บทที่ 41
นิกายมาร
ภายในตอกเล็กๆที่อยู่ในเมืองชายแดนของจักรวรรดิลู่ คนจากนิกายมารแทรกซึมเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้มันทำการเดินผ่านถนนเส้นหลักเข้ามาภายในตอกที่ลึกลับแห่งนี้
ภายในสถานที่แห่งนี้แทบจะไม่มีผู้คนอยู่เป็นถนนเล็กๆเส้นนึงที่อับสายตาจากด้านนอก
มันเดินเข้ามาภายในถนนเส้นนี้พร้อมกับเดินเข้าไปภายในบ้านหลังเก่าๆหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นเล็กๆแห่งนี้
ลู่เฟิ่งติดตามมันมาตั้งแต่ด้านนอก ในตอนนี้เห็นคนผู้นั้นเดินผ่านเข้าไปบริเวณด้านใน
ลู่เฟิ่งยืนอยู่บริเวณด้านบนหลังคาดวงตาจ้องมองลงมาพร้อมกับขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน
หลังจากที่เลือกที่จะสะกดรอยตามคนผู้นั้นเค้าเองก็เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้
แต่เมื่อเดินทางสะกดรอยตามมันมามันเองก็เป็นที่แปลกประหลาดเจ้าคนจากนิกายมารเข้ามาแทรกซึมภายในอาณาจักร โดยที่ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดตามชายแดนต่างๆมันน่าจะมีผู้ฝึกฝนวรยุทธที่คอยตรวจตราผู้ที่แทรกแซงเข้ามาภายในอาณาจักรอยู่
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจึงไม่มีพวกนิกายมาแทรกแซงเข้ามาภายในอาณาจักรแห่งนี้เลย
แต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่าความคิดนั้นจะผิดไปแล้ว หลังจากที่ได้มองเห็นคนจากนิกายมารมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของเขาตอนนี้
“ เหตุใดมันถึงมาอยู่ภายในสถานที่อย่างนี้ได้ ”
“ คนจากนิกายมันเข้าไปภายในบ้านหลังนั้นบ้านหลังนั้นมันมีอะไรกัน ”
“ ใจเย็นเอาไว้ถ้าเกิดว่ารีบตามมันเข้าไปมันเองก็จะทำให้อีกฝ่ายนั้นรู้ตัวบางทีอาจจะไม่ได้อันใดกลับมาเลย ”
“ แต่มองถึงสถานการณ์ในตอนนี้มันเองก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่พอสมควร คนพวกนั้นเป็นคนจากนิกายมารที่แทรกแซงเข้ามาภายในอาณาจักร ”
“ เดิมทีแล้วภายในอาณาจักรมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาแต่การที่พวกมันแทรกแซงเข้ามาได้แบบนี้ก็แสดงว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง ”
“ อาจจะมีคนอยู่เบื้องหลังพวกมันและตั้งใจจะขยายอำนาจของนิกายมานภายในชายแดนแห่งนี้ ”
ในชีวิตก่อนช่วงอายุของเขาตอนนี้เขายังคงอยู่ภายในตำหนักบ่มเพาะไม่ได้ออกมาด้านนอกแบบนี้
เพราะแบบนั้นจึงไม่รู้ว่าชายแดนนั้นเกิดอันใดขึ้นแต่ในตอนนี้ตัวของเขานั้นเดินทางออกมา สิ่งที่พบเขาก็คือเจ้าคนจากนิกายมารที่มาเพ่นพ่านอยู่ตามชายแดนของจักรวรรดิ
ลู่เฟิ่งไม่ใจร้อนเขารู้ดีว่าตนเองนั้นถ้าใจร้อนมันจะทำให้เสียการใหญ่
เพราะแบบนั้นในตอนนี้จึงเฝ้ารออยู่บริเวณด้านนอกกำลังมองดูว่าตอนนี้คนผู้นั้นจะออกมาเมื่อไหร่
นั่งรออยู่ประมาณครึ่งชั่วยามชายที่สวมใส่ชุดคลุมสีดำปกปิดทั่วทั้งร่างกายก็เดินออกมาจากภายในบ้านหลังนั้น
ลู่เฟิ่งสังเกตมันจากไกลๆเขามั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่สามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนของเขาได้
เพราะว่าอีกฝ่ายนั้นยังไม่ได้มีคุณสมบัติหรือว่าความสามารถมากพอ การฝึกฝนในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามันไม่ได้เพียงแค่ยกระดับของทักษะกระบี่ของเขาเพียงแค่นั้น
แต่ว่ามันยังยกระดับทักษะอีกหลากหลายด้าน การซ่อนเร้นตัวตนเองก็เป็นหนึ่งในทักษะที่เขานั้นได้เรียนรู้มา
เพราะแบบนั้นในตอนนี้ที่สำคัญคือ ตัวตนของเขามันเองก็ถูกซ่อนเร้นเอาไว้จนทำให้คนผู้นั้นไม่รู้ถึงการมีอยู่แล้วว่าจะโดนจ้องมองอยู่ในระยะห่างไม่ถึงร้อยเมตร
ลู่เฟิ่งสังเกตร่างกายของคนผู้นั้นอีกครั้งพร้อมกับใช้ดวงตาของตนเองประเมิน
“ คนจากนิกายมานผู้นี้ขอบเขตไม่ได้สูงมากนักมันน่าจะอยู่ในระดับสร้างพลัง ”
“ ซึ่งตัวของมันที่อยู่ในระดับนี้ก็แสดงว่าเป็นเหมือนกับพวกทหารระดับล่างของภายในนิกายมาร ”
“ ถ้าเข้าปะทะกันแล้วข้าเองก็คงจะไม่ต้องกังวลผลแพ้ชนะอย่างไรเสียมันเองก็น่าจะไม่สามารถสู้ข้าได้อยู่แล้ว ”
“ แต่เอาเป็นว่าในตอนนี้จำเป็นจะต้อง… จัดการกับบ้านหลังนั้นก่อนดูว่ามันเป็นสถานที่อันใดกันแน่ ”
หลังจากคนจากนิกายมารเดินผ่านจนจุดนี้ไปจนหายไปจากสายตา
ลู่เฟิ่งกระโดดลงไปอย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปยังบ้านหลังเก่าเก่าที่คนผู้นั้นเดินเข้าไปก่อนหน้านี้
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ใกล้ดวงตามองดูบ้านเก่าเก่าที่อยู่เบื้องหน้า มันเป็นบ้านเก่าเก่าหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บนถนนเล็กๆเส้นนี้ที่เป็นจุดลับสายตาของผู้คน
มองดูภายนอกบ้านหลังนี้มันเป็นบ้านธรรมดาธรรมดาทั่วไป ตรงประตูเองก็ไม่มีอะไรเด่นเป็นพิเศษแถมสภาพบ้านยังดูทรุดโทรมมากอีกด้วย
ในสายตาของคนธรรมดาทั่วไปคงจะมองว่าบ้านหลังนี้มันไม่มีอะไรเลยแม้แต่น้อย
แต่ว่าตัวของลู่เฟิ่งนั้นกลับมองแตกต่างออกไป ดวงตาของเขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
พลังจากนิกายมาร ที่มันแผดพุ่งออกมาจากภายในบ้านหลังนั้นจนสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
“ พลังจากนิกายมารสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าด้านหลังนี้มันมีพลังจากนิกายมาซ่อนเร้นเอาไว้อยู่ในนั้น ”
“ ช่วยไม่ได้ลองเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน ” ลู่เฟิ่งขยับร่างกายของตนเองไปด้านหน้า
เข้าไปประชิดประตูไม้ที่ถูกปิดเอาไว้ ฝ่ามือของเขายกขึ้นมาพร้อมกับดันประตูไม้เปิดอย่างช้าๆ
ฝ่ามือที่เลื่อนเปิดประตูอย่างเบามือพร้อมกับทักษะที่เยี่ยมยอด มันทำให้แทบจะไม่เกิดเสียงกระทบจากการเปิดประตูเลยแม้แต่นิดเดียว
ลู่เฟิ่งมองตรงไปด้านหน้า ในตอนนี้สิ่งที่มองเห็นหลังจากแทรกแซงเข้ามาภายในบ้านหลังนี้ได้เสร็จด้านหน้ามีแต่ความมืดมิด
สภาพบ้านที่มองเห็นเหมือนกับบ้านธรรมดาธรรมดาที่เป็นบ้านร้างและไม่มีผู้ใดอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มีทั้งคราบฝุ่นหรือแม้กระทั่งข้าวของที่พังและเสียหาย
ลู่เฟิ่งหยุดนิ่งตั้งแต่เข้ามาภายในห้องแห่งนี้ ดวงตาของเขาประเมินรอบๆอย่างละเอียดถี่ถ้วน
‘ ประหลาดเกินไป ไม่ว่ามองอย่างไรมันก็ไม่น่าจะใช่บ้านร้างธรรมดา ’
‘ ถ้าแบบนั้นก็แปลว่า… ’ ลู่เฟิ่งเริ่มเดินสำรวจภายในห้องแห่งนี้
เขาเริ่มใช้ดวงตาและใช้มือของตนเองจับทำตามส่วนต่างๆของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพื้นหรือเป็นผนังราวกับว่ากำลังหาบางอย่างอยู่
ผ่านไปสักพักหลังจากที่ใช้มือของตนเองจับคำบริเวณรอบๆ ตัวของเขาก็ไปพบเข้ากับสิ่งที่ตนเองนั้นคิดเอาไว้
“ เจอแล้ว.. ”
ตรงพื้นบ้านที่ถูกปกคลุมไปด้วยคราบฝุ่น ในตอนนี้มันเหมือนกับมีช่องว่างบางอย่างที่สามารถสอดนิ้วเข้าไปได้
ลู่เฟิ่งใช้มือของตนเองค่อยๆสอดเข้าไปแล้วก็เปิดมันออกมา เมื่อเปิดพื้นบ้านขึ้นสิ่งที่พบเห็นคือทางเดินลับที่ลงไปด้านล่าง
“ เป็นอย่างที่คิดจริงๆด้วย ”
“ พวกนี้นิกายมารมักจะอ้างที่กบดานของตนเองอยู่ใต้ดิน”
ลู่เฟิ่งมีประสบการณ์ต่อสู้กับพวกมันมาหลายครั้งก่อนที่จะย้อนกลับมา เพราะแบบนั้นรู้ข้อมูลของพวกมันพอสมควรเลยทีเดียว
ลู่เฟิ่งไม่รีรอรีบลงไปด้านล่าง ทางเดินใต้ดินที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี มองดูจากทางเดินที่มันถูกสร้างขึ้นดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้สร้างขึ้นเพียงแค่ปีหรือ 2 ปี
“ ดูเหมือนว่าพวกมันจะปักหลักอยู่ที่เมืองชายแดนมาเป็นเวลานานแล้ว”
“ ห้ามเดินลับนี่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นทางเชื่อมโยงระหว่างเมืองทั้งเมือง ”
ลู่เฟิ่งขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ลู่เฟิ่งรู้เจตนาของพวกนิกายมารเป็นอย่างดีการที่พวกมันเข้ามาภายในดินแดนแห่งนี้ก็แสดงว่าดินแดนลู่คงจะไม่ปลอดภัย
ในขณะที่ลู่เฟิ่งกำลังเดินอยู่นั้น เขาก็ไปพบกับแสงด้านหน้าคล้ายว่าเป็นห้องโถงแห่งหนึ่ง ประตูขนาดใหญ่ถูกแง้มเปิดเอาไว้เล็กน้อย
เสียงของคนผู้หนึ่งได้ดังเล็ดรอดออกมาจากด้านใน “ แผนการไปถึงไหนแล้ว ”
ลู่เฟิ่งดวงตาเบิกขว้าง
จบบท