หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่ 4
ยาที่ทำให้จันทร์ลืมปีก
เสียงประตูตำหนักเย็นเก่าถูกกระแทกเปิดดังสนั่นอยู่เื้ั ลมหิมะพุ่งเข้ามาพร้อมเงาดำหลายสาย กลิ่นสนิม กลิ่นฝุ่นไหม้ และกลิ่นเืของหญิงชราที่ยังอุ่นอยู่บนพื้นผสมกันจนแทบแยกไม่ออก
หลี่เฉิงเยว่ถูกเซวียนอี้จับมือพาวิ่งผ่านทางเดินด้านหลังของตำหนัก มือของทหารหนุ่มทั้งอบอุ่นและแข็งแรง แน่นพอจะไม่ปล่อยแต่ไม่แน่นจนทำให้เจ็บ เหมือนเมื่อสิบห้าปีก่อน
"จับมือข้าไว้!" — เสียงเด็กชายในความทรงจำยังดังก้องอยู่ในหัวขององค์ชายสาม ภาพเปลวไฟซ้อนทับกับหิมะขาว ภาพเด็กชายเสื้อขาดเปื้อนเขม่าซ้อนทับกับแผ่นหลังของทหารเอกในชุดดำตรงหน้า
อี้ เซวียนอี้ ปีกที่เคยพาเขาออกจากไฟ
หัวใจของหลี่เฉิงเยว่เต้นแรงจนเจ็บอก ไม่รู้เพราะการวิ่งหนีหรือเพราะความทรงจำที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นมาอย่างโหดร้าย ด้านหลังเสียงฝีเท้าไล่ตามใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
เซวียนอี้เลี้ยวเข้าไปในทางแคบระหว่างกำแพงตำหนักกับแนวต้นสนแห้ง หิมะบนพื้นหนากว่าบริเวณอื่นจนเสียงฝีเท้าถูกกลบไปเกือบหมด "องค์ชาย ก้มลงพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ทำตามโดยไม่ถาม ชั่วพริบตาเดียวมีดบินสามเล่มก็พุ่งเฉียดผ่านเหนือศีรษะไปปักเข้ากับลำต้นสนด้านข้าง คมมีดสั่นอยู่ในเนื้อไม้ ดอกเหมยดำบนด้ามมีดเย็นเยียบราวดวงตาของคนตาย
เซวียนอี้ดันหลี่เฉิงเยว่เข้าไปหลบหลังเสาไม้ผุ ก่อนหมุนตัวกลับ ดาบยาวในมือวาดเป็เส้นแสงเย็น ฟันมีดบินอีกสองเล่มที่ตามมาให้กระเด็นออกไป
เงาดำสามคนะโลงจากกำแพง สวมชุดรัดกุมสีดำ ปิดหน้าครึ่งล่าง เหลือเพียงดวงตาเ็าไร้ความรู้สึก หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงต่ำ "ส่งองค์ชายมา แล้วเ้าจะตายง่ายขึ้น"
เซวียนอี้ยืนบังหลี่เฉิงเยว่ไว้ทั้งตัว "ถอยไป" เสียงของเขาเรียบมาก แต่มันไม่ใช่คำขอ เป็คำเตือน
นักฆ่าคนนั้นหัวเราะเบา ๆ "ทหารชายแดนคนหนึ่ง คิดจะขวางดอกเหมยดำ?"
เซวียนอี้ไม่ตอบ เขาก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว ดาบของเขาก็ออกจากตำแหน่งเดิม ไม่มีเสียงะโ ไม่มีท่วงท่างดงามเกินจำเป็ มีเพียงคมดาบที่รวดเร็วและแม่นยำราวสายฟ้าในคืนหิมะ
นักฆ่าคนแรกยกมีดสั้นขึ้นรับ แต่ข้อมือกลับถูกสันดาบฟาดจนกระดูกลั่น เสียงร้องยังไม่ทันหลุดพ้นจากลำคอ เซวียนอี้ก็ถีบเขากระเด็นชนกำแพง
อีกสองคนโจมตีพร้อมกัน คนหนึ่งแทงเข้าชายโครง อีกคนพุ่งไปทางหลี่เฉิงเยว่ ดวงตาของเซวียนอี้เย็นวาบ เขาหมุนตัวกลับเร็วจนชายเสื้อดำสะบัดในหิมะ ดาบยาวปัดมีดที่แทงมา แล้วใช้แขนซ้ายรับคมมีดของอีกฝ่ายแทนหลี่เฉิงเยว่
เืสีแดงเข้มกระเซ็นบนหิมะ
"เซวียนอี้!" เสียงเรียกนั้นหลุดจากปากหลี่เฉิงเยว่ก่อนที่เขาจะทันคิด
เซวียนอี้ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว เขาใช้จังหวะที่นักฆ่าแทงโดนแขนตน บิดแขนข้างนั้นกดมีดของอีกฝ่ายไว้ แล้วใช้ด้ามดาบกระแทกลำคอนักฆ่าอย่างแรง ร่างนั้นทรุดลงกับพื้นทันที
นักฆ่าคนสุดท้ายเห็นท่าไม่ดีจึงถอยหลัง ตั้งใจจะส่งสัญญาณ แต่หลี่เฉิงเยว่หยิบมีดบินที่ปักอยู่บนต้นสนข้างตัวขึ้นมาขว้างออกไปโดยไม่ลังเล มีดไม่ได้ปักเข้าจุดตายแต่เฉียดผ่านแก้มนักฆ่าไปปักบนกำแพงใกล้หู นักฆ่าชะงักเพียงเสี้ยวลมหายใจ — เสี้ยวลมหายใจนั้นเพียงพอ เซวียนอี้พุ่งเข้าประชิด ใช้สันดาบฟาดท้ายทอยของอีกฝ่ายจนหมดสติ
ทุกอย่างกลับมาเงียบลง เหลือเพียงเสียงหิมะตก เสียงลมหายใจของคนสองคน และหยดเืที่ไหลจากแขนซ้ายของเซวียนอี้ลงสู่พื้นขาว
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปหาเขาทันที "ให้ข้าดูแผล"
"เพียงาแเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ เราต้องรีบไปก่อนที่คนอื่นจะตามมา" เซวียนอี้รีบก้มศีรษะ
หลี่เฉิงเยว่คว้าข้อมือเขาไว้ แรงขององค์ชายไม่ได้มากเท่าทหาร แต่สายตาของเขาทำให้เซวียนอี้หยุดนิ่ง "คำว่าเล็กน้อยของเ้า หมายถึงเืไหลไม่หยุดเช่นนี้หรือ"
เซวียนอี้เงียบไป หลี่เฉิงเยว่ดึงผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อพันรอบาแบนแขนเขาอย่างรวดเร็ว ผ้าสีขาวสะอาดถูกเืซึมเป็วงแดงในพริบตา องค์ชายขมวดคิ้ว มือกระชับผ้าแน่นขึ้น "เ้าเอาตัวมาบังข้าอีกแล้ว"
"เป็หน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้มองผ้าที่พันอยู่บนแขนตน
"ข้าเกลียดคำนี้" หลี่เฉิงเยว่จ้องเขา ดวงตาเ็า แต่ปลายเสียงกลับมีรอยสั่นที่เ้าตัวคงไม่รู้ "ทุกครั้งที่เ้าพูดว่าเป็หน้าที่ เหมือนเ้ากำลังบอกว่าหากไม่ใช่หน้าที่ เ้าก็จะไม่ทำ"
หัวใจของเซวียนอี้กระตุกแรง หิมะตกลงบนเส้นผมองค์ชาย สีขาวตัดกับเส้นผมดำและใบหน้าซีดเย็นของเขา เซวียนอี้อยากพูดว่าไม่ใช่ ต่อให้ไม่ใช่หน้าที่ เขาก็จะบังมีดแทนพระองค์ ต่อให้ไม่มีคำสั่ง ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีฐานะทหารเอก เขาก็ยังจะวิ่งฝ่าไฟเข้าไปหาเด็กชายคนนั้นอีกครั้ง แต่ถ้อยคำเ่าั้หนักเกินกว่าทหารผู้ต่ำศักดิ์จะกล้าเอ่ยต่อหน้าองค์ชาย สุดท้ายเขาจึงก้มหน้าลง "กระหม่อม…"
"อย่าโกหก" หลี่เฉิงเยว่พูดแทรก เสียงเบาลง "คืนนี้ข้าได้ยินคำโกหกของเ้ามามากพอแล้ว"
เซวียนอี้เงียบงัน ราวกับความเงียบนั้นคือคำสัตย์ที่เขากล้าให้ได้มากที่สุดในตอนนี้
หลี่เฉิงเยว่ปล่อยมือจากแผล แต่ยังจับข้อมือไว้ไม่ปล่อย "ไป"
"องค์ชาย?"
"กลับตำหนักอวี้หลัน"
"แต่หลักฐาน…"
"หญิงชราตายแล้ว นักฆ่าถูกจับไม่ได้แม้แต่ปากเดียว ถ้าเรายังอยู่ต่อ คนที่ตายรายต่อไปอาจเป็เ้า" หลี่เฉิงเยว่พูดเสียงเย็น "ข้าไม่ชอบเสียของของข้า"
หากเป็ยามปกติ เซวียนอี้คงคิดว่าคำนี้เป็เพียงถ้อยคำเ็าขององค์ชาย แต่คืนนี้ หลังจากหยกสองชิ้นประกบกัน หลังความทรงจำของเด็กชายในกองไฟตื่นขึ้นมา คำว่า "ของของข้า" กลับทำให้หัวใจเขาอุ่นอย่างเ็ป เพราะเขาไม่แน่ใจว่าองค์ชายหมายถึงทหารเอก หรือหมายถึงเด็กชายที่เคยสัญญากันใต้ต้นเหมย
ทั้งสองรีบออกจากเขตตำหนักเย็นเก่าโดยใช้ทางแคบหลังแนวกำแพง เซวียนอี้พยายามเดินนำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เืที่ซึมผ่านผ้าพันแผลทำให้หลี่เฉิงเยว่เห็นชัดว่าแผลลึกกว่าที่เขาพูด องค์ชายไม่ได้กล่าวอะไร แต่ทุกครั้งที่เซวียนอี้ก้าวช้าลง เขาก็ชะลอฝีเท้าตาม ทุกครั้งที่เซวียนอี้หันกลับมาดูว่าพระองค์ปลอดภัยหรือไม่ เขาก็มองกลับด้วยสีหน้าเ็าเหมือนจะบอกว่าหากเ้าล้มเมื่อใด ข้าจะลงโทษเ้าแน่
เมื่อทั้งสองเข้าใกล้ตำหนักอวี้หลัน แสงโคมสีขาวดวงหนึ่งถูกจุดไว้หน้าประตู — สัญญาณจากฝูอันว่าเกิดเื่ เซวียนอี้ก้าวมาบังหน้าองค์ชายโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง คราวนี้หลี่เฉิงเยว่ไม่ตำหนิ "เข้าไปดู"
ทั้งสองเข้าทางประตูหลังอย่างเงียบเชียบ ฝูอันรออยู่ด้านใน สีหน้าขาวซีดจนเหมือนกระดาษ เมื่อเห็นหลี่เฉิงเยว่กลับมาก็รีบคุกเข่าลง "องค์ชาย ในที่สุดก็เสด็จกลับมาแล้ว"
"เกิดอะไรขึ้น" หลี่เฉิงเยว่ถอดผ้าคลุมศีรษะ
ฝูอันมองเซวียนอี้ที่มีเืซึมบนแขน หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม แต่ยังรีบรายงาน "หลังองค์ชายเสด็จออกไปได้ไม่นาน หมอหลวงกู้มาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ บอกว่าฝ่าาทรงมีรับสั่งให้ตรวจพระอาการ เพราะได้ยินว่าคืนนี้องค์ชายทรงปวดศีรษะอีก"
"ฝ่าารู้เร็วดี" แววตาหลี่เฉิงเยว่เย็นลงทันที
"กระหม่อมบอกว่าองค์ชายบรรทมแล้ว แต่หมอหลวงกู้ยืนยันจะรอ เขายังนำยาสงบจิตมาด้วย บอกว่าเป็ตำรับเดิมที่พระองค์เคยใช้ั้แ่วัยเยาว์"
ตำรับเดิม — อย่าเชื่อยา คำสุดท้ายของหญิงชราที่ตายต่อหน้าเขาดังก้องขึ้นในหู หลี่เฉิงเยว่ยิ้มเย็น "เขาอยู่ที่ใด"
"รออยู่ที่ห้องโถงด้านหน้าพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่หันไปมองเซวียนอี้ "เ้าไปทำแผล"
"กระหม่อมควรอยู่ข้างพระองค์"
"เ้าคิดว่าแขนที่เืไหลเช่นนี้จะปกป้องข้าได้ดีขึ้นหรือ"
"กระหม่อมยังจับดาบได้พ่ะย่ะค่ะ"
"แต่ข้าไม่อยากเห็นเืของเ้าไหลบนพื้นตำหนักข้า"
ประโยคนั้นทำให้เซวียนอี้เงียบลง หลี่เฉิงเยว่สั่งฝูอัน "พาเขาไปห้องข้าง ทำแผลให้เรียบร้อย ห้ามให้หมอหลวงกู้เห็นเืบนตัวเขา"
เซวียนอี้ยังลังเล หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปใกล้ เอ่ยเสียงเบาพอให้ได้ยินกันสองคน "หากเ้าเป็ห่วงข้า ก็รักษาตัวเองให้ยืนอยู่ข้างข้าได้นานกว่านี้"
เซวียนอี้ชะงัก คำพูดนั้นเบาเหมือนหิมะตกแต่หนักยิ่งกว่าคำสั่งใด เขาก้มศีรษะลง "กระหม่อมรับบัญชา"
ก่อนแยกไปกับฝูอัน เขาล้วงหยกที่ประกบกันแล้วออกจากอกเสื้อ "สิ่งนี้…"
หลี่เฉิงเยว่มองหยกในมือเขา เพียงเห็นมัน หัวใจก็เหมือนถูกดึงกลับไปใต้ต้นเหมยอีกครั้ง แต่เขาส่ายหน้า "ข้าบอกให้เ้าเก็บไว้"
"แต่เป็ของพระองค์"
"อีกครึ่งหนึ่งเป็ของเ้า ในเมื่อมันอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ไม่ควรแยกอีก"
คำว่าไม่ควรแยกทำให้เซวียนอี้กำหยกแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่กล้าตอบมากกว่านี้ เพราะกลัวว่าสิ่งที่อยู่ในใจจะหลุดออกมากับเสียง จึงเพียงคำนับแล้วเดินตามฝูอันไปยังห้องข้างตำหนัก
เมื่อเซวียนอี้จากไป หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่ลำพังครู่หนึ่ง ลมหิมะจากประตูหลังยังคงเย็นอยู่ แต่ฝ่ามือของเขากลับยังจำความอบอุ่นของมือเซวียนอี้ได้ชัดเจน
จับมือข้าไว้ — ประโยคนั้นตามหลอกหลอนเขามาั้แ่เด็ก เขาเคยคิดว่ามันเป็เพียงฝันร้าย ที่แท้ไม่ใช่ฝัน แต่เป็คนจริง ๆ คนที่ยืนข้างเขาในคืนนี้ คนที่ยังคงเอาตัวมาบังมีดให้เขาเหมือนสิบห้าปีก่อน
เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อเปิดตาอีกครั้งแววตากลับมาเ็าและคมชัดดังเดิม จึงเดินไปยังห้องโถงด้านหน้า
หมอหลวงกู้รออยู่ที่นั่น ชายวัยประมาณห้าสิบปี รูปร่างผอมสูง เคราสั้นสีดอกเลา ใบหน้าดูอ่อนโยนแบบผู้ผ่านการรักษาคนมามากมาย ข้างกายมีกล่องยาไม้ดำใบหนึ่ง เมื่อเห็นหลี่เฉิงเยว่เดินเข้ามาก็รีบคุกเข่าลง "ถวายบังคมองค์ชายสาม"
หลี่เฉิงเยว่นั่งลงบนเก้าอี้ประธาน "ดึกเช่นนี้ หมอหลวงกู้ลำบากแล้ว"
"มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ สุขภาพขององค์ชายสำคัญยิ่ง ฝ่าาทรงห่วงใย เมื่อทราบว่าองค์ชายทรงปวดพระเศียร จึงมีรับสั่งให้กระหม่อมนำยามาถวาย"
หลี่เฉิงเยว่มองกล่องยาไม้ดำ — กล่องยาของหมอหลวง หญิงชราในตำหนักเย็นบอกว่าคืนนั้นคนผู้หนึ่งถือกล่องยา หลังไฟไหม้มีคนพูดว่าต้องทำให้เขาลืม "ฝ่าาทรงห่วงใยข้าจริง ๆ" น้ำเสียงของเขาเรียบเสียจนฟังไม่ออกว่าเชื่อหรือไม่
หมอหลวงกู้ยิ้มบาง "พ่ะย่ะค่ะ พระองค์เป็โอรสของฝ่าา ย่อมทรงห่วงเป็ธรรมดา"
"เช่นนั้นยานี้คือยาใด"
หมอหลวงกู้เปิดกล่องยาหยิบห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมา "เป็ยาสงบจิตตำรับเก่า ใช้บรรเทาอาการปวดพระเศียร ฝันร้าย และความกระวนกระวายพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครั้งองค์ชายยังทรงพระเยาว์ก็เคยเสวยยานี้เป็ประจำ หลังจากนั้นพระอาการจึงดีขึ้นมาก"
"ดีขึ้นมาก?" หลี่เฉิงเยว่ยิ้ม
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ดีขึ้นจนข้าจำเื่หลายอย่างไม่ได้"
มือของหมอหลวงกู้ชะงักเพียงเสี้ยววินาที เสี้ยววินาทีที่คนทั่วไปอาจมองไม่เห็น แต่หลี่เฉิงเยว่เห็น เขาโตมาในวังหลวง สถานที่ซึ่งคนโกหกเก่งกว่านักแสดงในโรงงิ้ว การมองเห็นรอยร้าวบนใบหน้าคนจึงเป็สิ่งจำเป็สำหรับการมีชีวิตรอด
หมอหลวงกู้รีบก้มศีรษะ "อาการหลงลืมบาง่เป็ผลจากความใรุนแรงในวัยเยาว์พ่ะย่ะค่ะ มิใช่เพราะยา"
"ข้ายังไม่ได้บอกว่าเป็เพราะยา"
ห้องทั้งห้องเงียบลง หมอหลวงกู้ก้มต่ำกว่าเดิม "กระหม่อมเพียงเกรงว่าองค์ชายจะเข้าพระทัยผิด"
หลี่เฉิงเยว่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ "หมอหลวงกู้รับใช้ในวังมากี่ปีแล้ว"
"ยี่สิบแปดปีพ่ะย่ะค่ะ"
"เช่นนั้นสิบห้าปีก่อน เ้าก็อยู่ในวัง คืนที่ตำหนักเย็นเก่าไฟไหม้ เ้าเป็หมอที่รักษาข้าหรือไม่"
หมอหลวงกู้เงียบไปเพียงครู่เดียว "พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็หนึ่งในหมอหลวงที่ถวายการรักษา"
หนึ่งใน — หลี่เฉิงเยว่เก็บคำนี้ไว้ในใจ "มีหมอคนใดอีก"
"เวลานั้นเหตุการณ์วุ่นวายมาก กระหม่อมจำได้ไม่ชัด…"
"จำไม่ได้?" น้ำเสียงของหลี่เฉิงเยว่เย็นลง "เ้าเป็หมอหลวงที่จำตำรับยาของข้าเมื่อสิบห้าปีก่อนได้ แต่จำไม่ได้ว่าคืนนั้นมีหมอผู้ใดอยู่บ้าง?"
หมอหลวงกู้เหงื่อซึมที่หน้าผาก "กระหม่อมแก่แล้ว ความจำย่อมเลอะเลือน…"
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ "ความจำของคนในวังนี้ช่างเลือกสิ่งที่จะลืมได้เก่งนัก" หมอหลวงกู้ไม่กล้าตอบ
หลี่เฉิงเยว่ยื่นมือออกไป "เอายามา"
หมอหลวงกู้รีบยื่นห่อยาให้ด้วยสองมือ หลี่เฉิงเยว่รับมาเปิดดูภายใน ผงยาสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นขมเย็นลอยขึ้นมาทันที เพียงได้กลิ่นนั้น อาการปวดศีรษะก็แทงขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ภาพในอดีตกระตุกวูบ — ห้องมืด ถ้วยยา มือของนางกำนัลจับคางเขาไว้ เสียงใครบางคนพูดข้างหู "ดื่มเสีย ดื่มแล้วจะไม่เจ็บ ดื่มแล้วจะลืมทุกอย่าง"
หลี่เฉิงเยว่กำห่อยาแน่น ใบหน้ายังคงเรียบเฉย แต่ปลายนิ้วเย็นเฉียบ
หมอหลวงกู้เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง "องค์ชายควรเสวยก่อนบรรทมพ่ะย่ะค่ะ ยานี้จะช่วยให้พระองค์หลับสนิท ไม่ทรงฝันร้ายอีก"
ไม่ทรงฝันร้าย หรือไม่ทรงจำได้อีก
หลี่เฉิงเยว่ปิดห่อยาช้า ๆ "ข้าไม่ชอบกลิ่นยา"
"อาจขมเล็กน้อย แต่ได้ผลดีมากพ่ะย่ะค่ะ"
"ดีเพียงใด"
"อย่างน้อยคืนนี้องค์ชายจะไม่ทรงปวดพระเศียร"
"แล้วพรุ่งนี้เล่า"
หมอหลวงกู้นิ่ง หลี่เฉิงเยว่มองเขา "หากข้าดื่มทุกคืน ข้าจะจำสิ่งใดได้น้อยลงหรือไม่"
"องค์ชายตรัสเช่นนี้ กระหม่อมมิอาจรับได้ ยานี้เป็ตำรับในสำนักหมอหลวง ผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่มีทาง…"
"ไม่มีทางทำให้คนลืม?"
หมอหลวงกู้หยุดพูดทันที หลี่เฉิงเยว่ยิ้มบาง "หมอหลวงกู้ ข้ายังไม่ได้พูดว่ามันทำให้คนลืม"
เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลงตามขมับของหมอหลวง ห้องโถงเงียบจนได้ยินเสียงหิมะตกนอกหน้าต่าง
หลี่เฉิงเยว่วางห่อยาลงบนโต๊ะ "คืนนี้ข้าเหนื่อยแล้ว เ้าออกไปได้"
"เช่นนั้นยานี้…"
"วางไว้"
หมอหลวงกู้รีบคำนับ เก็บกล่องยา ถอยออกไปอย่างสำรวม แต่ก่อนพ้นประตู หลี่เฉิงเยว่ก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง "หมอหลวงกู้ สิบห้าปีก่อน หลังไฟไหม้ตำหนักเย็น ข้ามีาแจากไฟหรือไม่"
หมอหลวงกู้หันกลับมา สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย "พระองค์สูดควันเข้าไปมาก มีไข้สูงหลายวัน แต่ไม่มีาแใหญ่พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่หลุบตาลง "แล้วเด็กอีกคนเล่า"
คราวนี้หมอหลวงกู้เงียบไปนานเกินควร นานพอให้คำตอบปรากฏก่อนถ้อยคำ "เด็กใดหรือพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้าขึ้น สายตาของเขาเย็นราวหิมะนอกตำหนัก "ไม่มีอะไร เ้าไปได้"
หมอหลวงกู้รีบคำนับแล้วจากไป ทันทีที่ประตูปิดลง ฝูอันที่แอบรออยู่ด้านข้างก็รีบเข้ามา "องค์ชาย…"
หลี่เฉิงเยว่ยกมือห้าม หยิบห่อยาบนโต๊ะยื่นให้ฝูอัน "เก็บไว้ อย่าให้ผู้ใดรู้ แล้วหาคนที่ไว้ใจได้ตรวจส่วนผสม"
ฝูอันรับไปด้วยมือสั่น "พ่ะย่ะค่ะ"
"อีกอย่าง สืบหมอหลวงทั้งหมดที่เข้าเวรในคืนไฟไหม้ตำหนักเย็น รวมถึงรายชื่อคนที่ถูกย้าย ถูกปลด หรือเสียชีวิตหลังคืนนั้น"
ฝูอันเงยหน้าขึ้นอย่างใ "องค์ชายทรงสงสัยว่า…"
"คนที่ทำให้ข้าลืม ไม่ได้ทำงานคนเดียว" หลี่เฉิงเยว่มองไปยังประตูที่หมอหลวงกู้เพิ่งออกไป "และคนที่รีบส่งยามาคืนนี้ ย่อมกลัวว่าข้าจะจำได้"
ฝูอันตัวสั่นเล็กน้อย "กระหม่อมจะจัดการอย่างระวังพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า ลุกขึ้น "เซวียนอี้เป็อย่างไร"
"แผลลึกพอสมควรพ่ะย่ะค่ะ แต่เขาไม่ยอมให้เรียกหมอ บอกว่าเย็บแผลเองได้ กระหม่อม…"
ยังไม่ทันพูดจบ หลี่เฉิงเยว่ก็เดินออกไปแล้ว ฝูอันมองตามหลังผู้เป็นาย ถอนใจเบา ๆ ในใจมีความรู้สึกประหลาด องค์ชายสามเคยเ็าต่อผู้คนทั้งวัง ไม่ว่าใครเจ็บใครตาย สีหน้าก็มักไม่เปลี่ยน แต่คืนนี้เพียงทหารเอกผู้นั้นเืออก พระองค์ก็เสด็จไปดูด้วยตนเอง บางทีหยกครึ่งชิ้นที่หายไปสิบห้าปีอาจไม่ได้เพียงนำความทรงจำกลับมา แต่อาจนำหัวใจบางส่วนขององค์ชายกลับมาด้วย
ในห้องข้างตำหนัก เซวียนอี้นั่งอยู่ข้างโต๊ะเล็ก เสื้อ้าถูกถอดออกครึ่งหนึ่ง เผยาแบนแขนซ้ายและรอยแผลเก่าหลายแห่งบนแผ่นอก ไหล่ และแผ่นหลัง ร่างกายของทหารหนุ่มเต็มไปด้วยร่องรอยจากสนามรบ รอยดาบ รอยธนู รอยแผลไฟไหม้จาง ๆ บริเวณท่อนแขนข้างหนึ่ง
เมื่อหลี่เฉิงเยว่เดินเข้ามา สายตาของเขาหยุดที่รอยแผลไฟไหม้นั้นทันที เซวียนอี้รีบจะลุกขึ้น "องค์ชาย"
"นั่งลง"
"กระหม่อม…"
"อย่าให้ข้าพูดซ้ำ"
เซวียนอี้จึงนั่งกลับลงไปอย่างจำยอม บนโต๊ะมีเข็ม ด้าย ผ้าสะอาด และยาห้ามเื แผลบนแขนยังเปิดอยู่ เืไหลช้าลงแล้วแต่เนื้อแผลลึกจนเห็นชัดว่าต้องเย็บ
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว "นี่เรียกว่าแผลเล็กน้อยของเ้าหรือ"
"กระหม่อมชินแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าก็เกลียดคำนี้เช่นกัน" องค์ชายเดินไปหยิบเข็มกับด้าย
เซวียนอี้รีบเงยหน้า "องค์ชายจะทำอะไรพ่ะย่ะค่ะ"
"เย็บแผลให้เ้า"
"ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ พระองค์สูงศักดิ์…"
"คำว่าฐานะของเ้าจะทำให้แผลปิดเองหรือ"
เซวียนอี้พูดไม่ออก หลี่เฉิงเยว่ยืนตรงหน้าเขา ใบหน้าเ็า แต่แววตาจริงจังอย่างยิ่ง "ข้าเคยเย็บแผลให้ตนเองตอนถูกลอบยิงเมื่ออายุสิบเจ็ด เ้าไม่ต้องกลัวว่าข้าจะทำไม่เป็"
"พระองค์เคยถูกลอบยิง?"
"ในวังหลวง การโตมาโดยไม่ถูกฆ่าตายถือเป็ฝีมืออย่างหนึ่ง" หลี่เฉิงเยว่ตอบเรียบ ๆ
ประโยคนั้นทำให้เซวียนอี้เจ็บในอกอย่างประหลาด เขาเคยคิดว่าตนเติบโตมาอย่างยากลำบากในชายแดน แต่แท้จริงองค์ชายที่อยู่ในวังหลวงก็ไม่ได้ปลอดภัยกว่ากันเลย เพียงแต่าแขององค์ชายซ่อนอยู่ใต้ผ้าไหมงดงาม ไม่เหมือนเขาที่แผลถูกทิ้งไว้บนิัอย่างเปิดเผย
หลี่เฉิงเยว่ล้างแผลให้เขา ครั้งนี้เซวียนอี้ไม่ได้ปฏิเสธอีก ตอนเข็มแทงผ่านผิว เซวียนอี้ไม่สะดุ้งแม้แต่น้อย แต่หลี่เฉิงเยว่กลับขมวดคิ้วทุกครั้ง "เ้าไม่เจ็บจริงหรือ"
"เจ็บพ่ะย่ะค่ะ" คำตอบตรงไปตรงมาทำให้องค์ชายชะงักเล็กน้อย
"แต่ยังทนได้" เซวียนอี้มองเขา
หลี่เฉิงเยว่ก้มหน้ากลับไปเย็บแผลต่อ "ภายหน้าหากเจ็บก็บอกว่าเจ็บ ไม่ต้องทำเหมือนตนเองเป็ก้อนหิน หากเืไหลก็บอกว่าเืไหล หากไม่ไหวก็ต้องบอกว่าไม่ไหว"
คราวนี้เซวียนอี้เงียบ
"ทำไมไม่ตอบ" หลี่เฉิงเยว่เงยหน้าขึ้น
"เพราะข้อนั้น กระหม่อมอาจทำไม่ได้"
"เหตุใด"
"หากกระหม่อมไม่ไหว แล้วใครจะพาพระองค์ออกจากไฟ"
คำตอบนั้นทำให้มือของหลี่เฉิงเยว่หยุดนิ่ง ในห้องเงียบลงทันที ไฟจากเตาถ่านแตกเสียงเบา ๆ
หลี่เฉิงเยว่ก้มหน้ามองแผลบนแขนเซวียนอี้ น้ำเสียงเบามาก "ไฟดับไปั้แ่สิบห้าปีก่อนแล้ว"
"สำหรับกระหม่อม มันยังไม่เคยดับพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ตอบช้า ๆ
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามองเขา ดวงตาของเซวียนอี้ยังคงสงบ แต่ความสงบนั้นไม่ใช่ความว่างเปล่า มันคือเถ้าถ่านที่กดทับเปลวไฟไว้ข้างใต้ องค์ชายสามพลันเข้าใจว่าไม่ใช่เพียงตนเท่านั้นที่ถูกคืนเพลิงไหม้หลอกหลอน เซวียนอี้เองก็ถูกทิ้งไว้ในคืนนั้นเช่นกัน เพียงแต่คนหนึ่งถูกทำให้ลืม อีกคนถูกบังคับให้จำแทน
หลี่เฉิงเยว่เย็บแผลจนเสร็จ พันผ้าสะอาดรอบแขนเขาอย่างประณีต "ข้าจำได้แล้วบางส่วน เ้าบอกว่าตนชื่ออี้ เ้าบอกว่าจะเป็ปีกพาข้าออกไป"
มือของเซวียนอี้ที่วางบนเข่ากำแน่นขึ้น หลี่เฉิงเยว่หยุดผูกผ้า เอ่ยเสียงเบา "เหตุใดหลังจากนั้นจึงไม่มาหาข้า"
คำถามนี้ไม่ใช่คำกล่าวโทษ แต่มันเจ็บยิ่งกว่าคำกล่าวโทษ
เซวียนอี้มองต่ำ "กระหม่อมถูกส่งไปชายแดนในคืนนั้น พอตื่นขึ้นมาก็อยู่ในค่ายทหารแล้ว ไม่มีใครบอกว่าพระองค์รอดหรือไม่ ไม่มีใครให้กระหม่อมกลับเข้าวัง"
"แล้วภายหลังเล่า"
"กระหม่อมเคยพยายามสืบข่าว แต่เด็กกำพร้าคนหนึ่งในค่ายทหารไม่มีสิทธิ์ถามถึงองค์ชายในวังหลวง จนกระทั่งกระหม่อมโตขึ้น มีผลงานในสนามรบ ได้ยินพระนามองค์ชายสามอีกครั้ง จึงรู้ว่าพระองค์ยังมีชีวิต"
"แล้วเหตุใดไม่บอกข้าเมื่อเข้าวังมา"
เซวียนอี้เงียบไปนาน "เพราะพระองค์จำไม่ได้"
"นั่นคือเหตุผล?"
"เพราะกระหม่อมไม่รู้ว่าการจำได้จะทำร้ายพระองค์เพียงใด"
หลี่เฉิงเยว่หลุบตาลง "แล้วการที่ข้าลืมเ้าสิบห้าปี ไม่ทำร้ายเ้าหรือ"
เซวียนอี้เงยหน้าขึ้นทันที คำถามนั้นกระแทกหัวใจเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อยแต่ไม่มีเสียงออกมา
"ตอบข้า" หลี่เฉิงเยว่มองเขา
เซวียนอี้หลบตาไม่ได้ นานมากกว่าเขาจะเอ่ย "แรก ๆ ก็เจ็บพ่ะย่ะค่ะ ตอนเด็ก กระหม่อมเคยคิดว่าหากวันหนึ่งได้กลับมาพบพระองค์ พระองค์จะจำกระหม่อมได้เหมือนที่เคยสัญญาไว้" เขาก้มมองหยกที่วางอยู่บนโต๊ะ "แต่เมื่อเวลาผ่านไป กระหม่อมจึงเข้าใจว่าคำสัญญาของเด็กคนหนึ่งท่ามกลางไฟ อาจเป็เพียงสิ่งเดียวที่ช่วยให้กระหม่อมมีชีวิตรอด ไม่จำเป็ต้องเป็ภาระของพระองค์"
หลี่เฉิงเยว่รู้สึกเหมือนหัวใจถูกแทง เขาไม่เคยรู้ว่าขณะที่ตนถูกทำให้ลืม มีเด็กอีกคนหนึ่งใช้คำสัญญานั้นประคองชีวิตอยู่ที่ชายแดน
เซวียนอี้เงยหน้าขึ้น แววตาอ่อนลงเล็กน้อย "ภายหลังเมื่อได้เห็นพระองค์ยังทรงมีชีวิต กระหม่อมก็พอใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ จำได้หรือไม่จำได้ ไม่สำคัญเท่า…"
"สำคัญ" หลี่เฉิงเยว่พูดแทรก เสียงไม่ดังแต่หนักแน่นอย่างยิ่ง "สำหรับข้า สำคัญ"
เซวียนอี้นิ่งค้าง หลี่เฉิงเยว่หยิบหยกสองชิ้นที่ประกบกันขึ้นมา "เ้าจำแทนข้ามาสิบห้าปี ต่อจากนี้ ข้าจะจำเอง" เขาสบตาเซวียนอี้ "แต่จนกว่าข้าจะจำได้ทั้งหมด เ้าห้ามหายไปไหนอีก"
คำว่าอีกทำให้เซวียนอี้เจ็บในอก เขาคุกเข่าลงอย่างช้า ๆ แม้หลี่เฉิงเยว่จะเพิ่งบอกไม่ชอบให้เขาทำเช่นนี้ แต่คราวนี้เขาไม่ได้คุกเข่าเพราะคิดว่าตนต่ำศักดิ์ เขาคุกเข่าเหมือนคนให้คำสัตย์ "กระหม่อมจะไม่ไปไหนพ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่ใช่ในฐานะทหารเอก" หลี่เฉิงเยว่มองเขา เอ่ยชัดทีละคำ "ในฐานะเซวียนอี้"
ลมหายใจของเซวียนอี้สะดุด องค์ชายไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากเขาเช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่ชีวิต ไม่ใช่ความภักดี ไม่ใช่ดาบ แต่เป็ตัวเขา เซวียนอี้ก้มศีรษะลงต่ำ "พ่ะย่ะค่ะ" คำตอบนั้นเบามากแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานบนสนามรบใด ๆ
หลี่เฉิงเยว่วางหยกลงบนโต๊ะ ดึงห่อยาที่หมอหลวงกู้นำมาออกจากแขนเสื้อ "หญิงชราบอกว่าอย่าเชื่อยา"
เซวียนอี้เงยหน้าขึ้นทันที "หมอหลวงนำยามาหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"ยาสงบจิตตำรับเก่า ตำรับเดียวกับที่ข้าเคยกินหลังไฟไหม้"
เซวียนอี้แววตาเย็นลง "ยานี้อาจเป็สาเหตุที่ทำให้พระองค์ลืม"
"อาจใช่ หรืออาจเป็เพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น" หลี่เฉิงเยว่มองห่อยา
"พระองค์จะทำอย่างไรต่อพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นเย็นแต่ไม่ไร้อารมณ์เหมือนก่อน "ในเมื่อพวกเขากลัวว่าข้าจะจำได้ ข้าก็ต้องจำให้เร็วขึ้น"
"แต่นั่นอาจทำให้พระองค์ตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น" เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
"ข้าอยู่ในอันตรายมาั้แ่เกิดแล้ว" องค์ชายลุกขึ้น "คืนนี้มีคนพยายามปิดปากหญิงชรา พรุ่งนี้ต้องมีคนรู้ว่าเรากลับไปตำหนักเย็นเก่า สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่ถอย แต่ต้องชิงเดินก่อน"
"จะเริ่มจากหมอหลวงกู้หรือพ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่" หลี่เฉิงเยว่หลุบตามองห่อยา "หมอหลวงกู้เป็เพียงมือที่ถือถ้วยยา มือที่สั่งให้เขาถือถ้วยยาต่างหากที่ข้า้า"
เซวียนอี้เข้าใจทันที ในวังหลวง คนที่สั่งหมอหลวงได้ย่อมไม่ใช่ขุนนางเล็ก ๆ อาจเป็สนมผู้มีอำนาจ อาจเป็ฮองเฮา หรืออาจสูงกว่านั้น
หลี่เฉิงเยว่เดินไปที่หน้าต่าง ด้านนอกหิมะยังตกอย่างเงียบงัน "พรุ่งนี้เช้า ข้าจะเข้าเฝ้าฮองเฮา"
เซวียนอี้ลุกขึ้นทันที "องค์ชาย"
"นางดูแลข้าหลังไฟไหม้ เป็คนส่งหมอหลวง เป็คนสั่งให้ปิดตำหนักเย็น และเป็คนที่ไม่เคยอยากให้ข้าพูดถึงคืนนั้น" หลี่เฉิงเยว่หันกลับมา "หากไม่เริ่มจากนาง จะเริ่มจากผู้ใด"
เซวียนอี้รู้ว่าห้ามไม่ได้ จึงพูดเพียงว่า "กระหม่อมจะไปกับพระองค์"
"แขนเ้าเจ็บอยู่"
"ยังจับดาบได้พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ถอนหายใจเบา ๆ "เซวียนอี้ ข้าคงต้องสอนเ้าอีกนาน ว่าการมีชีวิตอยู่สำคัญกว่าการจับดาบได้"
เซวียนอี้นิ่งไป แล้วตอบเสียงต่ำ "หากเป็พระองค์สอน กระหม่อมจะพยายามเรียน"
คำพูดนั้นเรียบง่ายมาก แต่ทำให้หลี่เฉิงเยว่เงียบลง ภายในห้องอุ่นจากเตาถ่าน แต่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับอุ่นกว่าเดิมอย่างประหลาด ไม่ใช่ความร้อนแรง ไม่ใช่ถ้อยคำรัก เป็เพียงความรู้สึกที่ว่าคนสองคนซึ่งเคยพรากจากกันในไฟ กำลังค่อย ๆ เดินกลับมาหากันในหิมะ
หลี่เฉิงเยว่เบือนสายตาไปทางอื่น "พักเถอะ"
"พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ก้มศีรษะ
แต่องค์ชายยังไม่ออกจากห้องทันที เขาหยิบหยกสองชิ้นที่ประกบกันขึ้นมาอีกครั้ง วางไว้บนหมอนข้างเตียงของเซวียนอี้ "คืนนี้เก็บไว้ใกล้ตัว"
"เหตุใดพ่ะย่ะค่ะ"
"เผื่อเ้าคิดจะหนีหายไปอีก หยกจะได้ถ่วงเ้าไว้"
เซวียนอี้เงยหน้ามองเขา ครู่หนึ่งมุมปากของทหารหนุ่มขยับเบามาก แทบมองไม่เห็น แต่มันคือรอยยิ้ม รอยยิ้มแรกที่หลี่เฉิงเยว่เห็นจากเขา องค์ชายชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เคยสงบนิ่งมานานกลับเต้นผิดจังหวะอย่างไม่น่าให้อภัย เขารีบหันหลัง "อย่ายิ้มพร่ำเพรื่อ"
"พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ก้มหน้าลง เสียงของเขาอ่อนกว่าทุกครั้ง
หลี่เฉิงเยว่เดินออกจากห้องไป ประตูปิดลงเบา ๆ เซวียนอี้นั่งอยู่ในความเงียบ มองหยกสองชิ้นที่ประกบกันบนหมอน ค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา
เยว่และอี้ จันทร์และปีก ครั้งหนึ่งเคยแยกจากกันสิบห้าปี คืนนี้กลับมาประกบกันอีกครั้ง เขากำหยกไว้ในมือ แนบกับอกตนเอง "ข้าจะไม่ไปไหน" เสียงของเขาเบามาก ไม่รู้พูดกับหยก พูดกับคำสัญญา หรือพูดกับองค์ชายที่เพิ่งเดินจากไป
นอกตำหนัก หิมะยังคงตก และในส่วนลึกของวังหลวง ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮายังสว่างไสวด้วยแสงโคม
หญิงสูงศักดิ์ในอาภรณ์หงส์สีเข้มนั่งอยู่หลังม่านมุก มือเรียวยาวหมุนลูกประคำหยกทีละเม็ด ใบหน้าของนางงดงามสงบ แม้อายุล่วงเลยไปไม่น้อย แต่แววตายังคมเย็นราวน้ำแข็ง
ขันทีผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง "ทูลฮองเฮา คนที่ตำหนักเย็นเก่าถูกปิดปากแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่องค์ชายสามกับทหารเอกผู้นั้นหนีรอดไปได้"
ลูกประคำในมือฮองเฮาหยุดลง ห้องทั้งห้องเงียบสนิท ครู่หนึ่งนางจึงเอ่ยเสียงเรียบ "เขาเห็นสิ่งใด"
ขันทีตัวสั่น "ยังไม่แน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ แต่ดูเหมือนหยกสองชิ้นจะกลับมาประกบกันแล้ว"
ดวงตาของฮองเฮาเย็นลงทันที "หยกนั่นยังอยู่จริงหรือ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นงดงามแต่ไร้ความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง "สิบห้าปีแล้ว เด็กชายจากกองไฟยังอุตส่าห์กลับมาหาเขา" นางลุกขึ้นช้า ๆ เงาของมงกุฎหงส์ทอดลงบนม่านมุกเหมือนกรงขัง "เช่นนั้นก็พิสูจน์ได้ว่ายาของหมอหลวงกู้เริ่มไร้ผล"
"ฮองเฮาจะให้จัดการอย่างไรต่อพ่ะย่ะค่ะ" ขันทีก้มศีรษะต่ำกว่าเดิม
ฮองเฮามองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะตกอยู่เหนือวังหลวง ขาวสะอาด กลบทุกอย่างไว้ใต้ความงามจอมปลอม "พรุ่งนี้องค์ชายสามคงมาเข้าเฝ้าข้า" นางยิ้มบาง "เตรียมชาให้เขา"
ขันทีสะดุ้ง "ชา?"
ฮองเฮาหยิบกล่องไม้เล็กจากข้างโต๊ะ เปิดออกช้า ๆ ภายในมีผงยาสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นขมเย็นลอยขึ้นมา — กลิ่นเดียวกับยาสงบจิตที่ถูกส่งไปตำหนักอวี้หลัน
"ในเมื่อเขาอยากจำ" นางปิดกล่องลง "ข้าก็จะช่วยให้เขาจำให้ได้ว่าคนที่อยู่ในวังหลวงแล้วจำมากเกินไป มีจุดจบเช่นไร"
แสงโคมในตำหนักคุนหนิงไหวเบา ๆ และภายใต้เงาหิมะอันงดงาม มือที่เคยป้อนยาให้จันทร์ลืมปีก กำลังเตรียมถ้วยชาถ้วยใหม่ เพื่อทำให้ความทรงจำที่เพิ่งตื่นขึ้นหลับใหลลงอีกครั้งตลอดกาล