ตอนที่ 28
คำพิพากษา
จิวอิงประกาศให้เวลาชั่วก้านธูปสำหรับการทดสอบแบ่งระดับของพร์ลมปราณ ผู้ทดสอบหลายคนล้วนเคยทำการทดสอบเช่นนี้มาก่อนในตระกูลของตนเองมาแล้ว ทำให้พวกมันไม่ลังเลที่จะถ่ายเทลมปราณลงไปในหิน บางคนได้สองชิ้น บางคนทำให้หินแตกได้ถึงสามชิ้น ส่วนผู้ที่ทำให้หินดำแตกได้ถึงสี่ชิ้นนั้น ในตอนนี้มีไม่ถึงสิบคน และมีเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้หินดำในมือแตกได้ออกเป็ห้าชิ้น
จิวอิงมองดูเศษหินที่แตกเป็ห้าชิ้นในมือของจื่อฮุยด้วยความพอใจ แต่ก็มิได้กล่าวชมอันใดออกมา ตอนนี้ผู้ทดสอบเกินกว่ากึ่งหนึ่งล้วน ทดสอบในขั้นที่สามเสร็จสิ้นแล้ว
...ทำไมหินในมือเราถึงไม่ยอมแตกออกเลย
เสวี่ยิเองในวัยเด็กก็เคยได้รับการทดสอบเช่นนี้ในตระกูลหย่ง และผลก็คือเขาสามารถทำให้หินสีดำแตกออกได้ถึงสี่ส่วน แม้หินดำที่ใช้ในตระกูลหย่งจะมีความแม่นยำต่ำกว่าของสำนักัฟ้าก็ตาม แต่ก็คงไม่ให้ผลการทดสอบที่แตกต่างกันนัก ซึ่งในเวลานั้นผลการทดสอบนี้ก็เป็เหตุผลที่เสวี่ยิถูกยกย่องให้เป็อัจฉริยะน้อยของตระกูลหย่ง แต่เหตุใดในวันนี้เขาจึงไม่สามารถทำให้หินดำแตกออก
เสวี่ยิลอบคร่ำครวญในใจอยู่ตลอดเวลา กลืนน้ำลายลงคอไปก็หลายครา แม้เสวี่ยิจะรู้จากจื่อฮุยว่าการทดสอบในรอบที่ 3 นี้ไม่มีผลต่อการเข้าเป็ศิษย์สำนักัฟ้า แต่นั่นก็เพราะว่าทุกคนก่อนหน้าล้วนทำให้หินนั้นแตกได้มาโดยตลอด ในประวัติศาสตร์การรับศิษย์ของสำนักัฟ้า ไม่เคยมีใครที่ประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกับเสวี่ยิมาก่อน
ดวงตาทั้งสองของเสวี่ยิปิดสนิท มือขวาของเขากำหินสีดำเอาไว้แน่น เสวี่ยิพยายามรีดเร้นลมปราณภายในกายให้เคลื่อนมารวมตัวกันที่บริเวณมือขวา แต่ทุกครั้งพลังงานความร้อนก็จะเคลื่อนตามมาด้วย ซึ่งเสวี่ยิก็ไม่ได้ใส่ใจ แถมยังมองว่าพลังงานสายนี้อาจจะช่วยทำให้ระดับของพร์ตัวเองเพิ่มขึ้น แต่ความเป็จริงนั้นกลับแตกต่าง
หินสีดำนั้นความจริงหาใช่ก้อนหิน แต่มันคืออวัยวะชนิดหนึ่งของสัตว์อสูรที่ชื่อว่ากิ้งก่าทมิฬ หินดำที่แท้จริงก็คือเกล็ดของเ้าสัตว์อสูรกิ้งก่าทมิฬ ที่นำมาผ่านขั้นตอนอีกเล็กน้อย จนสามารถในวัดระดับการดูดซับของลมปราณ และไวต่อการแปรเปลี่ยนของพลังงานต่าง ๆ ในร่าง ยิ่งผู้ฝึกตนสามารถดูดซับลมปราณได้ไว นั่นก็หมายถึงว่าคนผู้นั้นจะสามารถฝึกฝนลมปราณได้ไวกว่าผู้อื่นในจำนวนทรัพยากรที่เท่ากัน ส่วนการแปรผันนั้น ถูกตีความไปว่าผู้ที่สามารถแปรผันลมปราณได้ดีกว่า ย่อมสามารถฝึกฝนทักษะยุทธ์ต่าง ๆ ได้ราบรื่นกว่า นั่นจึงเป็ที่มาของการทดสอบโดยใช้หินดำ
แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดในการดูดซับลมปราณของเสวี่ยิ นั้นเป็เพราะว่าหินดำนั้นเป็ส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิต ที่สามารถแปรผันและเชื่อมต่อเข้ากับผู้ที่ถือมันไว้ในมือได้อย่างกลมกลืน ราวกับกลายเป็เืเนื้อของผู้ที่ถือมันไว้ นั่นจึงเป็เหตุให้ลมปราณร้อนลวกที่มีความสามารถในการรักษา คงสภาพของหินดำในมือของเสวี่ยิเอาไว้ ซึ่งในเวลานี้ลมปราณร้อนนั้นมีพลังเหนือกว่าลมปราณอันอ่อนแอในร่างของเสวี่ยิ เมื่อลมปราณของเสวี่ยิพยายามจะดูดซับพลังจากภายนอกเข้าสู่หินดำเพื่อทำให้มันแตก ลมปราณร้อนลวกก็พยายามฟื้นคืนมันกลับมาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง กลายสภาพเป็หนึ่งทำลาย หนึ่งซ่อมสร้าง และที่สำคัญพลังในการซ่อมสร้างนั้นดันมีมากกว่าพลังทำลาย จึงทำให้หินดำในมือของเสวี่ยินั้นไม่มีแม้แต่รอยร้าวมันยังคงสมบูรณ์เหมือนใหม่ทุกประการ
ในที่สุดเวลาชั่วหนึ่งก้านธูปก็ผ่านพ้นไป...
ผู้เข้าทดสอบที่สามารถทำให้หินดำแตกออกเป็ 5 ส่วน 2 คน คนแรกไม่เป็ที่น่าตระหนกนัก เพราะทุกคนในเมืองหยกม่วงล้วนรู้ดีว่าตระกูลจื่อ นั้นเป็ตระกูลที่ทรงอำนาจแถมทายาททุกรุ่นล้วนมากด้วยพร์ การที่จื่อฮุยทำให้หินสีดำแตกออกได้ถึง 5 ส่วน แม้จะนับว่าเป็อัจฉริยะน้อยคนหนึ่ง แต่ล้วนไม่เกินความคาดหมาย ผิดกับเด็กหนุ่มนามว่า...ลี่ฝาง ซึ่งเดินทางมาจากเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออก
...มองจากสีหน้าและแววตาของจิวอิง ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจในตัวเด็กน้อยลี่ฝางอยู่พอสมควร
ส่วนผู้ที่ทำให้หินสีดำแตกออกเป็ 4 ส่วน นั้นมี 12 คน ทุกคนล้วนจัดว่ามีศักยภาพพอที่จะก้าวขึ้นเป็ศิษย์ฝ่ายในของสำนักัฟ้าในอนาคต แม้จิวอิงจะไม่ได้แสดงสีหน้าพออกพอใจ แต่ก็พยักหน้ารับอยู่หลายครา
หลังจากนั้นก็เป็ผู้เข้าทดสอบที่ทำให้หินดำแตกออกได้ 3 ส่วน และ2ส่วนตามลำดับ ซึ่งจิวอิงหาได้เหลือบแล จนกระทั่งเหลือผู้ทดสอบเพียงคนเดียว
"ผู้เข้าทดสอบที่ไม่สามารถทำให้หินดำแตกมี 1 คน..."
"เ้าว่าอะไรนะ !" ทันทีที่ศิษย์นอกซึ่งเป็ผู้รวบรวมผลการทดสอบเอ่ยขึ้น จิวอิงก็มองดูมันอย่างหัวเสีย "พูดใหม่อีกทีสิ"
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของรองประมุขสำนักัฟ้า สีหน้าของเสวี่ยิก็กลับกลายเป็ปั้นยาก
"รายงานท่านรองประมุขจิว ปีนี้มีผู้เข้าทดสอบที่ไม่สามารถทำให้หินดำแตกครับ"
"งี่เง่า งี่เง่าสิ้นดี"
แม้จื่อฮุยจะบอกกับเสวี่ยิมาก่อนการทดสอบในรอบนี้ว่า ทุกคนที่มาถึงรอบที่ 3 ล้วนการันตีว่าสามารถผ่านเข้าเป็ศิษย์สำนักัฟ้าได้อย่างแน่นอน แต่นั่นเป็เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับเสวี่ยิมาก่อน
"ใครกันที่งี่เง่าเช่นนี้ จงก้าวออกมา !" รองประมุขจิวรู้ดีว่า การทดสอบในรอบที่ 3 ในอดีตั้แ่ก่อตั้งสำนักัฟ้ามา ไม่เคยมีการกำจัดผู้เข้าทดสอบออกแม้แต่คนเดียว เพราะถือว่าผู้ที่ผ่านทดสอบจาก 2 รอบแรกถือว่ามีคุณสมบัติที่เพียงพอแล้วสำหรับการเข้าเป็ศิษย์ในสำนักัฟ้า ซึ่งในรอบที่ 3 นั้น ทำการทดสอบเพียงเพื่อช่วยในการจัดสรรทรัพยากรของสำนักัฟ้าที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด
รวมถึงตัวของจิวอิงเองที่ครั้งหนึ่งมันเคยได้ชื่อว่าเป็อัจฉริยะน้อยในรุ่นของตัวเองมาก่อน ทำให้ติดนิสัยชอบความสมบูรณ์แบบ เมื่อพบว่ามีบุคคลไร้พร์ขนาดไม่สามารถทำให้หินดำแตกออกได้ปรากฏผ่านเข้ามา แถมยังเป็ครั้งที่มันรับหน้าที่เป็ประธานในการับศิษย์รุ่นนี้อีก จิวอิงจึงรู้สึกหัวเสียเป็อย่างยิ่ง
(ในทุกปีผู้ที่ทำหน้าที่เป็ประธานในการรับศิษย์ใหม่ จะถูกแต่งตั้งโดยประมุขของสำนัก แต่โดยส่วนใหญ่ประมุขก็จะแต่งตั้งรองประมุขทั้งสองสลับกันไปมา ยกเว้นปีที่รับรู้ข่าวมาก่อนว่าจะมีอัจฉริยะที่พิเศษกว่าคนอื่น ๆ มาสมัคร ประมุขของสำนักัฟ้าก็จะสละเวลามาเป็ประธานเอง เช่นเมื่อปีที่แล้วซึ่งจิวซินมาเข้ารับการทดสอบ)
เมื่อสลัดความกังวลออกไปได้ เสวี่ยิจึงก้าวออกไปข้างหน้าด้วยความมาดมั่น หลังจากที่ผ่านความยากลำบากมาถึง 2 ด่านหากให้เขาต้องมาตกรอบเพราะเ้าหินดำเพียงก้อนเดียว เสวี่ยิย่อมไม่ยินยอมพร้อมใจเป็แน่
จิวอิงไม่แม้แต่จะชายตาเหลือบแลเสวี่ยิ มันกลับเรียกรายงานการทดสอบทั้ง 2 รอบของเสวี่ยิขึ้นมาชมดู "น้ำหนักหมัด 1000 จิน" น้ำเสียงของจิวอิง เอ่ยขึ้นด้วยความดูแคลน เพราะน้ำหนัก 1000 จินถือเป็น้ำหนักหมัดที่ต่ำที่สุดในการผ่านเกณฑ์ "รอบที่ 2..."จิวอิงแสดงสีหน้าไม่พอใจนัก "ผู้าุโปู้..." จิวอิงหันไปสอบถามปู้เจิน "ท่านตัดสินว่าเ้าเด็กงี่เง่าที่มีน้ำหนักหมัดเพียง 1000 จินคนนี้ สามารถที่จะสังหารสัตว์อสูรลมปราณพื้นฐานขั้นที่ 1 ได้เช่นนั้นรึ"
เมื่อจิวอิงเรียกดูบันทึกการทดสอบของเสวี่ยิ ปู้เจินก็รู้ดีว่าเื่ราวต้องส่งมาถึงรอบของตน จึงมิได้ตื่นตระหนก ปู้เจินยิ้มกว้างก่อนกล่าวด้วยความมั่นใจ เพราะปู้เจินเองก็รู้สึกถูกชะตากับเสวี่ยิมิใช่น้อย "ข้ายืนยันว่านี่เป็เื่จริง" ก่อนจะอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ั้แ่ในการทดสอบในรอบที่ 1 และรอบที่ 2 ตามความเป็จริง
แม้จิวอิงจะยังคงข้องใจ แต่ด้วยฐานะของผู้าุโ คำพูดของปู้เจินที่ยืนยันหนักแน่น ทำให้จิวอิงไม่อาจหาข้อขับไล่เสวี่ยิให้ตกจากการทดสอบไปได้ จนเมื่อมันเหลือบมองมายังเสวี่ยิที่ยังคงมีแววตาที่มาดมั่นไม่หวาดหวั่น ต่อมความหงุดหงิดของจิวอิงก็เหมือนถูกกระตุ้น "อืม แม้ว่าจะไม่เคยมีผู้ใดตกการทดสอบในรอบที่สามมาก่อน แต่นั่นก็เพราะก็ไม่เคยมีใครงี่เง่าไร้พร์เช่นเ้าเด็กคนนี้มาก่อน" ในที่สุดจิวอิงก็ไม่อาจควบคุมความคิดขับไล่เสวี่ยิได้อีก มันเตรียมจะตัดสินความในประโยคต่อไป "ข้าในฐานะประธานควบคุมการรับศิษย์ของสำนักัฟ้าในปีนี้ขอตัดสินให้..."
แต่ไม่ทันที่จิวอิงจะเอ่ยจบประโยค เสียงทรงอำนาจอีกสายก็เอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน "หยุดก่อน !" สายตาเกือบทุกคู่ล้วนหันไปตามที่มาของเสียง เพราะผู้คนในสำนักัฟ้าล้วนรู้ดี ว่าผู้ที่กล้าเอ่ยแทรกคำของจิวอิงในสำนักัฟ้าแห่งนี้ มีจำนวนไม่เกินนิ้วบนฝ่ามือเพียงข้างเดียวเท่านั้น