ไม่นานนัก ขบวนขันทีและนางในนับไม่ถ้วนก็พากันหลั่งไหลเข้ามาในท้องพระโรงนำหน้าโดยเกาลี่ซื่อ ขันทีาุโผู้ได้รับความไว้วางใจจากจูโฮ่วจ้าว
“ฝ่าาที่ในท้องพระโรงดูจะคับแคบเกินไป ขอพระราชทานพระบัญชาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เกาลี่ซื่อรีบสาวเท้าเข้ามาหยุดที่หน้าบันได แล้วค้อมกายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพ
“เริ่มั้แ่เชิงบันไดจัดเรียงโต๊ะเก้าอี้ให้เป็ระเบียบ ถ้าที่ไม่พอก็ขยายออกไปด้านนอก”
จูโฮ่วจ้าวไม่ได้แยแสว่าขุนนางจะพอใจหรือไม่ เพียงเอ่ยคำสั่งอย่างเด็ดขาดโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมอง
“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
เกาลี่ซื่อถอยหลังกลับไปทันที จากนั้นก็เริ่มสั่งการกรมเครื่องเสวยเพียงครู่เดียว โต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งก็ถูกจัดวางเรียบร้อย
อาหาร เครื่องดื่ม เหล้า และกับแกล้มก็ทยอยถูกนำขึ้นโต๊ะอย่างเป็ระเบียบ
“ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจเชิญตามสบายเถิด!”
จูโฮ่วจ้าวเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะเดินลงจากแท่นบัลลังก์ไปยังหัวโต๊ะตัวแรก แล้วทรงนั่งลงอย่างสง่างาม
ทางด้านซานเต๋อจื่อก็กระตือรือร้น รีบเชิญเหล่าเก้าอ๋องให้นั่งเรียงราย
โดยจูโฮ่วจ้าวประทับอยู่ด้านหน้าสุดของท้องพระโรงตรงตำแหน่งสูงสุด ขณะที่เก้าอ๋องนั่งประกบอยู่ทั้งสองฟาก
“เริ่มงานเลี้ยง!”
หลังได้รับสัญญาณจากจูโฮ่วจ้าว ซานเต๋อจื่อก็เปล่งเสียงประกาศก้อง
เมื่อเห็นจักรพรรดิทรงยกตะเกียบ ขุนนางทั้งหลายก็ค่อยๆ เริ่มลงมือพร้อมกัน
บรรยากาศดูเป็ทางการแต่ไม่อึดอัด ทว่า—จังหวะนั้นเองใครบางคนก็ทำลายความเงียบขึ้นมา
“ฝ่าาเหล้าก็ดี อาหารก็ดี... แต่กระหม่อมรู้สึกว่ามันช่างจืดชืดเกินไปสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
จูจางก็เป็ฝ่ายทำลายความเงียบนั้นโดยเอ่ยขึ้นพลางยกจอกดื่มด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่แท้จริงแล้วกำลังเบิกโรง
คำพูดนี้ทำให้ขุนนางหลายคนที่นั่งอยู่เื้ัต่างตั้งใจฟังขึ้นมาทันที
“โอ้?ท่านอ๋องมีข้อเสนออะไรหรือ?”
จูโฮ่วจ้าวคิดในใจว่า “มาแล้วสินะ” เขายิ้มบาง ๆดวงตาฉายแววคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว
“ระหว่างทางกลับเมืองหลวงกระหม่อมบังเอิญพบชายหนึ่ง เป็บัณฑิตตกอับ แต่เชี่ยวชาญการต่อกลอนยิ่งนัก ไม่สู้เชิญเขาขึ้นมาประลองกับเหล่าปราชญ์แห่งราชสำนักดูพ่ะย่ะค่ะ?”
จูจางเอ่ยถ้อยคำพร้อมรอยยิ้ม ดูราวกับกำลังวางหมากซ้อนกล
“ก็ดี!”
จูโฮ่วจ้าวพยักหน้าอย่างสงบเล็กน้อย
“แปะแปะ แปะ!”
เสียงตบมือสามครั้งของจูจางดังก้องไปทั่วท้องพระโรงจากนั้น…ชายอ้วนในชุดขาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในสายตาของทุกคน
ในมือของเขาถือพัดกระดาษ ใบหน้ากลม ดวงตาเล็ก หนวดทรงแปดอย่างชัดเจน—มองแวบเดียวก็รู้ว่า...เป็คนมีลักษณะกังฉินเต็มขั้น
ชื่อ: ตุ้ยชวนฉาง
ต้นกำเนิด: โลก “ถังป๋อหู ใหญ่ไม่ต้องประกาศ”
ความสามารถพิเศษ: เชี่ยวชาญการต่อกลอนคู่
พลังยุทธ์: ชั้นสามขั้นต้น
ค่าความจงรักภักดี: 0
แค่เห็นหน้าคนผู้นี้ พร้อมรับข้อมูลเข้ามาในหัวจูโฮ่วจ้าวก็แทบกลั้นขำไม่อยู่
‘หมอนี่มัน...ไม่ใช่ตัวตลกที่เคยโดนถังป๋อหูต่อกลอนจนกระอักเืหรอกเรอะ’
ในโลกของ “ถังป๋อหูแต้มชิวเซียง” ตุ้ยชวนฉางคือคนของหนิงอ๋อง
ครั้งหนึ่งเคยเข้าไปที่จวนท่านอัครมหาเสนาบดีฮวาแล้วถูกถังป๋อหู — ที่รับบทโดยซิงเย๋อ(โจวซิงฉือ)—เล่นงานเสียจนกระอักเืออกมาไม่หยุดอย่างหมดสภาพ
“ข้าน้อยตุ้ยชวนฉาง ขอคารวะฝ่าา”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่สีหน้าท่าทางกลับเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส
“เสียมารยาท!”
เสียงของหลี่กังตวาดขึ้นทันที เขาทนไม่ได้ที่อีกฝ่ายกล้าทำสีหน้ากำเริบเช่นนั้นต่อหน้าองค์จักรพรรดิ
“ท่านหลี่อย่าไปถือสาเลยบุคคลที่มีความสามารถมักมีท่าทีถือดีในตนเป็ธรรมดา... แต่ข้าอยากรู้ว่า เขามีดีแค่ไหนกันแน่”
จูโฮ่วจ้าวยกมือเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม สายตาของเขาหันไปมองตุ้ยชวนฉางอย่างสนใจ
“หากเ้ามีความสามารถจริงข้าก็จะละเว้นโทษดูิ่เมื่อครู่นี้ แต่ถ้าเ้าทำให้ข้าผิดหวังล่ะก็... เ้าก็ทิ้งหัวไว้ที่นี่เสียเถอะ!”
น้ำเสียงของจูโฮ่วจ้าวแฝงรอยเยาะเย้ยอย่างสนุกสนานเมื่อรวมกับรอยยิ้ม ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศหนักอึ้งมากขึ้น
ตุ้ยชวนฉางได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด
เพราะสถานการณ์เช่นนี้ แม้เขาจะเป็คนหน้าไม่อายแต่มองจากแววตาของจักรพรรดิหนุ่มแล้ว... หากเขาไม่สามารถแสดงฝีมือได้ในวันนี้ เขารู้ได้ทันทีว่าตัวเองอาจไม่ได้ออกจากท้องพระโรงนี้อย่างครบส่วนอย่างแน่นอน
ต่อให้เป็ จูจาง ก็คงช่วยเขาไม่ได้ หากพลาดเพียงนิดเดียว
เขากลอกตาไปมา พยายามหาทางเอาตัวรอด แล้วในที่สุดก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นเขาจึงกล่าวว่า:
“ในเมื่อฝ่าามีรับสั่งข้าน้อยจะกล้าขัดได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
“ถ้าเช่นนั้น...ก็เริ่มเลยเถิดเหล่าขุนนางในราชสภา เ้าจะเลือกใครมาเป็คู่ต่อสู้ก็ได้ตามใจ”
จูโฮ่วจ้าวเอ่ยพลางยิ้ม แล้วหันไปทางจูจางแล้วเอ่ยอย่างมีนัย
“ท่านอ๋อง...มีอะไรจะคัดค้านหรือไม่?”
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
จูจางส่ายหัวเบา ๆ แล้วยกจอกเหล้าขึ้นจิบช้า ๆ
“เ้าจะตั้งกติกาอย่างไรก็บอกมาเถิด แต่อย่ามาอ้างทีหลังว่า ขุนนางทั้งราชสภากลั่นแกล้งเ้าแล้วกัน”
จูโฮ่วจ้าวหันกลับไปหาตุ้ยชวนฉาง พลางกล่าวเสียงเรียบอย่างอารมณ์ดี
ฮ่า ฮ่า ฮ่า...
ทันใดนั้น ถ้อยคำของจูโฮ่วจ้าวก็ได้เรียกเสียงหัวเราะจากเหล่าขุนนางทั่วทั้งราชสภาออกมาพร้อมกันจนดังลั่นทั้งท้องพระโรง
จะมีใครในที่นี้บ้าง...ที่ไม่มีฝีมือเป็เลิศในด้านใดด้านหนึ่ง?
“ขอพระราชทานอภัยฝ่าาในเมื่อฝ่าาจะเอาหัวข้าน้อยถึงเพียงนั้น ข้าน้อยก็ไม่อาจนั่งรอความตายได้ ข้าน้อยอยากขอท้าประลองกับฝ่าาสักคราพ่ะย่ะค่ะ”
ตุ้ยชวนฉางพูดออกมาด้วยความกล้า แม้ในใจสั่น แต่เขารู้ข่าวบางอย่างเกี่ยวกับจูโฮ่วจ้าวจึงกล้าพูดท้าทายออกมาเช่นนี้
“เ้าฏบังอาจนัก!”
“ช่างไร้ยางอาย!”
……
คำพูดของตุ้ยชวนฉางทำให้เหล่าขุนนางทั้งราชสภาต่างลุกฮือขึ้นต่อว่า
เพราะพวกเขาต่างก็รู้ถึงสติปัญญาและความสามารถของจูโฮ่วจ้าวดี
หากเกิดเื่พลิกล็อกขึ้นมา หน้าตาของขุนนางทั้งราชสภาจะต้องเสียย่อยยับอย่างแน่นอน
“พอแล้ว!”
เสียงของจูโฮ่วจ้าวสงบแต่เฉียบขาดพอจะทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงในพริบตา เขาหันไปหาตุ้ยชวนฉาง แล้วกล่าวต่ออย่างไม่เร่งร้อน
“เ้าเริ่มได้เลยข้าเองก็กำลังรอจะเอาหัวเ้าพอดี”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่แรงกดดันกลับแผ่ซ่านไปทั่ว
ตุ้ยชวนฉางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนก้อนน้ำแข็งในบ่อมรณะเย็นเยียบ...จนเหงื่อเย็นไหลซึมออกมาทั้งหลัง
เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่ง สูดลมหายใจลึก เพื่อระงับความตื่นตระหนกภายในใจแล้วค่อยๆ กล่าว
“ขอฝ่าาโปรดสดับกลอนบทนี้ข้าน้อยแต่งขึ้นระหว่างเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่พบเห็นสองข้างทางเป็กลอนคู่ที่กลั่นมาจากใจของข้าน้อย กลอนคู่บทแรก:
[หนึ่งหมู่บ้าน สองลี้ บัณฑิตสามนาย ไม่รู้จักสี่หนังสือห้าคัมภีร์ หกหลักธรรม กลับกล้าสั่งสอนเด็กเจ็ด แปด เก้า… กล้าเกินใครถึงสิบส่วน!]”
เมื่อกลอนหลุดจากปากตุ้ยชวนฉางเขาเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางภาคภูมิ
กลอนคู่นี้เขาศึกษาและกลั่นกรองมาหลายปีไม่เคยนำออกมาแสดงต่อหน้าผู้ใด
ครั้งนี้เขาตั้งใจจะใช้มันลบหลู่ความภูมิใจของเหล่าปราชญ์เมืองหลวงให้อับอายขายหน้าโดยเฉพาะ
ทันใดนั้น…
ซี้ดด…
เมื่อได้ยินกลอนคู่นี้ ขุนนางทั้งท้องพระโรงก็พากันสูดลมหายใจอย่างตกตะลึง
กลอนคู่นี้ช่างสมบูรณ์ทั้งโครงสร้าง ไพเราะและซับซ้อนเรียงตัวเลขจากหนึ่งถึงสิบได้อย่างแเี
แม้แต่ผู้มีวิชาความรู้ลึกล้ำอย่างพวกเขา ยังนึกไม่ออกว่าจะใช้คำใดมาสู้ได้ทันที
ในพริบตานั้น...หลายคนเริ่มวิตกว่า หากจูโฮ่วจ้าวหาคำต่อไม่ได้คงจะเสียหน้าเอามากๆ
“ยอดเยี่ยมตุ้ยชวนฉาง เ้าสืบเชื้อสายมาจากตระกูลใดหรือ?”
จูโฮ่วจ้าวถามด้วยรอยยิ้ม กลอนคู่นี้ในชาติที่แล้วเขาเล่นมานับครั้งไม่ถ้วน
ทว่าเขายังไม่รีบตอบกลับ แต่ตั้งใจถามถึงตระกูลของตุ้ยชวนฉางก่อน
“แม้ตระกูลข้าน้อยจะใหญ่โตแต่เราก็ยึดถือการเพาะปลูกและอ่านเขียนเป็วิถีหลัก ฐานะจึงค่อนข้างยากจนพ่ะย่ะค่ะ”
ตุ้ยชวนฉางไม่ทันสังเกตเล่ห์ในคำถาม ก็ตอบออกมาตามตรง
ความเป็จริงในโลกของ “ถังป๋อหู ใหญ่ไม่ต้องประกาศ”ที่ตุ้ยชวนฉางติดตามหนิงอ๋องนั้น
เพราะโลภอำนาจลาภยศไม่ก็โลภในทรัพย์สิน แต่คำตอบของเขากลับกล้ากล่าวอ้างถึงความบริสุทธิ์...ซึ่งตรงตามความ้าของจูโฮ่วจ้าวเข้าอย่างจัง
“ฝ่าาคงมิได้กำลังถ่วงเวลาอยู่กระมัง?”
จูจางเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ดูผิวเผินเหมือนพูดล้อเล่นแต่ทุกคนในท้องพระโรงรู้ดีว่า—เขากำลังกดดันให้จูโฮ่วจ้าวต่อกลอนกลับ
“[สิบบ้านเก้าจนรวบรวมได้แปดตำลึง เจ็ดเชียน หกเฟิน ห้าหาว สี่หลี ยังจิตใจโลเล สองแง่สามง่าม ต่ำช้าชั้นหนึ่ง!]”
จูโฮ่วจ้าวปรายตามองจูจางแวบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มพูดช้าๆ ชัด ๆ ทีละจังหวะ...
“ยอดเยี่ยม!”
กลอนต่อบทนี้...กระแทกใจจนทั่วท้องพระโรงเงียบกริบกระทั่งหลี่หลินฝู่ ไช่จิง และเหล่าขุนนางผู้ทรงปัญญาหลายคน ยังอดอุทานไม่ได้
เพราะพวกเขาไม่เพียงเป็ขุนนางผู้กุมอำนาจ หากยังเป็ผู้มีสติปัญญาเชี่ยวชาญทั้งกลยุทธ์และวรรณศิลป์
เมื่อได้เห็นกลอนต่อที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงชื่นชม
ในขณะที่เสียงชื่นชมดังก้อง ใบหน้าของตุ้ยชวนฉางและจูจางกลับซีดเผือด
“ตุ้ยชวนฉางเ้าฟังให้ดี หากเ้าสามารถตอบกลอนที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้ได้ครบสามบท ข้าจะละเว้นโทษให้...แต่หากไม่ล่ะก็—จงทิ้งหัวไว้ที่นี่เสียเถอะ”
เมื่อเห็นสีหน้าของตุ้ยชวนฉาง จูโฮ่วจ้าวก็แค่นยิ้มเย็นแววตาเ็าจนไม่มีใครกล้าคิดว่าเป็เื่ล้อเล่น จิตสังหารแผ่ชัดออกมาอย่างไม่มีการปิดบัง
ตุ้ยชวนฉางสบกับสายตานั้นเข้า ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะร่างกายแทบหยุดหายใจ
[กลอนจากจูโฮ่วจ้าว:
ควันหมอกคลุมบึง หลิวเหงาเงียบ
หน้าต่างเย็นเหงา หญิงรอไร้คู่
บนนั้นภาพดอกบัว... แต่หลวงพี่เป็คนวาด!]
“หากเ้ายังตอบไม่ได้ในเร็ววันเ้าก็ห่างจากความตายอีกไม่ไกลแล้ว”
เมื่อเขวี้ยงออกมากลอนคู่ระดับะทั้งสามบท
เสียงของจูโฮ่วจ้าวดังก้องในท้องพระโรง แม้จะพูดเบาๆ แต่ทุกถ้อยคำล้วนดั่งคมมีดกรีดลงกลางอกตุ้ยชวนฉาง