“อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ไหใบนี้ดูเหมือนไม่ใหญ่ แต่จุของได้ไม่เบาเลย น่าจะหนักสักสี่ห้าชั่งได้กระมัง? หากต้มกินวันละครึ่งชั่ง ใส่เต้าหู้กับแตงกวาลงไปหน่อย น้ำแกงคงรสเลิศน่าดู” ปริมาณสี่ห้าชั่งนี้ เพียงพอให้ดื่มกินไปได้ครึ่งเดือนทีเดียว
“ที่บ้านยังมีถั่วเหลืองอยู่ รอให้ท่านแม่กลับมาทำเต้าหู้ก่อนเถอะ”
“ก้างปลาช่อนดำเอามาเคี่ยวน้ำแกงได้ น้ำแกงปลาราดข้าวอร่อยที่สุดเลย ข้าไม่ได้กินเนื้อปลามาหลายปีแล้ว...” เหยียนิเอ่ยพึมพำ ครั้งสุดท้ายที่บ้านได้กินปลา คือตอนที่อาสะใภ้สามคลอดลูกแล้วทำเศษปลาตกลงพื้นชิ้นหนึ่ง เขาจึงรีบไปล้างแล้วเก็บมาเก็บกิน
อาสะใภ้สามคนนี้เป็ถึงภรรยาซิ่วไฉ ทุกคนในบ้านต่างพากันเอาอกเอาใจ นางแทบไม่ต้องหยิบจับงานใด ๆ งานสกปรกหรืองานหนักล้วนตกเป็ของท่านแม่ทั้งสิ้น
“ไปเถอะ พวกเราเข้าป่ากัน” เหยียนหลางอุ้มน้องสาวขึ้นขี่คอ แล้วจูงมือเหยียนิเดินออกจากประตูบ้านไป
ดวงตะวันคล้อยต่ำลง อากาศร้อนอบอ้าวเกินทนทาน แสงแดดแผดเผาสาดลงบนพื้นดินจนร้อนระอุราวกับเตานึ่ง
“ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฝนจะตกเสียที...” หูเสี่ยวซานบ่นพึมพำ
เหยียนหลางนึกถึงคำพูดของซุ่ยซุ่ยเมื่อสามวันก่อนที่บอกว่า ‘อีกสามวันฝนจะตก’ ซึ่งวันนี้ก็ครบกำหนดสามวันพอดี
“อากาศร้อนขึ้นทุกที พวกเราสำรวจได้แค่ป่ารอบนอกเท่านั้น ห้ามเข้าป่าลึกเด็ดขาด สัตว์ป่าเองก็ขาดน้ำหากบังเอิญเจอพวกมันเข้าคงเอาชีวิตไม่รอด” หวังเทียนเป่าเปลี่ยนชุดใหม่ ในมือถือสุ่มเตรียมดักไก่ป่า
“ท่านบรรพบุรุษน้อย เดินตามหลังพวกเราไว้นะ”
“ท่านบรรพบุรุษน้อย ให้ข้าอุ้มหรือไม่? ท่านบอกมาเถอะว่าเราควรไปทางไหน พวกเราจะฟังท่าน!”
พวกเด็ก ๆ หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน พี่ใหญ่สุดอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ส่วนคนเล็กสุดคือเหยียนิวัยเจ็ดขวบ ระหว่างทางพวกเขาช่วยกันเก็บผักป่าและผลไม้ป่าที่หลงหูหลงตาผู้คน
“ตรงนี้มีเห็ดอยู่บ้าง ระวังอย่าเก็บดอกที่มีพิษล่ะ” เหยียนหลางรู้จักเห็ดพิษดีจึงรีบะโบอก
นับว่าโชคดีไม่น้อยพวกเขาเก็บเห็ดได้ถึงครึ่งตะกร้า ทว่าเพราะอากาศที่แห้งแล้ง เห็ดพวกนี้จึงแห้งกรังราวกับเห็ดตากแห้งไปเสียแล้ว
“เสียดายที่ไม่มีเนื้อ ถ้าได้กระดูกมาตุ๋นคงหอมน่าดู เวลาดูดไขกระดูกนุ่ม ๆ ลื่น ๆ นะ อื้อหืออร่อยสุดยอด” หูเสี่ยวซานที่เป็นักกินตัวยงเอ่ยขึ้นพลางมองซุ่ยซุ่ย ตอนนี้อย่าว่าแต่เนื้อเลย แม้แต่เสียงแมลงสักตัวยังไม่ได้ยิน หรือว่าโชคลาภของนางจะเป็เื่โกหก?
ขณะที่เขากำลังชั่งใจว่าจะชวนทุกคนกลับบ้านดีหรือไม่ ท่านบรรพบุรุษน้อยที่ตัวเตี้ยกว่าต้นหญ้าก็ร้องะโขึ้นมา “มีบางอย่างกำลังมา!”
ซุ่ยซุ่ยยืนอยู่ข้างต้นไม้โบราณ นางพึมพำคำว่า ‘หมูป่า’ อยู่หลายสิบครั้ง จนในที่สุดก็มีเสียงความเคลื่อนไหวดังแว่วมา
ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว ก็เห็นหมูป่าตัวดำ ขนของมันมันวาวสะท้อนแสง วิ่งตรงดิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว “รีบหลบเร็ว! เร็วเข้า!”
พวกเด็กวัยรุ่นต่างพากันกรีดร้องด้วยความใ หมูป่าตัวโตราวกับูเาขนาดย่อมแบบนี้ ต่อให้เป็พรานป่าที่เก่งที่สุดก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้าตรง ๆ
“อ๊าก!” หวังซิงเฟิงที่ยืนอยู่หลังสุดมองไม่เห็นหมูป่า กว่าจะรู้ตัวขาเขาก็สั่นพั่บ ๆ จนก้าวไม่ออก ได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
ทุกคนต่างหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว คิดว่าต้องมีใครสังเวยเืเสียแล้ว
ทว่า... เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น เด็ก ๆ หน้าซีดเผือดหูเสี่ยวซานสั่นไปทั้งตัว
หวังซิงเฟิงเป็หลานชายคนเล็กของหัวหน้าหมู่บ้าน และว่ากันว่าเขามีแววจะเป็บัณฑิต จึงถูกเลี้ยงดูอย่างถะนุถนอมอยู่แต่ในบ้าน เพิ่งจะถูกปล่อยให้ออกมาข้างนอกก็ตอนปีแห่งภัยพิบัตินี้เองหากเขาเป็อะไรไป เื่ใหญ่แน่!
“ทำไมทุกคนต้องหลับตาด้วยล่ะ? เ้าหมูมันติดอยู่ในต้นไม้แล้วนะ!” ซุ่ยซุ่ยถามด้วยความสงสัย แดดมันแยงตาหรือนางเงยหน้ามองฟ้า ตอนนี้ก็เย็นแล้วแสงแดดก็ไม่ได้จ้าขนาดนั้นนี่นา
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นคือหมูป่าร่างกำยำที่มีเขี้ยวดยาวเฟื้อยกำลังพุ่งใส่หวังซิงเฟิง แต่ดูเหมือนหวังซิงเฟิงจะถูกท่านบรรพบุรุษน้อยดึงไว้ทันจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น เขี้ยวของมันจึงพลาดเป้าพุ่งเข้าไปปักลึกในต้นไม้โบราณแทน ดิ้นอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด
หมูป่าพยายามขัดขืน เหยียนหลางมองน้องสาวด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะะโขึ้น “ไม่ได้การ มันใกล้จะหลุดแล้ว ต้องรีบฆ่ามัน!”
ตระกูลหูเป็โรงฆ่าสัตว์เก่าแก่ หูเสี่ยวซานพกมีดติดตัวมาพอดี เขาจึงถกแขนเสื้อขึ้นทันที “ถอยไป ข้าจัดการเอง!”
เขาชักมีดฆ่าหมูที่ทอประกายเย็นเยียบออกมา เหยียนหลางรีบนำไหไปวางรองใต้คอเพื่อรับเืหมู เพราะแกงเืหมูนั้นอร่อยมาก
มีดขาวเล่มนั้นแทงพรวดเข้าไป เืสีแดงฉานไหลทะลักเพียงครู่เดียวหมูป่าก็สิ้นลม ซุ่ยซุ่ยยืนดูอย่างเพลิดเพลิน พอพยักหน้าลงก็เห็นลูกหมูป่าสีดำสามตัวกำลังหลับตาและเอาหัวดุนเท้าของนางอยู่
“มีหมูมาแทะผักกาดขาวบ้านเ้าแน่ะ” หวังซิงเฟิงชี้ไปที่เหยียนซุ่ยซุ่ยด้วยใบหน้าซีดขาว
“ไอ้หยา นี่มันลูกหมูป่าสามตัวนี่นาสงสัยจะเป็ลูกของหมูป่าตัวนี้ รังมันคงอยู่แถวนี้แหละ”
“มันเพิ่งเกิดได้ไม่นานเอง ยังไม่ลืมตาเลย” พวกเด็ก ๆ ต่างพากันตื่นเต้น
ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าถูกฉาบด้วยแสงสายัณห์สีแดงฉาน หูเสี่ยวซานกวาดสายตามองเพื่อนพ้องเจ็ดแปดคน แล้วหันไปมองเหยียนซุ่ยซุ่ย
“หมูป่าตัวนี้ท่านบรรพบุรุษน้อยเป็คนเจอ และนางก็เป็คนพาเรามา ดังนั้นบ้านเหยียนควรได้ส่วนแบ่งมากที่สุด บ้านเหยียนเอาไปครึ่งหนึ่ง ที่เหลือพวกเราค่อยแบ่งกันส่วนลูกหมูป่าสามตัวนี้ก็ยกให้บ้านเหยียนไป” หูเสี่ยวซานประมาณการว่าหมูป่าน่าจะหนักราวสามร้อยชั่ง
เหยียนหลางรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ส่วนหูเสี่ยวซานลอบดีใจในใจ ‘พวกเ้าไม่รู้อะไร ท่านบรรพบุรุษน้อยคนนี้โชคลาภล้นเหลือชัด ๆ ’ เขามองนางราวกับมองเห็นูเาทองคำ
เด็ก ๆ ในหมู่บ้านล้วนฟังคำสั่งของเขา ทุกคนจึงพยักหน้าตกลง “เอาลูกหมูใส่ในตะกร้าหลังของท่านบรรพบุรุษน้อยเร็ว ระวังอย่าให้มันโดนแดดจนตายล่ะ หาน้ำให้มันกินด้วย”
เด็ก ๆ ต่างเริ่มเข้าใจแล้วว่า “เพราะท่านบรรพบุรุษน้อยแท้ ๆ พวกเราถึงได้กินเนื้อ เหยียนหม่านชางไอ้คนขี้โกหก! มันต้องกลัวว่าพวกเราจะได้ลาภจากท่านบรรพบุรุษน้อยแน่ ๆ ถึงได้ยุให้พวกเราเกลียดชังตระกูลเหยียน เพื่อที่ตัวเองจะได้ฮุบผลประโยชน์ไว้คนเดียว” เด็ก ๆ ต่างพากันโกรธจนหน้าแดง
“ใช่! พวกเราต้องปกป้องท่านบรรพบุรุษน้อยของเราให้ดี อย่าให้คนนอกมาชิงตัวไปได้!” พวกเด็ก ๆ ตัดสินใจจะรักษาเื่นี้ไว้เป็ความลับ
เหยียนหลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่าทันใดนั้นซุ่ยซุ่ยกลับจ้องไปที่เนินเขาทางซ้ายมือ ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางเริ่มซีดลง “ไป! รีบไป! กลับบ้าน!” น้ำเสียงของท่านบรรพบุรุษน้อยดูเร่งร้อน
หูเสี่ยวซานชะงักไป ทางนั้นมันหมู่บ้านหลินสุ่ยนี่นา หรือจะเป็ที่พักของกลุ่มคนที่มาขอพักแรมแล้วถูกไล่ตะเพิดไปเมื่อหลายวันก่อน?
เห็นเพียงฝั่งนั้นมีควันไฟหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลุ่มเมฆสีเทาขนาดใหญ่กระจายตัวออกไป แว่วเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังมาตามลม หูเสี่ยวซานรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อเหลือบมองใบหน้าของซุ่ยซุ่ยเขาก็หน้าถอดสี
“รีบไปเร็ว!”
ภาพที่ซุ่ยซุ่ยยืนขวางคนพวกนั้นที่หน้าหมู่บ้านไม่ให้เข้าเมืองยังติดตาเขาอยู่ ท่านบรรพบุรุษน้อยช่างเก่งกาจจริง ๆ ! โชคดีที่หมูถูกแล่แบ่งเป็สามส่วนใหญ่ ๆ แล้วเด็ก ๆ จึงช่วยกันลากเนื้อหมูลงเขาอย่างรวดเร็ว นกและแมลงในป่าต่างแตกตื่นบินว่อนจนทุกคนรู้สึกขนหัวลุก ขาเริ่มอ่อนแรง เสียงร้องไห้และเสียงกรีดร้องที่ดังแว่วมาเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
เด็กบางคนกลัวจนร้องไห้โฮพลางวิ่งหนีลงเขา บางคนวิ่งเร็วเสียจนกางเกงหลุดก็มี ยังไม่ทันถึงตีนเขา ก็ได้ยินเสียงหัวหน้าหมู่บ้านพาชาวบ้านขึ้นมาตามหาบนเขา
“แม่จ๋า... ฮือออ แม่...”
ที่แท้หัวหน้าหมู่บ้านเห็นเหตุร้ายที่หมู่บ้านหลินสุ่ย จึงรีบระดมคนขึ้นมาตามหาเด็ก ๆ บนเขา โชคดีที่ยังไม่ทันขึ้นไปก็เจอเข้าเสียก่อน
“ท่านแม่! พวกเราเจอหมูป่าด้วยล่ะ แล่เนื้อเรียบร้อยแล้ว!”
“แม่จ๋า... หมู่บ้านหลินสุ่ยไฟไหม้ลามไปหมดเลย...”