ระดับกำเนิดปราณขั้นกลาง
หลังจากที่หลินเฉินออกไปจากห้องแล้ว สองสามีภรรยาตระกูลหวางก็ขอบคุณฉู่หว่านเอ๋อร์อีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจเป็นที่สุด
เพราะถ้าไม่ได้ฉู่หว่านเอ๋อร์ ที่เป็นคนไปขอร้องให้หลินเฉินมาช่วยทำให้ลูกสาวของพวกเขาฟื้น ลูกสาวของพวกเขาคงจะไม่มีทางฟื้นขึ้นมาแน่
เนื่องจากพวกเขาได้เชิญหมอที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศจีนและหมอที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศมาดูอาการของลูกสาวของพวกเขาแล้ว แต่ทุกคนก็ได้แต่ส่ายหน้า บอกว่าไม่มีวิธีรักษาหรือทำให้ลูกสาวของพวกเขาฟื้นขึ้นมา
“หนูบอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องขอบคุณหนูหรอก” ฉู่หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย “พวกคุณลุงคุณป้าสั่งให้เชฟเตรียมอาหารที่จี้โหรวชอบเถอะค่ะ เมื่อเธอตื่นขึ้นมา เธอต้องหิวมากแน่”
“นั่นสิคะคุณ หว่านเอ๋อร์พูดถูกนะ” หวางซิ่นหันมองผู้เป็นสามี
หวางจงฟู่พยักหน้าในทันที ก่อนที่จะออกไปสั่งให้เชฟของบ้านทำอาหารหลายอย่างที่ลูกสาวของเขาชอบทาน
ภายในระยะเวลาไม่นาน ข่าวที่คุณหนูเล็กของบ้านตระกูลหวางฟื้น ก็กระจายไปทั่วคฤหาสน์
ทันใดนั้น บรรยากาศของคนในคฤหาสน์ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
...........................................................
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลินเฉินตรงเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง จากนั้นก็นำมุกมิติออกมา เขารีบเข้าไปภายในมุกมิติในทันที
“นายท่าน ท่านมาแล้ว” เสี่ยวไป๋ในร่างของเด็กหญิงผู้น่ารักผมสีขาวในชุดตัวหลวม โห่ร้องออกมาอย่างมีความสุข เธอวิ่งเข้ามาหาหลินเฉินด้วยดวงตาที่เป็นประกายวิบวับ
“วันนี้แปลกนะ ทำไมเสี่ยวไป๋ของข้าถึงไม่นอนกลางวัน?” หลินเฉินหยอกล้อเธอเล็กน้อย
เสี่ยวไป๋บุ้ยปากอย่างไม่พอใจในทันที “ข้าหิวจนนอนไม่หลับน่ะสินายท่าน ใครใช้ให้ท่านไม่ทำอาหารไว้ให้ข้าเยอะๆ กัน ฮึ!”
หลินเฉินพลันมีสีหน้าเหยเกเล็กน้อย พลางดีดหน้าผากของเสี่ยวไป๋เบาๆ “ใครว่าข้าทำไว้ไม่เยอะ เป็นตัวตะกละน้อยอย่างเจ้าต่างหากที่กินหมดเร็วเกินไป”
เสี่ยวไป๋สลัดความไม่พอใจออกไป เปลี่ยนมาเป็นยิ้มอย่างน่ารักแทน เธอพูดออกมาด้วยความกระดากอายอยู่บ้าง “แฮะๆ ก็อาหารที่นายท่านทำมันอะไรนี่น่า ผู้อื่นจะอดใจไหวได้อย่างไร?”
“เอาเถอะๆ ข้าจะทำอาหารไว้ให้เจ้าเยอะๆ แต่เจ้าต้องช่วยข้าเรื่องหนึ่งก่อน” หลินเฉินพูด เรื่องที่เขาอยากจะให้เสี่ยวไป๋ช่วยก็คือการตรวจสอบตระกูลมู่ว่าที่ตระกูลมู่มีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งอยู่รึเปล่า แล้วแข็งแกร่งถึงระดับไหน มีพื้นฐานฝึกตนในระดับอะไร
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่เขาจะให้เสี่ยวไป๋ตรวจสอบ เขายังต้องการให้เธอตรวจสอบดูว่ามู่อิงเสวี่ยภรรยาของเขายังปลอดภัยดีหรือไม่ และเป็นยังไงบ้าง
ดวงตาคู่สวยสีแดงของเสี่ยวไป๋เป็นประกายราวกับดวงดาวขึ้นมาในทันใด เมื่อเธอได้ยินว่าหลินเฉินมีเรื่องจะให้ช่วย
ต้องรู้ก่อนนะว่านายท่านของเธอ ไม่เคยขอให้เธอช่วยมาก่อน!
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เธอจะปล่อยโอกาสนี้ไปได้อย่างไร เพราะโอกาสได้ช่วยนายท่านและทำตัวเป็นประโยชน์ให้นายท่าน ไม่ได้มาบ่อยๆ สำหรับเธอ
“นายท่าน ไม่ว่าท่านจะให้ข้าช่วยอะไร ขอเพียงแค่เอ่ยปาก ข้าช่วยท่านได้ทุกอย่าง จริงๆ นะ!” เสี่ยวไป๋พูดด้วยความฮึกเหิม พลางตบที่หน้าอกเล็กๆ ของตัวเอง
หลินเฉินยิ้มและลูบหัวของเสี่ยวไป๋ครั้งหนึ่ง “เสี่ยวไป๋ของข้าดีที่สุดจริงๆ”
จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วไปที่หน้าผากของเสี่ยวไป๋ แปรเปลี่ยนพลังปราณให้เป็นความทรงจำให้เสี่ยวไป๋มองเห็น เป็นภาพของที่ตั้งคฤหาสน์ตระกูลมู่ในปักกิ่ง รวมถึงภาพของมู่อิงเสวี่ยภรรยาของเขา
“เสี่ยวไป๋ ช่วยใช้จิตสัมผัสดูให้ข้าหน่อย ว่าที่นี่มีผู้ฝึกตนอยู่หรือไม่ และผู้หญิงคนนี้ตอนนี้เป็นอย่างไร?”
“เชื่อมือข้าได้เลยนายท่าน” เสี่ยวไป๋พยักหน้ารับหงึกๆ ด้วยจิตสัมผัสของระดับเข้าสู่เทวะ เพียงพอที่จะกวาดผ่านไปทั่วทั้งประเทศจีน ไม่ว่าระยะทางระหว่างเซี่ยงไฮ้กับปักกิ่ง จะห่างกันมากแค่ไหน ก็ไม่มีปัญหากับจิตสัมผัสของเสี่ยวไป๋
เธอหลับตาลง กวาดผ่านจิตสัมผัสมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลมู่ของปักกิ่ง
ไม่นานนัก เธอก็ลืมตาขึ้นมา “ข้าตรวจสอบเรียบร้อยแล้วนายท่าน ที่คฤหาสน์นั่นดูเหมือนจะมีผู้ฝึกตนเอ่อ...คล้ายระดับย่ำปฐพีขั้นปลายอยู่คนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกตนคล้ายระดับก่อรากฐานกับคล้ายระดับกำเนิดปราณอยู่อีกจำนวนมาก”
“ส่วนผู้หญิงที่ท่านให้ข้าช่วยดูให้ว่าเป็นอย่างไร นางดูเหมือนว่าจะไม่ดีนัก ข้ามองเห็นแต่ความหน้าเศร้าอยู่บนใบหน้าของนาง แต่ก็นางใช้ชีวิตตามปกติอยู่ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่นั้น”
หลินเฉินที่ได้ฟังเรื่องทั้งหมดนี้จากเสี่ยวไป๋ก็นิ่งเงียบไป ตามความเข้าใจของเขา ผู้ฝึกตนคล้ายระดับย่ำปฐพีขั้นปลายที่เสี่ยวไป๋พูดถึง น่าจะเป็นผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ขั้นปลาย
เพราะความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนในโลกอมตะระดับย่ำปฐพีเทียบเท่ากับระดับเทพสวรรค์ในโลกปัจจุบัน
เมื่อคิดถึงมู่อิงเสวี่ยที่มีแต่ความหน้าเศร้าอยู่บนใบหน้า หลินเฉินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
‘อิงเอ๋อร์ รอก่อน ผมจะรีบแข็งแกร่งขึ้นและไปรับคุณกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพวกเราพ่อแม่ลูก’ เขาสาบานในใจ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องเร่งฝึกตนให้เร็วกว่านี้เสียแล้ว
ตอนนี้พื้นฐานฝึกตนในระดับกำเนิดปราณขั้นต้นของเขามั่นคงระดับหนึ่งแล้ว สมควรทะลวงเข้าสู่ระดับกำเนิดปราณขั้นกลาง ซึ่งเป็นขั้นถัดไปได้แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ไม่อยากที่จะรอช้าอะไรให้เสียเวลา ยิ้มขอบคุณเสี่ยวไป๋ จากนั้นเดินเข้าไปในเรือนไม้ เพื่อที่จะเพิ่มฝึกฐานฝึกตน
“ช้าก่อนนายท่าน ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครหรือ?” เสี่ยวไป๋ถามด้วยความสงสัยอยากรู้
หลินเฉินชะงักเท้า หันหน้ามายิ้มให้กับเสี่ยวไป๋ “เสี่ยวไป๋จะรู้ในอนาคต รีบไปจับพวกสัตว์วิญญาณมาไว้รอข้า พอข้าฝึกตนแล้วเสร็จ จะออกมาทำอาหารให้”
พูดจบหลินเฉินก็เดินเข้าเรือนไม้ไป
“ได้เลยนายท่าน” เสี่ยวไป๋ดีใจจนยิ้มไม่หุบ เธอไม่ได้สนใจว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นใครอีกต่อไป เร่งรีบไปที่ทุ่งหญ้า เพื่อที่จะจับสัตว์วิญญาณมาไว้รอหลินเฉิน
หลินเฉินที่เดินเข้ามาในเรือนไม้ เขาไม่ได้ตรงไปที่ห้องฝึกตนในทันที แต่แวะไปห้องโอสถและหยิบโอสถกำเนิดมาขวดหนึ่งก่อน ค่อยเดินเข้ามาในห้องฝึกตน
เขาพลันนั่งลงตรงใจกลางห้อง เปิดขวดโอสถ เทโอสถกำเนิดทั้งสามเม็ดออกมา จากนั้นโยนโอสถกำเนิดทั้งสามเม็ดเข้าปาก
เสียงเคี้ยวดังขึ้น รสชาติยังคงห่วยแตกเหมือนเดิม ภายในท้องของหลินเฉินเริ่มร้อนวูบวาบ เขาเริ่มหลับตาลงดูดซับโอสถกำเนิด ร่างกายของเขาเริ่มแดงขึ้น ไอร้อนระเหยออกมาจากร่างกาย
พอเวลาครึ่งชั่วโมงผ่านไปไป ของเสียก็ถูกขับออกมาจากร่างกายของหลินเฉิน มันมีน้อยกว่าครั้งแรกมาก ดูจากสีของเหลวที่เจือจางลง
“ระดับกำเนิดปราณขั้นกลาง!” ในตอนนี้หลินเฉินสามารถรับรู้ได้ว่าตัวเขาได้มาถึงระดับกำเนิดปราณขั้นกลางแล้ว
เขาเปิดเปลือกตาขึ้นมา ก่อนที่จะลุกขึ้นยืน รีบไปล้างตัวที่แม่น้ำด้านหลังเรือนไม้
พอล้างตัวเสร็จ เขาก็ไปทำอาหารจำนวนมากไว้ให้เสี่ยวไป๋ ซึ่งเธอก็มีความสุขมาก ยิ้มไม่หุบ พูดขอบคุณประจบเขาไม่หยุดปาก ว่านายท่านดีอย่างนั้นดีอย่างนี้
จากนั้นหลินเฉินก็ออกจากมุกมิติ เนื่องจากตอนนี้ใกล้เวลาที่ลูกสาวของเขาจะเลิกเรียกแล้ว เขาจำเป็นที่จะต้องไปรับเธอ
จบบทที่ 23