จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 ขัดแย้งกันอีกครั้ง

            “พวกเรากลับมาแล้ว”

            ทันทีที่เด็กหนุ่มทั้งสองกลับมาถึงเรือนพักของตัวเอง มู่ขวงก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง

            “พี่เฟิงกลับมาแล้ว!”

            ในตอนนั้นเอง ไป๋จื่อเยว่ในชุดคลุมสีขาวกำลังฝึกซ้อมวิชาหมัดอยู่ที่ลานบ้านแน่นอนว่านี่คือหมัดทะลวงลมปราณของตระกูลมู่โดยด้านข้างของเด็กหนุ่มคือมู่จงที่คอยชี้แนะการฝึกให้กับเขา

            หลังได้ยินเสียงของมู่ขวง ไป๋จื่อเยว่พลันล้มเลิกการฝึกลงจากนั้นเขาและมู่จงก็รีบออกไปต้อนรับอีกฝ่ายในทันที

            “คุณชายเฟิงกลับมาแล้ว”

            หลังจากได้ยินเสียงของมู่ขวง เด็กสาวหน้าตางดงามในชุดคลุมสีครามก็เดินออกมาต้อนรับอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง

            “ฮ่าๆ มู่หลาน ท่านอาจง พวกเรากลับมาแล้ว”

            มู่ขวงลงจากหลังของมู่เฟิง ก่อนจะเดินกะโผลกกะเผลกเข้าไปทักทายอีกฝ่าย

            “พี่เฟิง มู่ขวง เหตุใดพวกท่านสองคนถึงได้หายไปนานนัก คิกๆข้ามีข่าวดีจะบอกกับพวกท่านด้วยเวลานี้วรยุทธ์ของข้าอยู่ในระดับทงม่ายขั้นเก้าแล้ว มู่ขวงต่อจากนี้ข้าไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงต่อเจ้าอีกต่อไปแล้ว”

            ไป๋จื่อเยว่ยกกำปั้นขึ้น พลางกล่าวด้วยยิ้มอย่างคนมีชัย

            “ระดับทงม่ายขั้นเก้าแล้ว!”

            มู่เฟิงและมู่ขวงต่างประหลาดใจเมื่อได้ยินดังนั้นมู่จงที่อยู่ด้านข้างกล่าวเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งจะสามารถทะลวงเปิดเส้นลมปราณในจุดที่เก้าได้ด้วยตัวเองทำให้วรยุทธ์ของเขาในตอนนี้อยู่ในระดับทงม่ายขั้นเก้าแล้วขอรับ”

            “โอ้ คนผู้นี้แท้จริงแล้วเจ้าคือสัตว์ประหลาดใช่หรือไม่? ในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเจ้ากลับสามารถพัฒนาจากคนธรรมดากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเก้าได้!”

            มู่ขวงตกใจเล็กน้อย

            มู่เฟิงเองก็ตกใจเช่นกัน

            “เด็กหนุ่มผู้นี้มีร่างกลืนจิตวิญญาณเขาสามารถกลั่นพลังปราณของผู้อื่นให้กลายเป็นของพลังปราณของตัวเองได้เป็นร่างกายแบบพิเศษที่ไม่ธรรมดา”

            ฉับพลันนั้นเสียงของซีเยว่พลันดังขึ้นในห้วงความคิดของมู่เฟิง

            “ร่างกลืนจิตวิญญาณ? เป็นร่างกายแบบใดกัน?”

            มู่เฟิงเอ่ยถามด้วยความสนใจ

            “พลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนนั้นจะมีความแตกต่างกันตามความเหมาะสมของร่างกายโดยปกติแล้วจะไม่สามารถยืมพลังปราณหรือดูดซับพลังปราณของผู้อื่นไปใช้ได้แต่ร่างกายของเขานั้นพิเศษ มันสามารถดูดซับพลังปราณและพลังชีวิตของผู้อื่นไปเป็นของตัวเองได้แต่แน่นอนว่ามันยังมีข้อเสียด้วยเช่นกันพลังปราณที่เขาดูดซับไปจากผู้อื่นจะไม่สามารถเข้ากับร่างกายของเข้าได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ดังนั้นในเวลาที่ทะลวงเปิดเส้นลมปราณ พลังปราณเหล่านี้อาจจะกลายเป็นพลังมารและแว้งกัดเอาได้ง่ายๆแต่เรื่องนี้เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้เมื่อใดที่ต้องการจะทะลวงเปิดเส้นลมปราณเพียงกินยาระงับมารเอาไว้ เท่านี้ก็สามารถลดโอกาสทึ่จะเกิดอันตรายได้แล้ว”

            ซีเยว่อธิบาย

            “บนโลกนี้ช่างเต็มไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์มากมายนัก คาดไม่ถึงว่าจะยังมีร่างกายเช่นนี้อยู่ด้วย”

            มู่เฟิงทอดถอนใจกับตัวเอง

            “โอ้ วรยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเก้า นับว่าไม่เลวแต่เจ้ายังเอาชนะข้าไม่ได้หรอกนะเวลานี้วรยุทธ์ของข้าได้ทะลวงขึ้นสู่ระดับจื่อฝู่แล้ว”

            มู่ขวงวางมือลงบนไหล่ของไป๋จื่อเยว่ขณะกล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นเขาได้ออกแรงบีบฝ่ามือลงบนไหล่ของอีกฝ่าย แรงมหาศาลนี้ทำให้ไป๋จื่อเยว่ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

            “มู่ขวง เจ้าสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับจื่อฝู่ได้แล้วงั้นหรือ?”

            มู่จงตกตะลึง

            เวลานี้มู่ขวงเพิ่งจะมีอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น

            “ถูกต้อง ความสำเร็จนี้ต้องขอบคุณพี่เฟิง บนเทือกเขาอันหนาน ข้าและพี่เฟิงได้ทำการฝึกฝนอย่างหนักจนสามารถทะลวงสู่ระดับจื่อฝู่ได้สำเร็จ”

            มู่ขวงยกมือเกาศีรษะพลางกล่าวปนยิ้ม

            “ทั้งหมดล้วนมาจากการฝึกฝนอย่างหนักของตัวเจ้าเอง ข้าไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรเจ้ามากนักหรอก”

            มู่เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม และปฏิเสธคำชมนี้           

            “ให้ตายเถอะข้าอุตส่าห์คิดว่าหลังจากทะลวงผ่านระดับทงม่ายขั้นเก้าได้แล้วจะสามารถเอาชนะเจ้าได้เสียอีกคาดไม่ถึงว่าเจ้าจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้ว”

            ไป๋จื่อเยว่กล่าวอย่างเศร้าสร้อย

            “หึๆ จื่อเยว่ การที่เจ้าสามารถฝึกฝนมาจนถึงระดับนี้ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนถือว่าเจ้าประสบผลสำเร็จมากแล้ว หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปเกรงว่าคงต้องใช้เวลาสองถึงสามปีกว่าจะได้ผลลัพธ์เช่นเจ้า”

            มู่เฟิงตบลงบนบ่าของเด็กหนุ่มพลางกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

            “พี่เฟิง พวกท่านไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนเถิด ร่างกายของพวกท่าน...”

            มู่หลานกล่าวขึ้นขณะบีบจมูกตัวเอง

            มู่เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลองดมกลิ่นกายบนตัว และพบว่าเวลานี้ร่างกายของเขากำลังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหงื่อและกลิ่นคาวเลือดซึ่งเป็นกลิ่นที่ไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิด

            มู่เฟิงและมู่ขวงยิ้มออกมาอย่างเก้อเขิน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “งั้นข้าขอตัวไปอาบน้ำก่อนท่านอาจง ช่วงนี้ในตระกูลมีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือไม่?”

            ขณะที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังโรงอาบน้ำหลักของจวนมู่เฟิงก็ได้เอ่ยคำถามขึ้น

            “ขอรับ มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นขอรับ”

            เมื่อได้ฟังคำถามนี้ คิ้วหนาของมู่จงก็ขมวดเป็นปมในทันทีใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมลงเล็กน้อย

            “มีเรื่องอะไรงั้นหรือ?”

            หลังมู่เฟิงได้เห็นสีหน้าที่เคร่งขรึมลงของมู่จง เด็กหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงเค้าลางบางอย่างในทันที

            “เมื่อไม่กี่วันก่อนเครื่องมือปราณและยาอายุวัฒนะบางส่วนที่ทางตระกูลรองส่งออกไปขายยังต่างเมืองถูกปล้นชิงไปทำให้เวลานี้ทางตระกูลรองกำลังประสบปัญหาเรื่องการค้าขอรับ”

            มู่จงกล่าวตอบ      

            “เครื่องมือปราณและยาอายุวัฒนะถูกปล้นชิง!”

            มู่เฟิงขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะถามขึ้นอีกครั้งว่า “ท่านรู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด?”

            “เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดขอรับ ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบแต่เวลานี้ร้านค้าหลักหลายแห่งของตระกูลมู่ไม่มีสินค้าเหลือให้ขายแล้วขอรับ”

            มู่จงถอนหายใจ

            มู่เฟิงหรี่ตาลงโดยไม่ได้พูดอะไรพวกเขาเข้าไปในโรงอาบน้ำด้วยกันเพื่อชำระล้างร่างกายก่อนจะผลัดเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้าน

            หลังออกมาจากโรงอาบน้ำ พวกเขาก็ได้พบกับคนคุ้นเคยอีกสองสามคน

            “พี่ใหญ่ ท่านเพิ่งกลับมา ท่านคงยังไม่รู้ ข้าจะเล่าให้ท่านฟังเองคราวก่อน... เฮ้ มู่เฟิง!”

            กลุ่มคนจากฝั่งตรงข้ามเดินมาทางนี้อย่างรวดเร็วพวกเขาเดินเข้ามาขวางหน้ามู่เฟิงและคนของมู่เฟิงเอาไว้

            “พี่มู่ลี่ มีเรื่องอะไรงั้นรึ?”

            มู่เฟิงเอ่ยถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

            มูลี่และคนอื่นๆ ได้เดินเข้ามาขวางหน้ามู่เฟิงเอาไว้นอกจากนี้ในหมู่พวกเขายังมีชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินคนหนึ่งซึ่งอายุน่าจะราวๆยี่สิบกว่าปี ใบหน้าของชายผู้นี้ดูธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น เมื่อเขาเห็นกลุ่มของมู่เฟิงเดินออกมาจากโรงอาบน้ำพวกเขาก็เดินเข้าไปขวางอีกฝ่ายเอาไว้ในทันที

            “เรื่องน่ะมีแน่ เรื่องระหว่างเราในคราวก่อนนั้นยังไม่จบ”

            มู่ลี่กล่าวตอบด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

            “มู่ลี่ คนผู้นี้คือคุณชายมู่เฟิงที่เจ้าพูดถึงงั้นรึ?”

            ชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยถามขึ้น

            “ถูกต้องแล้วขอรับพี่ใหญ่ เขาคือคุณชายจากตระกูลหลักคราวก่อนเป็นเขาที่ทุบตีข้า จนข้าลุกจากเตียงไม่ได้ถึงครึ่งเดือน”

            มู่ลี่กำหมัดแน่นขณะกล่าว

            ชายหนุ่มจ้องมองไปยังมู่เฟิง โดยที่เด็กหนุ่มยังคงมีท่าทีเฉยเมยส่วนมู่ขวงกลับแสยะยิ้มออกมา “ครั้งนั้นเป็นตัวเจ้าที่รนหาที่เองพี่เฟิงเพียงสั่งสอนวิธีการปฏิบัติตัวให้เจ้าก็เท่านั้น”

            “เจ้า…”

            มู่ลี่เดือดดาลขึ้นมาทันใด แต่ชายหนุ่มผู้นั้นกลับยกมือขึ้นห้ามปรามอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน

            ชายหนุ่มมองมายังมู่เฟิงก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “คุณชายเฟิงใช่หรือไม่ข้ามีนามว่ามู่อวี่ เป็นพี่ชายของมู่ลี่ คุณชายเฟิงเป็นทายาทสายหลักของตระกูลนับว่ามีฐานะสูงศักดิ์ แต่ถึงอย่างไรเวลานี้เจ้าก็อยู่ในจวนตระกูลรองของพวกเราฉะนั้นเจ้าจะทำตามอำเภอใจไม่ได้ จะแลกเปลี่ยนฝีมือกันก็ช่างเถิดแต่เหตุใดต้องลงมือหนักถึงเพียงนี้ทุบตีคนในตระกูลจนลุกจากเตียงไม่ได้ถึงครึ่งเดือน แบบนี้ไม่มากเกินไปหน่อยหรือ” 

            หลังจากกล่าวจบสีหน้าของมู่อวี่ก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา

            ขณะที่มู่เฟิงกำลังขมวดคิ้วมองไปยังมู่อวี่

            เขาเคยได้ยินเรื่องราวของชายหนุ่มผู้นี้มาก่อนอีกฝ่ายคืออัจฉริยะของตระกูลรอง ในตอนที่มีอายุได้สิบเจ็ดปีอีกฝ่ายก็ได้เข้าศึกษาในสำนักฝึกยุทธ์ชื่อดังแห่งหนึ่งของอาณาจักรหนานหลิง

            มู่เฟิงกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “พี่มู่อวี่กล่าวหนักเกินไปแล้วหากผู้อื่นไม่คิดทำร้ายข้า ข้ามู่เฟิงย่อมไม่คิดทำร้ายผู้อื่นส่วนเรื่องของพี่มู่ลี่เป็นอย่างไรนั้น ภายในใจของเขาย่อมทราบดีที่สุด นอกจากนี้แม้ข้าจะมาจากตระกูลหลัก แต่ข้าไม่ได้สนใจเรื่องเกียรติยศหรือสถานะ ทั้งท่านและข้าเราต่างก็เป็นลูกหลานตระกูลมู่ด้วยกันทั้งนั้น”

            “เหลวไหล เห็นได้ชัดว่าเจ้าจงใจโอ้อวดสถานะอันสูงศักดิ์ต่อหน้าตระกูลรองของพวกเราเจ้าถึงได้จงใจลงมือหนักเช่นนี้”

            มู่ลี่คำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราดราวกับว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นคือเรื่องจริง

            “สมองของเจ้ามีปัญหาหรืออย่างไร? ครั้งนั้นเป็นเจ้าที่คิดจะทำให้ผู้อื่นอับอายแต่กลายเป็นเจ้าที่ต้องอับอายเสียเอง”

            มู่เฟิงเริ่มมีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว เขาก้าวไปข้างหน้าพร้อมจ้องหน้ามู่ลี่อย่างเย็นชาฉับพลันนั้นคลื่นพลังปราณภายในร่างของเขาพลันเอ่อล้นออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังสะกดข่มนี้มู่ลี่ถึงกับพูดไม่ออกและต้องก้าวถอยออกไปสองก้าว พร้อมมองไปทางมู่เฟิงด้วยสีหน้าหวาดกลัว

            “วรยุทธ์ระดับจื่อฝู่! เส้นลมปราณระดับจื่อฝู่ของเจ้าไม่ได้ถูกทำลายไปแล้วหรอกหรือ?”

            มู่ลี่ตกใจเป็นอย่างมาก คราวก่อนที่เขาสู้กับมู่เฟิงเขาสัมผัสได้ว่าวรยุทธ์ของอีกฝ่ายนั้นเป็นเพียงระดับทงม่ายเท่านั้น 

            “ฮึ่ม ถึงอย่างไรข้าก็ยังเรียกเจ้าว่าพี่ หากเจ้ายังไม่รู้จักวางตัวให้ดีอาจจะได้นอนบนเตียงต่อไปอีกครึ่งเดือน พวกเราไปกันเถอะ”

            มู่เฟิงตอกกลับอย่างเย็นชาจากนั้นเขาได้พาคนของตนเดินออกไปโดยไม่สนใจมองอีกฝ่าย

            “ช้าก่อน”

            ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะเดินผ่านไป มู่อวี่ได้ยื่นมือออกมาขวางมู่เฟิงเอาไว้สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความโกรธ “ดูเหมือนว่าคุณชายเฟิงจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนตระกูลรองอย่างพวกข้าเลยแม้แต่น้อยในเมื่อวรยุทธ์ของเจ้าเองก็อยู่ในระดับจื่อฝู่ เช่นนั้นเจ้าจะยอมรับคำท้าของข้าหรือไม่?”

     

    คล้ายกับเรื่องจุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】 ที่คุณอ่าน