วันเวลาบนป่าเขามิได้หยุดรอผู้ใด หลังจากค่ำคืนแห่งความฝันอันน่าอัศจรรย์ผ่านพ้นไป ชีวิตของหลินเหยียนก็ยังคงดำเนินไปเช่นเดิม
ยามเช้า เขาแบกตะกร้าสานไม้ไผ่ฝ่าหิมะขึ้นเขาเพื่อขุดเก็บสมุนไพร ยามสายช่วยมารดาตักน้ำ ผ่าฟืน และจัดเตรียมยาต้มภายในกระท่อม
ครั้นตกค่ำ ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันอันริบหรี่ เด็กหนุ่มก็ยังคงนั่งอ่านตำราผ้าป่านเล่มเดิม
พลิกทบทวนบันทึกว่าด้วยพืชพรรณ ศึกษาหลักการหนุนเสริมและหักล้างของสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บางห้วงยามที่ทอดสายตามองควันไฟลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในกระท่อม หลินเหยียนก็มักหวนนึกถึงผืนมหาสมุทรดาราบูรพาและเงาร่างมหึมาเหนือชั้นเมฆในความฝันคืนนั้นอยู่บ้าง
ทว่าท้ายที่สุด สองเท้าของเขาก็ยังคงยืนอยู่บนผืนดินอันแข็งกร้านของหมู่บ้านชิงซี ชีวิตอันเรียบง่ายในแต่ละวันยังคงดึงความคิดของเด็กหนุ่มกลับคืนสู่ความเป็จริงอยู่เสมอ
วันเวลาผ่านพ้นไปอีกหลายวัน และแล้ว... วันที่ทุกคนในหมู่บ้านต่างเฝ้ารอก็มาถึงจนได้
วันนี้คือ ‘เทศกาลโคมไฟฤดูหนาว’ ประจำหมู่บ้านชิงซี
นี่คือประเพณีพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาั้แ่สมัยบรรพบุรุษของหมู่บ้านชิงซี ทุกปีเมื่อเหมันตฤดูดำเนินมาถึง่ที่หนาวเหน็บที่สุด ผู้คนจะร่วมกันจุดโคมไฟและออกมารวมตัวกันในค่ำคืนหนึ่ง
มิใช่เพื่อเฉลิมฉลองสิ่งใดอันยิ่งใหญ่ แต่เพื่อเตือนตนเองว่า ต่อให้ฤดูหนาวจะยาวนานเพียงใด ตราบใดที่แสงไฟยังไม่ดับ ความหวังของผู้คนก็ยังคงอยู่
แม้หมู่บ้านกลางหุบเขาแห่งนี้จะยากจนแร้นแค้น โคมไฟภายในงานจึงไม่อาจเทียบความงดงามตระการตาของเมืองใหญ่ๆได้
ทว่าทุกคนต่างลงมือประดิษฐ์โคมไฟด้วยตนเองอย่างตั้งใจ กระดาษหยาบสีเหลืองเก่า โครงไม้ไผ่ เส้นด้ายป่าน และเศษผ้าสีที่เก็บสะสมไว้ตลอดปี ล้วนถูกนำมาประกอบขึ้นเป็โคมไฟทีละดวงอย่างปราณีต
ดังนั้นความงดงามของเทศกาลค่ำคืนนี้จึงมิได้อยู่ที่ความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่อยู่ที่แสงไฟอันอบอุ่นและรอยยิ้มจริงใจของผู้คนในหมู่บ้านชิงซี
ภายในกระท่อมดินท้ายหมู่บ้าน ควันไฟจากเตาดินลอยอ้อยอิ่งอยู่จาง ๆ
หลินหว่านชิงสวมผ้าคลุมไหล่ผืนเก่า นั่งก้มหน้าประกอบโคมกระดาษดวงย่อม ๆ ให้แก่บุตรชายอย่างตั้งอกตั้งใจ โครงโคมทำจากไม้ไผ่ที่หลินเหยียนเป็ผู้ขึ้นเขาไปตัดและเหลาด้วยตนเอง
ทว่าในสายตาของผู้เป็มารดา ฝีมือของเด็กหนุ่มยังห่างไกลจากคำว่าปราณีตอยู่มาก
“เหยียนเอ๋อร์ เ้าตัดไม้ไผ่ท่อนนี้ไม่ตรงอีกแล้วนะ” หลินหว่านชิงยกโครงโคมขึ้นพิจารณา ก่อนใช้นิ้วลูบขอบไม้ไผ่เบา ๆ
“ดูสิ ตรงนี้ยังหยาบอยู่เลย หากไม่ระวัง เดี๋ยวก็ได้บาดนิ้วเอาหรอก” น้ำเสียงของนางเรียบเรื่อยดังเช่นทุกวัน ทว่ากลับแฝงความเอ็นดูเอาไว้จนปิดไม่มิด
หลินเหยียนที่นั่งยอง ๆ อยู่ข้างเตาไฟ คอยส่งเส้นด้ายให้มารดา ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ พลางยิ้มรับคำตำหนิโดยดี
“ข้ารีบร้อนไปหน่อยขอรับท่านแม่ คราวหน้าข้าจะเหลาให้เรียบร้อยกว่านี้”
หลินหว่านชิงส่ายหน้าอย่างเอ็นดู ก่อนจะอมยิ้มบาง ๆ นิ้วมือเรียวขาวค่อย ๆ จุ่มปลายพู่กันลงในน้ำหมึกจีนสีจาง พลางเอ่ยถามขึ้นโดยมิได้เงยหน้า
“โคมดวงนี้ยังเหลือที่ว่างอยู่ตรงกลาง เ้าอยากให้แม่วาดสิ่งใดลงไปหรือ?”
หลินเหยียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ภาพผืนน้ำอันกว้างใหญ่และหมู่ดาวนับไม่ถ้วนในความฝันพลันผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเกาศีรษะ ก่อนจะตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “ข้า... อยากให้ท่านแม่วาดทะเลขอรับ”
กล่าวจบ เขาก็หัวเราะเขิน ๆ ออกมา “แต่ข้าไม่เคยเห็นทะเลจริงๆ สักครั้ง เติบโตมาก็เห็นแตู่เากับป่าสน ต่อให้คิดจะวาด ก็คงไม่รู้ว่าควรวาดออกมาเช่นไร”
หลินหว่านชิงชะงักพู่กันในมือ นางทอดสายตามองใบหน้าซูบผอมของบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง สายตาคู่นั้นอ่อนโยนและลุ่มลึกกว่าปกติ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ซึมลึกเข้าสู่หัวใจผู้ฟัง
“เหยียนเอ๋อร์... สิ่งที่คนเรายังไม่เคยพบเห็นด้วยตาตนเอง บางครั้งย่อมสามารถวาดมันออกมาได้งดงามและบริสุทธิ์ที่สุด รอวันข้างหน้าเมื่อเ้าได้ก้าวออกไปเห็นมันด้วยตาของเ้าเองแล้ว ค่อยกลับมาวาดใหม่ก็ยังไม่สายเกินไป”
เด็กหนุ่มฟังแล้วก็นิ่งงันไปเล็กน้อย ค่อย ๆ ซึมซับถ้อยคำเ่าั้ลงสู่ส่วนลึกของหัวใจ ขณะมองดูมารดาตวัดพู่กันวาดเกลียวคลื่นเล็ก ๆ เคียงคู่กับดอกเหมยป่าสีชาดบนผืนกระดาษเหลืองกรอบอย่างตั้งอกตั้งใจ
สองแม่ลูกใช้เวลา่บ่ายอยู่ภายในกระท่อมดินอย่างเงียบสงบ
หลินหว่านชิงค่อย ๆ เติมแต่งลวดลายบนโคมไฟจนเสร็จสมบูรณ์ ขณะที่หลินเหยียนนั่งมองอยู่ข้างกายเป็ระยะ กว่าที่พู่กันจะวางลง แสงตะวันยามบ่ายก็เริ่มอ่อนจางลงแล้ว
ยามราตรีมาเยือน หมู่บ้านชิงซีที่เคยเงียบสงบท่ามกลางม่านหิมะ พลันสว่างไสวและมีชีวิตชีวาขึ้นในพริบตา
แสงโคมกระดาษสีส้มเหลืองนวลนับร้อยดวงทอดประกายลงบนผืนหิมะขาวสะอาด ก่อเกิดเป็ทัศนียภาพอันงดงามราวภาพวาด ริมสองฝั่งลำธารชิงซีอันใสกระจ่าง โคมไฟดวงเล็กดวงน้อยลอยอ้อยอิ่งไปตามกระแสน้ำอย่างเชื่องช้า ประหนึ่งหมู่ดาวที่ร่วงหล่นลงมาสู่โลกมนุษย์
ชาวบ้านต่างทยอยเปิดประตูออกจากบ้าน
เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังขึ้นทีละน้อย บรรดาเด็กเล็กวิ่งเล่นกันอย่างร่าเริง ส่วนผู้ใหญ่ก็นั่งล้อมวงพูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
กลิ่นอาหารพื้นบ้านที่กำลังย่างและทอดบนเตาร้อน ๆ ลอยคละคลุ้งไปทั่วลานกลางหมู่บ้าน
ภายใต้ค่ำคืนเหมันต์อันหนาวเหน็บ หมู่บ้านป่าเขาเล็ก ๆ แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด
สองแม่ลูกเดินเคียงกันเข้าสู่บริเวณลานเทศกาล หลินเหยียนถือโคมกระดาษฝีมือมารดาไว้ในมืออย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่ามันจะชำรุดเสียหาย
ตลอดสองข้างทาง บรรดาคนคุ้นเคยต่างร้องทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้มจริงใจ
ป้าหวังร้านน้ำเต้าหู้ยังคงยืนประจำอยู่หลังหม้อเต้าฮวยร้อน ๆ ที่มีไอควันลอยกรุ่นไม่ขาดสาย
ครั้นเห็นหลินหว่านชิงเดินผ่าน นางก็กวักมือเรียกพร้อมรอยยิ้มกว้าง “แม่นางหลิน! วันนี้หนาวเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดเ้าจึงสวมเสื้อผ้าบางนักเล่า? รีบมาดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ สักชามก่อนเถิด”
ลุงกู้ซึ่งนั่งเฝ้าเตาย่างปลาอยู่ไม่ไกลจะโดนสมทบขึ้นทันที “จริงด้วย! เสื้อผ้าฝ้ายผืนนั้นบางเกินไปแล้ว ฤดูหนาวปีนี้ก็หนาวกว่าทุกปีเสียด้วย หากฟืนที่บ้านไม่พอใช้ ก็ให้อาเหยียนมาขนที่บ้านข้าได้ทุกเมื่อ!”
ส่วนช่างตงแห่งโรงตีเหล็กที่กำลังช่วยเด็ก ๆ ซ่อมแซมโครงโคมไฟอยู่ข้างทาง ก็เงยหน้าขึ้นพยักยิ้มทักทายอย่างเป็กันเอง แม้แต่ตาเฒ่าจางผู้ขายขนมงาตัดซึ่งนั่งหลังค่อมอยู่หน้าแผงเล็ก ๆ ก็ยังคงร้องเรียกเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าอารมณ์ดี ก่อนจะยื่นขนมห่อเล็กส่งให้โดยไม่ยอมรับเงินแม้แต่อีแปะเดียว
“พี่อาเหยียน! พี่อาเหยียน! มาช่วยพวกเราจุดโคมไฟตรงนี้หน่อยสิขอรับ!” เสียงของเด็กน้อยในหมู่บ้านร้องเรียกดังมาแต่ไกล
หลินเหยียนหันกลับไปมองมารดา ครั้นเห็นนางพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มละมุน เด็กหนุ่มก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยทันที
เขาช่วยประคองโคมไฟ คอยสอนวิธีจุดไส้ตะเกียง และช่วยผูกเชือกให้แก่เด็ก ๆ ที่ยังทำไม่ค่อยเป็อย่างแข็งขัน
ทุกผู้คนในหมู่บ้านชิงซีต่างดำรงชีวิตร่วมกันด้วยน้ำใจอันเรียบง่าย พึ่งพาอาศัยกันมาั้แ่รุ่นปู่รุ่นย่า
ไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำ ทุกถ้อยคำทักทายล้วนเปี่ยมด้วยความห่วงใยและจริงใจตามวิถีของชาวบ้านในหุบเขาแห่งนี้
ณ มุมหนึ่งของลานเทศกาล นักเล่านิทานพเนจรคนเดิมจากโรงเตี๊ยมสามลำธารก็มาปรากฏตัวอีกครั้ง ทว่าคืนนี้ เขามิได้ยกโต๊ะไม้ขึ้นนั่งเล่าเื่ศึกเซียนกระบี่บิน หรือเหล่าอสูรดั่งเช่นวันก่อน
ชายพเนจรนั่งพิงเก้าอี้ไผ่ตัวเก่า สวมหมวกผ้าซีดจาง ตบมือเป็จังหวะพลางเล่าเื่ขำขันพื้นบ้านเกี่ยวกับ ‘เทพเ้าโคมไฟผู้ยากจน’ ที่แอบลงมาขโมยดื่มสุราข้าวเหนียวของชาวบ้านในคืนเหมันต์
เสียงหัวเราะของผู้คนดังขึ้นเป็ระยะ สลับกับบทเพลงพื้นบ้านโบราณที่เด็ก ๆ ช่วยกันขับร้องเพื่อขับไล่ความหนาวเหน็บและเติมความอบอุ่นให้แก่ค่ำคืนอันยาวนาน
ท่วงทำนองเรียบง่าย เนิบช้า และจริงใจ ราวกับกำลังบอกเล่าเื่ราวของชีวิตผู้คนในหมู่บ้านชิงซีทีละถ้อยคำ ช่วยเติมเต็มให้ค่ำคืนแห่งเทศกาลโคมไฟอบอวลไปด้วยความสงบสุขที่ยากจะบรรยาย
หลินเหยียนเดินกลับมาหามารดา พร้อมอาหารพื้นบ้านชิ้นเล็ก ๆ และขนมหวานที่ได้รับแบ่งปันจากชาวบ้าน สองแม่ลูกนั่งแบ่งกันกิน พลางหัวเราะไปกับเื่เล่าขำขันของนักเล่านิทานเป็ระยะ
ยามที่เด็กหนุ่มทอดสายตามองยังใบหน้าด้านข้างของมารดา เขาเห็นแสงโคมไฟสีส้มเหลืองทอดจับั์ตาคู่ระยับของนางอย่างอ่อนโยน บนใบหน้านั้นปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นและผ่อนคลาย ปราศจากความกังวลใด ๆ ให้เห็น
หลินเหยียนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าต่อให้ในแต่ละวันเขาต้องขึ้นเขาฝ่าหิมะ ตรากตรำทำงานหนักเพียงใด ขอเพียงได้เห็นรอยยิ้มเช่นนี้ของมารดา ความเหน็ดเหนื่อยทั้งปวงก็ดูจะไม่มีความสำคัญอีกต่อไป
จนกระทั่งดึกสงัด ผู้คนภายในงานเริ่มทยอยกลับเข้าสู่บ้านเรือนของตน หลินเหยียนประคองแขนหลินหว่านชิงเดินมาหยุดอยู่ริมลำธารชิงซีอันเงียบสงบ
สองแม่ลูกช่วยกันประคองโคมไฟกระดาษดวงน้อยที่วาดลายเกลียวคลื่นและดอกเหมยป่าเอาไว้ร่วมกัน แสงไฟริบหรี่ภายในโคมส่องประกายอบอุ่น ทอดจับใบหน้าของคนทั้งสองเป็สีทองนวล
“ท่านแม่... หากค่ำคืนนี้สามารถอธิษฐานขอพรต่อพระเ้าได้หนึ่งข้อ ท่านแม่ปรารถนาสิ่งใดหรือขอรับ?” เด็กหนุ่มเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ พลางมองโคมไฟในมือ
หลินหว่านชิงทอดสายตามองแสงไฟอันริบหรี่ภายในโคมกระดาษอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเนิบช้าและอ่อนโยนตามปกติ
“แม่เป็เพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง จะมีความปรารถนาอันยิ่งใหญ่อะไรได้เล่า”
นางคลี่ยิ้มบาง ๆ “ขอเพียงปีหน้ามีฟืนแห้งพอใช้ มีข้าวสารพออิ่มท้อง”
“และตัวเ้า...” หลินหว่านชิงเว้นจังหวะเล็กน้อย
“สามารถกลับเข้าบ้านได้ก่อนฟ้ามืดในทุก ๆ วัน”
“เพียงเท่านี้ แม่ก็พอใจแล้ว”
หลินเหยียนฟังแล้วก็หัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้าน้อย ๆ
“คำขอของท่านแม่ช่างเรียบง่ายเหลือเกินขอรับ โลกภายนอกกว้างใหญ่ถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่ขอสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้เล่าขอรับ”
หลินหว่านชิงหันกลับมาสบสายตากับบุตรชาย ั์ตาคู่นั้นสงบนิ่งดังเช่นทุกวัน ทว่ากลับแฝงความหนักแน่นบางอย่างเอาไว้โดยไม่จำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยออกมาเป็ถ้อยคำ
“เหยียนเอ๋อร์...” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“สิ่งเล็ก ๆ ในโลกมนุษย์นี้ หากคนเราสามารถรักษาและปกป้องมันไว้ได้ตลอดชีวิต ย่อมมิใช่เื่เล็กน้อยอีกต่อไป”
ถ้อยคำเรียบง่ายเพียงไม่กี่ประโยค ทว่าหลินเหยียนกลับนิ่งงันไปชั่วขณะ
เขาก้มมองแสงไฟที่กำลังส่องสว่างอยู่ภายในโคมกระดาษในมืออย่างเงียบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ รู้สึกเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นขึ้นมาราง ๆ
แท้จริงแล้ว... การรักษาความสุขอันธรรมดาสามัญภายใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่งให้ดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน
บางครั้งอาจมิใช่เื่ง่ายไปกว่าการเหาะเหินเดินอากาศของเหล่าเทพเซียนในตำนานเลยแม้แต่น้อย
จากนั้นสองแม่ลูกค่อย ๆ ย่อตัวลงร่วมกัน ก่อนจะปล่อยโคมกระดาษดวงน้อยลงสู่ผืนน้ำใสกระจ่างของลำธารชิงซีอย่างแ่เบา
โคมไฟลอยห่างออกไปช้า ๆ ตามกระแสน้ำอันราบเรียบ ท่ามกลางราตรีอันกว้างใหญ่ แสงสว่างภายในโคมดวงนั้นช่างเล็กน้อยเสียจนแทบไม่อาจเทียบกับความมืดมิดของฟ้าดินโดยรอบได้เลย
ทว่าแม้จะเป็เพียงประกายแสงริบหรี่ มันก็ยังสว่างพอที่จะทอดสะท้อนอยู่ในั์ตาของเด็กหนุ่มได้อีกเนิ่นนาน
หลินเหยียนทอดสายตามองแสงโคมไฟที่ลอยไปตามกระแสน้ำ โคมบางดวงล่องรวมกันเป็สาย สะท้อนเงาระยิบระยับบนผิวน้ำ จนดูละม้ายคล้ายมหาสมุทรดาราบูรพาในความฝันอันเลือนราง
ทว่าในค่ำคืนแห่งเทศกาลอันอบอุ่นนี้ ภายในใจของเด็กหนุ่มกลับหาได้มีความปรารถนาจะออกเดินทางไปสู่โลกภายนอกไม่ เขาไม่ได้ใฝ่ฝันจะเหาะเหินอยู่เหนือชั้นเมฆ ไม่ได้ปรารถนาจะวิชาเซียนอันล้ำเลิศ
ยามนี้ เขาเพียงอยากให้่เวลาตรงหน้ายืดยาวออกไปอีกสักหน่อย อยากให้แสงโคมไฟที่ลอยอยู่บนลำธาร และเสียงหัวเราะของผู้คนในหมู่บ้าน คงอยู่เช่นนี้ให้นานขึ้นอีกสักนิด
หลินเหยียนยืนอยู่ริมลำธารอันเยือกเย็น มือหนึ่งประคองแขนมารดาไว้แน่น แสงโคมไฟนับร้อยดวงยังคงลอยละล่องไปตามกระแสน้ำอย่างเชื่องช้า ส่วนเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของผู้คนก็ค่อย ๆ แ่เบาลงตามกาลเวลา
ชั่วขณะนั้น โลกภายนอกอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เขาใฝ่ฝันจะได้เห็นสักวันหนึ่ง กลับดูห่างไกลเหลือเกิน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในโลกของเด็กหนุ่มวัยสิบสามปี ล้วนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว