บทที่ 43 ขุดหลุมให้เฉินชิงหยวน
กงซุนหนานรู้ความคิดภายในใจของเฉินชิงหยวน เพียงแต่ไม่ได้เอ่ยปากก็เท่านั้น ถึงแม้คำพูดของเฉินชิงหยวนจะมีความแค้นส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าไร้เหตุผล
หากปล่อยหลิวรั่วอีไปง่าย ๆ เช่นนี้ ต่อไปกงซุนหนานจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดเล่า
คิดไปคิดมา กงซุนหนานจึงตัดสินใจลงโทษนางสักหน่อย เพียงดีดนิ้วเรียวเบา ๆ
“ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า แต่ก็ต้องให้เจ้าได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานบ้าง” แสงพุ่งออกจากปลายนิ้วของกงซุนหนาน ตกลงบนเข็มเงิน จากนั้นเข็มเงินก็สั่นเทาเล็กน้อย
“อ๊ากกก!!” หลิวรั่วอีก็ส่งเสียงร้องโหยหวนขึ้นมา ความเจ็บปวดทรมานถึงขั้นทำลายวิญญาณ ทำให้นางทนแทบไม่ไหว ต้องร้องลั่นเพื่อระบายออกมา
เสียงร้องโหยหวนนั้นทำให้ทุกคนขนลุกซู่ พวกเขาไม่อยากลิ้มลองวิธีการทรมานของผู้เยียวยาเลยสักนิด เสียงร้องดังอยู่ราว ๆ หนึ่งเคอ กงซุนหนานจึงยื่นมือซ้ายออกมา และแบมือ
ฟิ้ว!
เข็มเงินที่ปักอยู่บนร่างของหลิวหรั่วอี้ทั้งหมดหลุดออก บินกลับมาที่มือของกงซุนหนาน แล้วหายไปในทันใด
ร่างของหลิวรั่วอียังคงสั่นเทาอยู่เล็กน้อย และจมอยู่ในความทุกข์ทรมานเมื่อครู่ อย่างมิอาจหลุดพ้นได้ อย่างไรก็ตาม หลิวรั่วอีปรับลมหายใจสักพัก ไม่นานก็ได้สติคืนมา
ถึงแม้จะถูกทรมานและอับอายขนาดนี้ หลิวรั่วอีก็ไม่ได้แสดงความโกรธเคืองหรือเกลียดชัง กลับคารวะกงซุนหนานอย่างนอบน้อม พูดเสียงอ่อนแรงว่า
“ขอบคุณท่านที่ไว้ชีวิต”
กงซุนหนานหรี่ตาเล็กน้อย คิดในใจว่าหลิวรั่วอียังคงเก็บอารมณ์ไว้ได้ ไม่ใช่หญิงธรรมดาจริง ๆ
“เด็กหนุ่มผู้นี้มีโชคชะตาต้องกับข้า ข้าใช้ความพยายามไม่น้อยเพื่อหล่อหลอมรากฐานวิญญาณให้เขาใหม่ หากพวกเจ้าทำให้เขาพิการ ก็เท่ากับตบหน้าข้ามิใช่หรือ?” กงซุนหนานก็กล่าวอย่างเชื่องช้า พลางกวาดตามองไปยังผู้แข็งแกร่งแต่ละสำนัก
“พวกข้าไม่มีเจตนาเช่นนั้นเลย” เสิ่นฉือเจี๋ยและคนอื่น ๆ โค้งคำนับแล้วกล่าว
“พวกเจ้าทั้งหลายล้วนเป็นเพียงคนแก่ที่รนหาที่ อยากจะเข้าไปในนอนในโลงศพ! อย่ามารังแกคนหนุ่ม รักาาหน้าตัวเองไว้บ้างเถอด และหากเด็กหนุ่มผู้นี้จะถูกคนวัยเดียวกันเหยียบย่ำจนจมดิน นั่นเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับ ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวแน่นอน”
กงซุนหนานเตือนทุกคนแล้วจับเฉินชิงหยวนวางไว้เหนือกองไฟ
‘รุ่นเก่าอาจจะทำอะไรเจ้าเฉินชิงหยวนไม่ได้ แต่รุ่นหนุ่มทำได้นะ!’
นั่นคือสิ่งที่นางต้องการจะบอก และวันนี้ผู้อาวุโสแต่ละสำนักเสียหน้ากันไปไม่น้อย พวกเขาไม่กล้าไปเอาบัญชีนี้ไปลงที่หัวของกงซุนหนาน ได้แต่ไปเอาคืนกับเฉินชิงหยวน
“ท่านผู้ทรงเกียรติ ท่านพูดจริงหรือ?” ผู้อาวุโสของสำนักหนึ่งถามขึ้นมา
“จริง” กงซุนหนานพยักหน้า
“หากเฉินชิงหยวนพ่ายแพ้ต่อมือของคนรุ่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเป็นตาย ท่านผู้ทรงเกียรติก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวใช่หรือไม่?”
ผู้อาวุโสคนนั้นฉวยโอกาสถามต่อ
“การต่อสู้ระหว่างคนรุ่นเดียวกัน ฝีมือด้อยกว่าผู้อื่น จะตายก็สมควร ข้าไม่มีใจจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนไร้ความสามารถหรอก”
กงซุนหนานพูดประโยคนี้ออกมา พลางหันไปมองเฉินชิงหยวนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาท้าทาย เห็นได้ชัดว่ากงซุนหนานกำลังแก้แค้นเฉินชิงหยวน ทำให้ชีวิตต่อจากนี้ของเฉินชิงหยวนไม่ค่อยราบรื่นนัก
ได้ฟังบทสนทนานี้แล้ว สีหน้าของเฉินชิงหยวนก็เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี
“ท่านผู้ทรงเกียรติเข้าใจความหมายอันลึกซึ้ง พวกข้าเทียบชั้นไม่ติดเลยจริง ๆ”เสิ่นฉือเจี๋ยประจบประแจง
“พวกเราไปกันเถอะ” หลังจากนั้น ผู้แข็งแกร่งจากแต่ละสำนักก็จากไปจาก สำนักเสวียนชิงอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ก่อนจะจากไป หลิวรั่วอีจ้องมองเฉินชิงหยวนอย่างเคียดแค้น โดยโยนความอับอายในวันนี้ไปที่ตัวเฉินชิงหยวนคนเดียว โจริง ๆ แล้วเฉินชิงหยวนรู้สึกงงมิน้อยเลย เขามิใช่คนที่ลงมือเสียหน่อย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขา? เขาแค่ช่วยผลักดันให้สถานการณ์เป็นไปเท่านั้นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เฉินชิงหยวนก็พูดความจริงออกไปหมดแล้ว ว่าผู้มาเยือนคือผู้เยียวยา แต่พวกนี้ไม่มีใครเชื่อสักคน
‘ตอนนี้เสียหน้าไปแล้ว ก็มาโทษข้าหรือ!’
หลังจากที่ผู้แข็งแกร่งจากแต่ละสำนักจากไปแล้ว หลินฉางเซิงก็เดินไปข้างหน้าของกงซุนหนาน และยกมือเชิญ “ท่านผู้ทรงเกียรติเดินทางมาไกล พักสักครู่เถิดขอรับ ข้าได้ให้คนเตรียมชาและผลไม้ล้ำค่าไว้แล้ว”
“มิจำเป็น” กงซุนหนานปฏิเสธ จากนั้นนางก็ก้าวเท้าเดินออกไปทางประตู เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉินชิงหยวนก็รีบตามไปติด ๆ แล้วหันหลังกลับไปมองหลินฉางเซิงและคนอื่นๆ ให้สายตาให้ใจเย็นไว้ก่อน
“พี่หญิง… มาคุยกันหน่อยสิ!” เฉินชิงหยวนมีสีหน้าประจบสอพลอ ยิ้มหวานส่งสายตา
“ว่ามา” กงซุนหนานแทบจะไม่ปริปาก เฉยชามองไปทางอื่น ไม่อยากจะพูดคุยกับเฉินชิงหยวนมากนัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อจิตใจอันสงบของนาง
“เหตุใดท่านไม่ลองมาเป็นผู้อาวุโสชั้นสูงของสำนักเสวียนชิงของข้าดูล่ะ?” เฉินชิงหยวนไม่อ้อมค้อม พูดความคิดในใจออกมาตรง ๆ
“ผู้อาวุโสชั้นสูง?” ฝีเท้าของกงซุนหนานหยุดชะงัก มองเฉินชิงหยวนปราดหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเย็นชา
“แม้ว่าสำนักเสวียนชิงจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในดินแดนฝูงหลิวซิง แต่ก็ยังไม่อาจทำให้ข้าสนใจได้หรอก หากให้เส้นชีพจรวิญญาณชั้นเลิศกับข้าทุกปี ข้าอาจจะพิจารณาดู”
ทั้งสองยังไม่ทันเดินออกจากโถงประชุมใหญ่ หลินฉางเซิงและคนอื่น ๆ ก็ได้ยินบทสนทนาแล้ว
ในตอนแรกที่ได้ยินคำว่า ‘ผู้อาวุโสชั้นสูง’ ทุกคนต่างใจสั่น มีความตื่นเต้นและคาดหวังปรากฏในดวงตา หากสามารถเชิญผู้เยียวยามาเป็นผู้อาวุโสชั้นสูงได้จริง ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อสำนักเสวียนชิง
อย่างไรก็ตาม คำตอบของกงซุนหนานทำให้หัวใจของทุกคนตกลงสู่ก้นหุบเขา หัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นในใจ เส้นชีพจรวิญญาณชั้นเลิศทุกปี ใครจะเลี้ยงไหวกัน!
เส้นชีพจรวิญญาณชั้นเลิศ พบได้แต่หาไม่ได้ แม้แต่สำนักเสวียนชิงอันกว้างใหญ่ก็มีเส้นชีพจรวิญญาณชั้นเลิศเพียงเส้นเดียว และยังเป็นรากฐานสำคัญของสำนัก สามารถขุดได้ทุก ๆ สองสามปี และห้ามทำลายแหล่งกำเนิดของเส้นชีพจรวิญญาณเป็นอันขาด
“การพบกันคือโชคชะตา พวกเราไม่ควรพูดถึงเรื่องธรรมดา ๆ เหล่านั้น” เฉินชิงหยวนพูดยิ้ม ๆ
“แต่ข้ามิเข้าใจว่าเหตุใดท่านถึงทำตัวเป็นเพียงคนธรรมดาเล่า?” ได้ยินคำพูดของเฉินชิงหยวนแล้ว เขาอยากให้กงซุนหนานเป็นเจ้าหน้าที่ผู้อาวุโส แต่ก็ไม่อยากจ่ายราคาแพงเกินไป ช่างเป็นการหวังจะได้ของฟรีอย่างแท้จริง!
“ข้าเป็นคนธรรมดา ย่อมหนีไม่พ้นความธรรมดา แต่พี่หญิงเป็นผู้เยียวยาย่อมไม่อาจเหมือนกัน ท่านคือเทพธิดาลงมาจุติ ดุจบัวงามที่ออกจากโคลนตมแต่ไม่เปื้อน ล้างน้ำใสสะอาด หากพวกเราสนทนาเรื่องหินวิญญาณ นั่นก็เท่ากับเป็นการดูหมิ่นพี่หญิงแน่นอน” เฉินชิงหยวนประจบสอพลอด้วยใบหน้าจริงจัง
“หึ!” กงซุนหนานพอใจมาก แต่ไม่อาจแสดงออกมาได้ จึงทำเสียงเย็นชาในลำคอ “วาจาดอกไม้ ไร้ความหมายสิ้นดี”
“พี่หญิง ท่านลองคิดให้ดีดูสิ” เฉินชิงหยวนไล่ตามกงซุนหนานไปตลอดทางอย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งกงซุนหนานเร่งฝีเท้า หายลับไปในขอบฟ้า เฉินชิงหยวนจึงหยุดลง มองตามไปยังพื้นที่เวิ้งว้างแล้วถอนหายใจเบา ๆ
“มาถึงที่นี่แล้วแท ๆ ไม่ทิ้งยาวิเศษอะไรไว้ให้ข้าบ้างเลย ช่างขี้เหนียวจริง ๆ” เฉินชิงหยวนบ่นพึมพำเบา ๆ
เพื่อเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเฉินชิงหยวน กงซุนหนานจึงต้องไปมาระหว่างสองแดน ไม่เรียกเก็บค่าเหนื่อยอะไรก็ดีมากแล้ว ทั้งยังต้องเสียทรับพยากรไปไม่น้อยเลยด้วย ถ้าหากนางได้ยินคำพูดนี้ ต้องระงับโทสะในใจไว้ไม่อยู่และฟาดฝ่ามือใส่เขาแน่
กลับมาถึงสำนักเสวียนชิง เฉินชิงหยวนพบว่าหานซานยังคงรออยู่ที่เดิม จ้องมองตนเองด้วยสายตาคาดหวัง
“เหล่าหาน ที่บ้านเจ้าไม่มีเรื่องอะไรทำแล้วหรือ? ทำไมยังไม่ไปอีก?”