มันคงเป็นเรื่องปกติที่เห็นทรายลงมาจากชั้นบนไปแล้ว พี่น้ำพี่เมย์ชินตากับภาพดังกล่าว และไม่จำเป็นต้องถามบาสก็พอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนเรื่องเพลิงพวกเธอไม่ได้ยกขึ้นมาพูดอีก จะอย่างไรซะบาสก็เป็นน้องพวกเธอ จะด่าว่าก็ยังไงอยู่
บาสไม่ได้คิดที่จะอธิบายด้วยเช่นกัน ส่วนเรื่องของเพลิงนั้นเขาไม่ค่อยได้เจอกับมันเท่าไหร่ อย่างว่าสังคมเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยน ทำให้คนที่รู้จักในวัยเด็กค่อยๆเปลี่ยนไป กลายเป็นใครอีกคนที่เราไม่รู้จัก
แต่ยังมีคนที่เหมือนเดิม อี๊ด...หมอนี่ยังอ้วนท้วมสมบูรณ์ สูงใหญ่เหมือนกับรถถัง วันนี้บาสว่างๆจึงมาเที่ยวกับอี๊ด มันพาเพื่อนที่เรียนสาขาเดียวกันมาด้วยสองคน คนหนึ่งใส่แว่นตัวดำปี๋ อีกคนตัวผอมกระหร่องอย่างกับขาดสารอาหารนานๆเจอเพื่อนสมัยเด็กก็ดีเหมือนกัน รู้สึกเหมือนว่าวันคืนเก่าๆกลับคืนมา
“เป็นไงบ้างวะบาส ช่วงนี้ไม่ค่อยเจอเลย” อี๊ดเริ่มการสนทนา ตอนนี้พวกเขานั่งอยู่ในร้านชาบูหัวละ 199 บาท เป็นร้านที่เพิ่งมาเปิดใหม่จัดโปรโมชั่นพิเศษ เพราะงั้นอี๊ดจึงชวนมาร้านนี้ ถ้าหากเเพงกว่านี้ละก็มันไม่มาเด็ดขาด
“ก็เรื่อยๆอะ แล้วมึงล่ะ เห็นว่าเรียนช่างนึกว่าจะหนัก ที่ไหนได้ น่าจะสบายด้วยซ้ำ”“ทำไมคิดงั้นวะ?”“ก็ดูรูปร่างมึงดิ เกือบทำกูจำไม่ได้”
อี๊ดมองดูหุ่นตัวเองก่อนจะหัวเราะเแห้งๆ เอามือตบอกแล้วคีบหมูเข้าปาก เคี้ยวงับๆแล้วพูดว่า“เรียนหนักแม่งก็ต้องแดกเยอะปะวะ อีกอย่างใครจะเหมือนมึง ได้ข่าวว่ามึง..กลับไปคบกับพี่ทรายเหรอ?”
บาสถึงกับชะงักค้าง ก่อนจะหันไปมองอี๊ดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ที่เขาจำได้ไม่เคยบอกใครเลยว่าคบพี่ทราย แต่ทำไมอี๊ดถึงรู้ล่ะ? มันไม่น่าเป็นไปได้ ใครกันที่บอกมัน
อี๊ดดูจะรู้ว่าตัวเองพูดไม่เข้าหูแล้วจึงกระแอมกลบเกลื่อน“ไม่ต้องมองกูแบบนั้นก็ได้ ถึงแม้ว่ามึงจะคบกับพี่ทรายยังไงมึงก็เพื่อนกูเหมือนเดิม เรื่องมึงกับไอ้เพลิงกูไม่ขอเข้าไปยุ่ง”
“กูไม่ได้สนเรื่องไอ้เพลิง แต่ที่กูสนคือเรื่องที่ใครเล่าให้มึงฟังมากกว่า”
อี๊ดใจหายตกไปอยู่ตาตุ่มแล้ว ตอนนี้อยากตบปากตัวเองเหลือเกินที่พูดอะไรไม่คิด มองหาตัวช่วยเหลือ หวังให้เปลี่ยนสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่เพื่อนของมันสองคนกลับกลอกตา แล้วจึงซดน้ำซุปโดยไม่สนใจอี๊ดแม้แต่น้อย
“ว่ายังไง ใครบอกมึง ถ้าหากมึงบอกกูล่ะก็ มือนี้กูเลี้ยงเอง”
อี๊ดเป็นคนปากแข็งและปากเปราะในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะของกินที่ไม่ต้องเสียเงินเอง นั่นเป็นอะไรที่มันชอบมากเลยละ มีเหรอที่คนปากกว้างอย่างมันจะทนการยั่วยวนนี้ไหวเพื่อนของอี๊ดเลิกกินเอาซะดื้อๆ ก่อนจะพูดในทำนองเดียวกันว่า
“ไอ้อี๊ด พูดเถอะน่า หรือว่ามึงอยากให้กูจ่ายค่าอาหารเอง?”“ไอ้อี๊ด คนเป็นเพื่อนกันไม่ควรปิดบังกันนะเว้ย อีกอย่างหนึ่งมึงไม่ชอบเหรอ ของฟรีอ่ะ”“ว่ายังไงล่ะอี๊ด แม้แต่เพื่อนที่นอนหอเดียวกับมึงยังเห็นด้วย มึงจะกังวลอะไรวะ ก็แค่พูดมา...!”
เมื่อถูกกดดันจากสามทางไหนเลยอี๊ดจะทนไหว มันกัดปากน้อยๆก่อนจะพูดว่า
“กูรู้มาจากพี่ดาว!”
“พี่ดาวเหรอ?...ทำไมเธอถึงบอกล่ะ มึงสนิทกันเหรอ” บาสมีสีหน้าครุ่นคิด พี่ดาวคือพนักงานในร้านของเขา อยู่กันมาก็หลายปีตั้งแต่เปิดร้านแรกๆ จนตอนนี้เธอเป็นหัวหน้าคนอื่น คอยคุมสั่งงานเด็กเข้ามาใหม่
พี่ดาวแม้จะมีลูกแล้วหนึ่งคน แต่เธอยังเป็นสาวสะพรั่ง มีหนุ่มๆมาจีบตรึม และนั่นคงเป็นอีกเหตุผลที่หนุ่มแก่มักมาที่ร้าน หมายจะเคี้ยวหญ้าอ่อนๆ แต่ไอ้อี๊ดชายที่อยู่ตรงหน้านี้ หากพูดกันตามตรงแล้วไม่หล่อเลย แล้วทำไมถึงไปสนิทกับพี่ดาวได้? มันออกจะแปลกๆจนบาสรู้สึกสงสัย
เพื่อนของอี๊ดไม่รู้ว่าพี่ดาวคือใคร พวกมันทำแค่เหงี่ยหูฟังเท่านั้น
“ใช่...พี่ดาวเป็นคนบอกกูเอง”
“จริงดิ?” บาสมองอี๊ดที่นั่งเคี้ยวหมูงับๆ ก่อนจะแย้มมุมปาก ถึงแม้หมอนี่จะพูดออกมาแล้วแต่ยังไม่พูดออกมาทั้งหมด แต่บาสก็พอเดาได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกมัน จึงอยากแกล้งสักหน่อย
“พนักงานที่ชอบนินทาเจ้านายลับหลัง มึงว่ากูควรทำยังไงดีวะอี๊ด”
อี๊ดที่เหมือนยกภูเขาหนักๆออกไปจากอกได้แทบกระอักเลือดออกมา มองบาสด้วยสายตาเอาเรื่อง นี่จะเล่นกันแบบนี้ใช่มั้ย?
“แล้วมึงคิดว่าไง”“แน่นอนว่าไล่ออก คงไม่มีใครหรอกที่ชอบพนักงานแบบนี้ เป็นมึงๆคงทำเหมือนกู ใช่มั้ยวะอี๊ด”“อย่านะเว้ย ห้ามให้พี่ดาวออกเด็ดขาด!”“ทำไมวะ? ก็ในเมื่อปากไม่มีหูรูด บางครั้งเราก็ต้องทำแบบนี้ แล้วกูผิดตรงไหน ใช่มั้ยวะเพื่อน” “ถ้าหากมึงกล้าไล่พี่ดาวออกล่ะก็ มึงกับกูถือว่าขาดกัน!” น้ำเสียงที่อี๊ดพูดเต็มไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น บาสอยากจะหัวเราะให้ดังๆ ก็แค่ผู้หญิงคนเดียวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ถึงขนาดจะตัดเพื่อนตั้งแต่เด็กเลยเหรอ? แต่ก็เข้าใจได้นี่เเหละชีวิตคนเรา มันเป็นแบบนี้
“โอ้...งั้นมึงก็บอกกูมาสิ ว่ามึงเป็นอะไรกับเธอ ถึงขนาดที่ว่าจะตัดสัมพันธ์กับกู หรือว่ามึงกับ....”
“ใช่!” ก่อนที่บาสจะสนุกไปมากกว่านี้อี๊ดทนไม่ไหวจึงบอกเรื่องทุกอย่าง ออกมาจนหมดเปลือก
“กูกับพี่ดาวคบกัน! มึงพอใจแล้วใช่มั้ย เพราะงั้นมึงอย่าไล่เธอออกเลยนะ”
บาสรู้สึกขำจริงๆที่เจ้าอี๊ดกระพริบตาปริบๆขอร้อง ให้ตายสิเมื่อก่อนไม่เห็นเคยเป็นแบบนี้เลย แต่พอเข้าใจได้ในเมื่อพี่ดาวเป็นแฟน อี๊ดจะทำทุกอย่างได้เพื่อเธอคงไม่ผิดนัก
แต่อย่างใดก็ตามนี่มันต่างจากอนาคตที่บาสเคยเห็น อี๊ดไม่ควรได้กับพี่ดาวสิ ควรเป็นหญิงอื่นที่ไม่ใช่เธอ ดูเหมือนทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมด ตั้งแต่บาสตั้งร้านจิ้มจุ่ม แม้แต่กันต์กับหม่าวยังหันมากินกันเอง ส่วนยายโก๊ะก็ไม่ได้กับหม่าว ตอนนี้คงสูงยาวหุ่นอย่างกับนางแบบ.................เวลาผ่านไปเฉกเช่นโลกที่หมุน คล้ายกับใจคนเช่นเดียวกัน วันนี้บาสพบกับกลุ่มของเพลิง หมอนี่เป็นเด็กช่างกล รอบกายเต็มไปด้วยเด็กหนุ่มแง้นๆ ที่พร้อมจะหาเรื่องได้ทุกเมื่อ
เพลิงมองมาที่บาสด้วยนัยต์ตาคุกรุ่น ยังจำความรู้สึกนั้นได้ วันที่พี่ทรายโทรมาบอกเลิก ตอนนั้นเพลิงแทบบ้า เวลาที่คบกับเธอสามปีกว่าไม่ได้อะไรเลย นอกจากจับมือนิดๆหน่อยๆแล้ว ถือว่าขาดทุนย่อยยับ
เวลานี้มาเห็นโจทย์เก่า เพื่อนรักสมัยเด็กแย่งผู้หญิงไปไหนเลยจะทนได้ เพลิงก้าวเท้ายาวฉับๆ เดินมาหาบาสแม้คนจะเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนใช่ว่าจะไม่แตกหัก โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิงแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ยอมไม่ได้เด็ดขาด ฝ่ายของบาสมีอยู่ด้วยกันสามคนเท่านั้น นี่คือเพื่อนที่เรียนที่เดียวกัน ไม่ได้เก่งเรื่องต่อยตีแบบข้างถนน เวลานี้พอเห็นเพลิงกับพวกของมันเข้ามา เพื่อนของบาสแทบจะเข้าไปกราบตีนแล้วหนีไป
“ว่าไงเพื่อน มึงสบายใช่ปะ” เป็นประโยคที่เรียบง่ายที่มักจะถามเป็นประจำ แต่คนที่ถามตอนนี้กลับไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่ดีนัก แม้ว่าเรื่องของพี่ทรายจะผ่านมาแล้วสองเดือน แต่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำคล้ายเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เปลวเพลิงยังร้อนระอุในใจ ไม่สามารถดับกระหายได้ และเมื่อมาเห็นเพื่อนรักวันนี้ อารมณ์ที่ว่าจึงปะทุอีกครั้ง
“นิดหน่อย ว่าแต่มึงล่ะ ยกพวกมาขนาดนี้จะไปไหนกันเหรอ” แม้ว่าเป็นเพื่อนกันแต่บาสยังอดใจสั่นไม่ได้ เจ้าพวกนี้ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กเกเร ดูยังไงก็ไม่น่าไปหาเรื่องด้วย
เพลิงเผยรอยยิ้มเล็กๆ ก่อนจะปรายตามองเพื่อนของบาส “มึงเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? แต่ดูท่าพวกมันจะไม่มีแรงเอาเลยเนี่ยสิ แค่หมัดเดียวก็สลบแล้วมั้ง”
บรรยากาศค่อนข้างคุกรุ่น คล้ายกับจะปะทุได้ทุกเมื่อ พวกเขายืนอยู่ตรงทางเดินที่ออกมาจากร้านตามสั่งในซอย บริเวณนี้ไม่มีรถขับผ่านจะมีแต่นักศึกษาบางคนเท่านั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามพวกเขา ทำได้เพียงถอยหนีห่างๆแล้วจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายสำหรับเรื่องตีกันเหล่านี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากหนักๆคงต้องนอน รพ.อีกหลายเดือน
เพลิงรู้ข้อนี้ดีจึงไม่ได้ลงมือหนักเท่าไหร่ จะอย่างไรซะมันก็รู้มาก่อนเหมือนกันว่าพี่ทรายมีใจให้บาสตั้งแต่ขายหมูปิ้งหน้าโรงเรียนเก่าแล้ว ไม่แปลกที่จะกลับไปคบกัน แต่เรื่องแบบนี้พูดไปแล้วก็ทำใจลำบาก
“ไปเว้ย!”เพลิงเช็ดมือที่เปื้อนเลือดก่อนจะโบกมือ แล้วพวกมันก็ถุยน้ำลายเดินจากไป ทิ้งให้บาสกับอีกสองคนนอนซมอยู่ข้างทาง
บาสเช็ดเลือดริมฝีปาก เมื่อครู่นี้ถูกซ้อมอย่างหนัก พวกมันใช้เท้ากระทืบซ้ำๆ หากไม่ได้เพลิงคอยห้ามเขาคงถูกหามส่งโรงพยาบาลแล้ว แม้จะถูกซ้อมปางตายแต่บาสไม่โกรธเพลิง เพราะเขารู้ดีว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดหากไม่กลับไปยุ่งกับพี่ทราย และหากเขาเป็นเพลิงก็คงทำแบบเดียวกัน
“พวกมึงลุกไหวปะ” บาสหันไปถามเพื่อน ก่อนจะตบหัวเพื่อให้ได้สติ พวกมันมองบาสด้วยความไม่พอใจ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะบาส ไม่ควรเลยที่จะโดนร่างแหไปด้วย แต่ตอนนี้ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วจะพูดก็ยังไงอยู่ ได้แต่ประคองกันไปขึ้นรถ เข้าคลีนิคทำแผลบาสเป็นคนออกค่ายาอย่างไม่อิดออด ก่อนจะบอกลาพวกมันแล้วเข้ามาร้านเหล้าวันนี้เจอเรื่องหนักๆ รู้สึกมึนหัวไม่น้อยอยากกระแทกปากแรงๆด้วยเหล้า คงทำให้รู้สึกดี
บาสนั่งอยู่คนเดียวไม่ต้องการเด็กนั่งดริ้ง อยากนั่งอยู่เงียบๆให้อารมณ์ผ่านไป ฟังเพลงรักอกหักซับน้ำตา ก่อนจะรินเหล้าเข้าปาก ในขณะนั้นเองมีกลุ่มผู้หญิงเข้ามาในร้าน พวกเธอแต่งชุดเรียบง่าย แต่ละคนดูเหมือนกับข้าราชการ ใส่แว่นหนาเตอะ กระโปรงยาวอย่างกับคุณป้า ในกลุ่มนั้นมีสาวคนหนึ่งที่บ้านรู้จักด้วย...ครูอักษร