หลินเฟยที่รักษาบาดแผลให้อี้เฉิน ตั้งแต่ยามดึกสงัด จนเกือบจะไปถึงยามฟ้าสาง นางจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย จากการสูญเสียปราณพลัง พร้อมกับคำพูดของละเอียดเฉินที่กล่าวพูดดังขึ้นมา “ขอบคุณเจ้ามากหลินเฟย หากไม่ได้เจ้าเกรงว่า บาดแผลข้าคงจะไม่สมานรวดเร็วถึงเพียงนี้”
หลินเฟยได้ยินนางพยักหน้าให้อี้เฉินอยู่เล็กน้อย ก่อนใช้ผ้าชุบน้ำภายในห้อง เช็ดคราบเลือด ออกจากเนื้อตัวอี้เฉิน อย่างอ่อนโยน ไม่มีท่าทางรังเกียจ คราบเลือดอี้เฉินแต่อย่างใด
“ข้าทำเองก็ได้หลินเฟย ให้เจ้ามาเช็ดเนื้อเช็ดตัว ที่เต็มไปด้วยคราบเลือดเช่นนี้ เกรงว่ามันคงจะไม่ดีกระมัง”
หญิงสาวแค่นเสียงดุออกมา “เจ้าอยู่นิ่งๆ เถอะ” ทว่าใบหน้าของนาง แดงร้อนฉ่าขึ้นมาไม่น้อยในทันใด เมื่อลูบไล้ไปทั่วกายของชายหนุ่ม ที่เต็มไปด้วยคราบโลหิต
ก่อนนางจะสร้างอาภรณ์ สีฟ้าตัดดำ ให้อี้เฉินสวมใส่ พร้อมกับเสียงผ่อนลมหายใจออกมาน้อยๆ เมื่อรับรู้ว่า พวกเขาทั้งสองใกล้ จะต้องจากลาจากสถานที่แห่งนี้
อี้เฉินที่เห็นสีหน้าแววตาของหลินเฟย มีอาการอาลัยสถานที่แห่งนี้ไม่น้อย เขาเอื้อมฝ่ามือลูบหัว ปลอบประโลมหญิงสาวในกรอบสายตาอย่างเบามือ
“หากเจ้าอยากมาหมู่บ้านแห่งนี้เมื่อใด ข้าจะพาเจ้ามาอย่างแน่นอน”

“อืมๆ” หลินเฟยกล่าวตอบ พร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้มทอประกาย เมื่อแสงอรุณยามเช้า สาดทอเข้ามาภายในที่พัก ตกกระทบใบหน้าหลินเฟย ยิ่งขับให้ใบหน้าขาวเนียนละเอียดของนาง แดงน้อย เห็นได้ชัด ขึ้นมาเป็นกองด้วยความเขินอาย
อี้เฉินกับหลินเฟย ที่ปล่อยให้อารมณ์พาไป ศีรษะทั้งสองต่างก็ค่อยๆ โน้มเข้าหากันช้าๆ จู่ๆ ภายนอกห้องพัก กลับมีเสียงเด็กหนุ่มดังก้องขึ้นมา เฉกเช่นทุกครา ทำให้พวกเขาหยุดชะงักโดยพลัน หลินเฟยที่อายหน้าแดงน้อยขึ้นมาจนร้อนฉ่ายังส่ายหัวออกมา รับรู้ได้ในทันใดว่า เป็นผู้ใดมาเยือน
อี้เฉิน เขาขำกลบเกลื่อนในทันใด เมื่อรับรู้ว่า ภายนอกเป็นผู้ใดที่มาพูดจาโหวกเหวกโวยวาย ก่อนเขาจะสืบฝีเท้าออกไปจากที่พัก เมื่อรู้ถึงตัวตนของจอมยุทธ์คนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ที่มาเฝ้าสังเกตการณ์ อยู่ยังหมู่บ้านลมหวนในยามนี้
“ซีจื่อหยาง เจ้ามาหาน้องหญิงของข้า ทุกวันเลยอย่างนั้นหรือ เจ้าช่างใจใหญ่ไม่เบาเลย” อี้เฉินแค่นเสียงดุออกมาเล็กน้อย ก่อนจะสืบฝีเท้าออกมาจากห้องพักส่วนตัว
ซีจื่อหยาง ครั้นเห็นประตูห้องเปิด เขาแสดงสีหน้าดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทว่ามันกลับผิดคาด เมื่อเขาได้ยินน้ำเสียงชายหนุ่มแค่นเสียงดุออกมา พร้อมกับใบหน้า อี้เฉินมันก็ทำให้ ซีจื่อหยางหน้าบูดบึ้งขึ้นมาโดยพลัน แววตาเริ่มหวาดหวั่นขึ้นมา เมื่อเห็นอี้เฉิน ในกรอบสายตา …ก่อนน้ำเสียงหลินเฟย ภายในห้อง จะกระแอมไอออกมาเสียงดัง ขัดจังหวะอี้เฉินไม่ให้เขาข่มขู่ เด็กหนุ่ม
อี้เฉิน ส่ายหัวออกมาน้อยๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงกระแอมไอของหญิงสาว ก่อนที่จะยกยิ้มไปให้ ซีจื่อหยาง พร้อมกับเข้ามาโอบกอด คอเด็กหนุ่ม ราวกับเป็นมิตรสหาย “เหมือนว่าข้าจะวางท่า กับเจ้าไม่ลงจริงๆ ซีจื่อหยาง มากับข้ามา”
ทั้งสองเดินตรงเข้าไปภายในที่พักของ ชายชราผู้นำหมู่บ้าน ทว่าใบหน้าของ ซีจื่อหยาง กลับไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อเห็นอี้เฉินในกรอบสายตาเขาในยามก่อน น่าคร้ามเกรงมากถึงเพียงใด แต่บัดนี้กับเป็นกันเองไม่ได้ถือตัวแต่อย่างใด
อี้เฉินคำนับไปหา ผู้อาวุโสเยว่เทียนในทันใด เขารับรู้อยู่ก่อนแล้ว ว่าชายชราอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ ..ก่อนอี้เฉินจะกล่าวพูดถึงความเสียใจของเขาในยามนี้ “หลานอกตัญญู ที่ไม่ได้ดูแล ท่านปู่ยามแก่ชรา โปรดท่านปู่ยกโทษให้หลานผู้นี้ด้วย”
หัวหน้าหมู่บ้านลมหวน เขารีบไปพยุงหลานรัก ให้ลุกขึ้นมาในทันที เมื่อได้ยินเสียงหัวเข่า กระแทกพื้นจนดังสนั่น “อี้เฉินเจ้าอย่าพูดเช่นนั้น ปู่ไม่เคยหวังเช่นนั้นเลย เจ้าจะไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
อี้เฉินพยักหน้าเล็กน้อย เชิญท่านปู่เสี่ยวปู่เตียน มานั่งฟังเรื่องราว ที่เขาจะกล่าวพูด “ซีจื่อหยาง เจ้าก็มานั่งฟังด้วยสิ ข้ารู้เจ้าอยากไปดินแดนเบื้องบน”
ผู้อาวุโสเยว่เทียน เขากระแอมไอออกมาเล็กน้อย ไต่ถามซีจื่อหยางด้วยน้ำเสียงดุ “เจ้าได้บอกท่านแม่ของเจ้าหรือยัง ซีจื่อหยาง ถึงเรื่องที่เจ้าอยากจะขึ้นไปดินแดนเบื้องบน”
ชายหนุ่มได้ยิน เขายิ้มหน้าเจื่อนในทันใด ทว่าเขาก็ไม่ยินยอมที่จะจากไป รีบไปนั่งโต๊ะ ภายในห้องรับรองรอฟังสิ่งที่อี้เฉินจะกล่าวพูดออกมา อย่างใจจดใจจ่อ แม้แต่ผู้อาวุโส เยว่เทียน ยังหนังตากระตุก น้อยๆ จากความดื้อรั้นของเด็กหนุ่ม ครั้นเตรียมจะกล่าวพูดเตือนก็ถูก น้ำเสียงอี้เฉินห้ามปรามไว้ในทันใด
“ช่างเขาเถอะ ผู้อาวุโสเยว่เทียน ปล่อยให้เขาฟังเถอะ บางทีมันอาจจะเกี่ยวพันกับความอยู่รอดของดินแดนเบื้องล่างก็เป็นได้ ท่านเองก็น่าจะมาด้วยเรื่อง ดินแดนเบื้องบนใช่หรือไม่”อี้เฉินกล่าวพูดออกมาอย่างไม่มีอ้อมค้อม
ก่อนจะกล่าวพูดประโยคหนึ่ง ขึ้นมาทำให้พวกเขาที่ได้รับฟัง หัวใจสั่นสะท้านกันไม่น้อย“ยามนี้ดินแดนเบื้องบนไม่สงบสุข ราวกับเป็นดินแดนสุกขาววดีอีกต่อไป เต็มไปด้วยควันไฟสงครามลอยคละคลุ้ง แม้แต่ดินแดนหลบซ่อนแห่งนี้ ก็ยังไม่พ้นหายนะ หากดินแดนเทพ ถูกความมืดเข้ากลืนกินปกคลุมไปทั่วอาณา”
ชายชราเยว่เทียน ครั้นได้ยินยังสูดลมหายใจเข้าไปลึก แม้แต่ชายชราเสี่ยวปู้เตียน ยังถอนลมหายใจออกมายาว ในกรอบสายตาชายชราจึงไหววูบ รู้สึกเป็นห่วงผู้เป็นหลาน ในยามนี้อยู่ไม่น้อย
“เจ้าไม่ต้องขึ้นไปดินแดนเบื้องบน ไม่ได้หรืออี้เฉิน” ชายชราเสี่ยวปู้เตียน กล่าวพูดพร้อมเสียงสั่นน้อยๆ กลัวว่าจะไม่ได้เห็นใบหน้าของ อี้เฉินอีกต่อไป หากอี้เฉินขึ้นไปดินแดนเบื้องบนอีกครา
อี้เฉินครี่ยิ้มทอประกาย พร้อมกับแววตาที่สุกสกาว กล่าวคำพูดออกมาอย่างไม่มีลังเล “ท่านปู่ ข้าเจอบรรพชนของข้าแล้ว ยามนี้พวกเขาก็กำลังเป็น ด่าน หน้าทำศึกสงคราม มหาทวีปอย่างห้าวหาญ ข้าจะทิ้งพวกเขา มาอยู่สบายได้เยี่ยงไร โปรดท่านปู่เข้าใจข้าด้วย”
"เช่นนั้นหรืออี้เฉิน เจ้าพบเจอคนภายในตระกูลของเจ้าแล้วหรือ ดี..ดีช่างเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ เช่นนั้นแม่ของเจ้าก็น่าจะตายตาหลับแล้ว" ชายชราเสี่ยวปู้เตียน ครั้นเห็นความยึดมั่นของอี้เฉิน มันก็ทำให้เขากล่าวพูดสิ่งใดไม่ออก อีกต่อไป ทว่าชายชรากลับมีความรู้สึกว่า การจากลาครานี้ไม่รู้จะได้พบหน้ากันอีกหรือไม่
อี้เฉินหันไปหา ผู้อาวุโสเยว่เทียนในทันใด “ท่านเองก็ควรจะไปยังดินแดนเบื้องบนพร้อมกับข้า อายุขัยของท่าน ใกล้จะหมดอายุขัยลงในอีกไม่ช้า หากท่านได้ไฟเทพ จะต้องกลายเป็นเทพสวรรค์แท้จริงได้ อย่างไม่ต้องสงสัย ..ส่วนเรื่องที่คนดินแดนเทพทำกับดินแดนหลบซ่อน ข้าสัญญาข้าจะแก้แค้นมันให้กับพวกท่านเอง ท่านลองไปพูดคุยเจรจากับเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ดู เรื่องที่ข้าบอกได้ก็มีอยู่เพียงเท่านี้”
ก่อนอี้เฉินจะสูดลมหายใจเข้าไปลึก “ข้ามีเวลาให้พวกท่านตัดสินใจ อีกแค่สามวันเท่านั้น ก่อนที่ข้าจะขึ้นไปยังดินแดนเบื้องบนอีกครา”
ชายชราเยว่เทียน ครั้นได้ยินเขาสืบฝีเท้า ออกจากที่พักของชายชราผู้นำหมู่บ้านลมหวนไปในทันใด พร้อมกับเด็กหนุ่ม ซีจื่อหยาง ที่คะยั้นคะยอชายชรา ให้ไปพูดคุยโน้มน้าว ท่านแม่ ซีเซียวของชายหนุ่มให้ยอมใจอ่อน ปล่อยตัวเขาขึ้นไปยังดินแดนเบื้องบน แม้จะรู้ว่าดินแดนเบื้องบน ยามนี้ เข้าสู่ช่วงสงครามก็ตาม
ชายชราเสี่ยวปู้เตียน เขากล่าวพูดออกมาอีกครา ครั้นเมื่อทั้งสอง อยู่ด้วยกันตามลำพังไร้ผู้ใดรบกวนอีกต่อไป “เจ้ามาเล่นหมากเป็นเพื่อนข้า ในช่วงเวลา ที่เหลืออยู่ กับข้าได้หรือไม่”
อี้เฉินเขาคลี่ยิ้มออกมากว้างรับคำของชายชรา อย่างไม่มีลังเล “ได้ๆ ท่านปู่” ครั้นทั้งสองนั่งประจันหน้าบนกระดานหมากล้อม ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้รีบร้อน เดินหมากกันอยู่เช่นนั้น จนลืมวันเวลา ประหนึ่งว่าคำพูดต่างๆ ถูกถักทอผ่านกระดานหมากล้อม ที่พวกเขาทั้งสองเล่น ภายในห้องจึงเงียบสงัด มีเพียงเสียงเดินหมากดังขึ้นมาเป็นระยะๆ เท่านั้น