ่อยๆ บางทีเพ่ยซานอาจจะพอใจในตัวหลวนเฉินก็ได้ ทำให้หลวนเฉินรีบพูดแก้ตัวขึ้นทันที ว่าเขาไม่เคยคิดอะไรกับเพ่ยซานเกินความเป็นเพื่อน
จากนั้นหลวนเฉินจึงชวนจิ่นเกอกลับเรือนที่พัก เพราะฟ้าเริ่มมืดแล้ว ฉันจึงชักชวนเฝิ่นลู่กับฉิงซวงให้ย้ายมาพักห้องเดียวกันกับฉันก็ได้ เพราะยังมีที่ว่างเหลืออยู่อีกสามที่ ซึ่งคนทั้งสองตอบตกลงทันที พร้อมกับเข้าไปเก็บข้าวของเครื่องใช้ย้ายมาพักห้องเดียวกันกับฉันภายในคืนนั้น
และในตอนเช้าเรารู้สึกตื่นเต้นคึกคักกันมาก เพราะวันนี้เป็นวันสอบวิชากระบี่ วิชาอักขระโบราณ และวิชาดนตรี ทุกคนดูตื่นเต้นและมีบางคนดูประหม่า แต่ฉันกลับรู้สึกท้อแท้และพยายามทำใจว่าจะต้องตกวิชาดนตรีแน่ๆ