ตอนที่ ๑๓
นายน้อยปราณ
วิทยาหมุนควงกรงเล็บอินทรีในมือทั้งสองอย่างรวดเร็วเสียงคมมีดแหวกอากาศดังหวาดเสียวเขากัดฟันเร่งความเร็วเพื่อให้เกิดาแแก่ร่างกายของชายหนุ่มแปลกหน้าแต่ก็ทำได้เพียงเสียงฟึ่บฟั่บเพียงอย่างเดียว
ปราณถอยฉากะโหลบตีลังกาไปมาทั้งหน้าหลังเขาแสดงความยืดหยุ่นของร่างกายได้ลื่นไหลจนศิษย์ทุกคนต่างพากันอ้าปากค้าง เพราะวิทยาที่ว่องไวสุดๆในหมู่พวกเขา ยังไม่สามารถเรียกเืจากบุรุษหนุ่มได้แม้แต่น้อย
ยิ่งรุกเสียงเชียร์วิทยายิ่งเฮสนั่นเร้าอารมณ์แม้วิทยาจะเร่งพลังฌานยุทธ์อย่างหนักหน่วงก็ยังไม่อาจตามทันความไวของปราณได้จนเขาต้องกดปุ่มตรงนิ้วที่จับ เพื่อเผยความคมของกรงเล็บอินทรีอีกชั้นหนึ่งแล้วหมุนควงพุ่งไปหาปราณทันที ด้วยรอยยิ้มที่นึกว่าตนต้องชนะอย่างแน่นอน
กรงเล็บอินทรีหมุนเป็วงเข้าหาปราณอย่างรวดเร็วปราณยกแขนที่สวมสนับขึ้นรับเสียงสะท้านคมมีดกรงเล็บอินทรีกรีดสนับแขนจนเกิดประกายไฟแวบขึ้นมาเรียกเสียงฮือฮาได้อักโขบ้างก็มีเสียงปรบมือ
ทุกคนจ้องเขม็งคิ้วขมวดย่นต่างเชียร์วิทยากันสุดลิ่มทิ่มประตูกับการต่อสู้ที่มีขึ้นอย่างฉุกเฉินด้วยความตื่นเต้นหากจะว่าไปก็เหมือนเป็การรักษาศักดิ์ศรีของสำนักหมัดอินทรี
แต่ทุกคนมิได้บุกเข้ารุมบุรุษแปลกหน้าเพราะถูกสั่งสอนให้มีวิถีสุภาพชนฌานยุทธ์ที่ไม่ลอบกัดหรือโจมตีลับหลังหากผู้ใดผู้หนึ่งได้ประลองกันแล้ว นอกจากว่าจะเป็การสังหารหรือเข่นฆ่าให้สิ้นซึ่งนั่นก็เป็อีกกรณีหนึ่ง
ปราณตีลังกาสะบัดกรงเล็บอินทรีออกจากกายแล้วหมุนร่างเข้าหาวิทยาพอสะบัดมือเล็กน้อยก็ปรากฏกรงเล็บอินทรีแบบเดียวกับทุกๆ คนในมือขวา แล้วควงปาดหน้าวิทยาจนเสียงวูบวาบทว่าเด็กหนุ่มก็ยั้งมือแค่ให้วิทยาหวาดเสียวเท่านั้น!!!
วิทยาหนังตากระตุกวูบถอนหายใจยาวเอ่ยขอบคุณ
“ขอบคุณน้องชายที่มิได้ทำให้ข้าเสียโฉม!”
“เรามิได้มีความบาดหมางใดๆไยข้าต้องกระทำเช่นนั้นด้วย!...แต่ท่านระวังหลังด้วยล่ะ!”
สิ้นเสียงเตือนข้างหลังวิทยาก็เกิดเสียงของมีคมฟันอากาศพอหันไปเห็นก็ตกตะลึงเพราะนั่นคือกรงเล็บอินทรีอีกหนึ่งอันที่หมุนควงตั้งฉากกับพื้นเป็แนวตรงพุ่งเข้าหาวิทยาซึ่งถูกปล่อยออกมาล่วงหน้าก่อนที่ปราณจะเข้าจู่โจม
ปราณคำนวณทิศทางการหมุนวนกลับมาของกรงเล็บอินทรีอันแรกที่พุ่งโค้งขึ้นกลางหาวแล้วพุ่งลงมาในเวลาที่เขาโจมตีได้อย่างแม่นยำวิทยาก้มตัวตีลังกาหลังสามตลบหลบรัศมีกินอากาศของกรงเล็บอินทรีได้อย่างฉิวเฉียด
ทุกคนตื่นตระหนกอุทานลั่นเริ่มสงสัยว่าหนุ่มคนนี้มีกรงเล็บอินทรีได้อย่างไร? เพราะกรงเล็บอินทรีเป็อาวุธลับที่มีเฉพาะของศิษย์สำนักหมัดอินทรีเท่านั้นและผู้ที่จะมีไว้จะต้องผ่านการทดสอบว่าสามารถใช้ได้คล่องแคล่วจากปราชญ์ยุทธ์วรรณแล้ว
พวกเขาต่างตกตะลึงกับการใช้กรงเล็บอินทรีอย่างคล่องแคล่วเหนือการคาดเดาโดยเฉพาะการเหวี่ยงขึ้นกลางหาวแล้วหมุนโค้งลงมาตั้งฉากกับพื้นพุ่งใส่วิทยา
ศิษย์แทบทุกคนพยายามจดจ้องมองหน้าแล้วนึกว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้เป็ใครไยพวกเขาไม่เคยเจอะเจอมาก่อน และก็เพิ่งเบิกเนตรในความว่องไวการใช้กรงเล็บอินทรีที่ฉีกอากาศได้อย่างรวดเร็วตามทิศทางการเคลื่อนที่ภายหลังจากผ่านจุดเดิมสภาพอากาศก็คืนตัวดังเดิม
“ฟุ่บ!!!!!”
ปลายผมกระจุกหนึ่งของวิทยาถูกคมกรงเล็บอินทรีกินเข้าไปจนปลิวร่วงสู่พื้นทำเอาศิษย์ทุกคนร้องวี๊ดว๊ายตื่นใ ลุ้นระทึกกลัววิทยาจะได้รับาเ็
พอหัวหน้าเหล่าศิษย์ตั้งสติได้ก็ทะยานตัวขึ้นกลางอากาศหมุนฝ่ามือรวบรวมพลังฌานยุทธ์ะเิออร่า
“อินทรีสะบัดปีก!!!”
ออร่าสีขาวไหลผ่านท่อนแขนทั้งสองลักษณะราวกับปีกของอินทรีมือทั้งสองข้างที่แบออกมีออร่ามาห่อหุ้มหนาก่อตัวคล้ายดั่งเล็บพญาอินทรีส่วนขาทั้งสองออกแรงพุ่งส่งร่างทะยานตะปบแขนทั้งสองข้างเข้าใส่ปราณอย่างรวดเร็ว
ปราณยกแขนแกร่งทั้งสองขึ้นป้องกันแรงสะบัดปีกแขนสะบัดรุนแรงเกิดออร่าสีขาวราวกรงเล็บพญาอินทรีเสียงออร่าปะทะท่อนแขนอย่างรุนแรง ปราณกัดกรามเกร็งแขนต้านอีกครั้งในจังหวะเปิดแบบนั้น ปราณห่อตัวลงต่ำแล้วใช้จังหวะที่วิทยาเปิดช่องกำหมัดขวาและซ้ายไว้แน่น จากนั้นก็เปิดกระบวนท่าพื้นฐานแรกของตัวเองโดยเน้นเพียงพลังกายเพียงอย่างเดียว
“หมัดสอยดาวพิโรธ!!!!”
หมัดขวาพุ่งเสยเข้าปลายคางวิทยาอย่างรวดเร็วปราณพาตัวเองลอยคว้างหมัดเสยส่งร่างวิทยาเหินตามไปด้วย
ทันทีที่ได้ยินและััของแรงหมัดเช่นนั้นวิทยาก็จำกระบวนท่านี้ได้ดี ทว่าก็ช้าไปแล้ว...
“เปรี้ยง!!!!”
วิทยาลอยละล่องกลางหาวสูงกว่า๕ เมตร ด้วยพลังกายของปราณแต่เพียงอย่างเดียว กระบวนท่าที่ปราณประกาศบอกนั้นศิษยานุศิษย์ที่ได้ยินต่างตกตะลึงอึ้งเงียบพักใหญ่ ปล่อยให้เสียงลมทำงานแทน
“นายน้อยปราณ!!!!”
แล้วเสียงบุรุษรุ่นราวคราวเดียวกับวิทยาก็โพล่งขึ้นทันทีจากนั้นประโยคดังกล่าวก็กระตุ้นต่อมตื่นตัวของศิษย์เก่าทั้งมวลที่อายุ ๒๐ ขึ้นไปพวกเขาพากันยืนตรงตบเท้าประนมกรค้อมศีรษะกล่าวทักทายแทบจะเหมือนนัดกันไว้
“คารวะนายน้อยปราณ!”
ส่วนบรรดาศิษย์ใหม่ที่อายุรุ่นต่ำกว่า๑๕ ไม่รู้จัก “นายน้อยปราณ” ต่างยืนงงจนรุ่นพี่ต้องสะกิดให้ทำตาม
วิทยาร่วงผล็อยสีหน้าหวาดผวาแม้เขาจะโดนหมัดสอยดาวพิโรธเข้าไปเต็มๆ เหมือนเช่นเจอนายน้อยปราณครั้งแรกก็ตามแต่ในครั้งนี้แตกต่างโดนสิ้นเชิง
ภายหลังจากที่ปราณปล่อยหมัดปะทะคางวิทยาแค่มึนเล็กน้อยแล้วรู้สึกว่ามีก้อนลมหอบร่างของเขาทะยานสู่เวหาตามแรงหมัดพอถึงจุดสูงสุดก็ร่วงลงมาทันที เขาไม่ได้มึนงงหรือสลบกลางหาว
จากนั้นปราณก็ถีบพื้นขึ้นอุ้มร่างวิทยาให้ลงมายืนที่พื้นอย่างปลอดภัยทำเอาวิทยาพ่นลมหายใจยาวแล้วหมุนกายประนมกรทักทายทันที
“คารวะนายน้อยปราณครับ!...ฮ่าๆๆๆ...ขออภัยที่ข้าจำท่านไม่ได้”
ปราณพยักหน้าตบบ่าวิทยาแล้วหัวเราะเบาๆ
“ไม่ต้องกังวลท่านพี่!...ข้ามาแบบนี้เป็ใครก็ต้องปกป้องตัวเองทั้งนั้นนับว่าตอนนี้ศิษย์ของเราก้าวหน้าพอสมควรฝีมือและความว่องไวของท่านก็รุดหน้าขึ้นมากทีเดียว!”
“ฮ่าๆๆ...ต่อให้มากอย่างไรก็ไม่เท่านายน้อยหรอกครับ!”
วิทยาปรับเปลี่ยนท่าทางเป็นอบน้อมทันทีปราณหัวเราะเบาๆ เอ่ยช้าๆ
“เรียกข้าปราณเฉยๆก็ได้ ไม่ต้องนายน้อยหรอก! ฟังแล้วขัดหูพิลึก”
วิทยาโค้งคำนับรับทราบแล้วแนะนำปราณให้ศิษย์ทั้งเก่าและใหม่ได้รู้จักบุตรชายของเ้าสำนักทำเอาสาวๆ ถึงกับหน้าแดงที่รู้ว่าปราณเป็บุตรชายของเ้าสำนักท่าทางตื่นเต้นดีใจจนสหายชายข้างเคียงต่างสะกิดให้สำรวมกิริยา แล้วทั้งหมดก็ประนมกรกล่าวทักทายปราณเสียงกึกก้อง
ร้อนถึงวรรณต้องปรากฏกายออกมาที่ได้ยินเสียงการปะทะต่อยตีและเฮๆจนอื้ออึง พอเห็นศิษย์ทั้งมวลยืนล้อมวงกลมอย่างเป็ระเบียบ บริเวณตรงกลางมีร่างของบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงกำยำสวมเสื้อขาวกางเกงดำยืนเด่นเป็สง่านางขมวดคิ้วจ้องมองรู้สึกคุ้นเคยเป็ที่สุด แต่แล้วก็ฉีกยิ้มกว้างเหาะทะยานวูบเดียวถึงกลางลาน
“ปราณ!...กลับมาแล้วหรือ?”
วรรณกายสั่นสะท้านเอ่ยเรียกนามบุตรชายด้วยเสียงสั่นตื้นตันดีใจจนน้ำตานองหน้า
“ท่านแม่...!!!!”
ปราณทรุดเข่าลงทั้งสองข้างก้มกราบแทบเท้าวรรณแล้วโอบกอดขาน้ำตาคลอเบ้า
“ข้าคิดถึงท่านเหลือเกินครับ!...เจ็ดปีแล้วที่ข้าไม่เจอใครเลย!”
วรรณทรุดเข่าโอบประคองบุตรชายขึ้นมาสวมกอดหอมแก้มด้วยความคิดถึงศิษย์ทั้งมวลที่เห็นกิริยาของแม่ลูกต่างก็รู้สึกตื้นตันน้ำตาหลั่งไหลร่วมด้วย!
“แม่คิดถึงเ้าจริงๆได้ยินข่าวจากท่านลุงว่าเ้าถูกพญาเวนไตยลงทัณฑ์ั้แ่วันแรกแต่กลับกลายเป็ที่ถูกพระทัยของท่าน...กลับมาคราวนี้เ้าหล่อเหลาเอาการรูปร่างสูงใหญ่...ที่สำคัญ...”
วรรณนิ่งเงียบพักใหญ่แล้วหมุนหน้ากวาดตามองศิษย์สาวทั้งหลาย“...เ้าทำให้ศิษย์สาวๆ ของเราหน้าแดงกันไปหมดแล้ว!”
เจอเ้าสำนักเอ่ยดักทางเช่นนี้คนที่หน้าแดงก็ยิ่งแสดงอาการเขินอายชัดเจนเรียกเสียงหัวเราะกึกก้องแล้ววรรณจึงว่าพรุ่งนี้จะจัดเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของปราณแต่ปราณโบกมือห้ามและเอ่ยบอกกับทุกๆ คน
“ไม่ต้องเอิกเกริกครับ!...ไม่ต้องจัดงานเลี้ยงใดๆข้ายังไม่อยากให้การกลับมาของข้าเป็ที่เอิกเกริกนักให้ทุกคนทำตัวตามปกติดีที่สุด”
วรรณพยักหน้าตามใจบุตรชายแล้วจึงสั่งแยกย้ายไปพักผ่อน ก่อนที่สองแม่ลูกจะเดินเข้าไปสนทนาในห้องเล็กๆปราณเห็นเก้าอี้ยาวก็ลงนอนเหยียดกายอย่างผ่อนคลายกลับมาถึงบ้านแล้วเขายิ้มกริ่มซึมซับความรู้สึกเก่าๆ แม้จะจากไปนานถึงเจ็ดปีแต่ทุกอย่างยังเหมือนใหม่
แล้วปราณจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อเดินทางมาถึงและปะทะกับกลุ่มก้อนของรัตนาครพอวรรณได้ยินนามก็เอะใจนิดๆ พอปราณว่ารัตนาครเป็บุตรชายของสมุหเสนาแก่นครวรรณก็โมโหขึ้นมาทันที
“ชิ!...เ้าคนสกุลนี้! มันจะจองล้างจองผลาญพวกเราอีกสักเท่าไหร่กัน?”
“ตอนนี้ข้าก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเ้ารัตนาครจึงมีนิสัยที่เปลี่ยนไปเช่นนั้น!”
“จะยากอะไรเล่าปราณ!...เ้านั่นกินตำแหน่งสมุหเสนาด้วยวัยเพียงเท่านั้นอีกทั้งยังมีพรรคพวกติดตามก็ย่อมกร่างเป็ธรรมดายังไงเ้าอยู่ห่างๆ ไว้ดีกว่า แม่ไม่ชอบคนของทางการเท่าไหร่นัก!”
“ไม่ต้องกังวลครับ! ข้าให้ภุชโคช่วยหาข่าวเกี่ยวกับรัตนาครและเื่ราวในวัง”
“ภุชโคหรือ?”
วรรณอุทานลั่นท่าทางใมิใช่น้อย
“ใช่ครับ!...ทำไมท่านอุทานเสียงดังขนาดนั้น!”
“หึหึหึ...รู้ไหม?ตอนที่เ้าเดินทางไปป่าหิมพานต์ จากนั้นอีกสามวันภุชโคก็มาโวยวายกับแม่ใหญ่ หาว่าเ้าไปต่างแดนแล้วไม่บอกนางลืมนางไปแล้วหรือ?...แม่ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี...แล้ว่นั้นนางก็มาที่สำนักทุกวัน...่หลังๆมาบ่อยมากจนตอนนี้แทบจะกลายเป็คนของสำนักหมัดอินทรีไปแล้ว...ชอบเอาของฝากของกินมาให้แม่อยู่เรื่อย...จะว่าไปภุชโคก็สวยและน่ารักดีนะ...แม่ชอบนิสัยใจคอของนาง”
ปราณนิ่งอึ้งยิ้มแห้งๆประมวลภาพความทรงจำเก่าๆ และเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ เกี่ยวกับภุชโคก็หน้าแดงขึ้นมาทันที วรรณเห็นอาการบุตรชายก็ฉีกยิ้มเอ่ยไปตามความรู้สึก
“...ภุชโคเล่าว่ามีคนจีบเป็ทิวแถวแต่นางไม่สนใจใครเลย...แม่ว่า...คงรอเ้ากลับมากระมัง!”
ปราณหน้าชานิ่งงันพอรู้อยู่บ้างเพราะภุชโคก็บอกเช่นนั้นแต่ยังไม่ปักใจเชื่อเท่าไหร่
“แหม!...มันจะเป็ไปได้อย่างไรเล่าครับ!...เราสองคนก็แค่เป็สหายกันั้แ่เด็กเท่านั้นเอง!...เออ...แล้วเจ็ดปีที่ผ่านมาเป็อย่างไรบ้างครับท่านแม่?”
พอปราณเอ่ยเช่นนั้นวรรณก็หุบยิ้มขยับไปนั่งเหยียดยาวที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถอนหายใจหนึ่งดอกมองหน้าปราณอย่างพะอึดพะอม กำลังตรึกตรองว่าจะเล่าเื่ใดให้บุตรชายฟังดีเพราะตอนนี้ก็โตมากพอที่จะรับรู้เื่หนักๆ แล้ว
“ท่านแม่มีอะไรกังวลใจหรือเปล่าครับ? นั่งหน้าเป็กังวลเชียว!”
วรรณมองบุตรชายส่ายศีรษะเอ่ยเสียงหม่นหมอง
“มีการเปลี่ยนแปลงในอโยดาและแทบทุกหัวเมืองจริงๆตอนนี้องค์ไชยครามสละบัลลังก์แล้ว โดยอ้างว่าสุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยแล้วทำพิธีาาภิเษกให้บุตรชายขึ้นครองบัลลังก์แทนแล้วนะ! ในนามมหาจักรพรรดิไชยครามาาธิบดีที่สอง...หรือพระองค์เ้าดาบทอง!”