เล่มที่2 บทที่ 47 ยังขาดอีกมาก
คำว่าอาจารย์จากปากของลู่เซี่ยวอวี๋ทำให้เจียงอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อยเข้าใจ ในระหว่างที่เขาหลับไปนั้นผู้อาวุโสซาจิ่งซานจะต้องมาที่นี่แล้ว ทั้งยังทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเขาขอเพียงเขาพาลู่เซี่ยวอวี๋กลับมาได้ก็จะรับนางเป็นศิษย์
หรือก็คือบัดนี้ลู่เซี่ยวอวี๋ได้กลายเป็นศิษย์ของซาจิ่งซานแล้วกลายเป็นศิษย์สายในอย่างแท้จริง
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆในตอนที่เจียงอวิ๋นเพิ่งหลับไปได้ไม่นาน ซาซิ่งซานก็ตามมายังยอดเขาซ่อนทันที หลังจากช่วยให้ลู่เซี่ยวอวี๋ได้สติแล้วก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางฟังอย่างไม่ปิดบัง
จินตนาการออกได้ว่าเมื่อลู่เซี่ยวอวี๋ได้รู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วนางย่อมต้องรู้สึกซาบซึ้งเจียงอวิ๋นเต็มหัวใจจึงไม่ได้รีบกลับไปที่ยอดเขาร้อยสิงสาทันที ดึงดันจะเฝ้าอยู่ที่นี่จนกว่าเจียงอวิ๋นจะตื่น
ซาจิ่งซานย่อมไม่คัดค้านเพราะเขาเองก็รู้สึกชื่นชมเจียงอวิ๋นอย่างมากเช่นกันเขาคาดไม่ถึงเลยว่าเจียงอวิ๋นจะพาตัวลู่เซี่ยวอวี๋กลับมาได้อย่างปลอดภัยจริงๆ
หากมิใช่เพราะเจียงอวิ๋นมีคุณสมบัติธรรมดาเกินไปเขาก็คงรับเจียงอวิ๋นเป็นศิษย์ไปด้วยแล้ว
ลู่เซี่ยวอวี๋กล่าวเสียงสะอื้น“พี่อวิ๋น ขอบคุณ!”
เจียงอวิ๋นแย้มยิ้มอย่างอดไม่ได้“เด็กโง่ กับพี่ชายตัวเองยังต้องพูดจาเกรงใจเช่นนี้อีกหรือ?”
ส่วนเรื่องที่ลู่เซี่ยวอวี๋ข้ามเส้นสีแดงเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามไปโผล่อยู่ในถ้ำต้นไม้แห่งนั้นได้อย่างไร เจียงอวิ๋นได้เอ่ยถามนางอย่างละเอียดแล้วทว่าลู่เซี่ยวอวี๋เองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันกระทั่งเหตุการณ์ที่นางพบเจอหลังจากเข้าไปในป่ากักสิงสา นางก็นึกไม่ออกเลยเช่นกันราวกับว่านอนหลับฝันไปหนึ่งตื่นเท่านั้น
เจียงอวิ๋นประหลาดใจอยู่ไม่น้อยแต่ในเมื่อลู่เซี่ยวอวี๋กลับมาได้อย่างปลอดภัย เขาจึงไม่คิดจะเค้นถามอะไรมากไปกว่านี้อีกเพียงยิ้มกล่าว “เอาละ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้ารีบกลับไปที่ยอดเขาร้อยสิงสาเถอะ!”
“ข้าไม่ไปพวกศิษย์พี่ตงฟางยังไม่กลับมาเลย ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนพี่อวิ๋นที่นี่ไปก่อนแล้วกัน”
“ไม่ต้องแล้วเด็กโง่ เรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าตอนนี้คือการรีบยกระดับการบำเพ็ญของตนให้เร็วที่สุดนะ หากไม่มีเรื่องอันใดละก็ทางที่ดีเจ้าอย่าออกจากยอดเขาร้อยสิงสาพร่ำเพรื่อล่ะ”
ลู่เซี่ยวอวี๋ยอมเชื่อฟังคำพูดของเจียงอวิ๋นเพราะหลังจากผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้มาได้ ลู่เซี่ยอวี๋ก็ตระหนักได้ว่าหากมิใช่เพราะตนอ่อนแอเกินไปและมีความสามารถมากพอที่จะป้องกันตัวได้เช่นนั้นเรื่องทั้งหมดนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นนางจึงไม่ดื้อรั้นอีกต่อไปลงจากยอดเขาซ่อนไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ก่อนจากลู่เซี่ยวอวี๋ได้นำขวดหยกออกมาหนึ่งขวด ข้างในนั้นมีโอสถจำนวนหนึ่งบรรจุไว้เป็นของที่ซาจิ่งซานมอบให้เจียงอวิ๋นโดยเฉพาะ
ซึ่งเจียงอวิ๋นก็มิได้บ่ายเบี่ยงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะมีข้อครหาต่อซาจิ่งซานอยู่บ้างแต่ในเมื่อบัดนี้เขารับลู่เซี่ยวอวี๋เป็นศิษย์จริงๆ แล้วข้อครหาเล็กน้อยเพียงนี้ก็หายไปกับสายลมด้วยเช่นกัน
เขายืนอยู่บนยอดเขาซ่อน มองส่งลู่เซี่ยวอวี๋จนจากไปไกล จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงอวิ๋นก็หายตามไปด้วยดวงตาสองข้างระเบิดประกายเย็นเยียบ ค่อยๆ หันกลับไปมองทางยอดเขาหลักของแสวงมรรคห้ายอดยอดเขาวิถีกระบี่!
แม้ครั้งนี้ลู่เซี่ยวอวี๋จะรอดชีวิตมาได้ทั้งยังโชคดีในคราวเคราะห์อีกด้วย ทว่าเจียงอวิ๋นรู้ดี เรื่องนี้ ยังไม่จบ!
ไม่ว่าจะเป็นฟางยั่วหลินหรือฟางอวี่เซวียนพวกมันไม่ยอมปล่อยเขาไปเด็ดขาด!
โดยเฉพาะฟางอวี่เซวียนด้วยนิสัยอันหยิ่งผยองของมันแต่กลับถูกศิษย์จิปาถะอย่างเขาใช้เงาคนเลือนรางนั่นซัดกระเด็นในท้ายที่สุดสำหรับมันแล้ว เป็นความอับอายขายหน้าอย่างใหญ่หลวงมีแต่ต้องสังหารเขาเท่านั้นถึงจะล้างอายครั้งนี้ได้
ทว่าด้วยความแข็งแกร่งของเขาตอนนี้ยังห่างชั้นจากฟางอวี่เซวียนมากเกินไป หากฟางอวี่เซวียนต้องการมาหาเรื่องเขาจริงๆละก็ เขาไม่มีวิธีรับมือได้เลยอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งกว่านั้นต่อให้พวกมันคิดจะปล่อยเขาไป แต่เขากลับไม่คิดจะปล่อยพวกมัน!
เป็นอย่างที่ปู่เคยกล่าวไว้โลกนี้ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ความเมตตาต่อศัตรู คือความโหดร้ายต่อตนเอง!
แทนที่จะรอให้ศัตรูมาหาเรื่องถึงที่ไม่สู้หาทางกำจัดศัตรูทิ้งก่อนยังจะดีเสียกว่า
เจียงอวิ๋นออกแรงกำหมัดแน่นจากนั้นจึงค่อยๆ ดึงสายตากลับและในตอนที่สายตาเขามองไปทางน้ำตกและเรือนเล็กที่อยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขาประกายเย็นเยียบในดวงตาก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลแทน
“ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่หญิงสองจนบัดนี้ก็ยังไม่กลับ คงมิใช่ว่าเกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้นกับพวกเขาหรอกนะ!”
“แต่ถึงจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพวกเขาข้าเองก็ช่วยอะไรไม่ได้เลยอยู่ดี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ล้วนเป็นเพราะข้ายังแข็งแกร่งไม่พอยังไม่พออย่างมหันต์!”
“ข้าจะเลียนแบบศิษย์พี่หญิงสองจะเก็บตัวสักพัก ปรับสภาพร่างกายของตัวเองให้ดีก่อนจากนั้นจึงค่อยหาทางยกระดับการบำเพ็ญให้เร็วที่สุด!”
เจียงอวิ๋นหันหลังเดินอาดๆไปทางเรือนเล็กของตน ปิดประตูลง เริ่มการเก็บตัว
.......
ตอนที่เจียงอวิ๋นเก็บตัวนั้นในนิกายแสวงมรรคมีข่าวอันน่าตะลึงถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง
ซึ่งผู้ที่นำข่าวนี้กลับมาเป็นศิษย์สายในคนหนึ่ง
ศิษย์สายในคนนี้ได้รับภารกิจจากนิกายให้ออกไปค้นหาสมุนไพรชนิดหนึ่งในพื้นที่นอกระยะร้อยลี้ภายในป่ากักสิงสาหรือก็คือพื้นที่ที่ลูกศิษย์ทั้งหมดมองว่าเป็นพื้นที่ต้องห้ามผืนนั้นซึ่งเขาได้พบกับภาพเหตุการณ์อันน่าตะลึง
มีศพของสัตว์ร้ายเกือบสามสิบตัวนอนกระจัดกระจายอยู่แถวริมหนองน้ำแห่งหนึ่งอีกทั้งซากศพเหล่านั้นยังถูกแหวกอกเปิดท้องทั้งหมดด้วย เป็นภาพที่น่าสยดสยองอย่างยิ่ง
ลูกศิษย์สายในคนนี้จึงถูกภาพอันโหดร้ายป่าเถื่อนดังกล่าวทำให้ตื่นตกใจไปทันทีเพราะสัตว์ร้ายที่ตายไปทั้งหมดล้วนเป็นสัตว์ร้ายขั้นเจ็ดขึ้นไป ทั้งยังมีหลายตัวในนั้นที่เป็นขั้นแปดและขั้นเก้าด้วย
ด้วยความตื่นตระหนกตกใจศิษย์สายในคนนี้จึงรีบกลับนิกายทันที พร้อมกระจายข่าวอันน่าตกใจนี้ออกไปด้วย
จินตนาการออกได้ไม่ยากว่าข่าวนี้จะสร้างความสั่นสะเทือนอย่างหนักหน่วงเพียงใดให้กับนิกายแสวงมรรค แน่นอนว่าสิ่งที่ฝูงชนอยากรู้มากที่สุดคือเรื่องนี้เป็นฝีมือของผู้ใด
มีคนคาดเดาว่าเป็นศิษย์สายในที่รวมตัวกันเข้าไปฝึกฝนภายในป่ากักสิงสาก่อนหน้านี้หรือไม่ถึงได้สังหารสัตว์ร้ายไปมากมายเพียงนี้ ทว่าเพียงไม่นานก็มีคนปฏิเสธเพราะช่วงที่ผ่านมาไม่มีลูกศิษย์สายในรวมกลุ่มกันฝึกฝนเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งจากคำบอกเล่าของศิษย์สายในคนนั้นแล้วตอนที่เขาตรวจสอบรอยแผลของศพสัตว์ร้ายทั้งหลายนั่นก็พบว่าเหมือนจะเป็นฝีมือของคนคนเดียว!
คราวนี้ฝูงชนจึงเปลี่ยนไปคาดเดาว่าเป็นเหล่าผู้อาวุโสหรือประมุขยอดเขาสักคนหนึ่งแทนแต่เพียงไม่นานข้อสันนิษฐานนี้ก็ถูกข่าวลือหนึ่งที่ล่ำลือกันในนิกายแสวงมรรคอย่างลับๆหักล้าง
ว่ากันว่าในนิกายแสวงมรรคมีกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ข้อหนึ่งนั่นคือนักพรตระดับถ้ำสวรรค์อย่างพวกผู้อาวุโสหรือประมุขยอดเขาห้ามเข้าสู่ป่ากักสิงสา แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดแต่ก็หมายความว่าสัตว์ร้ายพวกนั้นย่อมไม่ใช่ฝีมือของเหล่าผู้อาวุโสอยู่แล้ว
แน่นอนว่ามีคนสงสัยไปที่เจียงอวิ๋นด้วยเช่นกันแต่ว่าความเป็นไปได้ข้อนี้ก็ถูกปฏิเสธทันที ส่วนสาเหตุนั้นฝูงชนล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ
สุดท้ายในที่สุดก็มีคนที่เหมาะสมที่ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ปรากฏขึ้น ฟางอวี่เซวียน!
สาเหตุแรกคือมีเพียงศิษย์สายในอันดับหนึ่งอย่างฟางอวี่เซวียนเท่านั้นจึงจะแข็งแกร่งพอจะทำเช่นนั้นได้ส่วนสาเหตุต่อมาก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นว่าหลังจากที่ฟางอวี่เซวียนหายตัวไปอย่างกะทันหันในการประลองเล็กเขาก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ป่ากักสิงสา จากนั้นก็บันดาลโทสะสังหารสัตว์ร้ายไปมากมายขนาดนั้น!
……
เจียงอวิ๋นไม่รับรู้ถึงข่าวลือที่กำลังเป็นที่พูดถึงในนิกายอยู่เลยแม้แต่น้อยหลังจากสงบใจปรับสภาพร่างกายได้สามวันแล้วในที่สุดเขาก็ฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมามีสภาพดีที่สุดได้อีกครั้งอาการบาดเจ็บเองก็ถูกรักษาจนหายดีสมบูรณ์
ตัวเขาในตอนนี้กำลังมองดูโอสถสิบสามเม็ดตรงหน้าอย่างเหม่อลอย!
โอสถเหล่านี้ล้วนเป็นของที่ซาจิ่งซานมอบให้รวมๆ ทั้งหมดสิบแปดเม็ด เจียงอวิ๋นใช้ไปห้าเม็ด ของที่เหลือล้วนอยู่ที่นี่ทั้งหมด
กับการแข็งแกร่งขึ้นนั้นนอกจากการบำเพ็ญตามปกติแล้วเจียงอวิ๋นยังมีอีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นทางลัดที่ผู้อื่นไม่มี ก้อนหินสีดำ
ทว่าก่อนหน้านั้นเขาต้องทำความเข้าใจในวิธีการใช้และความสามารถของก้อนหินสีดำให้ได้
เดิมทีเขาไม่มีวัตถุที่มีเจตมรรคแฝงซ่อนอยู่ให้ทดลองทว่าตอนนี้เขาได้โอสถเหล่านี้มา อย่างน้อยก็พอให้เขาใช้ทดลองได้หลายครั้ง
ส่วนโอสถเหล่านี้บอกตามตรงว่า แม้จะเป็นสิ่งที่นักพรตระดับถ้ำสวรรค์อย่างซาจิ่งซานเป็นคนมอบให้แต่เมื่อเจียงอวิ๋นตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว เขาก็ไม่เห็นมันในสายตาเลยจริงๆดังนั้นถึงจะสูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์เขาก็ไม่เสียดาย
เขานำแผ่นหลัวผานออกมาเริ่มใช้ตรวจสอบโอสถเหล่านี้
เพียงไม่นานเขาก็ได้คำตอบเป็นคำตอบที่ไม่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่งเพราะว่ามีโอสถเพียงสองเม็ดเท่านั้นที่มีเจตมรรคแฝงอยู่
“ไฉนเจตมรรคที่แฝงอยู่โอสถพวกนี้จึงมีน้อยเพียงนี้การจะเปลี่ยนก้อนหินสีดำให้กลายเป็นน้ำ ต้องใช้เจตมรรคอย่างน้อยสามสายยังขาดอีกหนึ่ง”
เจียงอวิ๋นขมวดคิ้วแน่นหากย้อมแพ้เท่านี้เขาก็คงจะรู้สึกเจ็บใจเล็กน้อยแต่จะไปขอโอสถจากซาจิ่งซานเพิ่มอีกก็ไม่ได้เช่นนั้นเจตมรรคที่ขาดไปอีกหนึ่งสายควรไปหาจากไหนดี?
หลังจากใคร่ครวญครู่หนึ่งเจียงอวิ๋นก็ตาเป็นประกายอย่างกะทันหัน สะบัดมือออกตรงหน้าเขาพลันมีลูกแก้วขนาดเท่าลำไยปรากฏขึ้นสิบสามลูก โซ่วตัน!