ตอนที่39 ใช้เวลาสองสัปดาห์
ฉินเจ๋อตกใจมากแต่เหวินเหยาเชื่อคำพูดของหนูน้อยอย่างหมดใจ
เพราะแม่สามีของเธอไม่เคยเป็นคนพูดจาไร้สาระมาก่อนต่อให้เธอจะรักหลานสาวตัวเล็กคนนี้มาก แต่เธอไม่มีทางมาเล่นตลกกับเรื่องแบบนี้แน่นอนในเมื่อบอกว่าโจวโจวทำได้ นั่นหมายความว่าหนูน้อยจะต้องทำได้จริง ๆ
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ในที่สุดหินก้อนใหญ่ในหัวใจของเธอก็ถูกปลดปล่อยออกไป
เธอมองไปยังโจวโจวแล้วพูดอย่างจริงจังว่า“โจวโจว ขอบคุณนะ”
ได้ยินแบบนั้นหนูน้อยโจวโจวจึงเงยหน้าส่งยิ้มให้เธอ “ไม่เป็นไรค่ะ”
ฉินเลี่ยเหลือบมองนาฬิกาในตอนนี้เอง ด้านล่างตึกได้มีเสียงรถตำรวจดังขึ้น เขาจึงพูดขึ้นว่า“ทุกคนกลับไปก่อนเถอะ ที่เหลือให้ผมจัดการเอง”
“อืม”ย่าฉินพยักหน้า เธอจูงมือโจวโจวเดินออกไป เพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องความสามารถของหนูน้อยมากนักเพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นเรื่องที่เหนือจินตนาการเกินไปขนาดคนในครอบครัวยังตั้งคำถามกับคำพูดของเธอ แล้วคนนอกล่ะ ? จะไม่ตั้งคำถามกับเธอยิ่งกว่าหรือ? พอถึงตอนนั้นหากหนูน้อยถูกสอบปากคำจนกลัวขึ้นมาจะทำอย่างไร ฉะนั้นพาเธอกลับไปก่อนดีกว่า
ส่วนจะลงโทษเถาหลันอย่างไรนั้นตอนนี้พ่อของเธอได้สืบเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้มาหมดแล้วทำไมต้องกลัวว่าจะหาบทลงโทษผู้หญิงคนนี้ไม่ได้กันล่ะ ?
โจวโจวหันกลับไปมองเถาหลันเมื่อเห็นว่าจุดเจียนเหมินของผู้หญิงคนนี้เป็นสีดำคล้ำ เห็นได้ชัดว่ามันคือโหงวเฮ้งของคนที่กำลังจะเข้าคุกฉะนั้นหนูน้อยจึงเดินตามย่าฉินออกไปอย่างสบายใจ
ไม่ถึงสองวันทุกคนก็ได้ข่าวว่าเถาหลันติดคุกฐานยักยอกเงินของรัฐบาล ในเวลานี้โจวโจวกำลังฝังเข็มให้ฉินเฟิง ดังนั้นทุกคนจึงแค่ฟังข่าวมาแต่ไม่ได้สิ้นเปลืองเวลาไปกับการคิดเรื่องของเถาหลันแล้วเพราะถึงอย่างไรฉินเลี่ยก็คอยจัดการเรื่องนี้อยู่เถาหลันไม่มีทางได้อยู่อย่างสงบสุขแน่นอน
ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาใส่ใจมากที่สุดคืออาการของฉินเฟิง
“เป็นไงบ้าง? รู้สึกอะไรบ้างไหม ? ” เหวินเหยาจับมือของฉินเฟิงไว้แล้วถามไถ่อย่างเป็นห่วง
ฉินเฟิงเหงื่อผุดเต็มหน้าผากพลางพูดว่า “เจ็บนิดหน่อย”
ครั้งนี้เขาไม่ทนฝืนบอกให้ทุกคนสบายใจแล้วเพราะสำหรับพวกเขาแล้ว การรู้สึกเจ็บปวดถือเป็นเหตุการณ์ที่น่ายินดี
เขาจับมือของเหวินเหยาเอาไว้ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะออกมา พลางพยายามพูดออกมาอย่างดีใจ “แม่ ผมเจ็บ”
เมื่อเห็นเขาร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลอาบแก้มโจวโจวจึงรีบพูดว่า “พี่เจ็ดทนหน่อยนะก่อนหน้านี้ที่พี่ลุกไม่ได้เป็นเพราะมีวิญญาณร้ายกัดกินไปถึงเส้นเอ็นวันนี้หนูจะช่วยลอกเส้นเอ็นให้ใหม่ ดังนั้นมันอาจเจ็บหน่อยนะแต่หลังจากนี้พี่เจ็ดจะไม่เจ็บแล้ว”
ขณะที่พูดหนูน้อยก็หยิบเอาอมยิ้มที่เธอเสียดายไม่ยอมกินออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เขา“พี่เจ็ดกินลูกอมสักหน่อยแล้วกัน”
ช่วงนี้เธอรักษาอาการป่วยให้ฉินเฟิงมาโดยตลอดฉินเฟิงเองก็รู้ว่าเธอหวงแหนอมยิ้มนี้ขนาดไหน เขาจึงส่ายหน้า “เธอกินเถอะฉันไม่กินหรอก”
เหวินเหยาเองก็เช็ดหางตาเธอมองหนูน้อยน่ารักด้วยความเอ็นดู “โจวโจวกินเถอะ พี่เจ็ดของหนูไม่กินหรอกพวกป้าแค่ดีใจกันน่ะ”
“ดีใจ? ” โจวโจวไม่เข้าใจ เธอเติบโตบนภูเขา ไม่ว่าจะเป็นความคิดของคนในวัดพุทธหรือในอารามเต๋าล้วนเข้าใจได้ง่ายพวกเขาจะยิ้มหรือหัวเราะเมื่อมีความสุข จะร้องไห้เมื่อทุกข์ใจแต่ตอนนี้พี่เจ็ดและป้าสะใภ้ต่างร้องไห้ ทำไมพวกเขาถึงบอกว่าดีใจล่ะ ?
เหวินเหยาพยักหน้าเธออธิบายต่ออีกว่า “ที่ผ่านมา ขาของเสี่ยวเฟิงไม่มีความรู้สึกในที่สุดตอนนี้เขาก็มีความรู้สึกแล้ว ต่อให้มันเป็นความเจ็บแต่มันก็เป็นเหมือนปาฏิหาริย์สำหรับพวกเราสิ่งนี้กำลังบ่งบอกว่าเขาใกล้จะลุกขึ้นยืนได้แล้ว ดังนั้นพวกเราจึงดีใจ”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง
โจวโจวเข้าใจแล้วเธอหัวเราะแล้วพูดว่า “มันแน่นอนอยู่แล้ว หลังผ่านวันนี้ไปอาการป่วยของพี่เจ็ดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วแล้วล่ะ”
ขณะที่พูดอยู่นั้นเมื่อเห็นว่าฉินเฟิงกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่โจวโจวจึงรีบฝังเข็มเล่มสุดท้ายลงไปอย่างรวดเร็วนี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการลอกเส้นลมปราณและเส้นเอ็นในร่างกายของเขา แน่นอนว่ามันคือขั้นตอนที่เจ็บปวดที่สุดเช่นกัน
หากไม่ใช่เพราะโจวโจวเตรียมตัวมาดีโดยกดขาของเขาเอาไว้ระหว่างที่ฝังเข็มป่านนี้ฉินเฟิงคงดิ้นพล่านแล้ว
“อีกเดี๋ยวก็จะไม่เจ็บแล้ว”เธอปลอบใจเขาและสะบัดปลายนิ้วของเธอเข็มบนร่างกายของเขาสั่นโดยอัตโนมัติในความถี่เดียวกันทั้งที่ไม่มีลมและพลังวิญญาณได้ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาผ่านปลายนิ้วของหนูน้อย
เมื่อเห็นภาพนี้เข้าฉินเจ๋อเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจเขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อมองไปยังลูกชายเขาก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเองอีกครั้ง
ความเจ็บปวดรุนแรงในชั่วขณะผ่านพ้นไปจากนั้นมันตามมากระแสของความอบอุ่น ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกสบายตัวมากทันใดนั้นความเจ็บปวดก็สงบลง
โจวโจวบิดเข็มด้วยมือข้างหนึ่งจับชีพจรด้วยมืออีกข้าง รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของพลังวิญญาณที่ถ่ายทอดเข้าไปในร่างกายของพี่เจ็ด
เข็มถูกดึงออกมาหลังจากที่พลังวิญญาณไหววนรอบตัวเขาและช่วยกำจัดวิญญาณชั่วร้ายทั้งหมดที่ปนเปื้อนตรงจุดอื่นในร่างกายของเขา
หนูน้อยจึงพูดขึ้นว่า“ตอนนี้วิญญาณชั่วร้ายและปราณร้ายพวกนั้นอยู่ที่ขาของพี่เจ็ดเป็นหลักส่วนอื่นหนูช่วยกำจัดจนสะอาดแล้วคงต้องใช้เวลาหน่อย”
เพราะกลัวพวกเขาร้อนใจโจวโจวจึงต้องบอกสถานการณ์ของพี่เจ็ดให้พวกเขารู้ก่อน
ตราบใดที่ลูกชายอาการดีขึ้นไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็นข่าวดีสำหรับเหวินเหยา เธอจึงถามหนูน้อย “แล้วเราต้องใช้เวลานานแค่ไหนจ๊ะ? ”
โจวโจวชูสองนิ้ว
เมื่อเห็นแบบนั้นเหวินเหยาก็ผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก “สองปีหรือ ได้สิ”
ถ้ารักษาให้หายได้สองปีก็ไม่นับว่านาน
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าโจวโจวกลับมองเธอด้วยความแปลกใจแทน “หนูหมายถึงสองสัปดาห์ต่างหาก”
เหวินเหยาได้ยินแบบนั้นก็ตกตะลึง
หนูน้อยว่าอย่างไรนะ? เธอบอกว่าใช้เวลาเท่าไหร่ ? สองอะไร ? สองสัปดาห์หรือกี่สัปดาห์นะ ?
เมื่อได้สติกลับมาเหวินเหยาก็ลุกขึ้นพรวดทันทีเธอพูดเสียงหลงด้วยความตื่นเต้นและแปลกใจไปในคราวเดียวกัน “สองสัปดาห์ ? ! ”
“ใช่แล้ว”เมื่อเทียบกับเธอที่ตื่นตะลึง เห็นได้ชัดว่าโจวโจวสงบกว่ามาก“เดิมทีใช้เวลาแค่สัปดาห์เดียวก็ได้แล้ว แต่พี่เจ็ดร่างกายไม่แข็งแรงใช้ยาแรงคงไม่ไหว ดังนั้นจึงต้องเพิ่มระยะเวลาเป็นสองสัปดาห์”
ในขณะที่พูดนั้นหนูน้อยยังส่ายหน้าด้วยความรู้สึกผิด โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดในชีวิตของเหวินเหยาแล้ว
เพราะไม่เพียงแต่สามารถรักษาอาการป่วยของลูกชายเธอได้เท่านั้นแต่ยังใช้ระยะเวลาที่น้อยมากอีกด้วย
ตอนนี้เธอตื่นเต้นมากเธอจับมือของหนูน้อยเอาไว้แน่นแล้วกล่าวว่า “โจวโจว ต่อไปนี้ไม่ว่าจะให้ป้าสะใภ้เป็นวัวหรือม้าก็จะต้องตอบแทนหนูให้ได้! ”
มองดูป้าสะใภ้โจวโจวยิ้มกว้างออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า“ป้าสะใภ้ไม่ต้องเป็นวัวเป็นม้ารับใช้หนูหรอก ถ้าหากเป็นไปได้แค่ทำอาหารให้หนูกินก็พอแล้ว”
เพราะตอนนี้หนูน้อยเริ่มหิวแล้ว
ปกติต้องรออีกสักชั่วโมงกว่าถึงจะเริ่มหิวแต่วันนี้หนูน้อยฝังเข็มให้พี่เจ็ด เธอใช้พลังงานไปมากดังนั้นวันนี้จึงหิวเร็วกว่าปกติ
“วันนี้หนูน่าจะต้องกินข้าวสัก6 ชาม” ในระหว่างที่พูด หนูน้อยยังคงเกาหัวด้วยความเขินอายราวกับรู้ตัวดีว่าตนเองเป็นเด็กกินจุ
เหวินเหยาชะงักไปเล็กน้อยแต่หลังจากนั้นเธอก็หลุดขำออกมา เธอเห็นท่าทางของหนูน้อยแบบนี้ในใจก็ยิ่งอ่อนยวบเข้าไปใหญ่ “งั้นก็กินสิ ต่อให้ต้องทำเป็นสิบมื้อยี่สิบมื้อป้าก็จะทำให้หนูกิน ! ”
ระหว่างที่พูดเธอก็เหลือบไปมองลูกชาย เมื่อเห็นว่าเขาทำตาปรือเหมือนใกล้จะหลับเธอก็รีบออกไปทำอาหารให้หนูน้อยโจวโจวทันที
รอจนกระทั่งโจวโจวทำยาให้ฉินเฟิงเสร็จแล้วเหวินเหยาก็ทำอาหารเสร็จไปหลายเมนู
และเมื่อเห็นว่าโจวโจวเดินเข้ามาเธอจึงหันไปพูดกับหนูน้อย “โจวโจวกินสิ เดี๋ยวป้าจะทำเพิ่มให้”
ทุกเมนูเป็นเมนูมังสวิรัติทั้งหมดเห็นได้ชัดว่าเธอทำตามที่โจวโจวกิน อีกทั้งปริมาณอาหารยังเยอะมากเช่นกันโจวโจวปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ พลางยื่นหน้าไปดมอาหารอย่างมีความสุข
หนูน้อยที่ได้ยินแบบนั้นจึงรีบพูดว่า“ป้าสะใภ้ไม่ต้องทำเพิ่มแล้ว หนูกินข้าวเพิ่มก็ได้แล้วค่ะ”
“ใกล้เสร็จแล้วจ้ะ”เหวินเหยาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เธอยังคงทำอาหารต่อไป โจวโจวช่วยทุกคนไว้ขนาดนี้เธอจึงอยากทำอาหารให้หนูน้อยกินหลาย ๆ เมนูหน่อย
ถึงแม้ว่าในคฤหาสน์จะมีแม่บ้านแต่ปกติเหวินเหยามักจะเข้าครัวเอง ฝีมือการทำอาหารของเธอยอดเยี่ยมมากอีกทั้งยังทำอาหารออกมาได้น่าทาน โจวโจวกินไปพลางยกนิ้วชื่นชมไป “อร่อยมากเลยค่ะ !”
“อร่อยก็กินเยอะๆ นะ” เหวินเหยายกอาหารจานสุดท้ายมาให้ เธอนั่งลงข้างหนูน้อยมองดูหนูน้อยกินอาหารด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ก่อนหน้านี้เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ แม่สามีของเธอถึงอยากรับเด็กหญิงตัวเล็กคนนี้มาเลี้ยงแต่ตอนนี้เธอรู้สึกขอบคุณมากสำหรับการตัดสินใจของแม่สามี ถ้าเธอไม่เจอโจวโจวและไม่ถูกหนูน้อยขัดจังหวะขอลูกประคำเส้นนั้นไปเกรงว่าเสี่ยวเฟิงคงจะตายเร็วตามที่เถาหลันต้องการแน่นอน
เมื่อคิดถึงตรงนี้เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจเล็กน้อยแววตาที่เธอมองไปยังหนูน้อยยิ่งเต็มไปด้วยความขอบคุณและความซาบซึ้งใจมากกว่าเดิม“โจวโจว ต่อไปนี้หนูอยากกินอะไรก็บอกป้านะ ป้าจะทำให้กิน”
“ได้ค่ะ”โจวโจวแกว่งเท้าเล็ก ๆ อย่างมีความสุข
ซึ่งบังเอิญกับเป็นตอนที่ฉินเริ่นเดินเข้ามาหนูน้อยรีบหันไปมองทำให้สบตากับเขาเข้าอย่างพอดิบพอดีหนูน้อยขนลุกชันไปทั่วทั้งตัว เธอตกใจจนแทบจะตกลงมาจากเก้าอี้
ทำไมสายตาที่พี่ใหญ่นักวิทยาศาสตร์มองเธอถึงได้ดูผิดปกติยิ่งกว่าเดิม!