ฝูงปลาปีศาจ มฤตยูแห่งท้องทะเลที่คอยนำทางพวกมู่เชียนอย่างห้าวหาญมาตลอด ยามเมื่อเห็นผืนน้ำสีดำทะมึนที่รายล้อมอยู่รอบเกาะก็กลายเป็นหงอจนตัวสั่นสะท้าน ด้วยเงาดำเหล่านั้นเกิดจากการรวมตัวกันของสัตว์อสูรน้ำหลากหลายสายพันธุ์จำนวนมหาศาล
ความเบียดเสียดหนาแน่นของร่างเหล่านั้นทำให้มองไกลๆคล้ายเป็นเงาสีดำรายล้อมอยู่รอบเกาะ อสูรดุร้ายจำนวนมากเหล่านั้น ทำให้เกาะฉีหลินกลายเป็นลานประหารของเหล่าสัตว์ในทะเลมานานแสนนาน
ราชาปลาปีศาจยามนี้ตัวหดเล็กลงไม่ต่างจากปลาหมึกธรรมดา ด้วยไม่อยากดึงดูดความสนใจจากสัตว์อสูรร้ายกาจนับแสนร่างเบื้องหน้า
“ข้าคงเข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้แล้ว..” สุ้มเสียงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น ประสบการณ์อันเลวร้ายสอนให้มันรู้ว่าหากเข้าไปใกล้กว่านี้ หากสัตว์ร้ายรอบเกาะเหล่านั้นเกิดรู้สึกถึงตัวตนของมันเข้า …แม้อยากหนีก็คงไม่อาจทำได้แล้ว !
มู่เชียนพยักหน้าเอ่ยขอบคุณราชาปลาอย่างจริงใจ นางเข้าใจถึงความน่ากลัวของสถานการณ์จึงอนุญาตให้มันจากไป… หากเลือกได้นางย่อมไม่ต้องการให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมชะตากรรมด้วยอยู่แล้ว
“เรือของเราจะสามารถฝ่าเข้าไปถึงเกาะได้จริงหรือ ?” มู่เฉิงหลินเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ
เงาร่างสัตว์อสูรที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเพียงศีรษะนั้น ประมาณจำนวนคร่าวๆย่อมไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนร่างอย่างแน่นอน ที่รออยู่ใต้น้ำอีกไม่รู้เท่าไหร่ แม้ร่างเหล่านั้นจะไม่ขยับเขยื้อนกาย แต่อะไรบางอย่างก็ทำให้ชายหนุ่มแน่ใจว่าหากไม่จำเป็นไม่ควรเข้าใกล้ร่างที่นิ่งสนิทเหล่านั้น
จูเก่อหมิงก็เช่นกัน เขามองเงาศีรษะรูปทรงประหลาดจำนวนนับไม่ถ้วนที่เห็นได้ไกลๆนั้น แล้วก็ลอบกลืนน้ำลาย… ความจริงที่ปรากฏให้เห็นนั้น ดูน่าหวาดหวั่นกว่าที่เคยจินตนาการไว้ไม่รู้กี่เท่า อย่างไรก็ตามเขายังคงมั่นใจความสามารถของเรือผลักอสูรราคาแพงลิบลิ่วของตนลำนี้อย่างยิ่ง
“วางใจเถิด …ขอเพียงเป็นสัตว์อสูรธาตุน้ำ ต่อให้เป็นอสูรรัตติกาลก็ไม่อาจเข้ามาใกล้เรือของข้าได้”
“ถ้าหากเป็นโลหิตมารเล่า…?” มู่เชียนเอ่ยถามเสียงนิ่ง
“โลหิตมารหรือ ?!” จูเก่อหมิงมองตามสายตาของหญิงสาวไปด้วยความตกใจ ก่อนจะพบความผิดปกติเช่นกัน
ดวงตาทุกคู่มองตรงไปยังพื้นที่สีดำรอบเกาะนั่นอย่างพิจารณา ผืนน้ำสีดำนั้นขนาดใหญ่กว่าเกาะที่มันรายล้อมอยู่เกือบสิบเท่า และดูเหมือนว่าจะมิได้เกิดจากเงาร่างของสัตว์ทะเล ที่เบียดกันแน่นขนัดแต่เพียงอย่างเดียว..
ไหนจะคลื่นน้ำบริเวณนั้นที่ราบเรียบไร้คลื่นลมจนน่าประหลาด ต่างจากพื้นน้ำสีฟ้าระยิบระยับรอบนอก ที่ผิวน้ำมีการเคลื่อนไหว..ตามธรรมชาติของทะเล
“หากข้าเดาไม่ผิด รอบเกาะนั่นคงไม่ใช่น้ำทะเล แต่เป็นโลหิตมาร..!” มู่เชียนเอ่ยเสียงเครียด
โลหิตมาร คือเลือดเนื้อของร่างมารที่ผ่านการเน่าเปื่อยย่อยสลาย… นอกจากนี้การตายของทูติรัตติกาลและอสูรรัตติกาลทั้งหมด จะหลงเหลือไอปราณสีดำเหล่านั้นไว้เพื่อสืบทอดร่างมาร และปฏิบัติการกลืนกินปราณธาตุในมิติแห่งนี้ต่อไป
เส้นสายสีดำสนิทเหล่านั้นอุดมไปด้วยปราณรัตติกาล และเจตจำนงของมารในกระจก พวกมันสามารถเคลื่อนไหว โจมตี กลืนกิน แม้กระทั่งยึดครองร่างของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้ เช่นเดียวกับที่มู่เชียนเคยพบในบ่อโลหิตของถ้ำไร้ตะวัน ทว่าบริเวณรอบเกาะแห่งนั้นปริมาณของมันมีมากกว่าที่นางเคยพบไม่รู้กี่ร้อยเท่า.. !
“จูเก่อหมิง เจ้าคิดว่าเรือของเจ้าสามารถต้านทานโลหิตมารได้หรือไม่ ?” มู่เชียนเอ่ยถามอีกครั้ง ซึ่งผู้ถูกถามที่ยืนหน้าซีดอยู่ใกล้ๆก็ส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความไม่แน่ใจ
“ข้าไม่รู้….” และก็ไม่นึกอยากลองด้วย
นายน้อยแห่งหอข่าวย่อมรู้จักเรื่องราวของโลหิตมารดี มันอันตรายต่อใครบ้างน่ะหรือ…
อันตรายทุกคนน่ะสิ !
ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดๆก็สามารถถูกมันกลืนกินได้ทั้งสิ้น … นอกจากปราณอี้เจ๋อของมู่เชียนก็ไม่มีใครต้านทานมันได้ทั้งนั้น
เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงเคยผ่านประสบการณ์ถูกโลหิตมารทำร้ายมาก่อน เพียงเห็นเส้นสายสีดำสนิทนั้นก็นึกวิตกอย่างมาก พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมาพบโลหิตมารกลางทะเลตะวันออกเช่นนี้… แม้แต่หลันอู่ซือที่ปกติเนิบนาบใจเย็นมาตลอดก็ยังเผยสีหน้าจริงจัง
“นายหญิง น้ำศักดิ์สิทธิ์ในมิติยังเข้มข้นไม่พอที่จะชะล้างมัน ปริมาณก็ไม่เพียงพอด้วยเจ้าค่ะ”
มู่เชียนหรี่ตาพลางคิดหาทางแก้ปัญหา เรื่องโลหิตมารก็น่ากังวลอย่างมาก ไหนจะเรื่องของเหล่าอสูรรัตติกาลที่มีจำนวนมหาศาลเกินจะคาดรอบๆบริเวณนั้นอีก
ดูเหมือนพวกตนจะเจองานหนักแล้วสินะ..
“พี่สี่ของพวกเจ้าอยู่ในนั้นจริงหรือ ?” หญิงสาวเอ่ยถาม จากสถานการณ์อันตรายตรงหน้าหากไม่จำเป็นนางก็ไม่อยากเข้าไปกลางดงปราณรัตติกาลเช่นนั้น
เทพอสูรทั้งสามหลับตาลง ปล่อยปราณสัมผัสออกไปค้นหาครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้น แต่ละคนมีสีหน้าหนักใจอย่างมาก…
“อืมม..ดูเหมือนนางอยู่ที่เกาะนั่นจริงๆ” หลันอู่ซือเอ่ยทอดถอนใจ
“ตรงไหนหรือ.. ?” มู่เชียนเอ่ยถามทันที หากเป็นไปได้นางลอบเข้าไปคนเดียวอาจจะปลอดภัยกว่า ทว่าลวี่ซานถงย่อมเดาความต้องการของนางได้ เทพจิ้งจอกจึงส่ายหน้ามองไปที่เกาะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“นายหญิง น้องสี่ถูกอสูรรัตติกาลล้อมไว้ ทั้งยังถูกสะกดไว้ แทบทั้งร่างรายล้อมด้วยโลหิตมาร ท่านเพียงคนเดียวคงไม่อาจพานางออกมาได้”
“อะไรนะ ?” หากเป็นเช่นนั้นจริง สถานการณ์ของเทพอสูรธาตุดินผู้นั้นย่อมคับขันอย่างมาก มู่เชียนมองไปที่เกาะด้วยความเป็นห่วง ทว่านอกจากเกาะว่างๆแล้วกลับไม่พบสิ่งใด ที่จะคล้ายร่างของสิ่งมีชีวิตเลย
“ไม่ต้องมองแล้ว บริเวณที่พี่สี่ถูกสะกดไว้ก็คือเกาะแห่งนั้น เกาะทั้งเกาะนั่นคือร่างของนาง !!”
‘เกาะทั้งเกาะคือร่าง !’
เช่นนั้นก็หมายความว่า… หากอยากคลายสะกดให้นางก็ต้องเอาชนะและขับไล่โลหิตมารทั้งหมดไปให้ได้เท่านั้น
พวกมู่เชียนมองไปที่เกาะขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แห่งนั้นด้วยความหนักใจ ขณะที่เรือผลักอสูรค่อยๆเข้าไปใกล้บริเวณนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายจะลองเชิง กระทั่งระยะห่างเหลือเพียงร้อยลี้จมูกของพวกเขาเริ่มได้กลิ่นคาวคละคลุ้งลอยมาจากทิศของเกาะแห่งนั้น
“หืมม.. !” จู่ๆ ลวี่ซานถงก็ชะงักราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จากนั้นเทพจิ้งจอกก็เผยสีหน้าเคร่งเครียด ขณะที่หลันอู่ซือหน้าซีดลงถนัดตา เสี่ยวจิ้งเองก็มีสีหน้าหงุดหงิดใจอย่างมาก
เส้นสายสีดำที่เดิมกระจุกตัวอยู่รอบเกาะราวกับรับรู้ถึงอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นโลหิตมารปริมาณมหาศาลก็หมุนวนก่อตัวขึ้นเป็นเส้นยาวๆขนาดใหญ่นับร้อยเส้น ยืดยาวขึ้นเหนือผิวน้ำ มองคล้ายเป็นฝูงงูสีดำสนิทที่กำลังยืดคอขึ้นเพื่อมองหาเหยื่อ
ขนาดของมันแต่ละตัวนั้นมองแต่ไกลยังรู้ว่าใหญ่มหึมา... เทียบกับราชาปลาปีศาจก่อนหน้านี้ยังใหญ่กว่าเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว
“พวกมันรู้ตัวแล้ว !!”
โลหิตมารเฝ้าเทพอสูรธาตุดินอยู่กลางทะเลมาหลายร้อยปี ทว่าเทพอสูรตนนี้หลบอยู่ภายใต้เกราะป้องกันอันแน่นหนา พวกมันจึงไม่อาจแตะต้องนางได้ ดังนั้นเพื่อดับกระหายนอกจากสัตว์อสูรทะเลตัวเหม็นคาวที่ผ่านทางไปมาเหล่านี้แล้ว พวกมันก็ไม่ได้พบเหยื่อตัวอื่นอีก
ทว่าเมื่อครู่ … พวกมันกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันสดชื่นและเปี่ยมพลังของเหล่าเทพอสูรจากบริเวณใกล้ๆ ทว่าเหล่างูยักษ์ไร้ดวงตา พวกมันจึงได้แต่หมุนตัวยึกยักไปมา พลางปล่อยประสาทสัมผัสออกไปสำรวจทั้งซ้ายและขวา หมายจะค้นหาที่มาของกลิ่นอายปราณน่าเอร็ดอร่อยทั้งสามสายนั้นด้วยความกระวนกระวาย และในที่สุดมันก็พบเป้าหมายแล้ว …
บนเรือสีทองที่ลอยโดดเดี่ยวอยู่ไม่ไกลนั้นมีปราณของเทพอสูรที่พวกมันปรารถนาจะกลืนกินเป็นที่สุด ทั้งยังมีถึงสามตนอีกด้วย !!
“กร้าซซซ …..” งูยักษ์โลหิตมารนับร้อยสายอ้าปากกว้างหันมาทางเรือผลักอสูรของมู่เชียนด้วยความหิวกระหายและเกรี้ยวกราด จากนั้นผืนน้ำสีดำสนิทที่เคยราบเรียบก็เปลี่ยนไป…
“กี้ซซซ…” เสียงกรีดร้องเบาๆ ดังมาจากศีรษะหนึ่งที่ลอยนิ่งอยู่เหนือน้ำ ก่อนจะจมหายลงไป ทิ้งไว้เพียงฟองอากาศที่ปุดขึ้นสองสามครั้ง การเคลื่อนไหวเช่นเดียวกันนี้เริ่มเกิดขึ้นจากไม่กี่ร่างก่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความรวดเร็วที่ไม่อาจประมาณได้… พริบตาเดียวศีรษะอสูรนับแสนนั้นก็หายไปจนสิ้น !!
ฟรู่มมม….
น้ำทะเลไหวกระเพื่อมเป็นทาง ด้วยความใสของผิวน้ำทำให้เงาร่างสีดำแปลกประหลาดด้านล่างนั้นได้อย่างลางเลือน คลื่นน้ำสายเล็กๆจากการเคลื่อนไหวของร่างที่ไม่ใหญ่โตนัก ควรทำให้เกิดภาพงดงาม ทว่าเมื่อพวกมันมาจากร่างนับแสนร่างที่กำลังถาโถมเข้ามาหา นั่นย่อมกลายเป็นความน่าหวาดหวั่นแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง …เหนือพื้นน้ำนั้นเงาสิ่งมีชีวิตสีดำหลายชนิดที่ลอยลิ่วมาเหนือผิวน้ำด้วยความรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ !
“ระดับราชันย์อสูร ! ” พวกฟู่หลิงจ้องมองสัตว์อสูรที่บินได้เหล่านั้นอย่างเคร่งเครียด แม้จะเป็นระดับมหาราชันย์เช่นพวกเขาก็ไม่อาจทำใจให้สบายได้
..เพราะลำพังพวกอสูรระดับราชันย์ที่กำลังมุ่งหน้ามานั้น ก็มีไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันตัว !!
‘ไม่สู้คงไม่ได้แล้วสินะ’ ไม่มีผู้ใดไม่เห็นเจตนาเข่นฆ่าของอสูรรัตติกาลเหล่านั้น มู่เชียนเองก็เช่นกัน นอกจากนี้… นางมาเพื่อตามหาเทพอสูรธาตุดิน ฉะนั้นการต่อสู้นี้จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป !
ขณะที่เงาดำฝูงนั้นพุ่งเร็วรี่เข้ามาใกล้เรืออย่างมาก งูโลหิตมารเหล่านั้นกลับมิได้ติดตามมาด้วย พวกมันยังคงว่ายวนเวียนอยู่รอบเกาะฉีหลินด้วยความเกรี้ยวกราดและหิวกระหาย หลายครั้งที่พวกมันทำท่าจะพุ่งมาใส่เรือสีทองลำใหญ่แต่ก็ไม่อาจทำได้ มู่เชียนจึงรู้ว่าพวกมันคงไม่อาจออกนอกพื้นที่ของสระโลหิตได้
ทว่าไม่ทันโล่งใจ หญิงสาวพลันสังเกตเห็นผืนน้ำสีดำสนิทรอบเกาะนั้นค่อยๆขยายขนาดออกมาอย่างช้าๆเช่นเดียวกับที่งูเหล่านั้นค่อยๆคืบเข้าหาเรือของนางด้วยความพยายามอย่างมาก พวกมันกำลังทุกทุกอย่างเพื่อจะเข้าใกล้เรือลำนี้
“กี๊ซซซ….” เสียงกรีดร้องของเหล่าอสูรดังโหยหวนเข้ามาใกล้ พร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งที่รุนแรงขึ้นจนพวกมู่เชียนนึกประหลาดใจ และเมื่อได้มองเงาร่างสัตว์อสูรเหล่านั้นใกล้ๆ จึงได้เข้าใจถึงที่มาของกลิ่นเหม็นร้ายกาจเหล่านั้น
ที่แท้ร่างของอสูรทะเลทั้งเล็กและใหญ่ที่พุ่งเข้ามา ล้วนเป็นร่างที่ตายเน่าไปนานแล้ว !!
ร่างกายส่วนล่างที่แช่อยู่ใต้น้ำยังนับว่าดีอยู่บ้าง อาจเพราะได้รับการรักษาไว้ด้วยความเค็มของน้ำทะเล ทำให้นอกจากความซีดเซียวบวมฉุแทบปริแตกแล้ว จึงไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก
ทว่าใบหน้าที่พ้นน้ำขึ้นมากลับแตกต่างอย่างมาก ด้วยพวกมันล้วนเน่าเปื่อยผุพังแทบไม่เหลือส่วนดี โดยมากล้วนมีเพียงหนังหุ้มกระโหลกและฟันแหลมคมของพวกมันที่ยังคงรูปร่างอยู่ได้ ..ยกเว้นบางตัวที่เพิ่งจะตายได้ไม่นาน ก็จะเหลือเนื้อหนังให้พอได้ระบุสายพันธุ์ของมันได้บ้าง
เหม็นเกินไปแล้ว จูเก่อหมิงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูกอย่างอดไม่ไหว ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เดี๋ยวนะ… นั่นมัน เผ่าเงือกอสูรนี่ !!”
คำว่า ‘เงือก’ กระตุ้นจินตนาการอันคุ้นเคยจากภพก่อน มู่เชียนจึงหันไปมองตามบ้าง หญิงสาวพบร่างเน่าเปื่อยหลายร่างที่ลอยอยู่เหนือผืนน้ำนั้นมีลักษณะคล้ายเงือกจริงๆ ..ครึ่งบนของพวกมันเป็นมนุษย์และครึ่งล่างก็เป็นปลาดังเช่นตำนาน… เสียแต่ว่าศีรษะของมันไม่มีความงดงามแม้แต่น้อย
มู่เชียนไม่อาจอาศัยร่างผุพังตรงหน้าประเมินหน้าตาไปถึงเผ่าพันธุ์ต้นกำเนิดของพวกมันได้ ด้วยใบหน้าที่เปื่อยยุ่ยเน่าสลายนั้น นอกจากเขาหนึ่งเขาที่กลางศีรษะของพวกมันแล้วก็คือริมฝีปากเปื่อยยุ่ย ที่กำลังลอกและหดรั้งขึ้นไปรวมกับเปลือกตา..
“มีเผ่าเงือกอสูรด้วยหรือ.. ?!” จูเก่อหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดอย่างมาก
สิ่งมีชีวิตทรงปัญญานี้ความสามารถของพวกมันนั้นไม่ต่างจากมนุษย์ สามารถฝึกเวทย์ของมนุษย์ได้.. ทั้งยังมีความสามารถของสัตว์อสูรติดกาย เผ่าเงือกอสูรถือเป็นราชาแห่งท้องทะเลอย่างแท้จริง การต้องสู้รบกับสัตว์อสูรเช่นนี้สร้างความหนักใจให้พวกเขาอย่างยิ่ง
แต่นึกไม่ถึงว่า…นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายที่สุด !!
“ดูเหมือนว่า…เงือกอสูรกว่าสิบตัวนั้นบรรลุระดับมหาราชันย์แล้วด้วย !” ฟู่หลิงเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันมาหาเยว่เทียนหงด้วยสีหน้าจริงจัง “ฝ่าบาท ศึกนี้เกรงว่าจะตึงมือเกินไป ! ”
หากมู่เชียนรับมือไม่ไหวก็ไม่หมายความว่าฝ่าบาทของพวกเขาต้องเป็นผู้ลงมือเอง และพวกเขาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลยจริงๆ
หู่อีที่เคร่งขรึมมาตลอด ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดเช่นกัน “กองทัพอสูรรัตติกาลที่พุ่งมานั้นอย่างไรก็ไม่ต่ำกว่าสามแสนร่าง ทั้งยังมีมหาราชันย์อีกสิบกว่าตน เกรงว่าพวกเราไม่อาจรับมือได้”
“เปรี้ยงงง !!” ตัวยังไม่ทันมาถึง ระเบิดสีฟ้าก้อนมหึมาก็ของมหาราชันย์อสูรตัวหนึ่งพุ่งเข้าหาเรือแล้ว โชคดีที่มันไม่อาจทะลุผ่านเกราะป้องกันของไม้ผลักวารีมาได้… ขอเพียงเป็นการลงมือของสัตว์อสูรเรือของจูเก่อหมิงลำนี้ก็ยังป้องกันได้
รอบเรือสีทองอร่ามยามนี้ ปรากฏซากร่างเปื่อยยุ่ยของอสูรทะเลหลายแสนร่าง รายล้อมอยู่แน่นขนัด ดวงตาที่บ้างเปื่อยยุ่ย บ้างกลวงโบ๋ต่างจดจ้องมายังคนบนเรือด้วยเจตนาร้าย
“จูเก่อหมิง นี่หรือที่ท่านว่าแสนตัว สูงสุดที่อสูรระดับราชันย์ หอข่าวของท่านสมควรไปหากินอย่างอื่นแล้วล่ะมั้ง ?” พวกฟู่หลิงทนไม่ไหวอีกแล้ว หากรู้ว่าองค์ราชาต้องมาพบกับศึกระดับนี้ ให้ตายอย่างไรก็จะขอนำทัพหนึ่งล้านของต้าเยว่มาด้วยให้ได้
จูเก่อหมิงถูกต่อว่าก็มีสีหน้ายุ่งยากใจ “ข่าวนั่นผ่านไปตั้งหลายสิบปี จะไม่ให้พวกมันพัฒนาขึ้นบ้างได้อย่างไร ?”
ระหว่างที่พวกผู้ติดตามร้อนใจ เยว่เทียนหงกลับจ้องมู่เชียนนิ่ง สีหน้าของนางเคร่งเครียดทว่ามุ่งมั่น เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวคิดจะสู้กับพวกมัน .. และเขาก็มีหน้าที่ทำให้นางสมปรารถนา..
“ข้าจะพากองทัพขึ้นไปตั้งหลักบนเกาะก่อน” หญิงสาวเอ่ยเสียงนิ่ง อยู่บนเรือเช่นนี้กองทัพเจ็ดธาตุของนางจะเสียเปรียบอย่างมาก… ทัพอสูรร้ายกาจขนาดนี้พวกนางไม่อาจต้านทานได้ มีแต่ต้องขึ้นไปสู้บนบกเท่านั้น
“กลัวอะไรกันเล่า เจ้ามีพญามารมาด้วยเชียวนะ” จูเก่อหมิงหันไปชี้ร่างสูงที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ก่อนจะคลี่ยิ้มได้ใจ ระดับกึ่งเทพยุทธ์อย่างเยว่เทียนหง หากลงมือเมื่อใด สัตว์อสูรร้ายกาจเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากกุ้งหอยทั่วๆไปเท่านั้น
ขณะที่พวกของฟู่หลิงนึกร้อนใจ มู่เชียนก็เอ่ยปฏิเสธออกมาเสียก่อน
“ไม่ได้ !” หญิงสาวเอ่ยปฏิเสธจูเก่อหมิงเสียงแข็ง ก่อนจะหันมาจ้องใบหน้าหล่อเหลาของเยว่เทียนหงนิ่ง “ท่าน.. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามลงมือเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่ ?”
ร่างสูงคลี่ยิ้มบาง… ความเป็นห่วงของนางทำให้เขาอบอุ่นใจอย่างมาก น่าเสียดายที่ครั้งนี้นางไม่ได้คิดมากเกินไป
ทะเลละแวกนี้ปราณรัตติกาลหนาแน่นมาก โลหิตมารกลุ่มนั้นก็มีอิทธิพลต่อปราณบ้าคลั่งในร่างของเกินไป เพียงแค่เข้าใกล้เยว่เทียนหงก็รู้สึกปั่นป่วนแล้ว หากต้องใช้ปราณต่อสู้จริงก็อาจเสี่ยงต่อการที่ปีศาจในร่างจะหลุดจากการควบคุมอีกครั้ง !
คราวก่อนที่ระเบิดพลัง หากไม่ได้เลือดเทพของมู่เชียนช่วยไว้ เขาคงกลายเป็นปีศาจร้าย ลงมือฆ่าล้างคนแคว้นฝูไปจนสิ้นแล้ว
แม้จะเป็นเช่นนั้นทว่าที่นางขอไว้เขาคงไม่อาจรับปากได้ …เขามาที่นี่เพื่อปกป้องนาง ทั้งที่รู้ว่าตรงหน้ามีภัย จะให้เขาปล่อยนางเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามลำพังได้อย่างไร
“เทียนหงท่านกลับไปอยู่ในมิติก่อนดีหรือไม่ ?” เห็นเขายิ้มแต่ไม่รับปากมู่เชียนก็รู้แล้วว่าบุรุษผู้นี้คิดสิ่งใด หญิงสาวจนใจด้วยไม่อาจบังคับร่างสูงตรงหน้าได้ จึงได้แต่ใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
“เทียนหงอย่าทำให้ข้าเป็นห่วง … ได้หรือไม่ ?” หญิงสาวเอ่ยปากอ้อนวอนอย่างอ่อนหวาน ทว่าในใจนางกำลังนึกเสียดายอย่างมาก
หากไม่ใช่เพราะพวกนางมีประตูมิติเชื่อมกัน ทำให้เขาสามารถเข้าออกมิติกำไลได้อย่างอิสระ นางคงจับเขายัดเข้าไปในมิตินั้นนานแล้ว ไม่ต้องมาเสียเวลาเจรจาเช่นนี้
โลกนี้ไม่มียาแก้ความเสียดาย และเยว่เทียนหงก็พอเดาได้ถึงประกายหงุดหงิดและร้อนใจในดวงตาของนาง ชายหนุ่มจึงอมยิ้มขัน
“นึกเสียใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว…” ชายหนุ่มเอ่ยลอยๆ แต่กลับทำให้ร่างบางสะดุ้งเฮือกด้วยถูกรู้ทัน ก่อนที่เสียงการโจมตีจากสัตว์อสูรจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง ทำให้นางยิ่งร้อนรนมากขึ้น
การโจมตียิ่งนานยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าไม่อาจทะลุเข้ามาในเรือผลักอสูรได้ แต่หากหวังเพียงจะล้อมพวกเขาเอาไว้ไม่ให้หนีไปก็ยังทำได้อย่างสบาย และหากรอจนโลหิตมารเหล่านั้นกระจายตัวมาถึงบริเวณนี้เมื่อใด เรือลำนี้คงไม่อาจรอดพ้นไปได้
“ข้าจะรออยู่ในเรือ…พวกฟู่หลิงจะออกไปช่วยเจ้า” เสียงทุ้มหนักแน่นเอ่ยวาจาที่นางไม่คาดคิด ทำให้มู่เชียนอ้าปากจะเถียง ทว่าเยว่เทียนหงก็ยื่นนิ้วมาปิดปากนางไว้
“เชียนเชียน… นี่เป็นขีดจำกัดของข้าแล้ว !” เสียงเย็นเยียบเด็ดขาด ดวงตาสีเทาเปล่งประกายทรงอำนาจ อย่างที่ไม่เปิดโอกาสให้นางต่อรองได้
เขาเป็นบุรุษให้สตรีของตนออกหน้าส่วนตนเองไปหลบอยู่ในมิติอย่างสบายใจจะเป็นไปได้อย่างไร อยู่ด้านนอกนี้เกิดอะไรขึ้นก็ยังจะช่วยเหลือนางได้ทันท่วงที
“ศึกที่จะเกิดขึ้นต้องเป็นศึกยืดเยื้อแน่ เรือของจูเก่อหมิงจะเป็นสถานที่พักฟื้นรักษาตัวสำหรับผู้บาดเจ็บที่ดีที่สุด เจ้าคงไม่ว่างพอที่จะเอาคนนั้นคนนี้เข้า-ออกมิติได้ตลอดเวลาจริงหรือไม่ ?”
คำพูดของเขาทำให้มู่เชียนได้คิด อย่างน้อยอยู่รอบนอกนี่.. ก็เสี่ยงกับโลหิตมารน้อยหน่อย อีกอย่างนางช่วยล่อโลหิตมารไปจากเขาได้นี่
มู่เชียนมองหน้าเจว่เทียนหงนิ่ง ก่อนจะหันไปพิจารณาทะเลโลหิตมารสีดำสนิท ระยะของมันห่างจากเรือลำนี้เกือบห้าสิบลี้
ต้องรีบลงมือแล้ว !
“ข้ากับเหล่าเทพอสูรจะล่อพวกมันไปที่เกาะ… บนหลังของเทพอสูรธาตุดินน่าจะเป็นสถานที่มั่นสำหรับกองทัพเจ็ดธาตุได้” หญิงสาวเอ่ย ก่อนจะหันมาทางพวกฟู่หลิงและองครักษ์หู่ มู่เฉิงหลิน และเทพอสูรทั้งสาม
“ทันทีที่ออกจากเรือลำนี้พวกมันจะกรูกันเข้ามา ทุกคนพร้อมหรือไม่ ?”
พวกเขาทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน จูเก่อหมิงเองก็คิดจะตามไปเช่นกันทว่ามู่เชียนกลับสะบัดมือห้ามไว้
“เรือลำนี้ต้องพึ่งพาท่าน ฝากดูแลคนบาดเจ็บด้วย”
มู่เชียนไม่รอฟังคำทัดทานของเขา หญิงสาวหันหน้าไปทางกราบเรือ ก่อนจะพุ่งร่างออกไปเป็นคนแรก !!
“รักษาชีวิตไว้..!! ห้ามตายแม้แต่คนเดียว !!” เสียงหวานเอ่ยคำประกาศิตทิ้งท้าย ความห่วงใยกระแทกเข้ากลางใจพวกเขาทุกคน รวมไปถึงกองทัพเจ็ดธาตุท้ังสองหมื่นนายที่รออยู่ในมิติด้วยเช่นกัน !
#รี้ดที่รักทุกท่าน พรุ่งนี้เราจะยุ่งมากกก มาได้ดึกๆเลยนะคะ