ซุนเฟยไม่รู้ว่าหลังจากที่พวกเขาได้เดินออกมาจากร้านเหล้าแล้ว พวกทหารรับจ้างในร้านเหล้าจะมีท่าทีตอบสนองที่รุนแรงขึ้นมา แองเจล่ากับเจ็มม่ายังอยากเดินเที่ยวเล่นต่อ ดังนั้น ทั้งสามคนจึงพากันเดินเที่ยวไปตามท้องถนน ในตอนเที่ยง ผู้คนที่เดินอยู่ตามถนนเริ่มบางตาลงพระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วงไม่ค่อยร้อนเท่าไรนัก บวกกับท้องฟ้าแจ่มใส อากาศที่สดชื่น ทำให้ไม่นานทั้งสามคนต่างก็ลืมเลือนสิ่งที่เกิดขึ้นในร้านเหล้าและอารมณ์ดีขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เมืองน้ำพุร้อนแห่งนี้ถูกเรียกว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองในภาคเหนือของราชอาณาจักร เขตพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ล้วนมีครบถ้วน (เขตพื้นที่ อาทิเช่น เขตสำหรับที่อยู่อาศัยเขตอุตสาหกรรม เป็นต้น) ซุนเฟยเลือกไปเที่ยวชมตามเขตพื้นที่ต่างๆที่ตัวเองสนใจ แห่งแรกที่ทั้งสามคนไปก็คือคฤหาสน์ขนาดกลางภายในเมือง ซึ่งสถานที่นี้ใช้สำหรับการประมูลซื้อขายสินค้า ตอนนี้พวกเขากำลังประมูลสินค้ากันอยู่ ซุนเฟยคอยสังเกตรูปแบบการประมูลอย่างละเอียดเพียงไม่กี่นาทีเขาก็พอจะเข้าใจกระบวนการต่างๆ ได้อย่างคร่าวๆ แต่น่าเสียดายว่า สินค้าพวกนั้นไม่มีชิ้นไหนเลยที่ซุนเฟยรู้สึกสนใจ พวกเขารั้งอยู่สักพักก็พากันเดินออกไป
หลังจากเยี่ยมชมคฤหาสน์ประมูลจนพอใจแล้ว ซุนเฟยก็ถามทางไปยังร้านรับแลกเงินที่ใหญ่ที่สุดของเมืองน้ำพุร้อน
ร้านรับแลกเงินของที่นี่แทบไม่ต่างอะไรกับธนาคารในโลกเก่าของเขาเลย ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของร้านรับแลกเงินน่าจะเป็นพวกเชื้อพระวงศ์ หรือขุนนางชั้นสูงที่มีอำนาจในราชอาณาจักรคอยควบคุมดูแลอยู่ ร้านรับแลกเงินจะรับผิดชอบในการหมุนเวียนและแลกเปลี่ยนเงินตรา มันมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของแผ่นดินอาเซรอทเป็นอย่างมากสถานที่แห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมของเวทมนตร์ที่รุ่งเรือง มีความปลอดภัยสูงและน่าเชื่อถือ ยิ่งถ้ามีเงินหรือสถานะที่พิเศษมากพอ ก็จะกลายเป็นแขกวีไอพีของร้านรับแลกเงินได้เลยพวกเขาจะมอบการ์ดคริสตัลให้กับคุณ ซึ่งคุณสามารถใช้บัตรนี้ไปแลกเปลี่ยนเงินตราที่ร้านรับแลกเงินที่ไหนก็ได้ภายในราชอาณาจักรแห่งนี้ ไม่ต้องหอบเงินเป็นหีบๆ ร่อนไปร่อนมาล่อตาล่อใจพวกโจร ทั้งยังสะดวกในการพกพาและปลอดภัยอีกด้วย
แต่สำหรับซุนเฟยแล้ว ในเมื่อเขาสามารถหอบเงินและของมีค่ามากมายไปฝากไว้ในโลก Diabloได้ ซึ่งมีแต่เขาเท่านั้นที่สามารถเข้าออกโลกนั้นได้ ดังนั้นข้อเสนอในด้านความปลอดภัยหรือความสะดวกสบายที่ร้านรับแลกเงินเสนอมาจึงไร้ความหมายสำหรับเขา แต่เมื่อครุ่นคิดได้ว่า การได้เป็นแขกวีไอพีของร้านรับแลกเงินที่ใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักรเซนิทและมีการ์ดคริสตัลอยู่ในมือ นอกจากจะมีไว้อวดแล้ว บางทีในอนาคตเมื่อถึงคราวตกต่ำลง เขาอาจจะได้ใช้มัน เมื่อคิดได้ดังนั้น ซุนเฟยจึงไม่ลังเลที่จะควัก 'อัญมณีทั่วไป' ธาตุไฟระดับสูงจำนวนสิบก้อนออกมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินหนึ่งแสนเหรียญทอง และนี่ก็ทำให้เขาได้เป็นแขกวีไอพีพร้อมกับได้รับการ์ดคริสตัลทันที
เมื่อออกมาจากร้านรับแลกเงิน ซุนเฟยก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนรวยขึ้นมาทันที ความจริงแล้ว 'อัญมณีทั่วไป' สิบก้อนกับเงินหนึ่งแสนเหรียญทอง เมื่อเทียบกับความต้องการของ 'อัญมณีทั่วไป' ที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว ถือว่าราคาแลกเปลี่ยนนี้เหมาะสมมาก ความรู้สึกหลังจากที่ได้การ์ดคริสตัลสีม่วงมาครอบครองก็คือ ตัวเบาหวิวเหมือนจะลอยขึ้นฟ้า ซุนเฟยไม่รีรอที่จะนำการ์ดคริสตัลสีม่วงไปอวดแองเจล่าและเจ็มม่า
ต่อมา ทั้งสามคนก็พากันเดินชมสถานที่อันน่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสมาคมเวทมนตร์ สมาคมทหารรับจ้าง หอคอยเวทมนตร์ รอบกำแพงเมืองร้านตีเหล็ก ร้านขายเสื้อผ้าสาขาย่อยของหอการค้าโซรอสที่ตั้งอยู่ในเมืองน้ำพุร้อน วิหารของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ตลาดค้าทาส ตลาดการค้า และตลาดมืดในตำนาน ทุกที่ที่พวกเขาต่างไปเยือนกันมาหมดแล้ว ข้อมูลที่ตัวเองเคยสงสัยและไม่สามารถหาได้จากเมืองเล็กๆอย่างเมืองแซมบอร์ดก็ได้รับความชัดเจน ที่นี่ทำให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซรอทของซุนเฟยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถ้าไม่ติดว่ากำลังอยู่ในช่วงสถานการณ์อันตึงเครียด ซุนเฟยคงมีโอกาสได้เข้าไปดู 'กองกำลังพายุคลั่ง' ที่เป็นหนึ่งในสิบกองกำลังอันเกรียงไกรของราชอาณาจักรเซนิท เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่ามันดีหรือแย่กว่าหน่วยเทศกิจทั้งสามร้อยคนของเขา แต่เพราะกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด ดังนั้นทางค่ายจึงไม่อนุญาตให้คนแปลกหน้าเข้ามาในค่าย
จนกระทั่งประมาณบ่ายสองบ่ายสาม แองเจล่ากับเจ็มม่าก็เริ่มเหนื่อยจนแทบเดินไม่ไหว เท้าของพวกนางเริ่มบวม แต่ถึงกระนั้น ความอยากเที่ยวของพวกนางก็ไม่ได้ลดลงไปเลย บางครั้งผู้หญิงก็มีมุมที่อึดถึกทนไม่ต่างกับสัตว์ประหลาดเลยจริงๆ ซุนเฟยตัดสินใจซื้อรถม้าเวทมนตร์และผันตัวเองไปเป็นคนขับ พาสองสาวที่อยู่ในรถม้าเวทมนตร์ตระเวนเที่ยวชมเมืองต่อ
ที่โลกเก่าซุนเฟยยังไม่เคยมีประสบการณ์ขี่รถเที่ยวเล่นกับสาวงามมาก่อน วันนี้เขาไม่ใช่นักฆ่ามากความสามารถ หรือยอดฝีมือลึกลับที่มอบความพ่ายแพ้ให้แก่ซัตตัน อัศวินพระอาทิตย์สีทองอะไรนั่น หรือแม้แต่ราชาของอาณาจักรบริวารเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจในการต่อต้านราชอาณาจักรเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่ชอบฏอ้อวด ฟุ้งเฟ้อขี้โม้เหมือนเด็กหนุ่มวัยเดียวกัน เมื่อเห็นผู้คนสองฝากฝั่งถนนมองมาที่รถม้าเวทมนตร์ของเขาด้วยสายตาอิจฉาก็ยิ่งทำให้ซุนเฟยรู้สึกลำพองใจขึ้นมาเขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปเปิดหน้าต่างรถม้าเวทมนตร์ออกเพื่อเป็นการบอกนัยๆ ว่าบิดาไม่ได้มีดีแค่รถสวยนะเฟ้ย ยังมีสาวงามในรถอีกต่างหาก ฮ่าๆ อิจฉาล่ะสิ!
แต่ลำพองใจได้ไม่นานใบหน้าของซุนเฟยก็ค่อยๆคล้ำลง
“อา...หลงทาง?”
ซุนเฟยพบว่าหลังจากที่ตัวเองเที่ยวเล่นแบบไร้จุดมุ่งหมาย พอถึงคราวจะเดินทางกลับก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ส่วนไหนของเมืองเสียแล้ว ผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนค่อยๆ เบาบางลง และตอนนี้ก็ไม่เห็นใครเลย ซุนเฟยไม่รู้ตัวว่าระดับการหลงทางของเขานั้นได้พัฒนาจนกลายเป็นปรมาจารย์แห่งการหลงทางที่หาจับตัวได้ยากแลว! ด้วยการแยกแยะทิศทางแบบมั่วๆทำให้รถม้ามุดซอยนั้นออกซอยนี้ทะลุซอยโน้นจนมั่วไปหมด อย่าว่าแต่จะหาทางออกเลย แค่จะย้อนกลับไปทางเดิมก็ยังทำไม่ได้
สิบกว่านาทีต่อมา รถม้าก็ได้เข้าไปในเขตเมืองที่สกปรกแห่งหนึ่ง กลิ่นเหม็นอับในอากาศและตรอกซอกซอยที่เหมือนเขาวงกต สถานที่แถวนี้เงียบสงัดแตกต่างจากสถานที่คึกคักก่อนหน้านี้มากราวกับอยู่คนละโลก
ตลอดสองข้างทางจะเห็นเหล่าผู้คนที่น่าสงสาร ที่นี่ไม่มีแม้แต่ร้านค้าเล็กๆ หรือคนหาบเร่เลยสักคนเดียว ตลอดแนวถนนทั้งสองฝั่งเป็นกระท่อมเล็กๆ ทรุดโทรมผุพัง บางครั้งก็จะเห็นร่างผ่ายผอมผมเผ้ากระเซอะกระเซิงดูมอมแมมประมาณหนึ่งถึงสองคนอยู่ในกระท่อม บนพื้นดินมีน้ำสกปรกๆ ทุกที่เต็มไปด้วยขยะที่มีมลพิษ และในกองขยะก็จะมีศพของคนซุกอยู่ข้างใน ศพเน่าเปื่อยคอยส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนคละคลุ้งไปทั่ว ในกองขยะยังมีพวกหมาแมวเข้าไปขุดคุ้ยเขี่ยเพื่อหาของกิน ขนของพวกมันทั้งสกปรกทั้งมีกลิ่นเหม็น ดูเหมือนว่าพวกมันคงจะผ่านวันคืนที่เลวร้ายมาไม่น้อย
“ที่นี่น่าจะเป็นสลัมของเมืองน้ำพุร้อน...” ไม่ช้าซุนเฟยก็เริ่มเข้าใจขึ้นมา
ซุนเฟยมองสภาพรอบๆอย่างละเอียด เขาไม่ได้คิดจะรีบร้อนจากไป เพราะตอนนี้เขาได้พบกลิ่นอายที่คุ้นเคยของเด็กหนุ่มผิวดำที่อยู่ในร้านเหล้าไอวี่ลีกก่อนหน้านี้ กลิ่นอายนี้ปรากฏอยู่ด้านหน้า ซุนเฟยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจบังคับรถม้าไปตามทิศทางที่กลิ่นอายนั่นอยู่
ตลอดทาง พวกผู้หญิงที่มีรูปร่างผ่ายผอมเนื้อตัวสกปรกพากันมายืนอออยู่ตามริมถนนทั้งสองฝั่ง
อากาศในฤดูใบไม้ร่วงค่อนข้างหนาว แต่ถึงอย่างนั้นเสื้อผ้าของพวกนางก็บางมาก และยังเปิดเผยมากอีกด้วย ซุนเฟยเห็นได้ชัดว่าพวกนางตัวสั่นเพราะความหนาว แต่พวกนางก็ยังกัดฟันยืนอยู่กับที่ เมื่อเห็นว่ามีคนผ่านมา ดวงตาของพวกนางก็เปล่งประกาย บางคนที่ใจกล้าก็จะกวักมือเชื้อเชิญ
ที่แท้ที่นี่ก็คือย่านโคมแดง ซุนเฟยมองเห็นทหารรับจ้างสองสามนายซึ่งดูป่าเถื่อนเลือกผู้หญิงที่ดูมีเนื้อมีหนังกว่าคนอื่น จากนั้นก็ผลักพวกผู้หญิงคนอื่นๆที่พยายามเข้ามาอ้อนวอนด้วยความสิ้นหวังออกไป แล้วรีบร้อนถอดกางเกงของตัวเองออก... หลังจากโล่งตัว พวกเขาก็โยนเงินไปให้ผู้หญิงคนนั้น ไม่ก็ขนมปังสีดำแห้งๆแผ่นหนึ่ง บางคนทนหิวไม่ไหวแม้ว่าจะอยู่ใต้ร่างของผู้ชายที่กำลังโยกร่างเหนือตัวของพวกนาง ก็ยังคงอ้าปากกัดกินขนมปังสีดำนั่นอย่างหิวโหย...
ซุนเฟยถอนหายใจออกมา ฉากตรงหน้าทำให้เขารู้สึกแย่ แต่ก็รู้ดีว่าเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
แน่นอนว่าย่านโคมแดงพวกนี้ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เมื่อเดินทางไปด้านหน้าอีกสักพัก ก็จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนปนอ้อนวอนลอยออกมาจากมุมมืด ซุนเฟยทันเห็นฉากสังหารตรงหน้าพอดี ชายชราผมขาวคนหนึ่งถูกเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบห้าสิบหกปีสองคนใช้มีดตัดคอเขา ร่างผอมๆ ที่ไร้หัวค่อยๆหงายหลังล้มลงกับพื้น เด็กวัยรุ่นสองคนนั้นก็พากันกระโจนเข้าไปยื้อแย่งหัวไชเท้ามากัดกินอย่างมูมมาม แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วมองเห็นซุนเฟย พวกเขาก็คว้ามีดขึ้นสนิมเปื้อนเลือดขึ้นมาดวงตาของพวกเขาฉายแววโหดเหี้ยม มือกุมหัวไชเท้าไว้แน่น...
เดินต่อไปได้อีกสิบนาที กลิ่นอายที่คุ้นเคยก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นมา เมื่อซุนเฟยบังคับรถม้าเลี้ยวตรงหัวมุม เขาก็พบพื้นที่โล่งกว้างผืนหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้อยู่ด้านหน้า ทางฝั่งตะวันตกมีกระท่อมไม้เล็กๆ เตี้ยๆ ประมานสิบหลัง ตรงกลางลานกว้าง ซุนเฟยเห็นชายรูปร่างสูงใหญ่นามว่ายอร์ก และเด็กหนุ่มผิวดำที่ชื่อว่าฟิลิปส์ที่เคยพบในร้านเหล้าไอวี่ลีกเมื่อเช้า กำลังแสดงท่าทางหมัดมวยออกมาให้พวกเด็กๆที่อายุประมาณสิบขวบกว่าๆ จำนวนยี่สิบคนทำตาม
“ยืนตรง...ก้าวเท้าออกมาให้มั่นคง...เก็บหน้าท้อง...ใช่ แบบนี้แหละ!”
ยอร์กซึ่งยืนหันหลังให้ด้านหน้าทางเข้าเอ่ยขึ้นกับพวกเด็กๆ ทักษะการออกหมัดชุดนี้ดูเรียบง่ายมาก เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับว่ากำลังมีเรื่องไม่สบายใจบางอย่าง แต่เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และเคารพศรัทธาของพวกเด็กๆที่กำลังมองทางตัวเองแล้ว ยอร์กก็รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขายิ้มให้กับพวกเด็กๆ และสอนท่าต่อไป
ส่วนเด็กหนุ่มผิวดำที่ชื่อฟิลิปส์ก็ยืนอยู่กับบรรดาเพื่อนๆ และกำลังตั้งอกตั้งใจฝึกฝนท่าหมัด
ซุนเฟยรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มผิวดำคนนั้น และตอนนี้ก็ยิ่งชัดเจน ซุนเฟยมั่นใจในความคิดของตัวเองว่า เด็กหนุ่มผิวดำคนนั้นจะต้องซ่อนความลับบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ไว้อย่างแน่นอน
เสียงกีบเท้าม้าดังกุบกับลอยเข้ามา ทำให้พวกเด็กๆ พลันหยุดชะงัก ก่อนจะพากันจ้องไปที่รถม้าเวทมนตร์หรูหราด้วยดวงตาเบิกกว้าง ในดวงตาของพวกเขาแฝงไปด้วยความอิจฉา เด็กบางคนเอื้อมมือไปกระตุกชายเสื้อของยอร์กทหารรับจ้างชายร่างสูงใหญ่คนนั้น
“ว่าไงไอ้หนูแอนดรูว์ เจ้าไม่เข้าใจท่าหมัดตรงไหน ทำอะไรของเจ้าเนี่ย? ...เฮ้ย?”
ยอร์กหมุนตัวกลับไปมองก็เห็นรถม้าเวทมนตร์คันหนึ่งจอดอยู่ด้านหน้าจากนั้นพลันอุทานออกมาอย่างตกใจ น้อยครั้งมากที่จะมีรถม้าของพวกชนชั้นสูงหลุดมาที่เขตสลัม แต่เมื่อเขาเห็นคนขับรถม้าที่กำลังมองหน้าเขาแบบยิ้มๆก็ตกใจไปชั่วขณะ พร้อมอุทานเสียงดังออกมาอีกรอบ เขายกมือขยี้ตาของตัวเอง
“อะไรกันท่านลุงยอร์ก ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงก็จำข้าไม่ได้แล้วหรือ?” ซุนเฟยกระโดดลงจากรถม้าพลางถามกลั้วหัวเราะ
ประตูรถม้าเวทมนตร์ด้านหลังของเขาก็ถูกเปิดออก จากนั้นแองเจล่าและเจ็มม่าก็โผล่หน้าออกมา เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า สาวน้อยผมทองก็ขมวดคิ้ว ดูท่าว่าสาวน้อยจะยังไม่ลืมว่าชายคนนี้เลือกที่จะหันหลังเดินออกไปจากร้านเหล้าอย่างไร้น้ำใจเห็นได้ชัดว่าในสายตาของเจ็มม่า ทางเลือกที่ยอร์กและเด็กหนุ่มผิวดำเลือกไม่ใช่สิ่งกล้าหาญและมีเกียรติ
“จำได้ จำได้! ท่าน...ท่านคือ...องค์ราชาอเล็กซานเดอร์?”สีหน้าของยอร์กเต็มไปด้วยความรู้สึกอัปยศ ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ เขาก็เดินเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าซุนเฟย สร้างความตกใจให้แก่ทั้งสามคนมาก
----------------------------