เสียงเครื่องปรับอากาศยังคงดังแ่เบาอยู่มุมห้องเป็เสียงเดิมที่ดังมาั้แ่หัวค่ำแต่คืนนี้...กานต์แก้วกลับรู้สึกว่ามันชัดเจนกว่าทุกคืน อาจเพราะภายในหัวใจของเธอเงียบเหลือเกินเงียบ...จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้ เสียงแมลงกลางคืน เสียงนกฮูกกลางคืนที่ร้องอยู่ไกลออกไปจากตัวบ้านพักหรือแม้แต่เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของต้นไม้ที่กำลังหลับสนิทอยู่ข้างกาย เสียงน้ำจากลำธารเล็กๆ ที่ไหลอยู่ไกลออกไป
หลังบทสนทนาบนสะพานสีขาวหลังคำตอบเื่ดวงดาวและพระจันทร์หลังคำสั้น ๆ เพียงคำเดียว คำว่า "รักสิ" ที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่ต่างจากบทเพลงที่เปิดซ้ำไม่รู้จบคำที่ไม่ได้เอ่ยอย่างหวือหวา แต่กลับเบาพอจะตกลงตรงกลางหัวใจ และไม่ยอมจางหายไปไหนเลย
ต้นไม้หลับไปแล้วไวน์แดงและความเหนื่อยล้าจากการเดินทางพาเขาเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็วมือใหญ่ยังวางอยู่บนเอวของเธอย่างแ่เบา เหมือนกลัวว่าเธอจะหายไปไม่ได้กอดแน่น ไม่ได้ยึดไว้เพียงวางอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังบอกเงียบๆ ว่า
"พี่ยังอยู่นะ"
กานต์แก้วค่อย ๆหันไปมองใบหน้าของเขาแสงจันทร์ลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ มาตกบนมุมแก้ม เธอเพิ่งสังเกตว่า...ปลายผมของผู้ชายคนนี้มีเส้นสีขาวอยู่หลายเส้นแล้ว ใต้ดวงตาคม ๆ มีร่องรอยของความเหนื่อยล้า มีรอยเวลาที่เธอไม่เคยมองเห็นเธอยื่นมือออกไปช้า ๆ อยากเกลี่ยผมให้ อยากแตะแก้มเขาแต่สุดท้ายกลับเพียงกำมือของตัวเองไว้เบา ๆ เพราะกลัวเขาจะตื่น และกลัวยิ่งกว่า...คือกลัวหัวใจตัวเอง
เธอลุกจากเตียงเดินไปยืนที่หน้าต่างบานใหญ่เขาใหญ่ในคืนนี้เงียบงามราวภาพวาด พระจันทร์ครึ่งดวงลอยเด่นอยู่เหนือแนวูเา มันไม่ได้เต็มดวงแต่มันก็ยังส่องแสงทั้งที่ยังมีเงาปกคลุมอยู่ครึ่งหนึ่ง กานต์แก้วยิ้มบาง ๆ ก่อนน้ำตาจะค่อย ๆไหลลงมาอย่างเงียบที่สุดโดยไม่มีเสียงสะอื้นแม้แต่น้อย
เธอเพิ่งค้นพบว่า...บางครั้ง ความเหงาก็ไม่ได้เกิดจากการไม่มีใครแต่เกิดจากการรู้ดีว่าวันหนึ่งเราจะต้องไม่มีเขา ทั้งที่เขายังนอนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวลมหนาวพัดเข้ามาแตะปลายผม จนเธอต้องกอดอกเบา ๆ เธอมองพระจันทร์ แล้วนึกถึงวันข้างหน้าอีกหลายปีข้างหน้าเมื่อเขาแก่กว่านี้เมื่อผมหงอกมากกว่านี้ เมื่อเธอเติบโตขึ้นเมื่อชีวิตพาทั้งสองคนไปอยู่คนละที่แล้วคืนนั้น...เขาจะยังเงยหน้ามองพระจันทร์อยู่ไหม เขาจะยังจำเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบดื่มคาปูชิโน่เย็นได้หรือเปล่าเขาจะยังจำรอยยิ้ม จำเสียงหัวเราะ จำแก้มกลม ๆ ที่ชอบโดนเขาแกล้งบีบ จำทุกเื่เล็กน้อยพวกนี้ได้ไหมเพียงคิดเท่านั้นน้ำตาก็ไหลลงมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้เธอร้องไห้มากกว่า กลับไม่ใช่อนาคตหากเป็ความจริงที่ว่าผู้ชายคนนี้ไม่เคยหลอกเธอเลย ไม่เคยสัญญาไม่เคยสร้างความหวังลมๆ แล้ง ๆ ไม่เคยบอกว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป เขามอบเพียงความจริง และดูแลเธออย่างดีที่สุดราวกับกำลังใช้ทุกวินาทีที่มีสร้างความทรงจำที่งดงามที่สุดไว้ให้
ข้างนอกเงียบเหลือเกินเงียบจนได้ยินเสียงน้ำไหลจากลำธารเล็ก ๆ ใต้เนินเขา กานต์แก้วมองพระจันทร์ครึ่งดวงนั้นนาน มันสวยงามแม้จะไม่เต็มดวงมันส่องแสงได้แม้จะมีเงาปิดบังครึ่งหนึ่งเธอคิดว่าชีวิตของเธอในตอนนี้ก็คงคล้ายกัน ไม่สมบูรณ์ทุกอย่างไม่ได้ทุกสิ่งที่้าแต่ก็ยังสวยงามยังมีแสงและยังส่องต่อไปได้
กานต์แก้วยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้ามองพระจันทร์อีกครั้งก่อนพึมพำเบา ๆ
"ถ้าสักวันหนึ่ง...กานต์ต้องหายไปจากชีวิตพี่จริงๆ กานต์ก็หวังเหลือเกินว่าเวลาพี่คิดถึงกานต์ หัวใจของพี่จะอบอุ่นไม่ใช่เ็ป"
ลมหนาวพัดผ่านปลายผมเธอหลับตาลงช้า ๆ แล้วในวินาทีนั้นเองเธอจึงเข้าใจความหมายของคำว่า 'เหงาในเงาจันทร์'มันไม่ใช่ความเหงาของคนที่ไม่มีความรัก แต่มันคือความเหงาของคนที่รักเต็มหัวใจและรู้ั้แ่ต้นแล้วว่าวันหนึ่ง...ความรักนั้นจะกลายเป็เพียงความทรงจำข้างหลังเธอ
ต้นไม้ยังคงหลับสนิทข้างหน้าเธอพระจันทร์ยังคงส่องแสงเหมือนเดิมส่วนตัวเธอกำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความสุขกับการฝึกหัวใจให้เรียนรู้การปล่อยมือทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาต้องจากกันและบางที...ความคิดถึงที่ลึกที่สุดอาจเริ่มต้นขึ้นั้แ่วันที่เรายังอยู่เคียงข้างกัน
ทันใดนั้นเธอก็ยิ้มเป็รอยยิ้มบางเบา ที่คล้ายจะมีน้ำตาซ่อนอยู่ข้างในฉันอาจกำลังรักผู้ชายที่ดีที่สุดคนหนึ่งในชีวิตเธอคิดไม่ใช่เพราะเขาสมบูรณ์แบบไม่ใช่เพราะเขาเลือกฉัน แต่เพราะเขาทำให้ฉันรู้ว่าความรักที่ดีเป็อย่างไร เขาทำให้ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งรู้สึกมีค่า รู้สึกได้รับการดูแล รู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีใครบางคนรอฟังเื่ราวในแต่ละวันของเรา
และบางที...นั่นอาจเพียงพอแล้ว กานต์แก้วยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าต่างปล่อยให้ลมหนาวพัดผ่านหัวใจก่อนจะยอมรับความจริงที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นทุกวัน
“บางคนเข้ามาในชีวิตไม่ได้เพื่อเป็เ้าของแต่เข้ามาเพื่อสอนให้เรารู้จักความรัก แล้ววันหนึ่งเมื่อถึงเวลาเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะรักเขาโดยไม่เรียกร้องให้เขาเป็ของเรา”