ตอนที่ 38 :กระดิ่งวรรณกรรมระเบิดแล้ว!
“เกิดเหตุอันใดขึ้น ? ”
คณบดีเจิ้งจือชิวเฉินจิ้นเป่ย และอาจารย์ท่านอื่น ๆ ต่างพากันตื่นตกใจ
“กระดิ่งวรรณกรรม......”
วิ้ว !
ท่านอาจารย์จางเมี่ยวหยุนเพิ่งจะเอ่ยปากพูดก็กระอักเลือดคำโตออกมาทันใดนั้นเลือดในหูพลันไหลออกมา สีหน้าซีดเซียวพลางเอ่ยว่า “กระดิ่งวรรณกรรม......ระเบิดแล้ว! ”
“กระดิ่งวรรณกรรมระเบิดแล้ว ? ”
“กระดิ่งวรรณกรรมระเบิดได้เยี่ยงไรกัน ? นี่เป็นสมบัติล้ำค่าทางวรรณกรรมซึ่งทำให้รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของพรสวรรค์แห่งฟ้าดินภายในแดนจินโจว”
“คงจะไม่ใช่เป็นเพราะบทกวีของหลินอี้กระมัง ? ”
เหล่าบัณฑิตในตอนนี้ต่างตะลึงโดยทั่วกัน โดยเฉพาะเมื่อบัณฑิตหญิงผู้หนึ่งกล่าวความคิดเห็นของตนออกมาความเงียบกริบก็เข้าครอบครองบรรยากาศของสถานที่อีกครั้ง
“กระดิ่งวรรณกรรมนั้นมีความคล้ายคลึงกับเครื่องวัดแผ่นดินไหวอยู่บ้างเล็กน้อยที่ใดเกิดเหตุสั่นไหวของพลังพรสวรรค์จนถึงระดับหนึ่งแล้วก็จะส่งเสียงดังขึ้น......”
หลินอี้เองก็พอรู้เรื่องมาบ้าง
ในใจเขาคิดว่ากระดิ่งวรรณกรรมคงจะไม่ถึงขั้นถูกบทกวีของเขาทำให้ระเบิดหรอกกระมัง?
“ฮ่าฮ่าฮ่า......”
คณบดีเจิ้งจือชิวแสดงสีหน้าตะลึงงันจากนั้นจึงลูบไล้หนวดเคราอย่างเบา ๆ พลางเอ่ย “ถ้าหากทายไม่ผิดละก็สาเหตุที่กระดิ่งวรรณกรรมระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ นั้นมีความเกี่ยวข้องกับหลินอี้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งเชียวละ ! ”
“เกี่ยวข้องกับหลินอี้รึ ? ”
เหล่าบัณฑิตและอาจารย์จำนวนหนึ่งเริ่มแสดงสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก
วิ้ว !
จางเมี่ยวหยุนกระอักเลือดออกมาอีกครั้งความเย็นชาเข้าครอบคลุมทั่วร่างกายเขา
“กระดิ่งวรรณกรรมของสำนักศึกษาผิงโจวนั้นสามารถทนรับน้ำหนักของแรงสะเทือนแห่งพลังพรสวรรค์ได้เพียงจำกัดเท่านั้น วันนี้หลินอี้เขียนบทกวีระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์ถึงสองบทด้วยกัน
ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนพลังพรสวรรค์แห่งฟ้าดิน ผนวกกับเสียงสวรรค์เส้นทางวรรณกรรมกระดิ่งวรรณกรรมไม่แตกก็คงเป็นเรื่องแปลกเสียด้วยซ้ำ ! ”
เจิ้งจือชิวเบิกบานใจ พลางยิ้มกรุ้มกริ่มชำเลืองมองหลินอี้เอ่ยว่า “หลินอี้ เจ้าทำให้ข้าต้องมองเจ้าใหม่จนได้ ! ”
หลินอี้คาดไม่ถึงเลยว่าเหตุระเบิดของกระดิ่งวรรณกรรมครั้งนี้จะโยนความผิดให้เขา
ทว่าเขาก็ยอมรับผิด !
อีกอย่างคือตอนนี้ไม่ได้ถกกันถึงช่วงเวลาที่กระดิ่งวรรณกรรมระเบิดฉะนั้นเรื่องของเขาจึงยังสะสางไม่เสร็จ
หลินอี้จ้องมองหลี่เหวินโป๋ที่นั่งฟุบกับพื้นพลางเอ่ย “บทกวีของข้า ไม่รู้ว่ามีพลังพรสวรรค์เท่าใด ? ”
“ข้า......?”
ใบหน้าหลี่เหวินโป๋แดงระเรื่อพลางก้มศีรษะลง มิปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
ระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์
อย่างน้อยสุดก็คงมีพลังพรสวรรค์หกถัง
ทว่าเขาภูมิใจกับบทกวีของตนเองและคิดว่าบทกวีของหลินอี้คงไม่เกินพลังพรสวรรค์สี่ถังเพียงแค่คิดว่าตนกับเหล่าบัณฑิตต่างก็แสดงสีหน้าเย้ยหยันหลินอี้ความรู้สึกร้อนผ่าวก็ผุดขึ้นทั่วใบหน้า
ปีนงั้นรึ ?
ครั้งนี้เขาคงจะต้องปีนแทนแล้วกระมัง !
“พวกพู่กันและน้ำหมึกปลุกเสกคุณภาพสูงมีผลช่วยให้สามารถยกระดับพลังพรสวรรค์ให้งานประพันธ์ได้......”
ในเวลานี้ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งลุกขึ้นพลางเอ่ย “งานประพันธ์ของหลินอี้นั้นใช้พู่กันและน้ำหมึกของอาจารย์เฉินงานประพันธ์ของเขาจริง ๆ อาจจะยังไม่ถึงขั้นระดับกู่ก้องดินแดนพรสวรรค์หรอกกระมังแต่เป็นเพราะมีพู่กันและน้ำหมึกปลุกเสกของอาจารย์เฉินดังนั้นพรสวรรค์ของเขาจึงทำให้ผู้คนประหลาดใจได้เช่นนี้ถึงอย่างไรก็ตามข้าก็ไม่เคยเห็นพรสวรรค์อันล้ำค่าเช่นนี้มาก่อน ! ”
“ถูกต้อง ! ”
“ต้องเป็นเช่นนี้แน่ ! ”
“ความจริงย่อมเป็นเช่นนี้เมื่อครู่ข้าก็เกิดลังเลและสงสัยในประเด็นนี้ ! ”
อาจารย์ท่านอื่น ๆ ต่างพยักหน้า คิดว่าอาจารย์ท่านนี้กล่าวมีเหตุผล
“หุบปากไปเสียเถอะ ! ”
คณบดีเจิ้งจือชิวปริปากกล่าวตำหนิ “พวกเจ้าเป็นถึงอาจารย์ เหตุใดสายตาจึงแคบสั้นเช่นนี้แม้แต่ห้าวหลานเจิ้งชี่ก็ดูไม่ออกเชียวรึ เห็นทีคณบดีอย่างข้าคงต้องพิจารณาถอดถอนพวกเจ้าแล้วกระมัง ? ”
“อะไร......อะไรกัน ? ”
อาจารย์ผู้ซึ่งลังเลสงสัยในตอนนี้ปรากฏสีหน้าตกตะลึงงันอย่างยิ่ง
สภาพจิตใจของอาจารย์ท่านอื่นได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและความอาจหาญก็พังทลายจนหมดสิ้น
ห้าว......ห้าวหลานเจิ้งชี่?
เหล่าบัณฑิตต่างงุนงง การแรงกระเทือนทางคำพูดแต่ละครั้งทำให้สมองของพวกเขาในตอนนี้แทบจะว่างเปล่าหมดแล้ว
เจิ้งจือชิวกล่าว “ก่อนหน้านี้พวกเจ้าเองก็รับรู้ได้ถึงพลังห้าวหลานเจิ้งชี่แล้วเช่นกันนั่นเป็นเพราะหลินอี้เป็นผู้รับมาขณะอยู่ในศาลาว่าการเขต ! ”
“นี่นี่นี่......”
อาจารย์บางท่านถอยเท้าไปข้างหลังพลางจ้องมองหลินอี้ด้วยสีหน้าสั่นไหวและริมฝีปากบ่นพึมพำ
ไม่มีเหตุผล พวกเขาพลางเกิดความรู้สึกผิดขึ้นในหัวใจ
ขณะเดียวกันตอนนี้
ในขณะที่หลินอี้จ้องเขม็งไปที่หลี่เหวินโป๋และเอ่ยถามว่าบทกวีของเขามีพลังพรสวรรค์เท่าไรอยู่นั้นมือทั้งสองข้างของเฉินจิ้นเป่ยก็ถือม้วนอักษรเดินเข้ามา
เขาไม่ได้ใช้พลังพรสวรรค์เลยดังนั้นจึงรู้สึกราวกับว่าเกินกำลังอยู่บ้าง
ปัญญาชนผู้ไร้พรสวรรค์ กล่าวเลื่อนลอยโดยไร้หลักการ
เฉินจิ้นเป่ยสูดลมหายใจลึกพลางหันไปมองหลินอี้ คณบดีและเหล่าบัณฑิตสำนักศึกษาพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พลังพรสวรรค์หกถัง กระดาษมีน้ำหนัก 69 ชั่ง ”
“อะไรกัน ! ”
“อะไรกัน ? แค่แตกต่างกว่าระดับทะลวงจังหวัดเพียงแค่นิดเดียวไม่ใช่หรือ ?ถึงขั้นทำให้กระดิ่งวรรณกรรมระเบิดได้เชียวหรือ......”
เหล่าอาจารย์ไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไรดี
พูดอย่างไรก็ดูเหมือนเปล่าประโยชน์ไร้อำนาจ ยิ่งทำให้สายตาพวกเขาดูตื้นเขินและดูเหมือนพวกเขาจะมีความรู้แค่งูๆ ปลา ๆ !
“อ๊า ขาดเพียงนิดเดียว ขาดเพียงแค่นิดเดียว ! ”
คณบดีเจิ้งจือชิวโมโหจนกระทืบเท้า “ถ้าหากว่าข้ามีบทกวีระดับทะลวงจังหวัดสักหนึ่งบทเพื่อไปสถานศักดิ์สิทธิ์ละก็คงเพียงพอที่จะแลกกระดิ่งวรรณกรรมและวิทยายุทธ์วรรณกรรมที่แข็งแกร่งกลับมาได้”
เฉินจิ้นเป่ยกล่าวด้วยอารมณ์ไม่สู้ดีนัก “บทกวีระดับกู่ก้องดินแดน......ก็คงจะสามารถแลกกระดิ่งวรรณกรรมที่ดีมาได้! ”
“บทกวี ข้าอยากเห็นบทกวี ! ”
หลี่เหวินโป๋ลุกขึ้นมาจากพื้นพลางมองไปยังเฉินจิ้นเป่ยพร้อมกล่าวอย่างดื้อรั้น“ข้ารู้ดีว่าข้าแพ้มากเพียงใด ! ”
ในใจของเขายังคงมีความโอหังอวดดีอยู่บ้างเล็กน้อย
ซ่า !
ซ่า !
ในตอนนี้เหล่าบัณฑิตต่างได้สติกลับคืนมาและสายตาก็จับจ้องไปยังเฉินจิ้นเป่ยพวกเขาอยากรู้ว่าหลินอี้ท้ายที่สุดแล้วจะประพันธ์บทกวีอย่างไรออกมากันแน่ !
เฉินจิ้นเป่ยมองหลี่เหวินโป๋ด้วยสายตาเวทนา “แน่ใจหรือว่าเจ้าอยากจะดู ? ”
“ดู ! ”
หลี่เหวินโป๋กัดฟันกรอดกล่าว
เจิ้งจือชิวระเบิดอารมณ์ใส่เฉินจิ้นเป่ยและด่าทอ “ข้าให้เจ้าอ่าน เจ้าก็อ่านเจ้าจะแสร้งสร้างสถานการณ์งั้นรึ ? ”
“ฮึ ! ”
เฉินจิ้นเป่ยอ้าปากค้างและกล่าวไปทางคณบดี “ท่านเป็นผู้อุทิศตนเพื่อบทกวีของสำนักศึกษาถึงเพียงนี้เชียวรึ? ”
“วิทยายุทธ์วรรณกรรมของสำนักศึกษา คัมภีร์ และน้ำหมึกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ยังไม่ถ่องแท้งั้นรึ......”
เจิ้งจือชิวพลางกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“ฮ่าฮ่าฮ่า ขอบคุณน้ำใจ คณบดี ! เช่นนั้นข้าจะอ่านแล้ว......”
เฉินจิ้นเป่ยดีอกดีใจเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงกระแอมลูกคอแล้วอ่านบทกวี
“ลับกระบี่นับสิบปีด้วยความยากเข็ญคมกระบี่แหลมคมไร้เทียมทาน”
“วันนี้ข้าจะแสดงให้ดู ผู้ใดได้รับความอยุติธรรม ?”
อักษรบนม้วนกระดาษ ตามด้วยการอ่านบทกวีของเฉินจิ้นเป่ย และในตอนนี้แสงสีทองก็ผลิบานสว่างไสวเรืองรอง
ทุกคนต่างอดกลั้นอารมณ์เอาไว้ จนดวงตาแทบจะถลนออกนอกเบ้า
กวีบทนี้ ?
เหตุใดถึงมีความรู้สึกราวกับว่าหลินอี้กำลังเย้ยหยันเหล่าบัณฑิตทั้งสำนักศึกษาอยู่......
ความหมายคือข้าตีดาบด้วยความเพียรเป็นเวลาสิบปี วันนี้หยิบออกมาใครได้รับความไม่เป็นธรรมให้ยืนขึ้นในบัดดล
คำถามคือ......บทกวีระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์บัณฑิตทั้งหมดของสำนักศึกษาผิงโจว มีใครกล้ายืนขึ้นบ้าง ?
เพียงแค่เริ่มต้นก็บ้าระห่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ นี่คือการถ่ายทอดมาจากภายในของหลินอี้ซึ่งมีความเป็นปัญญาชนที่มีทั้งความมั่นใจและสุขุม!
จากนั้นแสงสีทองก็ค่อย ๆ กลายเป็นตัวหนังสือบรรจง และสั่นไหวอยู่บนม้วนกระดาษ
หลังจากเฉินจิ้นเป่ยอ่านบทกวีจบแล้วตัวหนังสือสีทองเหล่านี้ก็รวมตัวกันกลายเป็นกระบี่เล่มยาวสีทอง ‘ชิ้ง’ เสียงกวัดแกว่งและแทงทะลุเข้าไปด้านหลังของศาลาจารึกตรงตีนเขา
แสงประกายสีทองของบทกวี ก็สลักลงบนศาลาจารึกทีละตัว ๆ
ศาลาจารึกโคลงเคลงไปมาอย่างรุนแรง จนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน
นี่เป็นเพราะว่าศาลาจารึกคือหินก้อนยักษ์ที่มาจากใต้พิภพซึ่งเชื่อมต่อกับยอดภูเขาของสำนักศึกษา
ศาลาจารึกไม่ล้ม สำนักศึกษาก็ยังยืนยง !
เดิมทีศาลาจารึกคือรากฐานของสำนักศึกษา แต่เพราะว่าสำนักศึกษาผิงโจวไม่มีบทกวีที่สลักจารึกศาลาจารึกจึงเป็นเพียงแค่การจัดตั้งเอาไว้
แม้แต่เจิ้งจือชิวเองก็ไม่มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมชุมนุมสถานศักดิ์สิทธิ์
แต่ตอนนี้ไม่เป็นดังเดิมแล้ว
สำนักศึกษาผิงโจวมีบทกวีบนสลักจารึกแล้ว อีกทั้งตอนนี้ยังมีถึงสองบทและสำนักศึกษาก็ได้รับพลังการปกป้องจากภูเขาอีกด้วย
เมื่อเผชิญกับศัตรูที่แข็งแกร่ง บทกวีบนศิลาจารึกก็จะสามารถกลายเป็นเกราะพลังที่ป้องกันทั้งภูเขาได้
บทกวีบนจารึกยิ่งโดดเด่นเท่าไร พลังอำนาจก็จะยิ่งน่าเกรงขามเท่านั้น !