เสียงระเบิดเวทกึกก้องยังดังก้องอยู่ในหูของเฟเรนเซีย วาลิอันท์ ขณะที่เธอทรุดตัวลงรับร่างของคราส ดารัน ที่ถูกซัดกระแทกจากการโจมตีสุดท้ายของ ไครซ์คาน เดอะสตีลเบรคเกอร์ จนร่างเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ — โลหะเวทที่ห่อหุ้มร่างเขาแตกเป็นเสี่ยง ๆ เลือดสีแดงเข้มไหลผ่านช่องว่างของชุดเกราะ สาดลงบนพื้นสนามรบที่เต็มไปด้วยซากอสูรและฝุ่นธุลี
“เฟเรน… เธอ… ปลอดภัยใช่ไหม?” เสียงของเขาเบาเกินกว่าจะต้านแรงลมแห่งสนามรบ
“อย่าพูด… ไม่ต้องพูดอะไร…!” เฟเรนเซียใช้มือเวทเร่งพลังฮีลเข้าใส่ แต่บาดแผลของเขากลับไม่ตอบสนอง มานาของเขา… เหือดแห้งไปแล้ว
แววตาอันเหนื่อยล้า แต่ยังเปล่งประกายของพลเอกคราส ดารัน ยังคงไม่ละไปจากใบหน้าของหญิงสาวที่เขาเคารพรัก
“ฉันไม่เสียใจเลย… ที่ได้ตายในสนามรบแบบนี้… เพื่อปกป้องพวกเธอ… เพื่อปกป้องสิ่งที่ฉัน… ไม่มีวันปกป้องไว้ได้ในอดีต”
เฟเรนเซียกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาสั่นไหว
“…คราส อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวอีกนะ…”
เขาหัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าแม้จะเต็มไปด้วยคราบเลือดก็ยังอบอุ่น
“ขอโทษ… ฉันทำได้แค่นี้จริง ๆ”
เขายกมือขึ้น — มือที่สั่นเทา — แตะที่แก้มของเฟเรนเซียเบา ๆ เป็นครั้งสุดท้าย
“หากมีชาติหน้า… ขอให้ฉันได้พบเธออีก…”
และในวินาทีนั้น — ดวงตาของพลเอกคราส ดารัน ก็ปิดลงช้า ๆ
เฟเรนเซียนิ่งงัน เสียงของสนามรบหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นรัว ความจริงในอ้อมแขนนี้หนักเกินกว่าจะยอมรับได้ในชั่วพริบตาเดียว สายลมที่เคยพัดผ่านกลายเป็นคลื่นเวทหม่นมืด เฟเรนเซีย วาลิอันท์ กอดร่างไร้วิญญาณของเขาแน่น
“…เธอ… ก็แค่คนบ้าคนหนึ่ง ที่ฉัน… ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้…”
สายตาของเธอแดงก่ำ — และภายในใจ มีบางสิ่งกำลังเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจย้อนกลับได้ ความเงียบโอบล้อมทุกสิ่งก่อนภาพจะจางหาย…
ภาพในใจของคราส ดารัน — ฉากบ้านไม้เล็ก ๆ บนเนินเขาเขียวขจี ที่มองเห็นอาณาจักรซีลีออนจากระยะไกล ทุ่งดอกไม้สีขาวปกคลุมรอบบ้าน ลมพัดเอื่อย ๆ พาเสียงหัวเราะของเด็กสาวคนหนึ่งลอยมา
"พี่คราส! วิ่งช้าจัง!" เด็กหญิงผมสีทองดวงตาสีฟ้าสดใสหันกลับมายิ้ม เธอในวัยเพียงสิบขวบแต่รอยยิ้มกลับอบอุ่นเหมือนดวงอาทิตย์ยามเย็น
“เอาอีกแล้ว… ข้าแพ้เจ้าทุกทีเลยจริง ๆ…” คราสในวัยเด็กหัวเราะพร้อมทิ้งตัวนั่งหอบข้าง ๆ น้องสาว
“พี่สัญญาแล้วนะ! ว่าจะเป็นอัศวินเกราะใหญ่ที่สุดในอาณาจักร แล้วจะปกป้องข้า!”
“ข้าจำได้…” คราสยิ้ม เขากุมมือเล็ก ๆ ของน้องสาวไว้แน่น
แต่แล้ว — โลกก็เปลี่ยน
คืนนั้น… บ้านถูกเผาโดยกลุ่มอสูรเร่ร่อนจากชายแดน ความช่วยเหลือมาไม่ทันเวลา เขาวิ่งฝ่ากองไฟอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องของน้องสาวยังดังก้องในใจ คราสพยายามผลักซากไม้ที่ถล่มลงมา… แต่ไม่ทัน…
“อย่าไปนะ… ลูเซีย…”
มือนั้น — ที่เขาเคยสัญญาว่าจะจับไว้ — หลุดลอยไปในเปลวไฟ จากวันนั้น เขาก็ไม่เคยยิ้มแบบเดิมอีกเลย
เขาเปลี่ยน — กลายเป็นป้อมปราการเดินได้ที่ทุกคนพึ่งพิงได้ เพราะเขารู้ดีว่า ถ้าปล่อยให้ใครต้องร้องไห้แบบเขาอีกแม้แต่คนเดียว… โลกใบนี้จะไม่ให้อภัยเขา ภาพจางหาย เสียงลมหายใจสุดท้ายของเขาในปัจจุบันหยุดลงพร้อมกับคำพูดในใจ
“ลูเซีย… ข้ารักษาคำสัญญาแล้ว… ในที่สุด…”
ดวงจิตของชายผู้เคยแบกทั้งกองทัพไว้เพียงลำพัง — ค่อย ๆ สลายไปกับแสงอรุณที่กำลังมาถึง แต่ในโลกจริง… การจากไปของเขาเพิ่งจะจุดไฟอีกเปลวให้ลุกขึ้น
— เฟเรนเซีย วาลิอันท์ กำลังลุกขึ้นจากหายนะ… เพื่อโหมกระหน่ำมันกลับไปยังเงามืดทั้งมวล
ร่างของคราส ดารัน เอนอยู่ในอ้อมแขนของเฟเรนเซีย วาลิอันท์ — ดวงตาที่เคยเด็ดเดี่ยวหลับลงตลอดกาล โลหิตยังอาบกรอบหน้าเขา ลมหายใจไม่มีเหลือให้รู้สึกอีกต่อไป เฟเรนเซียไม่ร้องไห้... ไม่มีน้ำตาหยดใดปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้
มีเพียง “พลัง” ที่ล้นทะลักขึ้นจากเบื้องลึก — พลังที่ไม่ได้มาจากการฝึกฝน แต่เกิดจากความสูญเสียที่ลึกที่สุดในหัวใจของเธอ
"เจ้ากล้าดียังไง..."
เสียงของเธอเบาราวกับลมหายใจ… แต่กึกก้องราวอัสนีบาตกลางใจสงคราม
"กล้าดียังไง... ถึงพรากเขาไปจากพวกเรา...!"
ร่างของเฟเรนเซียลุกขึ้นช้า ๆ พร้อมกับสายลมรอบตัวที่ปั่นป่วนเวทมนตร์ด้วยพลังเวทขั้นสูงสุด
【ระบบแจ้งเตือน: ความผันผวนเวทระดับอันตรายระดับ 5】
【พลังเวท “Arcane Fury” ปลดปล่อยระดับเต็ม – ขีดจำกัด INT ถูกปลดล็อกชั่วคราว】
【เฟเรนเซียเข้าสู่สถานะ: Hyper Arcana – การควบคุมธาตุสมบูรณ์ทุกสาย】
เส้นเลือดเวทสีทองแดงสว่างขึ้นบนแขนทั้งสอง ดวงตาของเธอกลายเป็นสีขาวเรืองแสงล้วนๆ ไม่มีรูม่านตา เปลวอัคคีเวทสีแดง–น้ำเงินหมุนรอบตัวเธอเป็นเกลียวดุจพายุแสง ไครซ์คาน เดอะสตีลเบรคเกอร์ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าในร่างสมบูรณ์ เริ่มหยุดการเคลื่อนไหว
“นี่มัน… อะไร…”
เปลวเวทของเฟเรนเซียแผ่กระจายไปในรัศมีเกินร้อยเมตร เผาผลาญสนามรบจนกลายเป็นลานเวทอันบริสุทธิ์
"เจ้าคิดว่าเจ้าแข็งแกร่งงั้นหรือ?"
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น้ำหนักของมันกลับบดขยี้ใจทุกสิ่งที่อยู่ในสนามรบ
"ข้าจะให้เจ้าได้รู้ว่า... ความแค้นที่สงบนิ่งนั้น... รุนแรงยิ่งกว่าไฟนรกเสียอีก"
เธอยกไม้เท้าเวทขึ้น... แล้ววาดวงแหวนอาร์เคนขนาดยักษ์เหนือศีรษะ
“Flare Convergent: Spiral Judicium”
วงแหวนเวทแปดชั้นซ้อนกันบนฟ้า ดึงพลังเวททุกหยาดหยดจากอากาศรอบตัว เสาแสงอัคคีสีเงิน–น้ำเงิน–ม่วงทมิฬ พุ่งลงกลางร่างไครซ์คานด้วยเสียงกัมปนาท
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!
พื้นสนามรบทรุดตัว เงาสะเก็ดไฟกระจายขึ้นสูงกว่าสิบเมตร แรงระเบิดอัดกระแทกแนวปะทะจนทหารสองฝ่ายต้องถอยหนี ไครซ์คานคำรามก้องในความเจ็บปวด ร่างเหล็กของมันไหม้เกรียมเป็นริ้ว เงาของเกราะที่เคยแน่นหนาบัดนี้บิดเบี้ยวไปทั่ว เฟเรนเซียไม่ได้หยุด — เธอยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ด้วยดวงตาที่ไม่มีแววลังเล
"จงชดใช้... ให้กับเขา"
— และเสียงของเปลวเวทแห่งความแค้น... ก็ยังไม่สิ้นสุด
"เจ้ากล้าฆ่าเขา... แล้วคิดว่าจะรอดจากข้าไปง่าย ๆ งั้นหรือ?"
เสียงของเฟเรนเซีย วาลิอันท์ ไม่ได้ดังก้องกังวาน หากแต่แทรกซึมเข้าสู่สสารของสนามรบ กระทบทุกสายตาที่เฝ้ามอง และบีบคั้นหัวใจทุกสิ่งที่ยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ไครซ์คาน เดอะสตีลเบรคเกอร์ ที่รอดจากการจู่โจมชุดแรกของเธอ แม้ร่างจะไหม้เป็นริ้วเกราะบิดเบี้ยว แต่ยังคงยืดตัวสูงใหญ่เกินมนุษย์ถึงสองเท่า ตาแดงเจิดจ้าเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง
"อาร์เคนหญิง… เจ้าคิดว่าไฟแค้นของเจ้าจะแผดเผาข้าได้หรือ?"
"ไม่ใช่แค่ข้า... แต่เป็นแสงของเขา—ที่เจ้าเพิ่งฆ่าไป!"
เสียงของเฟเรนเซียแผดเป็นเวทกระแทก บรรยากาศรอบตัวเธอราวกับกลายเป็นอีกโลกหนึ่ง พลังเวทของเธอกระตุกห้วงมิติจนพื้นดินแปรเปลี่ยนเป็นลานเวทเรืองแสง วงแหวนเวทระดับมหากาพย์ก่อตัวขึ้นใต้ฝ่าเท้าเธอและแผ่ขยายเป็นรัศมีรอบตัว
【สถานะพิเศษ: Arcane Domain: Judicium Ardentis】
ผล: พลังเวททุกชนิดในรัศมี 200 เมตร สงบนิ่งตามความตั้งใจของผู้ครอบครอง
ความต้านทานเวทของศัตรูลดลง 50%
พลังเวทรุกโจมตีเพิ่มขึ้น 300%
เฟเรนเซียยกไม้เท้าเวทขึ้นอีกครั้ง — คราวนี้ทั้งท้องฟ้าแปรเปลี่ยน กลายเป็นสีม่วงแดงเหมือนเลือดปะปนไฟ อากาศกรีดร้องราวกับทั้งโลกกำลังร้องไห้
"Flamma Ultima: Benedictione Ignis"
เวทชั้นสูงสุดของสาย Ardent Flame ถูกปลดปล่อยเป็นครั้งแรก
เปลวไฟสีขาวเงินที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่สามารถสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณ ลุกโชนรอบร่างไครซ์คานเป็นเส้นเวทเรืองแสงหลายร้อยสาย
แต่ละสายคือ “คำพิพากษาแห่งความสูญเสีย” ที่เธอหลอมรวมมาจากความรัก ความเจ็บปวด และความแค้น
ไครซ์คานคำราม ตวัดกรงเล็บยักษ์พุ่งเข้าใส่เฟเรนเซีย แต่ก่อนที่มันจะสัมผัสผิวของเธอ เปลวไฟพิพากษาก็แทรกเข้าทะลุแขนขนาดมหึมาของมัน เผาผลาญไปถึงเส้นประสาทเวทด้านในสุดของร่างอสูร
“ก๊ากกกกกกกกกกกก!!”
เสียงคำรามของไครซ์คานกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า และทำให้ขุนพลเงามืดรอบนอกหลายตนต้องถอยหนีด้วยความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ
เธอไม่หยุด — เฟเรนเซียยังไม่หยุด
“นี่... เพื่อคราส... และเพื่อพวกเรา”
เธอกรีดมือวาดวงเวทสุดท้ายกลางอากาศ เปลวเวทสีขาวทองสายหนึ่งจู่โจมจากทิศตรงข้ามทะลุแผ่นหลังของไครซ์คาน อสูรแม่ทัพเหล็ก… ทรุดตัวลงช้า ๆ เลือดสีดำของมันพุ่งทะยานขึ้นพร้อมเสียงร้องคำรามสุดท้ายที่แหบแห้งและเจ็บปวด
ตูมมมมมมมมมมมมมมม!!!
เสียงระเบิดสุดท้ายทำให้พื้นสนามรบสั่นสะเทือนเป็นวงกว้าง และเมื่อฝุ่นจางลง — ร่างของไครซ์คานนอนแน่นิ่ง… พ่ายแพ้
ทว่าสายตาของเฟเรนเซียยังคงนิ่ง ไม่เปล่งเสียง ไม่ฉลองชัย
"เหลืออีกหลายตัว… และเรายังไม่อาจหยุด"
เธอก้มลงแตะที่หน้าผากของคราสเบา ๆ
"...ฉันจะสู้แทนเจ้า... ไปจนจบ"
และเมื่อเงาแห่งชัยชนะเริ่มสาดแสงไปบนแนวรบด้านตะวันออก — เงาใหม่ก็เข้ามาแทนที่
เสียงกลองศึกจากทางเหนือดังขึ้นอย่างหนักหน่วง
กล้องเวทของศูนย์บัญชาการเริ่มสั่นสะเทือน…
“เตือนภัย: การรุกของแม่ทัพอสูรอีกสองตน — ซาลานด์ เรกาน้อร์ และ อาเครน ธานธัส ได้เข้าสู่แนวกลางแล้ว!”
...และเรื่องราวของเซอร์อัลวา เรนฮอลต์ ก็กำลังจะเริ่มต้น
แนวรบกลาง – ศูนย์บัญชาการภาคสนามอัลเทียร์ อีเทอเรีย
เสียงแตรคำรามจากทิศเหนือระเบิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังก้องเกินกว่าเวทป้องกันจะกั้นไว้ได้ คลื่นพลังเวทดำและควันสีเลือดไหลทะลักเข้าเขตแดนศักดิ์สิทธิ์
ที่แนวหน้า — ยืนเด่นอยู่คือชายร่างใหญ่สูงกว่า 2 เมตรเต็ม เกราะเหล็กสีน้ำเงินทมิฬสะท้อนแสงเช้าเป็นประกายดั่งฟ้าผ่ากลางท้องฟ้าคราม เขายกโล่ทรงโบราณประดับตราหมาป่าเหนือดวงตะวัน และค่อย ๆ สะบัดค้อนศึกยาวสองมือที่เคลือบด้วยเวทสายฟ้าออกมาช้า ๆ
เซอร์อัลวา เรนฮอลต์ – ผู้นำทัพแกรนด์โวล์ฟานด์ โล่เหล็กแห่งทวีปตะวันตก
"พวกมันมาแล้ว..." เขาพูดกับตัวเอง พลางขยับฝ่าเท้าลึกลงบนดินราวกับกำลังฝังรากเพื่อรับแรงปะทะ
เสียงอสูรกระหึ่มก่อนร่างสองร่างมหึมาจะพุ่งทะลวงแนวหมอกอาคมเข้ามา
ซาลานด์ เรกาน้อร์ – แม่ทัพอสูรผู้ควบคุม “การยืดขยายร่าง” อสูรสูงห้าช่วงเสา ท่อนแขนยืดยาวเป็นก้านเหล็กพันเถาวัลย์วิญญาณ กล้ามเนื้อแตกระเบิดมีใบหน้าร้องไห้หลายสิบใบฝังอยู่ในผิว
อาเครน ธานธัส – แม่ทัพอสูร “วิญญาณธาตุผนึกมรณะ” มีสองหัว ร่างด้านหนึ่งเป็นเพลิงมืด ร่างอีกด้านคือร่างแข็งแกร่งแฝงด้วยพลังหยุดกาลเวลา
ทั้งคู่พุ่งลงมาราวกับเทพอสูรโบราณจะเดินบนแผ่นดิน กองกำลังแนวกลางของอัลเทียร์เริ่มสั่นคลอนแม้จะยังไม่มีการปะทะ แต่เซอร์อัลวา ไม่ถอยแม้ก้าวเดียว เขากระแทกโล่ลงบนพื้น
ตึงงงง!!
แรงเวทกระจายออกเป็นวงโคจรเสริมขวัญกองกำลัง
【Passive Activated – Steel Aura: ทุกหน่วยพันธมิตรใกล้ตัว ได้รับพลังป้องกันเพิ่มขึ้น 30% และความต้านทานความกลัวระดับสูง】
"ศึกนี้... จะไม่มีใครถอยหลังแม้เพียงครึ่งก้าว"
แสงสายฟ้าระเบิดขึ้นพร้อมแรงกระแทกจากการก้าวแรกของเซอร์อัลวา ที่พุ่งเข้าเผชิญหน้าสองแม่ทัพอสูรด้วยตนเอง เงาอสูรสองตนเหมือนฝนพายุถล่มใส่ผืนแผ่นดินแห่งมนุษย์ แต่เขา — กลับยืนหยัดอยู่กลางพายุนั้นอย่างสมบูรณ์แบบเสียงตะโกนสุดท้ายของเขาดังก้องกลางหมอก
"พวกเจ้า... จงมาให้ข้าฉีกกระดูกทิ้งตรงนี้!"
