มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 175 โชคชะตาและคำทำนาย

    บทที่175โชคชะตาและคำทำนาย

     

            “ชีวิตข้าได้ถูกอาจารย์ฉุดดึงขึ้นมาจากห้วงแห่งความมืดอันเดียวดายข้าย่อมไม่มีทางลืมเลือนบุญคุณ เสมอมาข้ากระทำการตอบแทนพระคุณของนางทุกอย่าง มาวันนี้เป็นอีกหนที่ชีวิตข้าถูกผู้อื่นฉุดดึงภายใต้ประตูแห่งปรโลกที่เปิดขึ้นตรงหน้า กลับเป็นฝ่ามือของมันที่เหนี่ยวรั้ง มันใช้ชีวิตฉุดดึงชีวิตข้าข้าจึงมิอาจไม่ทดแทนบุญคุณของมัน อีกอย่างท่านนอกจากจะไม่เคยมอบคุณใดแก่ข้า ท่านยังมอบพิษร้ายกับข้าอย่างไม่รู้ตัวหรือท่านยังมีสิทธิ์กล่าวหาข้าว่าทรยศหรือเนรคุณ!”

             

            เสียงคำรามของมู่ผิงเยว่มาพร้อมเงาร่างที่วูบไหวเป็นเพราะนางลงมือเข้าใส่บุรุษชราหน้าตาคล้ายอสรพิษ ตั้วซุนหงจึงลดระดับพลังแห่งค่ายกลปาฏิหาริย์มิให้กดทับนางจนเกินไปแต่หากจะสลายทั้งหมด สตรีกลางคนนามอี้เหยาผู้นั้นก็อาจจะสลัดหลุดได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่มู่ผิงเยว่จะเคลื่อนตัวเข้าไปจัดการบุรุษชรานางยังคงได้รับผลกระทบจนร่างหนักอึ้งราวกับแบกภูษาเหล็ก แต่เพราะเป็นห่วงในชีวิตของฮุ่ยจวินนางจึงกัดฟันแบกรับพลังกดข่มจนร่างจะแตกสลายมุ่งส่งกรงเล็บเข้าหาบุรุษชราหน้าตาคล้ายอสรพิษอย่างไม่สนชีวิต

             

            หากวันนี้นางจะตาย ก็ขอแลกชีวิตพร้อมกับโลหิตของบิดาอาจารย์ตน!

             

            “ผิงเยว่"

             

            ฮุ่ยจวินพึมพำแผ่วเบาพร้อมมองเงาหลังที่วูบไหวของสตรีตรงหน้าส่วนไป๋เหิ่นซินมองแผ่นหลังของมันแล้วกล่าวเสียงแหบพร่าว่า

             

            “ดูเหมือนนางจะให้ความสำคัญต่อตัวเจ้ามากขนาดลืมความแค้นที่ลึกล้ำกับข้าได้"

             

            มู่ผิงเยว่นางมีโอกาสอันดีที่จะสังหารไป๋เหิ่นซินเพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับบิดาได้แต่นางก็เลือกที่จะสละโอกาสนั้นเพื่อชายหนุ่ม หากไม่ใช่คนตาบอดย่อมมองออกว่านางคิดเช่นไรต่อตัวของฮุ่ยจวิน

             

            แม้ก่อนหน้านั้นนางจะพยายามขัดขวางฮุ่ยจวินแต่เมื่อชายหนุ่มต้องประสบกับความเป็นตาย นางก็ไม่วายที่จะทุ่มสุดชีวิตเพื่อมัน

             

            พลังปาฏิหาริย์แห่งค่ายกลยังคงกดทับร่างของนางผมสีขาวปลิวสยาย โลหิตผุดซึมมุมปาก ร่างสั่นสะท้านแทบไปต่อไม่ไหว มีเพียงกรงเล็บที่ยังแน่วแน่พุ่งฝ่าออกไป

             

            “คิดว่าข้ามีชีวิตจวบจนป่านนี้ได้เพราะอะไร"

             

            บุรุษชราหน้าตาคล้ายอสรพิษแม้ไม่มีพลังฝีมือแต่มันก็ยังคงมีดีที่เรื่องพิษก่อนหน้านั้นมันทำอะไรไม่ได้เพราะระยะของศัตรูอยู่ไกลจนเกินไป แต่พอเป็นรัศมีหนึ่งวารอบกายมันพิษที่กำจายอยู่จึงไม่ใช่ใครก็สามารถจะฝ่ามาได้

             

            “เครื่องมืออย่างพวกเจ้าข้าอยากกำจัดเวลาใดก็ได้!”

             

            ควันพิษพวยพุ่งในรัศมีรอบกายบุรุษชรา มู่ผิงเยว่แม้มีพลังปาฏิหาริย์เหนือกว่าแต่ภายใต้พิษร้ายพร้อมกับค่ายกลที่กดทับ นางก็ยากที่จะต่อต้านและรับไหว ทว่านางตัดสินใจตั้งแต่ลงมือแล้วนางพร้อมแลกชีวิต นางจึงไม่กลัวพิษที่ร้ายกาจตรงหน้า

             

            “นางไม่ใช่เครื่องมือ”

     

            อี้เหยากล่าวเสียงทุ้มต่ำในลำคอ พลังยุทธ์ที่ใช้ต่อต้านค่ายกลปาฏิหาริย์ของตั้วซุนหงอยู่พลันลดยวบพลังแห่งค่ายกลจึงกดร่างของนางจนโลหิตพวยพุ่งออกจากปาก เช่นเดียวกัน พลังแห่งค่ายกลดังกล่าวก็ประทับเข้าใส่บิดาของนางด้วยทำให้การแพร่พิษของมันชะงักขาดห้วงลง เผยช่องโหว่ที่กรงเล็บของมู่ผิงเยว่พุ่งผ่านไปได้โดยไม่สัมผัสถูกพิษ

             

            บุรุษชราหน้าคล้ายอสรพิษเบิกตาโพลงพร้อมหันไปตะโกนกล่าวกับบุตรี

            “เจ้าทำอะไรของเจ้า หรือคิดเนรคุณต่อบิดา"

             

            วาจาพึ่งเปล่งออก กรงเล็บอันคมกริบก็ตัดเฉือนอกขวาของมันปรากฏบาดแผลทางยาวพร้อมโลหิตกระเซ็นซ่าน มู่ผิงเยว่เตรียมใช้มือกอบโลหิตที่ลอยค้างกลางอากาศฮุ่ยจวินก็ซัดขวดหยกขนาดเล็กออกมาให้นางก่อน

             

            “โลหิตนั่นเป็นพิษร้ายมิอาจแตะ"

             

            มู่ผิงเยว่จึงชักมือคว้าเอาขวดหยกที่พุ่งมาเร่งเร้าวจนะยุทธ์บีบอัดโลหิตสายนั้นเป็นเกลียวสว่านหมุนควงลงยังขวดหยกอย่างรวดเร็วก่อนแรงเฮือกสุดท้ายจะหมดลง นางผนึกพลังเสี้ยวสุดท้ายขว้างขวดหยกนั้นออกมายังตำแหน่งของฮุ่ยจวินสายตาของนางมองชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วงเจือความหวัง นางหวังว่าโลหิตที่นางแลกมาด้วยชีวิตขวดนั้นจะยังรักษาชายหนุ่มเอาไว้ได้

             

            โครม!!

             

            พลังยุทธ์ของมู่ผิงเยว่มิอาจต้านทานพลังกดข่มจากค่ายกลได้อีกต่อไปร่างของนางจึงทรุดลงจนแนบชิดผืนปฐพี แผ่นดินรอบกายนางแตกระแหงราวใยแมงมุม โลหิตจากที่ไหลซึมก็ทะลักออกจากลำคอเป็นฟูฝอย

             

            ดีที่ตั้วซุนหงเองก็ทนพิษต่อไปไม่ไหวแล้วบุรุษชราจึงพ่นโลหิตออกมาคำใหญ่แล้วล้มลงทั้งยืน พลังปาฏิหาริย์แห่งค่ายกลกระดานหมากในมือสูญสลายหมากดำและขาวแตกดับ อี้เหยากับบิดาหลุดพ้นจากค่ายกลปาฏิหาริย์ที่ร้ายกาจนี้ได้ในที่สุดแต่พวกมันก็บาดเจ็บสาหัสมาก จึงไม่มีใครเคลื่อนไหวชิงความได้เปรียบนี้ได้อีก

             

            บุรุษชราหน้าคล้ายอสรพิษพยายามคุกเข่าฝืนลุกยืนมือของมันกุมหน้าอกที่มีบาดแผลเป็นทางยาว มันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจ้องมองบุตรีของตนเอง

            “เจ้าทำให้มารดาต้องตายตาไม่หลับ แทนที่จะแก้แค้นให้มารดาได้เจ้ากลับทิ้งโอกาสนั้นไป เจ้าเห็นนังเด็กนี่ เห็นคนนอกดีกว่าครอบครัวอย่างนั้นหรือ!”

             

            อี้เหยายกยิ้มขมขื่น นางมีโอกาสได้แก้แค้นให้มารดาจริงๆหากนางอดทนอีกเพียงนิด อดทนให้พิษกำเริบขึ้นเล่นงานตั้วซุนหง นางก็จะสามารถสังหารมันหรือทรมานมันได้ตามใจชอบแต่หากนางทำเช่นนั้น ศิษย์รักของนางก็จักต้องตาย นางที่ปล่อยให้คนที่รักตายต่อหน้ายังจะแตกต่างจากผู้ที่เป็นบิดาได้อย่างไรก่อนหน้านั้นฮุ่ยจวินทำให้นางได้เห็น บางครั้งโอกาสก็ยังไม่จำเป็นเท่าชีวิตของคนสำคัญเช่นนั้นนางจึงทิ้งโอกาส จึงยินยอมลดทอนพลังให้ค่ายกลปาฏิหาริย์เล่นงาน นั่นก็เพื่อปกป้องมิให้ศิษย์รักถูกพิษจนตกตาย

            อี้เหยากล่าวกับบิดาอย่างเย็นชา

            “ข้าเสียแม่เพราะท่านมาแล้ว ข้าจะไม่ยอมสูญเสียศิษย์เพราะท่านอีก”

             

            กล่าวจบนางก็สาดประกายตามองภาพของตั้วซุนหงที่ดูทุกข์ทรมานและดูอเนจอนาถตรงหน้า

             

            “ข้าทำให้มันตาบอด แลสูญเสียสิ่งสำคัญอย่างการมองเห็นไปนี่ก็เท่ากับให้มันได้ทุกข์ทรมานแล้ว ข้าจะปล่อยให้มันมีชีวิตซึมซับเอาความทรมานอีกซักพัก….ซึ่งต่อจากนั้นเพียงคนตาบอดคนเดียวหรือข้ายังจะจัดการไม่ได้”

             

            กล่าวจบนางก็พยายามฝืนลุกยืน รวบรวมเรี่ยวแรงสุดท้ายโอบอุ้มมู่ผิงเยว่ขึ้นนางมองศิษย์รักราวกับมารดามองดูบุตรี ครั้งหนึ่งนางเคยได้รับความรักจากมารดาเช่นนี้มู่ผิงเยว่เองก็มีอุปนิสัยคล้ายมารดานางไม่ผิดเพี้ยน นางจึงยิ่งให้ความสำคัญต่อมู่ผิงเยว่เป็นพิเศษเมื่อตรวจดูชีพจรเห็นว่ารวยริน นางจึงไม่ชักช้ารีบพามู่ผิงเยว่จากไปไม่รั้งอยู่ ก่อนจากยังหันมามองฮุ่ยจวินแล้วกล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่ง

             

            “ข้ายอมรับว่ามองเจ้าผิดไป”

             

            อี้เหยาพามู่ผิงเยว่จากไปไม่หวนกลับ นางเร่งรีบเพราะต้องการรักษาชีวิตของศิษย์รักปล่อยบิดาล้มลุกคุกคลานอยู่ตรงนั้น ซึ่งบิดาของนางเองก็เห็นท่าไม่ดี ท่ามกลางศัตรูมันก็มิอาจรั้งอยู่ รีบฝืนพาตัวเดินทางหลบจากทุ่งร้างไปอย่างรวดเร็ว ที่ด้านหลังของมันก็มีฉินซูหนี่ว์ที่แอบติดตามไปอยู่ห่างๆ

             

            เหตุการณ์ความเป็นตายสงบลงชั่วพริบตา ฮุ่ยจวินกลับไม่คิดว่าเรื่องจะลงเอยเช่นนี้มันช่วยมู่ผิงเยว่โดยไม่คิดถึงผลตอบแทน ช่วยเพราะต้องการช่วยเท่านั้น แต่ความมีคุณธรรมและความดีของมันกลับส่งเสริมคำว่า ‘ทำดีได้ดี’ ได้อย่างรวดเร็วทันตาเห็น

             

            ฮุ่ยจวินได้โลหิตมาแล้ว นี่นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มันตามหากฎเกณฑ์และหลักการบางส่วนก็ได้รับคำชี้แนะจากเทพดาเร้นกาย เช่นนั้นมันจึงไม่ชักช้าฝืนร่างกายที่สาหัสเพราะถูกพิษ เร่งทำการผสมยาแก้พิษจากโลหิตขึ้นมาทันใด สมุนไพรและตัวยาต่างๆมันเตรียมไว้นานแล้ว พอได้องค์ประกอบสุดท้ายที่ขาดไปมาอยู่ในมือ การปรุงยาจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับมันบนกายก็มีขวดหยกขนาดพกพาสำหรับหลอมปรุงยา นอกจากเข็มเงินมันก็พกขวดหยกนี้เสมอ อาจเป็นเพราะขวดหยกนี้ทนความร้อนรักษาอุณหภูมิก็ได้อย่างดียิ่ง จึงเป็นสิ่งที่ให้มันได้ใช้แทนหม้อปรุงยาในหลายๆ สถานการณ์ที่ผ่านพ้น

             

            “เจ้ายังไหวหรือไม่"

             

            ไป๋เหิ่นซินมองดูร่างที่สั่นเทาของชายหนุ่มซึ่งกำลังฝืนปรุงส่วนผสมของตัวยาและสมุนไพรเข้าใส่โลหิตในขวดหยกพร้อมเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล ฮุ่ยจวินกัดฟันประคองสติและฝืนกล่าววาจา

             

            “หากช้ากว่านี้ย่อมไม่ไหว ข้าช้าไม่ได้แม้แต่เสี้ยวเดียว"

             

            ก่อนที่พิษจะกำเริบ มันต้องสร้างยาถอนพิษให้สำเร็จเพราะหากมันจบสิ้น ไป๋เหิ่นซิน เทพดาเร้นกาย และประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็จะจบสิ้นด้วย!

            .

            .

            .

             

             

            แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์

             

            ร่างที่โซซัดโซเซของคนสามผู้ถลาล้มลงที่เบื้องหน้าแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์คนสามผู้ไร้เรี่ยวแรงจะไปต่อ ไร้กำลังจะลุกไหว ร่างกายของพวกมันเต็มไปด้วยร่องรอยและอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้ความเป็นตายเพียงห่างแค่เอื้อมมือ แววตาดูผิดหวังเลื่อนลอยเป็นอย่างมาก

             

            เห็นคนบาดเจ็บ เหล่าคนที่มากด้วยคุณธรรมอย่างแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางที่จะไม่ช่วยหากเป็นยามปกติพวกมันต้องรีบออกมารับหน้าดูอาการของคนทั้งสามแล้ว ทว่าคำเตือนที่เปรียบดั่งประกาศิตสั่งการของเทพดาเร้นกายยังดังก้องอยู่ในหัวคำทำนายที่เด็ดขาดยังดังก้อง

             

            ‘ห้ามรับคนนอก ห้ามออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์’

             

            นี่คือสิ่งที่พวกมันต้องยึดถืออย่างเคร่งครัดจึงไม่มีตัวตนใดในแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์โผล่ออกมาดูคนเจ็บ ประตูบานใหญ่ไม่มีทีท่าว่าจะแง้มออกจวบจนกระทั่งความบังเอิญได้เกิดขึ้น

             

            ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้เดินทอดน่องขึ้นบนเชิงกำแพงชมทิวทัศน์อันขาวโพลนพอดีทิศทางที่นางอยู่ก็เป็นทิศทางเดียวกับคนสามผู้ที่บาดเจ็บย่างกรายผ่าน และที่สำคัญกว่านั้นนางยังได้เห็นใบหน้าของหนึ่งในผู้ที่บาดเจ็บอย่างชัดตา

             

            ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์จึงอดที่จะอุทานออกมามิได้

            “ท่านพี่!”

             

            ในอดีตภูมิหลังของประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์นางเคยดำรงอยู่ในตระกูลใหญ่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่แคว้นหลุนยังถูกเรียกว่าเขตเหนือสุดมีพี่สาวต่างมารดาอยู่หนึ่งคน พี่สาวนางแม้คนละแม่แต่ดีต่อนางเป็นอย่างมาก นางจึงรักพี่สาวคนนี้เพียงแต่โชคชะตานำพาให้พวกนางต้องแยกทางตั้งแต่ยังเล็ก พี่สาวนางได้เหยียบย่างบนเส้นทางแห่งผู้ฝึกญาณมีพรสวรรค์ด้านการฝึกญาณตั้งแต่เด็ก แต่เพราะมีพรสวรรค์ด้านนี้ ชีวิตพี่สาวนางจึงอยู่ไม่สุขต้องถูกไล่ล่า กวาดล้าง และต้องถูกทอดทิ้งจากครอบครัวทั้งที่อายุยังไม่ทันจะสิบสามขวบ

             

            พี่สาวนางถูกทอดทิ้งตั้งแต่ยังเด็ก นางมิอาจช่วยหรือยืนหยัดเคียงข้างพี่สาวได้นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้นางเสียใจมาถึงตอนนี้

             

            ทว่าวันนี้ฟ้าเสมือนให้โอกาสและคล้ายจะทดสอบนางกลายๆภายใต้สถานการณ์แห่งคำทำนาย นางกลับบังเอิญได้พบพานผู้เป็นพี่สาวที่กำลังบาดเจ็บสาหัสอยู่นอกกำแพงเบื้องล่างอีกหน!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน